ผบ.มทบ.32 เปิดโครงการ “Army Youth Summer Camp”

วันที่ 22 เมษายน 2568 เวลา 09.00 น. พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “Army Youth Summer Camp” ประจำปี 2568 พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชา และรองประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 32 รวมทั้งคณะครูและผู้ปกครอง ณ บริเวณบ้านป่องนัก ค่ายสุรศักดิ์มนตรี จังหวัดลำปาง

โครงการนี้มีเยาวชนซึ่งเป็นบุตรหลานของกำลังพลและเครือข่ายในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 30 คน โดยมีกิจกรรมทัศนศึกษายังสถานที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ บ้านป่องนัก, พิพิธ ภัณฑ์การเรียนรู้เมืองลำปาง (มิวเซียมลำปาง), พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาลำปาง และสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ

โครงการ “Army Youth Summer Camp” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 เมษายน 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ โดยใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์ ผ่านการเรียนรู้และทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยปลูกฝังความรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ที่ร่วมโครงการ

ทั้งนี้ หวังว่าเยาวชนทุกคนจะสามารถซึมซับและนำประสบการณ์จากโครงการนี้ไปพัฒนาตนเองให้เป็นเยาวชนที่ดี มีความรู้ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคตต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ค่ายเม็งรายมหาราช รวมใจชาวประชา ร่วมพิธีสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีฯ

ค่ายเม็งรายมหาราช รวมใจชาวประชา ร่วมพิธีสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และจัดเสนาสนเทศกำลังพล

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 68 เวลา 08.30 น. พ.อ. โรมรัน ชูก้าน รองผู้บัญชามณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานในพิธีสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัย มงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยขอให้พระองค์ท่านทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์โดยเร็ววัน เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยสืบไป ณ อาคารศาสนสถาน มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย จว.ช.ร.

ทั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นล้น พ้น กระทำพิธีสวดมนต์เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ถวายพระพรชัยมงคลคาถาใต้ฝ่าพระบาท และขอถวายพระพรชัยมงคลด้วยความจงรักภักดี ขออำนาจแห่งพระคุณของพระศรีรัตนตรัย พระบารมีแห่งองค์พระสยามเทวาธิราช พระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ อีกทั้งเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีและอานิสงส์แห่งพระกุศลที่ทรงบำเพ็ญอยู่เป็นนิจได้โปรดอภิบาลประทานพรให้ใต้ฝ่าพระบาท หายจากอาการพระประชวรโดยเร็วและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ปราศจากโรคาพาธ และอุปัทวันตรายทั้งปวง ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทย ตลอดกาลนิรันดร์เทอญ” จากนั้นทำพิธีสวดบทเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล อธิษฐานจิตถวายพระพรชัยมงคล พร้อมทั้งเจริญจิตตภาวนาเป็นเวลา 5 นาที

ต่อจากนั้น รองผู้บัญชามณฑลทหารบกที่ 37 ได้เสนาสนเทศกำลังพลเพื่อ สร้างการรับรู้ รับฟังความคิดเห็น และปลูกฝังอุดมการณ์ทหาร สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชา และกำลังพล พร้อมได้กล่าวนโยบายการปฏิบัติงาน ของหน่วย และรวมถึงชี้แจงข้อนโยบายและสั่งการของผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือ เพื่อให้กำลังพลเกิดความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ รวมถึงข้อความจงรักภักดีต่อสถาบัน ข้อห่วงใยโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านระเบียบวินัยทหารให้กำลังพลยึดถือและปฏิบัติโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อกองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

ทม.น่านและรพ.ค่ายสุริยพงษ์ มทบ.38 เปิดโครงการฝึกอบรมทักษะว่ายน้ำ และความปลอดภัยทางน้ำแก่เด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ 2568

เทศบาลเมืองน่านและโรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์ มณฑลทหารบกที่ 38 กระทำพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมทักษะว่ายน้ำ และความปลอดภัยทางน้ำแก่เด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ สระว่ายน้ำเพื่อประชาชน โรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์

วันที่ 21 เมษายน 2568 นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมทักษะว่ายน้ำ และความปลอดภัยทางน้ำแก่เด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมด้วย พันโท ณัฐพงษ์ บุษบัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์ หัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ โดยมี นายศิวลักษณ์ อุ่มมี รองปลัดเทศบาลเมืองน่าน กล่าวรายงานถึงที่มาของโครงการ

การฝึกอบรมทักษะว่ายน้ำ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความปลอดภัยทางน้ำให้แก่เด็กและเยาวชน และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นจากการประสบภัยทางน้ำได้การฝึกอบรมทักษะว่ายน้ำ ยังส่งผลที่ดีต่อเด็กและเยาวชน ได้ออกกำลังกาย ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ กองการศึกษา เทศบาลเมืองน่าน จึงได้จัดทำโครงการฝึกอบรมทักษะว่ายน้ำ และความปลอดภัยทางน้ำแก่เด็กและเยาวชน ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้เด็กและเยาวชน มีความรู้ ด้านความปลอดภัยทางน้ำ มีทักษะในการช่วยเหลือตนเองและ ผู้ประสบภัย จากสถานการณ์อันตรายในน้ำ ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ตลอดจนเพื่อป้องกันการจมน้ำในเด็ก โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 10 ปี

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีเด็กและเยาวชน อายุตั้งแต่ 8 ปี ถึง 12 ปี เข้าร่วมโครงการ จำนวน 40 คน ฝึกอบรมโดยทีมครูผู้มีทักษะ ตั้งแต่วันที่ 21 – 30 เมษายน 2568 ซึ่งก่อนและหลังกิจกรรม ได้มีการสอนยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนขา ธาราบำบัดโดยนักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลค่ายสุริยพงษ์ เพื่อให้เด็กและเยาวชน ร่วมทำกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย


นที มีเดช รายงาน

รพ.ค่ายกาวิละ จัดโครงการฝึกอบรม “การดับเพลิงเบื้องต้น และการอพยพหนีไฟ” เพื่อสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จัดโครงการฝึกอบรม “การดับเพลิงเบื้องต้น และการอพยพหนีไฟ” เพื่อสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จัดโครงการฝึกอบรม “การดับเพลิงเบื้องต้น และการอพยพหนีไฟ” ให้กับกำลังพล และร่วมกันซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอัคคีภัย การช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย เพื่อให้กำลังทุกนายมีความรู้ความเข้าใจในเรื่อง การป้องกันอัคคีภัยและการปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัย ลดอัตราการความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัย อีกทั้งป้องกันการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากอัคคีภัย และสร้างทัศนคติที่ที่ดีต่อกำลังพลกับการมีส่วนร่วนร่วมในการป้องกันอัคคีภัย ณ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โดยมีทีมคณะวิทยากรการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้น งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลหนองหอย มาเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมครั้งนี้ และร่วมกันซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอัคคีภัย การช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอด ภัย เนื่องจากปัจจุบันการบริหารจัดการองค์กรของภาครัฐส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินขององค์กรที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติภัยต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติภัยที่เกิดจากอัคคีภัย ซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

โรงพยาบาลค่ายกาวิละ จึงได้จัดโครงการฝึกอบรม “การดับเพลิงเบื้องต้น และการอพยพหนีไฟ” และซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอัคคีภัย กำหนดแผนการป้องกันอัคคีภัย การปฏิบัติเมื่อเกิดอัคคีภัย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันการเกิดอัคคีภัย รวมทั้งเป็นการสร้างจิตสำนึกให้เจ้าหน้าที่ที่เข้ารับการอบรมเกิดความระมัดระวังมีความรู้ในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ การดูแลอาคาร สถานที่สำนักงาน ให้ปลออดภัยจากอันตรายที่อาจก่อให้เกิดอัคคีภัย ตลอดจนสามารถวางแผนและกำหนดมาตรการป้องกันอัคคีภัยภายในหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ. เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พ.อ.พิฆราช สุริยะ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือให้กำลังใจครอบครัว

ผบ.ทบ. เป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พ.อ.พิฆราช สุริยะ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือให้กำลังใจครอบครัว

ช่วงค่ำวานนี้ (21 เม.ย.68) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทานกองทัพบก เดินทางไปเป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ พันเอก พิฆราช สุริยะ หัวหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 11/ ผบ.พื้นที่ กองอำนวยการ ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติ กองทัพภาคที่ 1 ส่วนหน้า ณ วัดสันทรายต้นกอก ต.ฟ้าฮ่าม อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพิธีสวดในคืนที่ 2 หลังจากคืนแรก (20 เม.ย.68) ได้ประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพิธีอัญเชิญพวงมาลาพระราชทาน ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพวงมาลาวางหน้าหีบศพ เพื่อเป็นเกียรติกับ พันเอก พิฆราช สุริยะ และครอบครัว

โอกาสนี้ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทานกองทัพบก ได้พบปะพูดคุยให้กำลังใจครอบครัว พร้อมมอบเงินช่วยเหลือตามสิทธิของทางราชการ ประกอบด้วย เงินสินไหมทดแทน, เงินเดือน, เงินฌาปนกิจกองทัพบก รวมทั้งเงินช่วยเหลืออื่นๆ อาทิ บำเหน็จตกทอด, เงินช่วยพิเศษ และเงินประกันกรณีเสียชีวิตจากอุบัติ เหตุรถจักรยานยนต์ จากธนาคารทหารไทยธนชาติ จำกัด (มหาชน) เบื้องต้นประมาณ 2,066,942 บาท เพื่อดูแลช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัว ขณะเดียวกันผู้บัญชาการทหารบก/ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการจิตอาสาพระราชทานกองทัพบก ได้มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 11 รวมทั้ง มณฑลทหารบกที่ 33 และกองพลทหารราบที่ 7 ซึ่งเป็นหน่วยในพื้นที่ อำนวยความสะดวกครอบครัวในการจัดพิธีศพ ซึ่งกำหนดพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ระหว่างวันที่ 20-23 เม.ย.68 และพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 24 เม.ย.68 รวมทั้งการดำเนินการในด้านต่างๆ อย่างดีที่สุด

และด้วย พันเอก พิฆราช สุริยะ กำลังพลกองทัพบกที่ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของทหารอาชีพ ที่ได้ปฏิบัติงานในทุกภารกิจที่ได้รับมอบอย่างสำเร็จด้วยดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะการน้อมนำพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำรงตนในฐานะกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน เพื่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งระหว่างปฏิบัติหน้าที่ครั้งสุดท้าย ขณะเดินทางไปเข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวัน เหตุอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ณ กองอำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ส่วนหน้า (จตุจักร) ได้ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียชีวิต ในวันที่ 18 เม.ย.68 นำความสูญเสียและเสียใจแก่กองทัพและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ กองทัพบก จะดำเนินการปูนบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่กำลังพลและครอบครัว


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” จับมือ UNODC อัปเดทสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงในภูมิภาคอาเซียน พร้อมหารือวิธีการแก้ไขปัญหา

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” จับมือ UNODC อัปเดทสถานการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงในภูมิภาคอาเซียน พร้อมหารือวิธีการแก้ไขปัญหา

วันนี้ (22 เมษายน 2568) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ฉก.88) และหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 เวลา 19.00 น. ได้รับเชิญไปอภิปรายในงาน Expert Panel on Scam Centers and Cybercrime in the Mekong Region ซึ่งจัดโดย UNODC โดยมีผู้แทนจากสถานทูต ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมรับฟัง ณ Foreign Correspondents Club สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย อาคารมณียา ถ.เพลินจิต แขวงและเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มักใช้พื้นที่ตามแนวชายแดนของไทยและประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานปฏิบัติการ โดยกลยุทธ์หลักที่ประเทศไทยนำมาใช้ มุ่งเน้นไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการก่ออาชญากรรมของแก๊งเหล่านี้คือ “ยุทธการระเบิดสะพานโจร” ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. ระบบสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ (ซิม สาย เสา) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการติดต่อสื่อสารและดำเนินการหลอกลวงผู้เสียหาย
  2. บัญชีธนาคารและบัญชีสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) ที่ถูกใช้เป็นช่องทางในการรับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวงและดำเนินการฟอกเงิน
  3. กลุ่มมิจฉาชีพ (สแกมเมอร์) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เป็นผู้ปฏิบัติการหลักในการหลอกลวงผู้เสียหายโดยตรง การตัดทำลายรากฐานเหล่านี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพในการก่ออาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้การดำเนินการหลอกลวงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการประสานความร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ เนื่องจากลักษณะของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นองค์กรข้ามชาติ การทลายเครือข่ายและการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานในประเทศที่แก๊งเหล่านี้ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่

ในปีนี้ประเทศไทยได้แสดงบทบาทสำคัญในการร่วมมือและให้ความช่วยเหลือ ในกระบวน การส่งกลับผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัจจุบันได้ดำเนินการส่งกลับชาวต่างชาติแล้ว 7,177 ราย จาก 33 ประเทศ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขอความร่วมมือไปยังประเทศต้นทางให้ทำการสัมภาษณ์และส่งมอบข้อ มูล รวมถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้สามารถนำไปขยายผลในการปราบปรามและดำเนินคดีกับองค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับประเทศจีน , ญี่ปุ่น และกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สำคัญในการจับกุมกลุ่มขบวนการ ทั้งในระดับหัวหน้าและสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นจำนวนมาก และเชื่อมั่นว่าการประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติอย่างยั่งยืน

ด้าน นายเบเนดิกต์ ฮอฟแมนน์ ผู้แทนภูมิภาค UNODC เปิดเผยว่า UNODC ได้ติดตามและวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวขององค์กรอาชญากรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และพบว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็วและขยายขอบเขตการปฏิบัติงานอย่างมาก ไม่เพียงแต่ขยายวงกว้างการหลอกลวงไปยังผู้เสียหายในหลากหลายภูมิภาคนอกเหนือทวีปเอเชีย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจมากขึ้น และขยายพื้นที่ปฏิบัติการไปยังหลายประเทศทั่วโลกเท่านั้น แต่ที่สำคัญคือองค์กรเหล่านี้ยังแตกแขนงไปก่ออาชญากรรมในรูปแบบอื่นๆ ที่มีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้น เช่น การผลิตและค้ายาเสพติดให้กับเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคอื่นๆ

ล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในประเทศไนจีเรีย ซึ่งมีผู้ร่วมขบวนการเป็นชาวจีน, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยมีกลุ่มอาชญากรชาวจีนซึ่งเดิมตั้งฐานอยู่ในภูมิภาคอาเซียนเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง UNODC ประเมินว่าปัจจุบันมีผู้ถูกหลอกลวงให้เข้าไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์แล้วกว่า 56 ประเทศทั่วโลก โดยมีแนวโน้มการขยายเป้าหมายไปยังประเทศที่ประชากรมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสได้ดี และในระยะหลังเริ่มปรากฏแนวโน้มการรับสมัครสแกมเมอร์ที่จากประเทศเกาหลีซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรที่รายได้สูง

สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ นายฮอฟมันน์ฯ ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนผู้ที่สมัครใจ ที่จะเข้าไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อน นอกจากนี้ องค์กรอาชญากรรมเหล่านี้ยังเริ่มนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการหลอกลวงในรูปแบบที่ซับซ้อนและแนบเนียนยิ่งขึ้น เช่น การสร้างภาพและเสียงปลอมแปลง (Deepfake) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้อย่างน่ากังวล

ผู้แทนภูมิภาค UNODC กล่าวว่า องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้มีความซับซ้อนและมีขนาดใหญ่มาก ส่งผลให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกเผชิญกับความท้าทายอย่างยิ่งในการปราบปรามและดำเนินคดี อีกทั้งความพยายามในการกวาดล้างของรัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในแต่ละประเทศ ยังนำไปสู่การปรับเปลี่ยนและพัฒนารูปแบบการกระทำความผิด การฟอกเงิน และการสรรหาแสกมเมอร์ ซึ่งอาจทำให้การปราบปรามยากลำบากยิ่งขึ้น

ด้าน นายจอห์น วอยชิค นักวิเคราะห์ประจำภูมิภาคของ UNODC ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิวัฒนาการของอาชญากรรม กล่าวถึงการปรากฏตัวของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่ทำหน้าที่ในการฟอกเงินโดยเฉพาะ ซึ่งเปรียบเสมือน “สถาบันการเงินเถื่อน” ที่ให้บริการทางการเงินแก่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในภูมิภาคอาเซียน แต่ปัจจุบันได้ขยายขอบเขตการให้บริการไปยังภาคส่วนอาชญากรรมอื่นๆ เช่น การค้ายาเสพติด, กลุ่มแฮกเกอร์, กลุ่มค้าสื่อลามกอนาจารเด็ก และกลุ่มการค้ามนุษย์ ในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเครือข่ายอาชญากรรมที่เชื่อมโยงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

นายวอยชิค ยังได้กล่าวถึงกรณีของ HuiOne Guarantee ซึ่งเป็นตลาดมืดออนไลน์ที่ซื้อขายสินค้าและบริการผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์และบริการครบวงจรสำหรับการจัดตั้งและบริหารแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการขายข้อมูลส่วนบุคคล, ซอฟต์แวร์ และระบบที่ใช้ในการหลอกลวง นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการถูกอายัดทรัพย์สินและหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย ยังมีการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตนเองชื่อ HuiOne Blockchain และ USDH เพื่อใช้เป็นช่องทางในการชำระเงินภายในแพลตฟอร์มอีกด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะการฟอกเงินในรูปแบบบริการ (Laundering as a Service) และอาชญา กรรมในรูปแบบบริการ (Crime as a Service) นั้น เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้เหล่าอาชญากรสามารถกระทำความผิดได้ง่ายขึ้น ในวงกว้างมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ นายฮอฟแมนน์ กล่าวเสริมย้ำถึงความรุนแรงของปัญหาว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วในแง่ของเงินทุน, โอกาสในการทำงานที่ล่อลวง, การเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการก่ออาชญากรรม และการพัฒนาระบบเครือข่ายที่เข้มแข็งมากขึ้น เป็นสิ่งที่ภูมิภาคอาเซียนไม่เคยเผชิญมาก่อน รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจึงจำเป็นต้องมีแนวทางการรับมือและแก้ไขปัญหารูปแบบใหม่ ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถติดตามและจัดการกับอาชญากรเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที และปกป้องประชา ชนจากภัยคุกคามที่ซับซ้อนและขยายวงกว้างนี้

ด้าน นางสาวเจนนิเฟอร์ โซห์ หัวหน้าฝ่ายการสืบสวนคดีอาชญากรรมไซเบอร์ บริษัท Group-IB ซึ่งประกอบธุรกิจด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เปิดเผยถึงกลโกง ภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบใหม่: “Android Malware Scam” ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่น่าจับตามอง และมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการก่ออาชญากรรมที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยกลโกงดังกล่าวเริ่มต้นจากการหลอกลวงให้ผู้เสียหายติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมลงบนโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยแอปพลิเคชันปลอมเหล่านี้อาจเลียนแบบแอปพลิเคชันของหน่วยงานรัฐหรือบริษัทเอกชนต่างๆ ที่ผู้เสียหายคุ้นเคย เมื่อผู้เสียหายติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมแล้ว อาชญากรไซเบอร์จะสามารถเข้าควบคุมโทรศัพท์มือถือจากระยะไกล และทำการดูดข้อมูลสำคัญที่อยู่ในเครื่องของผู้เสียหายได้ สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ภายในแอปพลิเคชันปลอมเหล่านี้ อาจมีการหลอกลวงให้ผู้เสียหายส่งภาพวิดีโอใบหน้าของตนเอง โดยอ้างเหตุผลต่างๆ ซึ่งอาชญากรไซเบอร์จะนำภาพวิดีโอดังกล่าวไปใช้ในการ bypass ระบบสแกนใบหน้า (facial recognition) ของแอปพลิเคชันธนาคาร

ทางด้าน Group-IB พบว่า อาชญากรไซเบอร์ใช้วิธีการ Camera Injection Tool ในการ นำภาพวิดีโอใบหน้าที่ถ่ายไว้ล่วงหน้าของเจ้าของบัญชีธนาคาร อัปโหลดเข้าสู่ระบบการยืน ยันตัวตนด้วยใบหน้าของธนาคาร ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย และทำการโจรกรรมเงินได้อย่างง่ายดาย ภัยคุกคามนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของอาชญากรไซเบอร์ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อโจมตีระบบความปลอดภัยทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือโดยตรง ผู้ใช้งานจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงและเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ บนโทรศัพท์มือถือมากยิ่งขึ้น


นที มีเดช รายงาน

จเรตำรวจแห่งชาติประชุม ฉก.88 ร่วมกับ 32 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้เห็นผลชัดเจนภายใน 3 เดือน เน้นใช้มาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” อย่างเคร่งครัด

จเรตำรวจแห่งชาติประชุม ฉก.88 ร่วมกับ 32 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ให้เห็นผลชัดเจนภายใน 3 เดือน เน้นใช้มาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” อย่างเคร่งครัด

วันนี้ (21 เมษายน 2568) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ผอ.ฉก.88) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ฉก.88) ครั้งที่ 1/2568 โดยมีผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9, ผู้บัญชา การตำรวจสอบสวนกลาง, ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล, ผู้บัญชาการสำนักงบประมาณและการเงิน, ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) พร้อมด้วย นายบุญช่วย หอมยามเย็น ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย/รอง ผอ. ฉก.88, นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ฝ่ายความมั่นคง/รอง ผอ.ฉก. 88, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผอ.ฉก.88, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขัน ทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/ผู้ช่วย ผอ.ฉก.88, ผู้แทนฝ่ายตำรวจทุกหน่วย และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 32 หน่วยงาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์

ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 83/2568 เรื่อง การจัดตั้งกลไกอำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งตำรวจ ทหาร ภาครัฐ เอกชน ฝ่ายปกครอง โดยตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (คณะกรรมการ ปชด.) มีศูนย์ปฏิบัติเฉพาะกิจ 4 ศูนย์ ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ฉก.88) มี พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็นผู้อำนวยการฯ ทำหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่แนวชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมาและประเทศกัมพูชา

ในที่ประชุมได้มีการติดตามสถานการณ์ภาพรวมของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์ตามพื้นที่แนวชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา และแนวชายแดนที่ติดกับประเทศกัมพูชา และแนวทางการดำเนินการในการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของไทยจะไม่ยอมให้กลุ่มคนไทยที่เดินทางไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อถูกจับกุมแล้วอ้างว่าตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม โดยล่าสุดจากปฏิบัติการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะฝั่งกัมพูชามีการกวาดล้าง 2 ครั้ง จับกุมคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องส่งกลับประเทศรวมจำนวน 175 คน พบว่าทุกคนไม่ใช่เหยื่อการค้ามนุษย์ แต่เป็นคนที่มีส่วนร่วมกับอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกคน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินคดีในไทยใน 4 ข้อหาใหญ่

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมร่วมทุกหน่วยงานครั้งแรก โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานเข้าร่วมประชุม เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเน้นการใช้มาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” อย่างเคร่งครัด ได้แก่

  1. ป้องกันการลักลอบส่งเสา สาย ซิม โดยการตัดสายเคเบิ้ลผิดกฎหมาย ตัดเสาสัญญาณผิดกฎหมาย ปราบปรามซิมผี วิเคราะห์จุดที่ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์จาก IP address และที่ตั้งทางกายภาพ
  2. ตรวจสอบป้องกันการใช้บัญชีธนาคารและบัญชีคริปโตเคอร์เรนซี โดยตรวจสอบสาขาของธนาคารที่มีการเปิดบัญชีม้าจำนวนมาก การถอนเงินจากธนาคารและตู้กดเงินสดตามแนวชายแดน การลักลอบขนเงินสดข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติและด่านศุล กากร และการวิเคราะห์เส้นทางการเงินจากบัญชีธนาคารและบัญชีคริปโตเคอร์เรนซี
  3. ป้องกันการลักลอบเดินทางเข้าออกประเทศไทยของชาวไทยและชาวต่างชาติตามแนวชายแดน เพื่อปิดกันไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อเดินทางไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นภัยความมั่นคงของชาติรูปแบบใหม่ เรียกว่า Cyber War ที่ต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยบูรณาการการปฏิบัติร่วมกันทุกหน่วยงาน เชื่อว่าหากทุกหน่วยงานร่วมมือร่วมใจกันทำจริง และเด็ดขาดพอ จะทำให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 3 เดือน


นที มีเดช รายงาน

ผบช.ภ.5 รุดสอบปากคำผู้ต้องหา ชิงทรัพย์ธนาคาร พื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่

ผบช.ภ.5 รุดสอบปากคำผู้ต้องหา ชายวัย 27 ปี คดีชิงทรัพย์ธนาคาร พื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียง ใหม่ สารภาพหลังก่อเหตุใช้เงินซื้อ จยย.หนี ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ใน 6 ชั่วโมง

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้เดินทางมายัง สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ เพื่อสอบปากคำผู้ต้องหาชายวัย 27 ปี คดีก่อเหตุชิงทรัพย์ธนาคารกสิกรไทย สาขาเจริญเมือง โดยมี พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, พ.ต.อ.ญาณพล พัฒนชัย ผกก.สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ธนาคารฯ ได้ทันควันภายในเวลา 6 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี พร้อมของกลางเงินสดกว่า 25,000 บาท

พฤติการณ์แห่งคดีเหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2568 เวลาประมาณ 12.03 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง รับแจ้งเหตุจากธนาคารกสิกรไทย สาขาเจริญเมือง ว่ามีคนร้ายเป็นชายไทย สวมเสื้อแขนยาวลายแถบสีเขียว หมวกไหมพรม และอาวุธปืนขนาด 11 มม. บุกชิงทรัพย์ภายในธนาคาร ได้เงินสดประมาณ 42,000 บาท ก่อนหลบหนีไป

จากการสืบสวน พบเบาะแสว่าคนร้ายได้โดยสารรถตู้สีเลือดหมูไปลงในพื้นที่ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และโอนเงินค่าโดยสารผ่านบัญชีธนาคารออมสิน ชื่อบัญชี “นายอริยะ” อายุ 27 ปี ชาว จ.น่าน ต่อมาเวลาประมาณ 18.30 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมนายอริยะได้บริเวณริมถนนสายเชียงใหม่ – เชียงราย เขต ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด พร้อมรถจักรยานยนต์ฮอนด้า และเงินสด 25,230 บาท ซึ่งนายอริยะรับสารภาพว่าได้ใช้เงินส่วนหนึ่งจากการชิงทรัพย์ ซื้อรถจักรยานยนต์ในราคา 17,000 บาท

ในการนี้ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้ชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมซึ่งสามารถจับกุมคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ธนาคารฯ ได้ทันควันภายในเวลา 6 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผู้ที่จะก่อเหตุคดีอาชญากรรมโดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ จะต้องถูกจับกุมได้ 100% อย่างแน่นอน ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือไปอย่างพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแสอาชญากรรมสามารถแจ้งผ่านสายด่วน 191 และไลน์@police5 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รายงาน

รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง จ.เพชรบูรณ์ จัดการประชุมวิชาการ และการอบรมโครงการ “ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ปี 2568”

โรงพยาบาลค่ายพ่อขุนผาเมือง จัดหวัดเพชรบูรณ์ จัดการประชุมวิชาการ และการอบรมโครงการ “ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ปี 2568”

โรงพยาบาลค่ายพ่อขุนผาเมือง เป็นโรงพยาบาลกองทัพบก ระดับ 60 เตียง ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 ดูแลรับผิดชอบการตรวจสุขภาพให้กับกำลังพล, ครอบครัว รวมทั้งประชาชนทั่วไป ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ รวมทั้งพื้นที่อื่นที่ขอรับการสนับสนุน โดยมีความมุ่งมั่นให้บริการสุขภาพ แก่กำลังพล, ครอบครัว, ทหารกองประจำการ และประชาชนทั่วไป มุ่งเน้นการทำงานแบบการจัดการบนพื้นฐานข้อมูล อย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพ คุณธรรม และความปลอดภัย โดยมีการพัฒนาด้านการส่งเสริมสุขภาพ, การป้องกันโรค, การตรวจวินิจฉัยโรค และการรักษาพยาบาล อย่างยั่งยืน นั้น

โรงพยาบาลค่ายพ่อขุนผาเมือง ได้ริเริ่มในการจัดการประชุมวิชาการ และการอบรมโครงการ “ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ปี 2568” ขึ้น ในวันอังคารที่ 22 เมษายน 2568 ณ สโมสรสราญสินธพ ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีหัวข้อการอบรมฯ ดังนี้ 1) ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค, การปฏิบัติตนเพื่อลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด 2) โรคอ้วนและภาวะแทรกซ้อน 3) โภชนาการพื้นฐานเพื่อการป้องกันโรค 4) แบ่งกลุ่มให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือด 6 กลุ่มเสี่ยง และ 5) การออกกำลังกาย เพื่อความฟิต พิชิตโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้หากมีผู้สนใจในเรื่องดังกล่าว สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฯ และประสานงานสอบถามปรึกษาได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 จะมุ่งมั่น ตั้งใจ พัฒนาด้านการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และยั่งยืนสืบไป


โครงการผลิตแพะพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือ เพื่อพี่น้องประชาชน

โครงการผลิตแพะพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือ เพื่อพี่น้องประชา ชน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ ร่วมกัน กองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งโครง การทหารพันธุ์ดี ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ให้ข้าราชการและทหารกองประจำการที่มีความสนใจด้านการเกษตร ได้มีโอกาสเรียนรู้ขั้นตอนและกระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัย ซึ่งหน่วยทหารในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือได้ดำเนินการทำเกษตรอินทรีย์, การปศุสัตว์ และการประมง เพื่อเป็นแหล่งความมั่นคงทางด้านอาหารแก่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ อีกทั้งยังมีพระราชประสงค์ให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักสะสมสำรองไว้ เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์พระราชทานแก่ราษฎรทั่วไปและราษฎรในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ นับเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้า นั้น

สำหรับ โครงการผลิตแพะพระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” พื้นที่ภาคเหนือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริในการจัดหาพื้นที่สำหรับเลี้ยงแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล เพื่อที่จะนำมาเลี้ยงขยายพันธุ์ สนับสนุนให้กับราษฎรผู้ยากไร้ รวมถึงกำลังพล ครอบครัว พลทหาร และประชาชนในเขตภาคเหนือตอนล่าง ที่มีความประสงค์จะเลี้ยงแพะประกอบเป็นอาชีพ โดยจะให้ผู้มีความสนใจมาทำการเรียนรู้ ถึงวิธีการในการเลี้ยงแพะ ณ โครงการฯ

กองทัพภาคที่ 3 จึงมอบหมายให้หน่วย กองพันส่งกำลังและบริการที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก เป็นหน่วยดำเนินงานตามโครงการ มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 32.2 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของค่ายฯ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยทางด้านทิศเหนือของโครงการติดถนนหน้าโครงการฯ, ทางด้านทิศตะวันตกนั้นจะติดถนนคลองคูณตลอดแนว และด้านทิศตะวันออกปลูกหญ้าและพื้นเลี้ยงแพะ รวม 3 ชนิด ได้แก่ หญ้าแพงโกล่า, หญ้าเนเปียร์ และ ต้นถั่วมะแฮะ

โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) โดยได้เริ่มทำการก่อสร้างโรงเรือน เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2560 หลังจากนั้นได้เดินทางไปรับพันธุ์แพะพระราชทานผ่านมูลนิธิชัยพัฒนา จังหวัดเชียงราย จำนวน 50 ตัว เป็นแพะพันธุ์แบล็คเบงกอล 20 ตัว แยกเป็นเพศเมีย 10 ตัว, เพศผู้ 10 ตัว และพันธุ์ผสมจำนวน 30 ตัว แยกเป็นเพศเมีย 10 ตัว เพศผู้ 20 ตัว และรับแพะจากกรมปศุสัตว์ จังหวัดมหาสารคาม เพศเมีย 10 ตัว ปัจจุบัน โครงการฯ มียอดแพะจำนวนทั้งสิ้น 134 ตัว แยกเป็นเพศผู้ 45 ตัว และ เพศเมีย 89 ตัว (สายพันธุ์แบล็คเบงกอล 80 ตัว, สายพันธุ์บอร์ 9 ตัว และสายพันธุ์ผสม 45 ตัว)

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โครงการฯ ได้ดำเนินการพระราชทานแพะให้กับประชาชน, หน่วยงานราชการ และกำลังพลของหน่วย รวมทั้งสิ้น 384 ตัว (แยกเป็น เพศผู้ 181 ตัว และเพศเมีย 203 ตัว)

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้านของกองทัพบก เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตลอดไป