ขอเชิญร่วมฟังธรรม กับ พระปลัดบัณฑิต อินทฺเมธี ในหัวข้อ “ธรรมะ…ลดโลกร้อน” ณศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 68 ตั้งแต่เวลา 13.30 – 15.30 น. ชั้น 2 ข้าง Sizzler ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ขอเชิญร่วมฟังธรรม กับ พระปลัดบัณฑิต อินทฺเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดสังข์กระจายวรวิหาร หัวข้อ “ธรรมะ…ลดโลกร้อน” ในงานชีวิตเปี่ยมสุข

สำรองที่นั่งฟรี
สอบถามโทร. 035-801919 #116
อยุธยาซิตี้พาร์คปันน้ำใจสู่สังคม
ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค
ความสุขที่แตกต่างคู่อยุธยา อยุธยา
AyutthayaCityPark Ayutthaya
www.ayutthayacitypark.com


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

เดินเกมต่างมุม “พีระพล รังสิมานุรักษ์” ลุยอสังหาฯ ช่วงวิกฤติ ต่อยอดสู่พูลวิลล่าพัทยา รับกระแสลงทุน-ท่องเที่ยว

เดินเกมต่างมุม “พีระพล รังสิมานุรักษ์” ลุยอสังหาฯ ช่วงวิกฤติ ต่อยอดสู่พูลวิลล่าพัทยา รับกระแสลงทุน-ท่องเที่ยว

แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยจะผ่านบททดสอบหนักตลอดสองทศวรรษ ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ไปจนถึงยุคโรคระบาด COVID-19 และล่าสุดกับภาระหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ส่งผลให้หลายธุรกิจอสังหาฯ ต้องปรับตัวหรือยุติการดำเนินการ แต่หนึ่งในผู้ประกอบการที่สวนกระแสและก้าวขึ้นมาอย่างน่าจับตา คือ นายพีระพล รังสิมานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง จำกัด (VGH) ซึ่งเลือกเข้าสู่สนามอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเวลาที่หลายคนมองว่าเป็น “จังหวะอันตราย” ด้วยแนวคิดชัดเจนว่า “ในวิกฤติมีโอกาส” จากพื้นฐานที่เติบโตจากสายงานอื่น นายพีระพลนำมุมมองใหม่เข้าสู่โลกอสังหาริม ทรัพย์ โดยมองว่า “ช่วงเวลาที่ตลาดไม่มีใครกล้าเดิน คือช่วงเวลาที่โอกาสเปิดกว้าง” ในขณะที่ผู้เล่นหลายรายหยุดพัฒนา เขากลับเลือกลงมือในจังหวะที่ตลาดมี Real Demand อยู่จริง แต่ไม่มีคู่แข่ง ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ Blue Ocean ที่ถูกนำมาปรับใช้ได้อย่างแยบยล

โครงการแรกที่สะท้อนวิสัยทัศน์นี้ได้อย่างชัดเจน คือ “เดอะเซนโทร คอนโด บางแสน” ซึ่งแม้จะเปิดตัวในช่วงโควิด-19 ที่ตลาดอสังหาฯ หดตัว แต่กลับสามารถปิดการขาย 304 ยูนิต มูลค่ารวม 520 ล้านบาทได้ ก่อนโครงการก่อสร้างเสร็จ เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ ความต้องการตลาด และการบริหารความเสี่ยงอย่างแม่นยำ

หลังจากนั้น เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง ไม่หยุดเพียงตลาดคอนโด แต่ต่อยอดสู่ตลาดบ้านแนวราบด้วยโครงการ “เดอะเซนโทรวัน อมตะ-พานทอง” บ้านสองชั้นจำนวน 100 ยูนิต มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพใกล้นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ที่กำลังขยายเฟสต่อเนื่องในเขต EEC โครงการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองในประเทศอังกฤษ ทั้งด้านงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และแนวคิดด้านคุณภาพชีวิต ภายใต้แนวคิด “ความเป็นหนึ่งในทุกมิติ” เพื่อสร้างความแตกต่างจากโครงการทั่วไป และได้รับการตอบรับที่ดีทันทีในวันเปิดตัว ด้วยยอดจอง 12 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 50 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน เมื่อสัญญาณการท่องเที่ยวเริ่มกลับมา โดยเฉพาะในพื้นที่พัทยา-ห้วยใหญ่-จอมเทียน ที่มีอัตราการเข้าพักของโรงแรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พีระพลจึงเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในรูปแบบพูลวิลล่า ภายใต้ชื่อ “My Room Pool Villa” จำนวน 6 ยูนิต มูลค่าโครงการ 120 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม รวมถึงนักลงทุนที่สนใจซื้อเพื่อปล่อยเช่าในระยะยาว โครงการนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างบ้านตัวอย่าง และคาดว่าจะปิดการขายได้ทั้งหมดภายใน 1 ปี เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงและกำลังมองหาทางเลือกใหม่ที่มีความเป็นส่วนตัวและมาตรฐานสูง

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 จนถึงยุคที่การปล่อยสินเชื่อเข้มงวดมากขึ้น เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่า “การคิดต่าง การกล้าตัดสินใจ และการใช้ข้อมูลสนับสนุนทุกการลงมือทำ” คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังคงเติบโตในทุกสภาพเศรษฐกิจ นายพีระพลกล่าวทิ้งท้ายว่า “ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาส ขอแค่เรามองให้เจอ แล้วตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ”

ด้วยวิสัยทัศน์นี้ ทำให้บริษัท เวนเจอร์ โกลบอล โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัทในเครือ ได้แก่ เวนเจอร์ โกลบอล บางแสน จำกัด และ เวนเจอร์ โกลบอล พานทอง 2022 จำกัด ยังคงเป็นชื่อที่น่าจับตามองในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ทั้งในมิติของการพัฒนาโครงการ และการสร้างมาตรฐานใหม่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ติดต่อสอบถามหรือเยี่ยมชมโครงการได้ที่ facebook: https://www.facebook.com/myroompoolvillapattaya


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จีดีพีเกษตร ไตรมาส 1 ทิศทางสดใส เติบโตร้อยละ 3 ทุกสาขาขยายตัว คาด ทั้งปี ขยายตัวร้อยละ 1.8-2.8

จีดีพีเกษตร ไตรมาส 1 ทิศทางสดใส เติบโตร้อยละ 3 ทุกสาขาขยายตัว คาด ทั้งปี ขยายตัวร้อยละ 1.8-2.8

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ปี 2568 (มกราคม-มีนาคม 2568) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 3.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเข้าสู่สภาวะลานีญาตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 ทำให้มีฝนตกมากขึ้นต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมากกว่าปีที่ผ่านมา และสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ เกษตรกรจึงขยายเนื้อที่เพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง ประกอบกับมีการบริหารจัดการฟาร์มและดูแลเฝ้าระวังโรคในสัตว์ที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ ความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ทุกสาขาการผลิตขยายตัว ทั้งสาขาพืช สาขาปศุสัตว์ สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และ สาขาป่าไม้ เมื่อพิจารณารายสาขา มีรายละเอียดโดยสรุป ดังนี้

สาขาพืช ขยายตัวร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญและแหล่งน้ำตามธรรมชาติเพิ่มขึ้น และสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกพืช ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวนาปี เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย และมีฝนตกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว เกษตรกรจึงขยายเนื้อที่เพาะปลูกในพื้นที่ที่ปล่อยว่าง ประกอบกับผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้น ข้าวนาปรัง เนื่องจากเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกมากขึ้นในช่วงปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2568 ส่งผลให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และเกษตรกรมีการขยายเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นในพื้นที่นาปรังที่เคยปล่อยว่าง อ้อยโรงงาน เนื่องจากในช่วงปลายปี 2567 มีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ประกอบกับเกษตรกรมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกจากแรงจูงใจด้านราคาอ้อยโรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ดี ยางพารา เนื่องจากต้นยางพาราที่สามารถกรีดได้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง ประกอบกับมีปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ ทำให้ต้นยางสมบูรณ์ดี ปัญหาโรคใบร่วงลดลง และราคายางพาราอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาและมีการกรีดยางเพิ่มขึ้น ลำไย เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผลมากกว่า ปีที่ผ่านมาที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง ประกอบกับราคาลำไยในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรมีการดูแลรักษาและเอาใจใส่มากขึ้น สินค้าพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเกษตรกรบางรายปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกข้าวเพิ่มขึ้น จากราคาข้าวในช่วงที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง มันสำปะหลัง เนื่องจากพื้นที่เก็บเกี่ยวลดลงจากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่เพาะปลูกหลักทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับการขาดแคลนท่อนพันธุ์คุณภาพดี ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง สับปะรดปัตตาเวีย เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกหลัก ในภาคกลางตอนล่างทั้งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และเพชรบุรี มีอากาศร้อนและฝนตกน้อย ทำให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ส่งผลให้ผลสับปะรดแคระแกรน ไม่สมบูรณ์ และมีผลผลิตต่อไร่ลดลง ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากในช่วงปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2567 มีสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง ปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ทำให้ทะลายที่ออกในช่วงต้นปี 2568 แห้งฝ่อ จำนวนทะลายลดลง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง ทุเรียน และ เงาะ ผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยในช่วงที่มีการออกดอก ทำให้ผลผลิตทุเรียนและเงาะนอกฤดูทางภาคใต้ที่ออกในช่วงไตรมาส 1 ลดลง และ มังคุด ผลผลิตลดลง เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลในแหล่งผลิตสำคัญทางภาคตะวันออกและภาคใต้ลดลง จากการที่เกษตรกรโค่นต้นมังคุดไปปลูกต้นทุเรียนแทน ส่งผลให้ผลผลิตมังคุดนอกฤดูน้อยลง

สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 0.1 เนื่องจากสุกรซึ่งเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่มีสัดส่วนมากที่สุดมีแนวโน้มลดลง แม้ว่าสินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญชนิดอื่นๆ จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ เนื่องจากมีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไข่ไก่ เนื่องจากสภาพอากาศเย็นและไม่ร้อนจัด ทำให้แม่ไก่ไข่มีการให้ไข่ได้ดี อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตยังเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ได้ขอความร่วมมือให้ผู้เลี้ยงปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ น้ำนมดิบ เนื่องจากเกษตรกรมีศักยภาพในการเลี้ยงโคนมมากขึ้น มีการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น ส่วนสุกร ผลผลิตลดลง เนื่องจากมีการปรับลดกำลังการผลิต เพื่อควบคุมปริมาณสุกรให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภคตามโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ซึ่งในขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังคงมีความเข้มงวดในการเลี้ยงและเฝ้าระวังการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 0.4 เนื่องจากการผลิตกุ้งขาวแวนนาไมที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ขณะที่ผลผลิตประมงอื่นๆ มีแนวโน้มลดลง โดยกุ้งขาวแวนนาไมเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกรมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ทำให้กุ้งมีอัตราการรอดสูง ประกอบกับราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรปรับเพิ่มปริมาณการปล่อยลูกกุ้ง สินค้าประมงที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกหนักและคลื่นลมแรง ทำให้ผู้ประกอบการออกเรือจับสัตว์น้ำน้อยลง ขณะที่ ปลานิล และ ปลาดุก ผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาอาหารสัตว์น้ำซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้เกษตรกรปรับลดรอบการเลี้ยง และลดอัตราการปล่อยลูกปลา

สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.7 เนื่องจากการเข้าสู่สภาวะลานีญาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืช นอกจากนี้ น้ำต้นทุนที่มีเพียงพอ และสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ยังทำให้เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่เคยปล่อยว่าง ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชที่สำคัญในภาพรวมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และอ้อยโรงงาน

สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 1.2 เนื่องจากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ และรังนก เพิ่มขึ้น โดยไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่นที่มีความต้องการใช้เพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ถ่านไม้เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของการส่งออกไปยังจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมถึงความต้องการใช้ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น และรังนกเพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของอุตสาหกรรมแปรรูปรังนกทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขณะที่ไม้ยางพาราลดลงตามพื้นที่เป้าหมายการตัดโค่นพื้นที่สวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีหรือพืชเศรษฐกิจอื่น และราคายางพาราที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรมีการตัดโค่นไม้ยางพาราลดลง ส่วนผลผลิตครั่งลดลง เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวนและไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต

แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ในช่วงร้อยละ 1.8–2.8 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณฝนที่มีมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ทำให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและในแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก และสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ ประกอบกับการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศ และราคาปัจจัยการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงปัจจัยภายนอก อย่างเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางชะลอตัว มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้น และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่อาจส่งผลต่อโซ่อุปทานโลกและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้วางแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรทั้งในระยะเร่งด่วน อาทิ เตรียมพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพอากาศและสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การรับมือและเฝ้าระวังกับสถานการณ์โรคใบร่วงยางพารา การแก้ปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง การลดต้นทุนการผลิต การปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย การเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรในระยะต่อเนื่อง อาทิ การจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรสามารถมีที่ดินทำกินของตนเอง การพัฒนาระบบการประกันภัยภาคการเกษตร การส่งเสริมการผลิต การแปรรูป และการตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การสงเสริมเกษตรกร สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร การยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพปลอดภัย และต่อยอดสู่เกษตรมูลค่าสูง การส่งเสริมการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาด ตลอดจนการส่งเสริมการพัฒนา Soft Power จากภาคเกษตร เป็นต้น


ที่มา: กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (ประมาณการ ณ เดือนมีนาคม 2568)
ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์ / ข้อมูล : กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เชียงใหม่เดินหน้าโครงการ “น้ำคือชีวิต สร้างฝายชะลอน้ำ และปลูกป่าในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แจ่ม“ ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

เชียงใหม่เดินหน้าโครงการ “น้ำคือชีวิต สร้างฝายชะลอน้ำ และปลูกป่าในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แจ่ม“ ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

วันนี้ (22 เม.ย. 68) ที่ ห้องประชุม 5 ชั้น 5 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายภูสวัสดิ์ สุขเลี้ยง คณะทำงานองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทย เปิดเผยผ่านการแถลงข่าวสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 13 ประจำปีงบประมาณ 2568 ถึงความคืบหน้าโครง การ “น้ำคือชีวิต สร้างฝายชะลอน้ำ และปลูกป่าในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่แจ่ม” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างฝายชะลอน้ำและการปลูกป่า เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและเสริมสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 28 เมษายน 2568 เวลา 10.00 น. ณ องค์การบริหารส่วนตำบลแจ่มหลวง ตำบลแจ่มหลวง อำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่

โดยโครงการนี้ ได้รับความร่วมมือจากองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 กรมป่าไม้ โครงการหลวง อำเภอกัลยาณิวัฒนา สภ.กัลยาณิวัฒนา อบต.แจ่มหลวง อบต.บ้านจันทร์ และหน่วยงานภาคีอื่นๆ ในการดำเนินกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยตั้งเป้าดำเนินการก่อสร้างฝายชะลอน้ำกึ่งถาวรจำนวน 300 ฝาย

วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อฟื้นฟูความชุ่มชื้นในผืนป่าต้นน้ำและทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนและป้องกันไฟป่าในฤดูแล้ง สร้างแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและเกษตรกรรมของประชาชน อนุรักษ์และบำรุงรักษาป่าสงวนแห่งชาติให้สมบูรณ์ตลอดปี พื้นที่ดำเนินการครอบคลุม 2 ตำบล รวม 295 ฝาย ได้แก่ ตำบลแจ่มหลวง อำเภอกัลยาณิวัฒนา (146 ฝาย) ตำบลบ้านจันทร์ อำเภอกัลยาณิวัฒนา (149 ฝาย)

โครงการนี้นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสืบสานแนวพระราชดำริด้านการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

เรือนจำจังหวัดลำพูน จัดโครงการฝึกทักษะวิชาชีพการปลูกเมล่อนในโรงเรือนให้แก่ผู้ต้องขัง ภายหลังพ้นโทษ

เรือนจำจังหวัดลำพูน จัดโครงการฝึกทักษะวิชาชีพการปลูกเมล่อนในโรงเรือนให้แก่ผู้ต้องขัง เพื่อให้มีความรู้และทักษะเป็นแนวทางประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ภายหลังพ้นโทษ

วันที่ 22 เมษายน 2568 เวลา 10.30 น. ที่เรือนจำชั่วคราวบ้านยู้ สังกัดเรือนจำจังหวัดลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นายกำจร เดชอุดม ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนายสรายุทธ มหาไม้ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่เรือนจำจังหวัดลำพูน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการฝึกทักษะวิชาชีพการปลูกเมล่อนโนโรงเรือนให้แก่ผู้ต้องขัง ที่ผ่านมามีผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการมาแล้ว จำนวน 3 รุ่น แบ่งเป็นรุ่นละ 15 คน เพื่อให้มีความรู้และทักษะเป็นแนวทางประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ภายหลังพ้นโทษ รวมถึงเป็นการอบรมฝึกทักษะวิชาชีพการปลูก เมล่อนสายพันธุ์ แคท 697 และสายพันธุ์บริ้นเซส ซึ่งเป็นการปลูกในโรงเรือนในหลักสูตรระยะสั้นและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพปลอดสารพิษไว้บริโภค และเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ภารกิจการฝึกวิชาชีพของกรมราชทัณฑ์ให้สังคมภายนอกได้รับทราบ

ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ตามที่กรมราชทัณฑ์ ได้มีนโยบายการถวายงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการพระราชทาน และนโยบายในการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังให้สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อส่งต่อผู้ก้าวพลาดให้สามารถกลับคืนสู่สังคมโดยไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำและเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง โดยการพัฒนาในด้านการฝึกวิชาชีพ เพื่อให้มีความรู้และทักษะรวมถึงเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ภายหลังพ้นโทษ

ทั้งนี้ เรือนจำชั่วคราวบ้านยู้ สังกัดเรือนจำจังหวัดลำพูน ได้ขับเคลื่อนโครงการพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์” (เรือนจำตัวอย่างความสำเร็จ) โดยยึดหลักกสิกรรมธรรมชาติและทฤษฎีแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มีองค์ประกอบครบถ้วนตามหลักการ “โคก หนอง นา โมเดล” เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ และเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยให้กับผู้ต้องขัง เป็นแนวทางประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวภายหลังพ้นโทษ จึงได้มีการจัดทำโครงการฝึกทักษะวิชาชีพการปลูกเมล่อนในโรงเรือนให้เป็นแนวทางเลือกของอาชีพในอนาคต

อย่างไรก็ตามผู้ที่สนใจอุดหนุนและสนับสนุนเมล่อนสายพันธุ์ แคท 697 และสายพันธุ์บริ้นเซส ของเรือนจำชั่วคราวบ้านยู้ สังกัดเรือนจำจังหวัดลำพูน สามารถติดต่อสั่งซื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสรายุทธ มหาไม้ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง (ผอ.ไม้) โทร.080-0719574, 065-2911068 หรือ นายณัฐพงษ์ วงศ์คำจันทร์ (หัวหน้าเดี่ยว) 061-6846424.


นที มีเดช รายงาน

ปภ.เขียงใหม่ ร่วมเดินหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำปิง ระยะทางรวมกว่า 41 กม. ครอบคลุม 3 ตอนหลัก

ปภ.เขียงใหม่ ร่วมเดินหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำปิง ระยะทางรวมกว่า 41 กิโลเมตร ครอบคลุม 3 ตอนหลัก

วันนี้ (22 เม.ย. 68) ที่ ห้องประชุม 5 ชั้น 5 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายดุสิต พงศาพิพัฒน์ เปิดเผยผ่านการแถลงข่าวสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 13 ประจำปีงบประมาณ 2568 ว่า หลังประสบปัญหาอุทก ภัยหนักในปี 2567 ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าปี 2554 และ 2565 จังหวัดเชียงใหม่โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้เร่งประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยั่งยืน

สาเหตุหลักของน้ำท่วมในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากปริมาณฝนที่มากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากศักยภาพในการรับน้ำของแม่น้ำปิงที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตะกอนดินที่สะสมอยู่ในลำน้ำมาตลอดนับจากปี 2555 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่มีการขุดลอก ส่งผลให้ระดับความลึกของแม่น้ำจากเดิม 4 เมตร ลดลงเหลือเพียง 2 เมตร

เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ปี 2568 นี้ จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับกรมชลประทานได้เริ่มดำเนิน “โครงการขุดลอกแม่น้ำปิง” อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมระยะทางรวม 41 กิโลเมตร จาก อ.แม่แตง ถึง อ.สารภี แบ่งออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนบน (เหนือเมือง) ระยะทาง 13 กิโลเมตร ตอนกลาง (ในเขตตัวเมือง) ระยะทาง 20 กิโลเมตร ตอนล่าง (ใต้ตัวเมือง) ระยะทาง 8 กิโลเมตร โดยพื้นที่หลักที่ดำเนินการอยู่ระหว่าง กม. 577+000 ถึง กม. 560+500 รวมระยะทาง 16.5 กิโลเมตร แบ่งออกเป็น 5 ตอนย่อย มีปริมาณดินที่ต้องขุดลอกกว่า 240,000 ลูกบาศก์เมตร

3 แนวทางหลักในการดำเนินการปีนี้ ได้แก่ การขุดลอกตะกอนดิน ที่สะสมในลำน้ำออกไปทิ้งยังพื้นที่สาธารณะที่กำหนดไว้ ไม่วางไว้ริมแม่น้ำ, การขยายหน้าตัดแม่น้ำปิง เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงน้ำเอ่อล้น และการปรับปรุงฝายหินทั้ง 3 แห่ง โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการรับฟังความคิดเห็น

ในกระบวนการขุดลอกจะใช้เรือดูดตะกอนขึ้นมายังเรือลำเลียงตะกอนก่อนส่งต่อไปยังรถแบคโฮ และบรรทุกโดยรถ 6 ล้อเพื่อขนออกนอกพื้นที่ โดยมีจุดขึ้นดินทั้งหมด 15 จุด เช่น ต.แม่ป่าไผ่ อ.สันทราย, สวนสาธารณะใกล้โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว และบริเวณประตูระบายน้ำป่าแดด

แม้โครงการจะส่งผลกระทบด้านจราจรจากการใช้รถขนดินจำนวนมาก แต่จังหวัดได้เตรียมมาตรการควบคุมและบรรเทาผลกระทบ เช่น การประสานตำรวจจราจรและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการล้างเศษดินที่อาจหล่นระหว่างขนย้าย

โครงการขุดลอกครั้งนี้กำหนดดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3-4 เดือน (พ.ค.-ส.ค.) ก่อนที่ฝนจะตกหนักในช่วงกันยายน-ตุลาคม หากทำสำเร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำของแม่น้ำปิงได้มากขึ้น ลดระดับน้ำท่วมในเขตเมืองจาก 5.30 เมตร เหลือประมาณ 4.30 เมตร ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้

เชียงใหม่กำลังเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องประชาชนและสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

ทบ.ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีอุบัติเหตุรถยนต์ทหาร เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ทบ.ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต กรณีอุบัติเหตุรถยนต์ทหาร เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์พ่วงข้างในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมให้ความร่วมมือสอบสวนตามกฎหมาย และเยียวยาอย่างเป็นธรรม

กองทัพบกขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต 4 ราย จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 เวลาประมาณ 14.30 น. บนถนนหมายเลข 3481 ต.หมอนทอง อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา ระหว่างรถยนต์บรรทุกทหารของหน่วย ร.112 พัน.2 กับรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 3 ราย และต่อมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย

จากข้อมูลเบื้องต้น รถของหน่วยอยู่

หว่างเดินทางกลับจากการฝึกที่ จ.ลพบุรี มุ่งหน้าสู่ จ.ชลบุรี โดยขณะขับตามเส้นทาง รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่ขับสวนทางได้เสียหลักพุ่งข้ามเลน พลขับพยายามหักหลบแต่ไม่ทัน จึงเกิดการเฉี่ยวชน

กองทัพบกยืนยันให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวนอย่างเต็มที่ และจะดำเนินการตามกฎหมายโดยโปร่งใส ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาของหน่วยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 112 และผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 112 ได้ลงพื้นที่แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และอยู่ระหว่างดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

กองทัพบกขอแสดงความเสียใจอีกครั้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้วยความรับผิดชอบตามกระบวนการยุติธรรม



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองทัพบก รับมอบเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ และกายอุปกรณ์สำหรับผู้พิการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตแก่กำลังพลทุพพลภาพ และครอบครัว

กองทัพบก รับมอบเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ และกายอุปกรณ์สำหรับผู้พิการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตแก่กำลังพลทุพพลภาพ และครอบครัว

วันนี้ (22 เม.ย.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ณัฐวุฒิ นาคะนคร รองผู้บัญชาการ ทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินสนับสนุนการดำเนินโครงการประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ และพิธีรับมอบกายอุปกรณ์ให้แก่ผู้พิการของกองทัพบกจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พร้อมส่งมอบแก่กำลังพลกองทัพบกที่ปลดพิการทุพพลภาพและครอบครัว

สำหรับพิธีรับมอบเงินสนับสนุนการดำเนินโครงการประกอบอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ แก่กำลังพลกองทัพบกที่ปลดพิการทุพพลภาพและครอบครัว ได้เริ่มดำเนินการมาแต่ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อช่วยเหลือกำลังพลกองทัพบกที่ปลดพิการทุพพลภาพและครอบครัว ในการประกอบอาชีพเสริมให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยกองทัพบกได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ในการช่วยเหลือกำลังพลที่ปลดพิการทุพพลภาพและครอบครัว ตาม มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในรูปแบบต่างๆ อาทิ

  • การจ้างเหมาช่วงงานหรือจ้างเหมาบริการ เป็นรายเดือนเพื่อไปทำงานในสถานที่ราชการหรือองค์กรสาธารณประโยชน์
  • การสนับสนุนงบประมาณหรือการให้ความช่วยเหลือ ในการดำเนินโครงการตามที่คนพิการแต่ละคนเสนอตามความถนัดหรือความสามารถของตน
  • การซื้อสินค้าจากคนพิการหรือผู้ดูแล คนพิการโดยตรง

ทั้งนี้ ปี 2568 มีหน่วยขึ้นตรงต่อกองทัพบกเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 77 หน่วย โดยมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถานประกอบการภาคเอกชน สนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการจำนวน 39 แห่ง จำนวน 580 โครงการ รวมยอดเงินกว่า 69 ล้านบาท นอกจากนี้กองทัพบกยังได้รับความร่วมมือจากสมาคมแม่บ้านทหารบก กรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ที่ให้ความช่วยเหลือและประสานงานเพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวอีกด้วย

ในส่วนของพิธีรับมอบกายอุปกรณ์ให้แก่ผู้พิการของกองทัพบก เป็นโครงการที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดหากายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือผู้พิการ จำนวน 72,000 ชุด เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งได้ส่งมอบกายอุปกรณ์ให้แก่ ผู้พิการของกองทัพบก จำนวน 190 ชุด ประกอบด้วย รถเข็นนั่ง, สามล้อโยก, ไม้เท้าขาว และขาเทียม เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันแก่ผู้พิการของกองทัพบก

โอกาสนี้ รองผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณสถานประกอบการที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในโครงการมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 9 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งได้ช่วยเหลือกำลังพลของกองทัพบกที่ทุ่มเท เสียสละ ปฏิบัติหน้าที่ สนับสนุนภารกิจของกองทัพบก เพื่อพิทักษ์ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถซึ่งงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนนั้น นับเป็นกำลังใจ และเป็นสวัสดิการในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับกำลังพลและครอบครัว เพื่อต่อยอดในการประกอบอาชีพมีรายได้เสริมและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี รวมทั้งขอให้ผู้ใช้สิทธิ์นำงบประมาณที่ได้รับไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์โครงการ และความจำเป็นของครอบครัว



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดนิทรรศการการศึกษาและแนะแนวการประกอบอาชีพ ให้แก่ข้าราชการประจำการ และทหารกองประจำการ ประจำปีงบประมาณ 2568

แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดนิทรรศการการศึกษาและแนะแนวการประกอบอาชีพให้แก่ข้าราชการประจำการ และทหารกองประจำการของกองทัพภาคที่ 3 ประจำปีงบประมา 2568

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 เวลา 10.00 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการการศึกษาและแนะแนวการประกอบอาชีพให้แก่ข้าราชการประจำการ และทหารกองประจำการของกองทัพภาคที่ 3 ประจำปีงบประมา 2568 ณ สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ภายในงานมีการจัดบูทนิทรรศการทางการศึกษา แนะนำแนวทางการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น เพิ่ม พูนความรู้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แนะนำอาชีพ ตำแหน่งงานว่าง และเปิดโอกาสให้กับทหารกองประจำการที่จะปลดประจำการในเดือน พฤษภาคม 2568 ได้สมัครงานโดยตรงกับหน่วยงานและบริษัทเอกชนที่มีตำแหน่งรองรับเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพื่อให้ทหารประจำการมีอาชีพรองรับทันที หลังปลดประจำการ มีรายได้ที่มั่นคงในการดูแลครอบ ครัว

โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการด้านการศึกษาและการแนะนำอาชีพให้แก่ข้าราชการประจำการและทหารกองประจำการของกองทัพภาคที่ 3 พร้อมทั้งพูดคุยสอบถามกับทหารกองประจำการที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และยังได้มอบแนวทางการใช้ชีวิตการเลือกเส้นทางในอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน รวมถึงสามารถแบ่งปันสิ่งดีๆให้กับสังคมต่อไป ให้แก่น้องทหารทุกคน ตลอดจนร่วมรับฟังการจัดเสวนา การศึกษาและการแนะนำอาชีพในยุคปัจจุบัน ร่วมกับกำลังพลข้าราชการและทหารกองประจำการที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

รวมถึงจัดเวทีเสวนาการศึกษากับการประกอบอาชีพในยุคปัจจุบันให้น้องทหารกองประจำการที่กำลังจะครบกำหนดปลดประจำการได้มีข้อมูลเพิ่มเติมในการวางแผนอนาคตได้ต่อไป อีกทางยังเป็นการเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพ และถ่ายทอดสัญญาณไปยังทุกหน่วยทหารในพื้่นที่ภาคเหนือ ตามนโยบายของกองทัพบกที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของกำลังพลในทุกระดับ โดยเฉพาะทหารกองประจำการซึ่งได้รับการฝึกฝน เพิ่มพูนทักษะ มีทัศนคติที่ดี มีความเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นทรัพยากรบุคคลสำคัญของกองทัพที่ส่งต่อสู่สังคม

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 มีแผนขยายการดำเนินงานด้านแนะแนวอาชีพให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพที่ตลาดต้องการหรือขาดแคลน โดยขอความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง และเป็นประโยชน์ต่อกำลังพลทุกระดับต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ และให้บริการทางการแพทย์กับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ชุมชนรอบค่ายเม็งรายมหาราช

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 จัดกำลังพลจิตอาสาพร้อมชุดแพทย์เคลื่อนที่ ตามโครงการชุมชนสัมพันธ์ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพ และให้บริการทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ชุมชนรอบค่ายเม็งรายมหาราช

เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 68 เวลา 09.00 น. พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 มอบหมายให้ พ.อ. ภาณุมาส จีนานุรักษ์ รอง ผอ.ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.37 เป็นผู้แทน พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา กอ.รมน.จังหวัด ช.ร., ชุดแพทย์เคลื่อนที่ของ รพ. ค่ายเม็งรายมหาราช, สมาคมแม่บ้าน ทบ.สาขา มทบ.37, ชป.กร.มทบ.37, อสม. และผู้นำชุมชนบ้านน้ำลัด ออกเยี่ยมและให้บริการทางการแพทย์ มอบยาเวชภัณฑ์ และมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้พิการทางร่างกาย เป็นผู้ยากไร้ มีฐานะยากจน ภายใต้โครงการชุมชนสัมพันธ์ ทั้งนี้ทำให้ผู้ป่วยมีความปลาบปลื้มยินดี ที่ได้รับการเยี่ยมและการตรวจสุขภาพ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน พร้อมให้กำลังใจส่งมอบความห่วง ใย ซึ่งเป็นความตั้งใจของกองทัพบกที่จะดูแลช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาสอย่างเต็มกำลัง ณ บ้านน้ำลัด หมู่ที่ 1-7 ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จว.ช.ร. จำนวน 5 ครัวเรือน ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย


นที มีเดช รายงาน