กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้การต้อนรับ ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้การต้อนรับ ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

วันที่ 30 เม.ย.2568 เวลา 09.00 น. พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ให้การต้อนรับ ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโอกาสเข้าร่วมบรรยายพิเศษหัวข้อ “การใช้ AI กับงานตำรวจท่องเที่ยว” ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ชั้น 6 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว

ภายในงาน มีการสาธิตการใช้งานรถปฏิบัติการเคลื่อนที่และระบบกล้อง AI ซึ่งมีผลการปฏิบัติงานจริง สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้แล้วกว่า 170 ราย โดยหัวข้อการบรรยายครอบคลุมถึง
• การใช้ AI ในชีวิตประจำวัน
• การใช้ AI กับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
• การประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับเครื่องมือพิเศษของ บช.ทท.

ผู้บังคับบัญชาระดับสูงในสังกัด พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจจากสถานีตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อยกระดับการใช้เทคโนโลยีในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ

#ตำรวจท่องเที่ยว #AIเพื่อความปลอดภัย #TouristPolice #ปลอดภัยอุ่นใจไปกับตำรวจท่องเที่ยว #CALLCENTER1155 3touristpoliceapp


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มทบ.37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “เคาะประตู สู่ความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพประชาชน”

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “เคาะประตู สู่ความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพประชาชน” ด้วยการรณรงค์สร้างการรับรู้การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ลดค่า Pm 2.5 ห้วงห้ามเผาระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2568 ให้กับประชาชน บ้านสันต้นเปา หมู่ 1 บ้านสบยาบ หมู่ 2 บ้านป่าคา หมู่ 3 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพลพล บุญทับ หัวหน้าชุดประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง พร้อมกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจัดกิจกรรม “เคาะประตู สู่ความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพประชาชน” เพื่อรณรงค์สร้างการรับรู้การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ลดค่า Pm2.5 โดยทางจังหวัดเชียงราย ประกาศ “ห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิดโดยเด็ดขาด 92 วัน ปลอดการเผา ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และ PM 2.5

โดยได้ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงการเผาหรืองดเผา การลด ละ เลิก หรือการทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นควันเพิ่มขึ้น หรือการกำจัดวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิง การไม่เผาขยะ ตอซังข้าว หญ้าแห้ง วัชพืช กิ่งไม้ หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อลดปัญหาหมอกควัน รวมทั้งแนะนำการบริหารจัดการเชื้อไฟด้วยทางเลือกทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง ลดการสร้างขยะ แยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อลดปริมาณขยะที่มักเป็นสาเหตุของการเผาการเก็บใบไม้กิ่งไม้เพื่อทำปุ๋ยหมักแทนการเผาและการทำแนวกันไฟในพื้นที่เป็นต้น

ทั้งนี้ยังได้มอบหน้ากากอนามัยให้กับประชาชนและกลุ่มเปราะบางไว้ได้สวมใส่ เนื่องจากในพื้นที่ยังคงมีหมอกควันเกิดขึ้นในพื้นที่ และอาจจะมีค่า Pm 2.5 เกินมาตรฐานที่กำหนดได้ ซึ่งจะทำให้มีผลกระทบต่อร่างกาย และเพื่อเป็นการป้องกันหมอกควัน และค่า Pm 2.5 ที่เกิดขึ้น ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานมหกรรมวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568

หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานมหกรรมวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “แรงงานลำพูน สมานฉันท์ สานสัมพันธ์ ต้านยาเสพติด” เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนัก และเห็นความสำคัญของแรงงานในจังหวัดลำพูน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เวลา 07.30 น. ที่สหสปอร์ตอารีน่า สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดและพิธีมอบรางวัล มหกรรมวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 โดยมี นางจุฬารัตต์ อินตะเทพ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำพูน กล่าวรายงาน มีหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน ส่วนราชการ ชมรมเครือข่ายการคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำพูน ชมรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจังหวัดลำพูน ชมรมบริหารงานบุคคลสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ลำพูน ชมรมบริหารทรัพยากรมนุษย์จังหวัดลำพูน ชมรมแรงงานนอกระบบจังหวัดลำพูน และภาคีเครือข่ายแรงงานจังหวัดลำพูนเข้าร่วม

สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำพูน กล่าวว่า รัฐบาลกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จะได้ระลึกถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ของพี่น้องแรงงานในการนำพาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า ในปี 2568 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดลำพูน และองค์กรภาคีเครือข่ายแรงงานจังหวัดลำพูน ได้ประสานความร่วมมือกันจัดงานมหกรรมวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “แรงงานลำพูน สมานฉันท์ สานสัมพันธ์ ต้านยาเสพติด” เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนตระหนัก และเห็นความสำคัญของแรงงานในจังหวัดลำพูน ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมของจังหวัดลำพูนและของประเทศ การแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ถึงพลังความสามัคคี ความเป็นหมู่คณะ อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ จะส่งผลให้พี่น้องแรงงานในจังหวัดลำพูนมีขวัญกำลังใจในการทำงาน เกิดพลังความรัก ความสามัคคี ช่วยเหลือเกื้อกูล ในหมู่คณะ มีพลังกาย พลังจิตใจที่เข้มแข็ง สามารถป้องกันตนเอง ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในทุกรูปแบบ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ยกระดับมาตรฐานแรงงานของจังหวัดลำพูนให้เทียบเท่ากับมาตรฐานแรงงานสากล

การจัดงานในวันนี้ได้รับความอนุเคราะห์สถานที่จัดงานจากบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ในการจัดงาน สิ่งอำนวยความสะดวก อาหาร เครื่องดื่ม เงินรางวัลสนับสนุนผู้ชนะการประกวดและการแข่งขัน จากสถานประกอบกิจการหลายแห่งในจังหวัดลำพูน เพื่อให้พี่น้องแรงงานได้ร่วมกิจกรรมและได้รับความสุขอย่างเต็มที่

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การเดินริ้วขบวนของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน อาสาสมัครแรงงาน และกลุ่มองค์กรแรงงาน, การมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ประสานงานเครือข่าย ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่แรงงาน และใบประกาศเกียรติคุณแก่พนักงานดีเด่น, การประกวดขวัญใจแรงงาน, การแข่งขันกีฬาฟุตบอล วอลเล่ย์บอล และเซปักตะกร้อ เพื่อสร้างความสามัคคี ซึ่งผู้ชนะจะได้รับโล่ร่างวัลของผู้ว่าราชการาชการจังหวัดลำพูน ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน องค์กรด้านแรงงาน นายจ้าง แรงงาน และภาคีเครือข่ายแรงงาน จำนวนกว่า 1,000 คน


นที มีเดช รายงาน

ศปชก.ตร. เร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และตามนโยบายบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย โดยได้มีหนังสือสั่งการเน้นย้ำให้หน่วยปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้ 7 มาตรการ อย่างเข้มงวด ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ได้แก่ 1. มาตรการก่อนคนต่างด้าวเดินทาง เข้าประเทศไทย : ประสาน เชื่อมโยงข้อมูล เพื่อทำการคัดกรองบุคคล, 2. มาตรการ ณ ท่าอากาศยาน และ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ชายแดน) : เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลเข้า – ออก ราชอาณาจักร โฟกัส กลุ่มเสี่ยง หากพบเห็นให้รีบดำเนินการซักถาม และประชาสัมพันธ์ มาตรการติดตั้งกล้อง License Plate และเชื่อมโยงกล้องวงจรปิด (ระบบ AI) ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ (แจ้งเตือน), 3. มาตรการตั้งจุดตรวจตามเส้นทาง : ตั้งจุดตรวจครอบคลุม โดยเฉพาะพื้นที่เฝ้าระวัง สุ่มเสี่ยง, 4. มาตรการตรวจสอบที่พัก พื้นที่ท่องเที่ยว และสกัดกั้นพื้นที่ชายแดน : ตรวจสอบที่พักคนต่างด้าว แหล่งท่องเที่ยว เน้นการสกัดเคลื่อนย้ายข้ามแดนตามช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามแดนต่าง ๆ, 5. มาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบเส้นทางและจุดพักคอย : ตรวจสอบปั๊มน้ำมัน จุดพักรถ สถานีขนส่ง จุดพักแรม, 6. มาตรการเข้มข้นในพื้นที่ชายแดน : ตรวจสอบพื้นที่และเอกซเรย์พื้นที่ชายแดนทุกแห่ง ลาดตระเวนช่องทางธรรมชาติ และท่าข้าม พื้นที่จังหวัดชายแดนเข้มข้น, 7. มาตรการประสานงาน ให้ความช่วยเหลือ และสืบสวนขยายผล : ดำเนินคดี สืบสวนขยายผลไปถึงตัวการ ผู้สนับสนุน โดยเฉพาะข้าราชการที่ทุจริต โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.2568 เป็นต้นมา

ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปชก.ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปชก.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปชก.ตร. และ พล.ต.ท.จิระวัฒน์ พยุงธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร./ผู้ช่วย ผอ.ศปชก.ตร. ได้ขับเคลื่อนตามนโยบายและมาตรการดังกล่าวให้ทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง โดยได้มอบหมายให้ ศปชก.สตม. เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลจากกรณีการจับกุมขบวนการลักลอบขนคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทั่วประเทศ เพื่อนำมาร่วมกันวิเคราะห์และรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการ ที่เกี่ยวข้อง
ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ศปชก.สตม.) โดย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต. พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. /รอง ผอ.ศปชก.สตม.และ พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. /เลขานุการ ศปชก.สตม. ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลขบวนการขนคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจากการจับกุมของทุกหน่วยงานในสังกัด ตร. ผ่านหน่วยงานในสังกัด สตม. ทั่วประเทศ และได้นำมาวิเคราะห์ สถิติ สถานการณ์ รวมไปถึงการสืบสวนขยายผลเพื่อนำไปสู่การขออนุมัติหมายจับผู้ร่วมขบวนการ เครือข่าย

โดยในห้วงปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (1 ต.ค.2567 – 31 มี.ค.2568) มีสถิติการจับกุมดังนี้

  1. จับกุมการลักลอบขนคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จำนวน 184 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 193 คน (อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผล จำนวน 48 คดี และยุติการสืบสวนขยายผลแล้ว จำนวน 136 คดี)
  2. จับกุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง รวมจำนวน 2,641 คน
  3. ตรวจยึดยานพาหนะ รวมจำนวน 177 รายการ
  4. สืบสวนขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน ศาลอนุมัติหมายจับ จำนวน 68 หมายจับ (จับกุมแล้ว 60 หมายจับ เสียชีวิต 1 หมายจับ และหลบหนี 7 หมายจับ)
  5. ขยายผลพบมีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย จำนวน 22 เครือข่าย (อยู่ระหว่างการสืบสวน 13 เครือข่าย และยุติการสืบสวนแล้ว จำนวน 9 เครือข่าย)
    จากการรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เพื่อให้การปราบปรามทำลายเครือข่ายการลักลอบขนคนต่างด้าวเข้าเมือง โดยผิดกฎหมาย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปชก.ตร. และ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปชก.ตร. จึงได้สั่งการให้ สตม. เป็นหน่วยหลักในการระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว โดยให้ประสานการปฏิบัติร่วมกับ บช.น., บช.ก., ภ.1 – 9 หรือหน่วยปฏิบัติอื่น ๆ ตั้งแต่วันที่ 22 – 26 เม.ย.2568 ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ “รุกฆาตนักขนคน ครั้งที่ 2”
    วันนี้ (29 เม.ย.68) เวลา 11.00 น. ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปชก.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปชก.ตร., พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม./ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต. ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม./เลขานุการ ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2, พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผบก.ตม.4, พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.มณุวัฒน์ กอสนาน รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.เอกกร บุษบาบดินทร์ รอง ผบก.ตม 5, พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม ร่วมแถลงข่าวผลการ “ปฏิบัติการรุกฆาตนักขนคน ครั้งที่ 2” เพื่อกวาดล้างจับกุมขบวนการ เครือข่าย นำพา ช่วยเหลือ คนต่างด้าวให้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย สามารถสืบสวนขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับได้รวม จำนวน 34 หมายจับ ผู้ต้องหา จำนวน 32 คน โดยทำการปิดล้อมตรวจค้นทั่วประเทศ จำนวน 60 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 27 หมายจับ ผู้ต้องหา จำนวน 25 คน เสียชีวิต จำนวน 1 คน 1 หมายจับ คงเหลือผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีกจำนวน 6 คน 6 หมายจับ พบความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย จำนวน 5 ขบวนการใหญ่ รายละเอียด ดังนี้
  6. ขบวนการลักลอบขนชาวเมียนมา พื้นที่ จว.ตาก เป็นกลุ่มเครือข่ายที่รับงานลักลอบขนชาวเมียนมาจากทางพื้นที่ จว.ตาก ลงมาพื้นที่ชั้นใน กทม. และปริมณฑล และบางส่วนขนชาวเมียนมาต่อไปทางภาคใต้ ปลายทางประเทศมาเลเซีย โดยพบความเชื่อมโยงจำนวน 5 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายนายไพทูลย์ฯ จว.สุราษฎร์ธานี, เครือข่ายนายกามารูดิง จว.สงขลา, เครือข่ายบังกอล์ฟ จว.ชุมพร, เครือข่ายนายธงทองฯ จว.ปทุมธานี และเครือข่ายหมอโพชิ จว.ลพบุรี และมีการจับกุมผู้ต้องหารวม 56 คน, ออกหมายจับ 33 หมายจับ, คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 260 คน และตรวจยึดยานพาหนะ 15 รายการ
  7. ขบวนการลักลอบขนชาวจีน พื้นที่ จว.ตาก เป็นกลุ่มลักลอบขนชาวจีนหลบหนีเข้าเมืองจากฝั่งประเทศเมียนมาเข้าประเทศไทยด้าน จว.ตาก แล้วพาเข้ามาสู่พื้นที่ กทม. และปริมณฑล หรือเดินทางต่อไปยังชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา หรือลาว กลุ่มเครือข่ายที่เคลื่อนไหวในช่วงนี้ คือเครือข่ายนายสุทิวัสฯ ซึ่งถูกออกหมายจับเนื่องจากเป็นผู้ว่าจ้างรถขนชาวจีน และขณะถูกจับกุมพบเป็นผู้ขับรถขนชาวจีนหลบหนี เข้าเมือง จำนวน 2 คน เหตุเกิดในพื้นที่ จว.พระนครศรีอยุธยา โดยมีความเชื่อมโยงเครือข่ายนายวงศกรฯ นายหน้าแนวชายแดนคนสำคัญ ซึ่งเป็นเครือข่ายลักลอบขนชาวจีนโซนภาคเหนือ เชียงราย, น่าน, ตาก มีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารมากกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งได้จับกุมไปแล้วในปฏิบัติการรุกฆาตนักขนคน ครั้งที่ 1
  8. ขบวนการลักลอบขนชาวเมียนมา พื้นที่ จว.กาญจนบุรี เป็นกลุ่มลักลอบขนชาวเมียนมาทางพื้นที่ จว.กาญจนบุรี เพื่อส่งต่อให้กลุ่มขนต่อไปยังพื้นที่ภาคใต้ และข้ามไปประเทศมาเลเซีย รวมถึงบางส่วนลักลอบขน เข้ามาพื้นที่ชั้นใน เช่น กทม .และปริมณฑล, จว.สมุทรสาคร, จว.ราชบุรี โดยมักใช้ยานพาหนะขนาดใหญ่ประเภทรถบรรทุก รถพ่วง ซึ่งจะลักลอบขนได้ครั้งละจำนวนมาก และไม่เป็นเป้าเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งยังใช้รถประจำทางเป็นพาหนะในลักลอบขนชาวเมียนมาด้วย โดยมีคนขับรถประจำทางร่วมขบวนการด้วย อีกทั้งพบข้อมูลและพิสูจน์ทราบผู้ทำหน้าที่นายหน้าแนวชายแดนทั้งไทย-เมียนมา และ ไทย-มาเลเซีย รวมไปถึงผู้ประสานงาน ผู้ว่าจ้างรถขน ผู้ดูแลจุดพักคอย ทั้งนี้ขบวนการนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 43 คน, ออกหมายจับ 24 หมายจับ, คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 443 คน และตรวจยึดยานพาหนะได้ 14 รายการ
  9. ขบวนการลักลอบขนชาวเมียนมา พื้นที่ จว.เชียงราย เป็นกลุ่มเครือข่ายลักลอบขนชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง ที่มีพื้นที่เคลื่อนไหวอยู่ในภาคเหนือ จว.เชียงราย, จว.เชียงใหม่ ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบขนชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง จากพื้นที่ภาคเหนือมายังพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ปัจจุบันพบเครือข่ายที่เคลื่อนไหวอยู่ คือ เครือข่ายนายแก้วฯ จว.เชียงใหม่ ซึ่งพบพัวพันคดีตั้งแต่ปี 2567 ถึงปัจจุบัน ในพื้นที่ จว.เชียงใหม่ จำนวน 3 คดี โดยมีการจับกุมผู้ต้องหารวม 7 คน, ออกหมายจับ 5 หมายจับ, คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 31 คน และตรวจยึดยานพาหนะได้ 3 รายการ
  10. ขบวนการลักลอบขนชาวบังกลาเทศ พื้นที่ จว.สระแก้ว เป็นกลุ่มเครือข่ายช่วยเหลือชาวบังกลาเทศหลบหนีเข้าประเทศไทยด้านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชาวบังกลาเทศมีเป้าหมายลักลอบเพื่อข้ามไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน โดยจะมีรถขนชาวบังกลาเทศจากพื้นที่ จว.สระแก้ว เข้ามายัง กทม. ที่เป็นจุดพักคอย และจะมีรถขนรับช่วงขนชาวบังกลาเทศต่อไปยังพื้นที่ภาคใต้ จนกระทั่งถึงชายแดนไทย-มาเลเซีย ในพื้นที่ จว.นราธิวาส ปัจจุบันพบเครือข่ายที่ยังคงเคลื่อนไหวคือ เครือข่ายเฮียไก่ อรัญประเทศ พบมีประวัติเกี่ยวข้องกับการจับกุมถึง 5 คดี ทั้งการจับกุมในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา, การจับกุมจากจุดพักคอยในพื้นที่ กทม. และการจับกุมในพื้นที่ภาคใต้ รวมมีการจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 14 คน, ออกหมายจับ 5 หมายจับ, คนต่างด้าว หลบหนีเข้าเมือง 56 คน และตรวจยึดยานพาหนะ 11 รายการ

​นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา กองกำลังนเรศวร และติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน

ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา กองกำลังนเรศวร และติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน

วันนี้ 1 พ.ค.68 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันชายแดนของกองกำลังนเรศวร ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.ตาก โดยมี พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 และ พลตรี ไมตรี ชูปรีชา ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ให้การต้อนรับ

ผู้บัญชาการทหารบกและคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ไปยังฐานปฏิบัติการต้นแม่น้ำสุริยะ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ของกองร้อยทหารราบที่ 1422 หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ในพื้นที่รอยต่อของกองกำลังนเรศวรกับกองกำลังสุรสีห์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ยากต่อการเข้าถึง ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลในฐานปฏิบัติการพร้อมติดตามสถานการณ์ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารในการลาดตระเวนสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับกำลังพล

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารบกได้เดินทางต่อไปยังฐานปฏิบัติการเสกสรรค์ (บ้านแม่โกนเกน) อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อตรวจเยี่ยมกองร้อยทหารราบที่ 433 หน่วยเฉพาะกิจราชมนู ติดตามการปฏิบัติงาน การสนับสนุนการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ทั้งการขยายตัวของกลุ่มทุนที่อาจเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การค้ามนุษย์, การลักลอบเข้าเมือง ขนยาเสพติด และอาวุธสงครามผิดกฎหมาย นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนบ้านแม่โกนเกน เพื่อให้น้อง ๆ นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ เสริมสร้างการเรียนรู้ พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์การตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านแม่โกนเกน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามแนวชายแดน ตามนโยบาย Seal Stop Safe ของรัฐบาล

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้พบปะพูดคุยกับกำลังพลกองกำลังนเรศวร ผู้ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน ซึ่งถือว่าเป็นผู้เสียสละ ทำงานในพื้นที่ห่างไกลเพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงให้กับประเทศ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ และขอให้ดำรงการปฏิบัติอย่างเข้มงวด ต่อเนื่อง และเต็มกำลังความสามารถเพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชนตลอดไป


นที มีเดช รายงาน

“สมศักดิ์” เดินสายเชียงใหม่ – ลำพูน จัดคลินิกเฉพาะทาง/บริการ ดูแลสุขภาพประชาชนทุกช่วงวัยฯ พื้นที่ภาคเหนือ

“สมศักดิ์” เดินสายเชียงใหม่ – ลำพูน จัดคลินิกเฉพาะทาง/บริการ ดูแลสุขภาพประชาชนทุกช่วงวัยฯ พื้นที่ภาคเหนือ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการบริการทุกช่วงวัยด้วยความห่วงใยจากกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 ที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการ ลดระยะเวลารอคอย ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง กลุ่มเสี่ยง/ป่วยได้รับการรักษารวด เร็ว ลดการเสียชีวิต ลดค่ารักษาพยาบาลในระยะยาว เน้นคลินิกเฉพาะทาง/บริการที่เป็นปัญหาสำคัญ ทั้งคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ ต้อกระจกและจอประสาทตา ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ ฉีดวัคซีน HPV – ไข้หวัดใหญ่ และมอบเครื่องช่วยฟัง

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า โครงการบริการทุกช่วงวัยด้วยความห่วงใยจากกระทรวงสาธารณสุข เป็นการบูรณาการงานสาธารณสุขที่ครอบ คลุมและตอบสนองความต้องการของประชาชนในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการจัดบริการทางการแพทย์และการตรวจสุขภาพเชิงรุกที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรค ลดระยะเวลารอคอยในการรับบริการ และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทำให้ประชาชนได้รับการส่งเสริมสุขภาพ ส่วนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที ช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า โครงการบริการทุกช่วงวัยฯ จะเน้นการจัดคลินิกเฉพาะทาง/บริการที่ตอบสนองปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และความต้องการของประชาชน ได้แก่ 1) คลินิกโรคอ้วน 2), คลินิก NCDs, 3) คลินิกโรคไต, 4) คลินิกโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ, 5) คลินิกต้อกระจกและจอประสาทตา, 6) คลินิกตรวจมะเร็งปากมดลูก/ฉีดวัคซีน HPV, 7) คลินิกผ่าตัดวันเดียวกลับ (ODS), 8) คลินิกผ่าตัดนิ้วล็อค, 9) คลินิกฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และ 10) การมอบเครื่องช่วยฟังให้กับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยิน โดยมีแผนจัดบริการเขตสุขภาพละ 2 จังหวัด ต่อเนื่องไปจนครบทั้ง 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ

โดยวันนี้ (1 พฤษภาคม 2568) เป็นการจัดโครงการบริการทุกช่วงวัยฯ เขตสุขภาพที่ 1ที่โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีปัญหาสุขภาพในหลายมิติและมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เช่น โรค NCDs, โรคอ้วน, โรคไต,โรคหัวใจ,โรคมะเร็ง รวมถึงปัญหาด้านสายตาและการได้ยิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งผลให้ต้องรอรับบริการนานขึ้น และบางคลินิก เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งโดยการส่องกล้อง มีคิวรอรับบริการจำนวนมาก มีประชา ชนมารอรับบริการ 1,770 คน ส่วนในวันพรุ่งนี้ (2 พฤษภาคม 2568) จะจัดคลินิกบริการให้กับประชาชนจังหวัดลำพูน ที่โรงพยาบาลป่าซาง ซึ่งจะมีการเพิ่มบริการอีก 2 คลินิก ที่ตอบรับปัญหาสุขภาพของจังหวัด คือ คลินิกทันตกรรม และคลินิกสุขภาพจิต


โครงการ “กาวิละ รู้ทัน ร่วมป้องกัน โรคที่เกิดจากความร้อน” บูรณาการความร่วมมือ อบรม ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ต้านภัยโรคลมร้อน ในจังหวัดเชียงใหม่

โครงการ “กาวิละ รู้ทัน ร่วมป้องกัน โรคที่เกิดจากความร้อน” บูรณาการความร่วมมือ อบรม ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ต้านภัยโรคลมร้อน ในจังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ได้จัดโครงการ “กาวิละ รู้ทัน ร่วมป้อง กัน โรคที่เกิดจากความร้อน” บูรณาการความร่วมมือ อบรม ร่วมกันซ้อมแผนเผชิญเหตุโรคลมร้อน (Heat Stroke) และการส่งต่อผู้ป่วยโรคลมร้อน เพื่อให้บุคลากร รพ.ค่ายกาวิละและบุคลากรสาธารณสุขในเครือข่าย นำความรู้ ไปใช้ ในการวินิจฉัย ดูแลรักษา ตลอดจนประเมินการกลับเข้ารับการฝึก ภายหลังการเจ็บป่วยจากความร้อน ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิ ภาพ เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ และการซักซ้อมการดูแลผู้ป่วยตามแนวทาง Chiang Mai Heat Stroke Fast Track ณ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โดยโรงพยาบาลค่ายกาวิละ จัดโครงการ “กาวิละ รู้ทัน ร่วมป้องกัน โรคที่เกิดจากความร้อน” ครั้งนี้ กำหนดหัวข้อประชุมเสวนา ทั้งหมด 5 เรื่องด้วยกัน ดังนี้

  • เรื่องที่ 1 การดูแลรักษาผู้ป่วยบาดเจ็บจากความร้อนในทหารใหม่ (update) บรรยายโดย พล.ต.ศ. นพ.ราม รังสินธุ์ ผู้ชำนาญการกองทัพบก
  • เรื่องที่ 2 การดูแลผู้ป่วย Heat stroke ในภาวะวิกฤต บรรยายโดย พ.อ.นพ.วิริสสร วงศ์ศรีชนาลัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฯ ด้านบริหารกายภาพ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
  • เรื่องที่ 3 Chiang Mai Heat stroke FastTrack บรรยายโดย นพ.กาจบัณฑิต สุรสิทธิ์ อายุรแพทย์ รพ.นครพิงค์, นพ.อิทธาวุธ งามพสุธาดล แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินรพ.นครพิงค์ และ รศ.ดร.นพ.บวร วิทยชำนาญกุล แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน รพ.มหาราชนครเชียงใหม่
  • เรื่องที่ 4 การประเมินผู้ป่วยบาดเจ็บจากความร้อนก่อนกลับเข้าทำงาน (Return to work) บรรยายโดย นพ.ปัณณวิช จันทกลาง แพทย์อาชีวอนามัย รพ.นครพิงค์ และ
  • เรื่องที่ 5 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากความร้อนการส่งต่อและนวัตกรรม บรรยายโดย ร.อ.หญิง ณิชากร พิเดช อายุรแพทย์ รพ.ค่ายกาวิละ และ พ.ต.หญิง ปรารถนา ยอดวิจารณ์ พยาบาลห้องฉุกเฉิน

อีกทั้งมีการซ้อมแผนเผชิญเหตุโรคลมร้อน (Heat Stroke) โดยการจำลองเหตุการณ์จริง กำหนดผู้ป่วยสมมุติ ณ หน่วยฝึกทหาร เริ่มต้นให้การช่วยเหลือผู้ป่วย ตามแนวทางปฐมพยาบาลเบื้องต้นโรคลมร้อน ทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเจ็บอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย มีการประสานส่งต่อไปยัง รพ.ชุมชนในพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดเพื่อ รวมไปถึงการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)ในรพ.ระดับตติยภูมิ เพื่อความปลอดภัย เป็นการฝึกปฏิบัติตามแนวทางการดูแลรักษา และฝึกประสานงานระหว่างโรงพยาบาลในพื้นที่ใกล้หน่วยทหาร โรงพยาบาลค่ายกาวิละ และโรงพยาบาลสังกัดอื่นๆ ในจังหวัดเชียง ใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนในเรื่องการส่งต่อผู้ป่วย จากโรคลมร้อน (Heat Stroke) เมื่อฝึกซ้อมเสร็จมีการสรุปแนวทางการรักษาร่วมกันระหว่างทีม

ปฏิบัติภารกิจภายใต้เจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารบก “พิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ นำกองทัพสู่ความทันสมัย ฝึกให้พร้อมต่อทุกภัยคุกคาม พร้อมทุกยามเมื่อเกิดพิบัติภัย และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล”


นที มีเดช รายงาน

ศอ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า เผยผลแก้ปัญหาไฟป่า-หมอกควันเหนือ ปี2568 สามารถลดจุดความร้อนลงร้อยละ 19

ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า เผยผลแก้ปัญหาไฟป่า-หมอกควันเหนือ ปี 2568 สามารถลดจุดความร้อนลงร้อยละ 19 แต่พื้นที่เผาไหม้ยังพุ่งสูงกว่า 1.5 ล้านไร่ พร้อมมอบเครื่องเป่าลมสนับสนุนการปฏิบัติงานของกำลังพลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างต่อเนื่อง

ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 เป็นประธานเปิดการประชุมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานลาดตระเวนและดับไฟป่า ในพื้นที่ 12 กลุ่มป่า พร้อมมอบเครื่องเป่าลมเพื่อสนับสนุนกำลังพลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละออง ประจำปี 2568 โดยมี พลตรี ชายแดน กฤษณสุวรรณ รองแม่ทัพภาคที่ 3 นายปิยะพงษ์ ประพันธ์วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ,นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 พันเอก บรรจง คะวงศ์ดอน ผู้ช่วยเลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 สรุปผลการปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2567 ถึง 28 เมษายน 2568 ซึ่งมีตัวชี้วัด 3 ด้านประกอบด้วย
สถานการณ์ด้านจุดความร้อนลดลงจากปี 2567 จำนวน 13,858 จุด คิดเป็นร้อยละ 19.54 แต่ยังมี 9 จังหวัดที่แนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแม่ฮ่องสอน ตาก และอุตรดิตถ์ โดยจุดความร้อนที่พบรวม 57,079 จุด ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 24,107 จุด และป่าสงวนแห่งชาติ 22,581 จุด ซึ่งยังสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ว่าในพื้นที่ป่าจะลดลงให้ได้ร้อยละ 25 ขณะที่พื้นที่เกษตร เช่น นาข้าว ข้าวโพด และอ้อย ต้องลดลงร้อยละ 30 โดยพบว่าพื้นที่ป่าและนาข้าวยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ด้านพื้นที่เผาไหม้ พบว่าตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 30 มีนาคม 2568 มีพื้นที่ถูกไฟเผาไปแล้วถึง 8,680,870 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 1,505,490 ไร่ หรือร้อยละ 17.34 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ตาก นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ซึ่งพื้นที่เกษตรและเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 90.34 และ 53.22 ตามลำดับ
สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังน่าเป็นห่วง โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุดถึง 304.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเกินค่ามาตรฐานติดต่อกันเกิน 9 วัน ทั้งนี้ จังหวัดน่านมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานสูงมากที่สุด 121 วัน รองลงมาคือพิษณุโลก 94 วัน และอุทัยธานี 88 วัน

ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า ได้บูรณาการกำลังพลโดยกองทัพภาคที่ 3 มาออกปฏิบัติการรณรงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกและทำลายพื้นที่ป่าไม้ ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ไฟป่ากว่า 885 ครั้ง และได้จัดชุดลาดตระเวน ออกลาดตระเวน สร้างการรับรู้ ปลูกจิตสำนึก และดับไฟป่า ร่วมกับกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ 12 กลุ่มป่าหลัก 73 ป่าย่อย จำนวน 208 ชุด รวม 1,070 นาย ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม รวมถึงการปรับแผนการฝึกตามวงรอบประจำปีในพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ซ้ำซากไปจำนวน 17,892 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการใช้กลไกของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่ปฏิบัติการด้านการดับไฟไหม้-ไฟป่า การรณรงค์สร้างการรับรู้ การลาดตระเวนป้องการเผาป่า การทำแนวกันไฟป้องกันไฟป่า การบังคับใช้กฏหมาย การสร้างฝายชะลอน้ำ การใช้อากาศยานดับไฟป่า และผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ ไปจำนวน 36,630 ครั้ง

สำหรับด้านการใช้อากาศยาน ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่า 4 รูปแบบ ประกอบด้วย

  1. ระบบ Sensor หรือการลาดตระเวน) โดยใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 ลำ บินลาดตระเวนค้นหากลุ่มจุดความร้อนในพื้นที่ป่าภาคเหนือ และป่ารอยต่อระหว่างจังหวัดไป 65 เที่ยวบิน,
  2. ระบบ Shooter หรือดับไฟป่า) ใช้อากาศยานของกองทัพบก /กองทัพอากาศ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย /กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวม 8 ลำ บินทิ้งน้ำ ไป 2,297 เที่ยว ปริมาณ 2,341,000 ลิตร ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้ระบบ Sensor เพื่อตรวจจับจุดความร้อน 65 เที่ยวบิน และ
  3. ระบบ Inversion หรือการดัดแปรสภาพอากาศจากกรมฝนหลวงกว่า 700 เที่ยวบิน รวมถึงการเฝ้าระวังด้วยโดรน IR รุ่น Matrice 300 ที่บินตรวจการณ์ในพื้นที่เชียงใหม่ 74 ครั้งด้วย

แม่ทัพภาคที่ 3 ย้ำว่าการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ต้องดำเนินต่อเนื่องควบ คู่กันไป ทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างจิตสำนึก และการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อเป้าหมายการลดไฟป่าอย่างยั่งยืนในภาคเหนือ ซึ่งจากผลสำเร็จใจการปฏิบัติงานในปีนี้จะนำไปถอดบทเรียนและปรับใช้ในปีต่อไป


นที มีเดช รายงาน

สว.พบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) เปิดเวทีเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ประจวบคีรีขันธ์ – สว.พบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) เปิดเวทีเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันพุธที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมพระเทพสิทธิวิมลเมตตา โรงเรียนประจวบวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) นำโดย พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี ประธานกรรมการ, นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ รองประธานกรรมการคนที่ 1, น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน, น.ส.นิชาภา สุวรรณา สมาชิกวุฒิสภา จ.ประจวบคีรีขันธ์ และคณะสมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริงและประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมี นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์, นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล /นายสินาทร โอ่เอี่ยม รอง ผวจ.ประจวบฯ ผู้แทนส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น สื่อมวลชน และพี่น้องประชา ชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมโครงการฯ

หลังจากรับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภา พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี ประธานกรรมการ ได้กล่าวเปิดโครงการฯ และวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ของโครง การสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) จากนั้นคณะสมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมพูดคุยถึงบทบาทหน้าที่และอำนาจ รวมถึงผลงานสำคัญของวุฒิสภาที่ผ่านมา

เวลาประมาณ 10.00 น. คณะสมาชิกวุฒิสภาร่วมรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อย ได้แก่

  1. ด้านเกษตรกรรม เช่น ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ต้นทุนการผลิต ปัญหาศัตรูพืชระบาด การระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินในเขตนิคมสหกรณ์ ปัญหาช้างป่ากัดกินพืชผลทางการเกษตร ปัญหาของชาวประมง และปัญหาด้านโคเนื้อตกต่ำ
  2. ด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ การพัฒนาท่องเที่ยว การพัฒนาชุมชนไม่สอดคล้องกับการท่องเที่ยว การคมนาคมไม่เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะระบบรถสาธารณะ
  3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม ได้แก่ ปัญหาฝุ่น pm 2.5 ปัญหาสารเคมีไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ปัญหาจากกการให้อนุญาติสัมปทานเหมืองหินในพื้นที่ตัวเมืองประจวบฯ
  4. ปัญหาสังคม ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่และยาเสพติด ปัญหากลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบางถูกทอดทิ้ง และเข้าไม่ถึงระบบทางภาครัฐ ปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ของประชาชนในพื้นที่ ต.บึงนคร ในเขตปลอดภัยทางทหาร
  5. ด้านโลจิสติกส์ การขอสร้างสถานีขนส่งรถโดยสารของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การงดใช้รถตู้โดยสารให้หันมาใช้รถแบบมินิบัส การขนส่งสาธารณะถึงแหล่งท่องเที่ยว การหันมาใช้รถสาธารณะระบบรถไฟฟ้า ( EV )

การลงพื้นที่โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ พี่น้องประชาชน และวุฒิสภา โดยเปิดเวทีให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวุฒิสภาได้โดยตรง ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจะได้นำข้อมูลและข้อเสนอแนะในทุกประเด็นที่ได้รับนำไปสู่การดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาต่อไป



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

รพ.นครปฐม ได้รับการประเมินการรับรองคุณภาพศูนย์โรคหลอดเลือดสมองมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข (SSCC) @

โรงพยาบาลนครปฐมได้รับการประเมินการรับรองคุณภาพศูนย์โรคหลอดเลือดสมองมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข (SSCC) @

วันนี้เมื่อเวลา 09.00 น. นายแพทย์สมชาย โตวณะบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันประสาทวิทยา พร้อมคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา และคณะ เข้าเยี่ยมการดำ เนินงานการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลนครปฐม โดยมีนายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยแพทย์หญิงอุษณีย์ พูลวิวัฒน์ชัยการ รองผู้อำนวยการ คณะผู้บริหาร ร่วมต้อนรับ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ได้รับบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน : ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง เพื่อให้ได้มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข ณ ห้องประชุมกาสะลอง ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกและอำนวยการ โรงพยาบาลนครปฐม