เบิ้มระทึก ! หนุ่มใหญ่ผ่าถัง 200 ลิตร บรรจุสารเคมี บึ้มใส่หน้าบาดเจ็บ สาหัส

นครพนม – เบิ้มระทึก ! หนุ่มใหญ่ผ่าถัง 200 ลิตร บรรจุสารเคมี บึ้มใส่หน้าบาดเจ็บ สาหัส เมียกอดลูก สาวปล่อยโฮลั่นบ้าน เผยลูกชายฝันลางร้าย ฟันหลุดออกจากปาก

เวลา 11.00 น. วันที่ 3 พ.ค.2568 ศูนย์สั่งการกู้ชีพ 1669 รพ.นครพนม ได้รับแจ้งเหตุมีถังแก๊สไม่ทราบชนิดเกิดระเบิด มีชายได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่บ้านดอนแดง หมู่ 9 ต.คำเตย อ.เมือง จ.นครพนม จึงประสานรถกู้ชีพ อบต.คำเตย รุดไปตรวจสอบเพื่อนำคนเจ็บส่งรักษาที่ รพ.นครพนม

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปตรวจสอบ ภายในซอยหลังบ้านผู้ใหญ่บ้าน บ.ดอนแดง หมู่ 9 ที่เกิดเหตุหน้าบ้านพบถังบรรจุสารเคมีสีฟ้าขนาด 200 ลิตร ฝาถังมีรอยบุบพร้อมเหล็กรัดฝาถังกระเด็นเปิดอ้าออก ก้นถังมีรอยนูนบุบ ใกล้กันพบลูกหมูใบเลื่อยตัดเหล็ก และใบตัดเหล็กแตกเป็นเสี่ยง รอยเท้าแตะ 1 คู่ และกองเลือด ส่วนผู้บาดเจ็บทราบชื่อภายหลังคือนายธานี สอนแพง อายุ 57 ปี เจ้าของโรงสีข้าว มีบาดแผลที่ใบหน้าเปิดและลำคอฉกรรจ์ อาการสาหัส ลูกชายได้นำตัวขึ้นรถเพื่อนบ้านใกล้เคียง นำตัวส่งรักษาที่ รพ.นครพนม ก่อนที่รถกู้ชีพ อบต.จะมาถึงภายหลังและตามหลังไป แพทย์รีบนำตัวเข้าผ่าตัดที่ห้องไอซียู อย่างเร่งด่วน

น.ส.ปิยะนุช สอนแพง อายุ 31 ปี ลูกสาว เปิดเผยว่า ขณะนอนเปลผูกในบ้านได้ยินเสียงบึ้มห่างจากพ่อ 7 เมตร จึงรีบวิ่งออกไปดู พบเลือดออกเต็มใบ ปากและจมูก สภาพนอนหงายหน้า พูดคุยด้วยไม่ได้สติและรู้เรื่องแล้ว ตนเพิ่งกลับจากผ่าตัดมดลูกที่ รพ.นครพนม เมื่อวานนี้ก็มาเกิดเหตุกับผู้เป็นพ่อ ลูกชายคนสุดท้องมาพบจึงยืมรถญาตินำส่งรักษาที่ รพ.นครพนม อาการสาหัสเป็นตายเท่ากัน

ขณะที่นางพิกุล หาวงศ์ อายุ 43 ปี ญาติกล่าวว่า ตนได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น 1 ครั้ง จึงรีบวิ่งออกมาดูพบสภาพของนายธานี เละเลือดเต็มใบหน้า พบลูกสาวและลูกชายคนเจ็บประตองผู้เป็นพ่อ เพื่อนำส่งรักษาที่ รพ.นครพนม เกรงว่าจะไม่ทันจึงรีบนำตัวขึ้นรถเพื่อนบ้านส่งรักษาอย่างเร่งด่วน

เพื่อนบ้านอีกรายที่พบเห็น กล่าวว่า นายธานีได้ซื้อถังบรรจุสารเคมีมาจากในตัวเมือง ก่อนจะใช้ลูกหมูตัดเหล็กตัดก้นถัง เพื่อใช้ถังมาเผาถ่าน โดยที่ยังไม่เปิดจุกฝาถังออก คนเจ็บนั่งในลักษณะยองๆ ใช้ใบเลื่อยตัดก้นถังกว้าง 2 นิ้ว คาดว่าภายในถัง 200 ลิตรยังมีลม และยังพบสารเคมีคล้ายของเหลวสีขาวเป็นก้อน ทะลักออกมานอกถัง อาจเป็นสาเหตุที่ถังระเบิดกระแทกใส่หน้าและร่างทำให้บาดเจ็บสาหัส

ด้านนางเลียง สอนแพง อายุ 57 ปี ภรรยานายธานี กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุตนอยู่นา ลูกสาวโทรศัพท์บอก พอมาถึงสามีถูกนำตัวส่งรักษาแล้ว จึงนั่งกอดลูกสาวร้องไห้ปิ่มใจจะขาด เพราะสงสารสามี ก่อนเกิดเหตุลูกชายคนสุดท้องในจำนวน 3 คน ยังมาเล่าความฝันให้ฟังว่า ได้ฝันว่าฟันหน้าหลุด 2 เล่มโดยฝัน 2 คืนซ้อน ไม่นึกว่าจะเป็นลางร้ายเกิดเหตุร้ายกับสามีอีก หลังลูกสาวคนโตเพิ่งกลับจากผ่าตัดมดลูกที่ รพ.นครพนม เมื่อวานนี้ ล่าสุด มีรายงานว่า ถูกนำตัวนายธานี ส่งรักษาที่ รพ.นครพนม มีอาการสาหัสเลือดคลั่งในสมอง แพทย์ทำการโกนผม เพื่อส่งต่อไปรักษาที่ รพ.สกลนคร


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

กิจกรรมแรลลี่ เส้นทางทวาราวดี-ขอม ตามรอยอารธรรมโบราณท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

นครนายก – กิจกรรมแรลลี่เส้นทางทวาราวดี-ขอม ตามรอยอารธรรมโบราณท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

วันที่ 3 พฤษภาคม 2568 เวลา 07.00 น. ที่ลานกิจกรรมหน้าเขื่อนขุนด่านปราการชล ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก ได้มีการจัดกิจกรรม “แรลลี่เส้นทางทวาราวดี – ขอม ตามรอยอารยธรรมโบราณ” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก2 (จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดจันทบุรี) โดยร่วมกันจัดกิจกรรมเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ในระหว่างวันที่ 3 – 4 พฤษภาคม 2568

ซึ่งได้รับเกียรติจาก นางจารุณี กาวิล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดและปิดกิจกรรม พร้อมด้วยนางสุมลฑา เจริญศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวรายงานการจัดกิจกรรมแรลลี่ฯ พร้อมด้วย ดร.นภสร โศรกศรี วัฒนธรรมจังหวัดสระแก้ว, นายราเมศ ลิ่มสกุล วัฒนธรรมจังหวัดนครนายก, นางวันดี เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครนายก และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้เกี่ยวข้อง แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมแรลลี่ฯ เข้าร่วมในพิธี

โดยเริ่มต้นด้วยการปล่อยขบวนรถแรลลี่ รถยนต์-รถจักรยานยนต์ จำนวนกว่า 100 คัน จากเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก มีการแวะทำกิจกรรมตามจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น เมืองโบราณดงละคร จังหวัดนครนายก โบราณสถานสระมรกต จังหวัดปราจีนบุรี อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม จังหวัดสระแก้ว ในแต่ละจุดจะมีกิจกรรมสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรม เช่น การประดิษฐ์จานจากกาบหมาก การทำยาดมสมุนไพร และการถ่ายภาพกับนางอัปสรา พร้อมรับประทานอาหารท้องถิ่นอันหลากหลาย

และวันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ขบวนรถจะเดินทางไปยังโบราณสถานเมืองเพนียด พิพิธภัณฑ์วัดทองทั่ว จังหวัดจันทบุร ต่อด้วยกิจกรรมการทำขนมแปลกและกิจกรรมเก็บ RC ก่อนเข้าสู่พิธีปิดงานสุดประทับใจที่ร้านไอซี แกลมปิ้ง จังหวัดจันทบุรี ช่วงเย็นของวันที่ 4 พฤษภาคม จะมีพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะการแข่งขันแรลลี่ทั้ง 2 ประเภท และพิธีปิดกิจกรรม โดยมีการแสดงจินตลีลา มินิคอนเสิร์ต และรับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อแสดงความขอบคุณแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน กิจกรรมในครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในรูปแบบสร้างสรรค์ เชื่อมโยงเส้นทางระหว่างจังหวัดในกลุ่มอารยธรรมทวาราวดี – ขอม สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก//รายงาน

พิธีรับ-ส่งหน้าที่ ส่งมอบการบังคับบัญชา ผบ.ป.21 พัน.20

จ.อุตรดิตถ์ – พิธีรับ-ส่งหน้าที่ ส่งมอบการบังคับบัญชา ผบ.ป.21 พัน.20

เมื่อ 2 พฤษภาคม 2568 กองพลทหารม้าที่ 1 โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ และส่งมอบการบังคับบัญชา ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 ระหว่าง พันโทอรรคพล เมธังกูร นายทหารงบประมาณ กองทัพภาคที่ 3 (ท่านเก่า) และ พันโทวานิช เงินดวง ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 (ท่านใหม่) ณ กองบังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 ค่ายพระศรีพนมมาศ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์


โจรแสบย่องขโมยรถจยย. หน้าบ้านกลางวันแสกๆ ตำรวจธาตุพนมเร่งล่าตัวคนร้าย หวั่นก่อเหตุซ้ำ

นครพนม – โจรแสบย่องขโมยรถจักรยานยนต์ถึงหน้าบ้านกลางวันแสกๆ ตำรวจธาตุพนมเร่งแกะรอย ล่าตัวคนร้ายหวั่นก่อเหตุซ้ำสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ร.ต.อ.ธนพงษ์ ชาวเชียงตุง รองสารวัตรสอบสวน สภ.ธาตุพนม รับแจ้งความจาก นายไชยยุทธ สายธาร และนางสาวอรกรก สองสามีภรรยา ผู้เสียหายว่า รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นมีโอ สีเทา ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ได้ถูกโจรกรรมไปจากบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 125/42 หลังวัดพระธาตุพนม ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เมื่อวันที่ 30 เมษายน เวลาประมาณ 15.10 น.

หลังรับแจ้งเหตุ พ.ต.อ.แสวง คนคล่อง ผกก.สภ.ธาตุพนม ไม่รอช้า สั่งการให้ชุดสืบสวนลง พื้นที่หาข่าว พร้อมประสานงานไปยัง สภ.ใกล้เคียงและสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายอย่างเร่งด่วน กระทั่งได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบเห็นบุคคลต้องสงสัยกำลังจูงรถจักรยานยนต์ลักษณะตรงกับที่ผู้เสียหายแจ้งไว้ บนถนน 212 ธาตุพนม-นครพนม บริเวณปากทางเข้าบ้านดอนนางหงส์ ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 15 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ธาตุพนม จึงประสานงานกับชุดสืบสวน สภ.หลักศิลา และนำผู้เสียหายลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อไปถึงอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์แห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลดอนนางหงส์ ผู้เสียหายถึงกับดีใจสุดขีดเมื่อพบรถจักรยานยนต์คันรักจอดอยู่ที่อู่ดังกล่าว แม้สภาพเครื่องยนต์จะเสียหายก็ตาม ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวน สภ.ธาตุพนม ได้ขอภาพจากกล้องวงจรปิดของอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ เพื่อใช้เป็นเบาะแสในการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากเกรงว่าคนร้ายรายนี้จะเป็นภัยต่อสังคมและอาจก่อเหตุซ้ำอีก

จากการสอบถาม นางสาวอรกรก เล่าด้วยความตกใจว่า ในวันเกิดเหตุ ตนและสามีกำลังนั่งทานข้าวกันอยู่ที่หน้าบ้าน โดยได้จอดรถจักรยานยนต์ไว้และไม่ได้ถอดกุญแจออก ต่อมาตนได้ออกไปทำงานก่อน ส่วนสามีกำลังจะขับรถตามออกไป แต่เมื่อสามีเดินไปทำธุระข้างบ้านเพียง 5 นาที กลับมาก็พบว่ารถได้หายไปแล้ว ตนและสามีจึงรีบเดินทางไปแจ้งความที่ สภ. ธาตุพนม เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นได้ระดมคนรู้จักช่วยกันตามหา พร้อมทั้งขอดูกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง จนกระทั่งมีคนโทรศัพท์มาแจ้งว่า พบรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวในบริเวณใกล้เคียงกับที่แจ้งความไว้ ตนและคนรู้จักจึงรีบเดินทางไปยังอู่ซ่อมรถดังกล่าว และพบรถของตนจริงๆ แม้เครื่องยนต์จะเสียหายก็ตาม

นางสาวอรกรก ฝากเตือนเจ้าของรถจักรยานยนต์ทุกท่านว่า อย่าประมาทเสียบกุญแจทิ้งไว้ เพราะมิจฉาชีพอาจจะจ้องรถของท่านอยู่ และไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับใครอีก พร้อมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นภัยต่อสังคมต่อไป

ด้าน นายศุภเรศ เจ้าของอู่ซ่อมรถ เล่าว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 16:00 น. ได้มีคนโทรศัพท์มาแจ้งว่า มีรถจักรยานยนต์เสียอยู่ที่ปากทางเข้าบ้านดอนนางหงส์ และขอให้ไปรับมาซ่อม ตนจึงได้ส่งลูกน้องขับรถจักรยานยนต์อีกคันไปยันรถคันดังกล่าวกลับมาที่อู่เพื่อตรวจสอบความเสียหาย เมื่อมาถึง พบชายอายุประมาณ 40-50 ปี อ้างว่าเป็นเจ้าของรถ แจ้งว่าจะเดินทางไปจังหวัดนครพนม แต่รถมาเสียเสียก่อน และขอให้ประเมินราคาซ่อมให้ เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าน้ำมันเครื่องแห้งและมีค่าซ่อมสูง ชายคนดังกล่าวจึงขอฝากรถไว้ก่อนแล้วเดินออกไป กระทั่งผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่ร้าน และแจ้งว่าเป็นรถที่ถูกขโมยมา ตนจึงได้คืนรถคันดังกล่าวให้กับเจ้าของไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬสำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

อำเภอทับสะแก เปิดยุทธการ “เมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติด” ได้ผู้ต้องหา 2 คน ปืน 1 กระบอก ยาบ้าอีกกว่า 30 เม็ด

ประจวบคีรีขันธ์ – อำเภอทับสะแกเปิดยุทธการ “เมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด”อำเภอทับสะแก ได้ผู้ต้องหา 2 คน ปืน 1 กระบอก ยาบ้าอีกกว่า 30 เม็ด

วันที่ 2 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อำเภอทับสะแกเปิดปฏิบัติการ ภายใต้ “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ภายใต้การอำนวยการของนายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก ได้สั่งการให้นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง ( ป.อาวุโส ) นายฉัตรชัย ค้างาม ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ อส. สังกัดกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอทับสะแกที่ 6 ออกตรวจสอบการลักลอบการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ ตำบลเขาล้าน และสามารถจับกุม

รายที่ 1 คือนายสุรเดช ศรีงาม อายุ 40 ปี อยู่หมู่ที่ 9 ตำบลเขาล้าน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมของกลาง ดังนี้ เครื่องกระสุนปืน ขนาด .38 นิ้ว จำนวน 3 นัด, ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบนด้านหนึ่งมีผิวเรียบอีกด้านหนึ่งปรากฎอักษรWY สีส้ม จำนวน 3 เม็ด สีเขียว จำนวน 2 เม็ด (ถุงที่ 1), ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มีลักษณะเป็นชิ้น สีส้ม จำนวน 3 ชิ้น (ถุงที่ 2) รวมยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 5 เม็ด กับ 3 ชิ้น, ถุงผ้าลายพรางสีเขียว จำนวน 1 ใบ โดยเจ้าพนักงานชุดจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาว่า มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน มียาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย

รายที่ 2 นางสางอรวรรณ รวมธรรม อายุ 41 ปี อยู่หมู่ที่ 3 ตำบลอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมของกลาง ดังนี้

  1. ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบนด้านหนึ่งมีผิวเรียบอีกด้านหนึ่งปรากฎอักษรWY สีส้ม จำนวน 10 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวใสชนิดแบบกดปิดดึงเปิดได้ (ถุงที่ 1)
  2. ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบนด้านหนึ่งมีผิวเรียบอีกด้านหนึ่งปรากฎอักษรWY สีส้ม จำนวน 10 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวใสชนิดแบบกดปิดดึงเปิดได้ (ถุงที่ 2)
  3. ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบนด้านหนึ่งมีผิวเรียบอีกด้านหนึ่งปรากฎอักษรWY สีส้ม จำนวน 10 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวใสชนิดแบบกดปิดดึงเปิดได้ (ถุงที่ 3)
  4. ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) มีลักษณะเป็นเม็ดกลมแบนด้านหนึ่งมีผิวเรียบอีกด้านหนึ่งปรากฎอักษรWY สีส้ม จำนวน 3 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวใสชนิดแบบกดปิดดึงเปิดได้ (ถุงที่ 4) รวมยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 33 เม็ด
  5. ยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาไอซ์) มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่น น้ำหนัก 1.1 กรัม บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกสีขาวใสชนิดแบบกดปิดดึงเปิดได้ (ชั่งรวมถุง)
  6. ถุงพลาสติกชนิดแบบกดปิดถึงเปิดได้ จำนวน 60 ใบ (ถุงสำหรับใช้บรจุยาเสพติดแบ่งขาย)
  7. กระเป๋าผ้าสีชมพูแบบมีซิบรูดปิดเปิดได้และมีหูสำหรับหิ้ว จำนวน 1 ใบ
  8. ถุงผ้าพลาสติกสีฟ้าใบเล็กแบบมีซิปรูดปิดเปิดได้ จำนวน 1 ใบ

โดยเจ้าพนักงานชุดจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้า/ไอซ์) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยผิดกฎหมาย เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย โดยได้นำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรทับสะแก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ อำเภอทับสะแกจักได้ดำเนินการขยายผลการจับกุมต่อไป



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ รายงาน

สวทช. จับมือมูลนิธิ SOS และ จ.ปทุมธานี สร้างชุมชนรักษ์อาหาร ดัน “ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล”

สวทช. จับมือมูลนิธิ SOS และ จ.ปทุมธานี สร้างชุมชนรักษ์อาหาร ดัน “ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล” ต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินระดับท้องถิ่น มุ่งใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืน

วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี และมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ลงนามความร่วมมือใน “การขยายผลโครงการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อลดขยะอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชน” โดยใช้กลไกชุมชนรักษ์อาหาร (Local Food Rescue) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ประสบภัย ควบคู่ไปกับการลดปริมาณขยะอาหารในพื้นที่ โดยมุ่งสู่การพัฒนา “ปทุมธานีต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกิน (Pathum Thani Food Bank Model)” เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงอาหารและการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืน

โครงการนี้ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ที่เหมาะสมในหลายด้าน ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยอาหาร การเก็บรักษา การขนส่ง การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ การแจกจ่าย รวมถึงการคำนวณข้อมูลการปล่อยคาร์บอน ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญและจะเป็นต้นแบบการดำเนินงานในจังหวัดอื่น ๆ ตามเป้าหมายที่จะนำโมเดลนี้ขยายผลไปอีก 7 จังหวัดทั่วไทยภายในปี 2568 ทั้งนี้ ในพิธีลงนามมีคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่ร่วมลงนามความร่วมมือ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายผู้ร่วมบริจาคอาหารส่วนเกิน ได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง เซียร์รังสิต ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ตลาดไท และซีพีแรม รวมถึงผู้แทนจากชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัด เข้าร่วมในงานอย่างคับคั่ง

ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้พัฒนาเครื่องมือและแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อลดปัญหาขยะอาหาร ประกอบด้วยการจัดทำแนวปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหารโดยไบโอเทค การพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบฐานข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงผู้บริจาคอาหาร ผู้รับอาหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเนคเทค ตลอดจนการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของอาหารส่วนเกินต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเอ็มเทค นอกจากนี้ ยังมีทีมวิจัยนโยบายที่ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนกระบวนการบริจาคอาหารส่วนเกินและจัดตั้งเป็นธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ สวทช. จะนำผลงานวิจัยเข้าไปสนับสนุนการขยายผลการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในระดับท้องถิ่นให้เกิดผลเป็นรูปธรรมผ่านกลไกของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในการประสานงานและเชื่อมโยงหน่วยงานทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงจะเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ ในการจัดการอาหารส่วนเกิน ลดขยะอาหาร และส่งเสริมความร่วมมือในสังคมได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า ความร่วมมือการขยายผลโครงการการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อลดขยะอาหารและสร้างความมั่นคงทางอาหารในชุมชน เพื่อเกิดเป็น “ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล” นับเป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อจังหวัดปทุมธานี และจะเป็นต้นแบบที่มีคุณค่าและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับจังหวัดอื่นๆ ได้ด้วย โดยทั้ง 3 หน่วยงานของจังหวัด ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล เกิดขึ้นจริง และสามารถสร้างความยั่งยืนด้านอาหารให้กับชุมชนของเราต่อไป

พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า อบจ.ปทุมธานี จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สร้างเครือข่ายผู้บริจาคอาหารในพื้นที่ด้วยการเชื่อมโยงผู้ผลิตอาหาร ตลาดค้าส่ง ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ โรงแรม และภาคธุรกิจต่าง ๆ ให้เข้ามามีบทบาทในการบริจาคอาหารส่วนเกินแก่กลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เชื่อมโยงเครือข่ายผู้รับอาหารร่วมกับอาสาสมัครและจิตอาสาในพื้นที่ และร่วมสำรวจข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้การกระจายอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง รวมถึงการจัดหาและสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงอาหารได้มากขึ้น ลดภาระครัวเรือน และยกระดับคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันก็ยังสามารถลดปริมาณขยะอาหารที่ต้องจัดการในพื้นที่ ลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม และยังลดงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะได้อีกด้วย

นายนรินทร์ศักดิ์ พรรคเจริญ นักส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชำนาญการพิเศษ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี จะให้การสนับสนุนและประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในระดับท้องถิ่น โดยจะร่วมกันสำรวจและให้ข้อมูลที่แม่นยำของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้รับอาหารส่วนเกินในชุมชน ร่วมกับอาสาสมัครและจิตอาสา ตลอดจนประชาสัมพันธ์ช่องทางการรับและแจกจ่ายอาหารให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้และเข้าถึงได้อย่างครอบคลุม

ด้าน สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดปทุมธานี จะมุ่งเน้นการดูแล พัฒนา และส่งเสริมศักยภาพของประชากรในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยได้ร่วมกันสำรวจข้อมูลและระบุกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ พร้อมทั้งประสานงานกับตัวกลางที่มีศักยภาพในการส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างทั่วถึง เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้จริง นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการสร้างและสนับสนุนเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคม และเครือข่ายองค์กรชุมชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการ ตลอดจนประสานการเชื่อมโยงกับผู้รับอาหารส่วนเกินในพื้นที่ ร่วมกับอาสาสมัครและจิตอาสา รวมถึงการประชาสัมพันธ์และสื่อสารข้อมูลของโครงการให้ครอบคลุมและเข้าถึงเครือข่ายในพื้นที่อย่างทั่วถึง

นายทวี อิ่มพูลทรัพย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิ สโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) กล่าวว่า โครงการรักษ์อาหาร เป็นโครงการที่ SOS ได้ริเริ่มขึ้นด้วยความตระหนักถึงปัญหาอาหารเหลือทิ้งและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อผู้ด้อยโอกาสและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง เราเชื่อว่าการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี วันนี้จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนโครงการรักษ์อาหาร จ.ปทุมธานี ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาระบบการจัดการอาหารส่วนเกิน สร้างความตระหนักรู้เรื่องการบริโภคอาหารอย่างยั่งยืน สนับสนุนการเข้าถึงอาหารของผู้ด้อยโอกาส และนับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ยั่งยืน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมไทยในวงกว้าง

โอกาสนี้ คณะผู้บริหารและหน่วยงานที่ร่วมลงนามความร่วมมือ พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ได้ร่วมลงพื้นที่ ณ ชุมชนบ้านมั่นคง โครงการสหกรณ์เคหสถานปทุมธานีโมเดล จำกัด (ตรงข้าม ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต) ซ.คลองหลวง 35 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เพื่อร่วมกันส่งต่ออาหารส่วนเกินให้แก่ชาวบ้านในชุมชนกว่า 200 คน ถือเป็นพื้นที่ปฐมบทแสดงเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการ ฯ ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้การส่งต่ออาหาร และขยายผลด้วยกลไกชุมชนรักษ์อาหารภายใต้ปทุมธานีฟูดแบงก์โมเดล ช่วยชุบชีวิตให้อาหารไม่กลายเป็นขยะอย่างสูญเปล่า และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ผู้มีรายได้น้อยในสังคมได้อย่างแท้จริง

ผู้สนใจทุกภาคส่วนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สวทช. โทร. 02 5647000 อีเมล Foodbank@nstda.or.th และมูลนิธิ SOS โทร. 02 0751417, 062 6750004 และ Facebook: @sosfoundationthai


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศิลปิน “ออยเลอร์” เข้าแจ้งความที่ สภ.บางบัวทอง หลังคู่กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ยอมเจรจา

ศิลปิน “ออยเลอร์” เข้าแจ้งความที่ สภ.บางบัวทอง หลังคู่กรณีละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ยอมเจรจา

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 ศิลปินลูกทุ่งสาว “ออยเลอร์” สังกัดไทดอลมิวสิค เจ้าของเพลง “ความรู้รอบเอว” พร้อมทีมที่ปรึกษาด้านคดีความ ได้เดินหน้าเข้าแจ้งความ ที่สถานีตำรวจภูธรบางบัวทอง จ.นนทบุรี กรณีมีผู้ทำการละเมิดลิขสิทธิ์นำเพลงของเธอไปให้บริการแก่ลูกค้าในหลายแอ๊บพลิเคชั่นชื่อดัง แม้ว่าเจ้าตัวได้พยายามพูดคุยกับคู่กรณีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายอย่างใด ซึ่งคู่กรณีพยายามบ่ายเบี่ยงข้อตกลงมาตลอด จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความในวันนี้

หลังจากเข้าแจ้งความแล้ว “ออยเลอร์” ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเจรจากับคู่กรณี แต่ก็ไม่ได้การตอบรับในทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ การมาแจ้งความครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการความยุติธรรม และเป็นบรรทัดฐานต่อผู้ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเชื่อว่ายังมีอีกมากมาย โดยตนมีหลักฐานในการเจรจากับคู่กรณีมาตลอด จริงๆแล้วคงไม่มีใคร อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะบางคนที่เป็นคู่กรณี ก็เป็นผู้ที่ตนเคารพนับถือเสมอมา แต่หากว่าตนนิ่งเฉย ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไป สังคมนี้จะหาความยุติธรรมได้อย่างไร ตนก็แค่ทวงถามสิ่งที่ถูกต้อง หากคู่กรณีตั้งใจเจรจาตั้งแต่ต้น การแจ้งความวันนี้คงไม่เกิดขึ้น

“ออยเลอร์” กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนเองจะตั้งใจทำผลงานดีๆออกมาให้ได้รับชมรับฟังกันตลอด โดยในส่วนลิขสิทธิ์เพลง “ความรู้รอบเอว” ก็ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายลิขสิทธิ์ดำเนินการไป ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้มาเสมอ โดยเฉพาะแฟนเพลงที่เข้าใจความรู้สึกของตนต่อเรื่องนี้

กรณีนี้ เป็นที่น่าสนใจว่าบทสรุปสุดท้าย จะลงเอยเช่นไร และจะเป็นบรรทัดฐานองค์ความรู้ในการต่อยอดพัฒนาเรื่องลิขสิทธิ์ต่อไปอย่างไรบ้าง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

IDMB เปิดปฏิบัติการ “จ๊ะเอ๋ โจรนินจา”

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ. ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ได้สั่งการให้กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.สุวัฒน์ เกิดแก้ว รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.อิสเรศ ปาลาพงษ์ รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ฤทธี ปานดำ รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วิชิต ถิรขจรวงศ์ ผกก.สส.1. บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.พงษ์สิทธิ์ ปาลาพงศ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.1 บก.สส. และ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บช.น. เข้าทำการจับกุม นาย กรภัค หรือโอ๊ค ชัยมงคล ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาตลิ่งชัน ที่ 344/2568 ลงวันที่ 29 เมษายน 2568 ข้อหา “ฉ้อโกง”

สืบเนื่องจาก กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รับการจากผู้เสียหายจำนวนมาก ว่า มีชายปลอมตัวเป็นไรเดอร์สวมรอยรับสินค้าแทนแล้วขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.1 และ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. จึงได้ร่วมกันสืบสวนขยายผล จึงได้พบการกระทำความผิด โดยผู้โพสต์ขายสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนหลายราย ได้ถูกประทุษร้ายต่อทรัพย์ที่โพสต์ขาย ซึ่งคนร้ายจะติดต่อไปหาผู้ขายสินค้า เพื่อตกลงสั่งซื้อสินค้า หรือ ขอดูสินค้าจริง และ เมื่อคนร้ายไปรับสินค้า หรือได้ดูสินค้าจริงตามที่ต้องการ จะขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับสินค้า โดยไม่มีการชำระเงินแต่อย่างใด ทำให้มีผู้เสียหายจำนวนหลายราย

ต่อมา วันที่ 30 เมษายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชา การตำรวจนครบาล ได้สืบสวนติดตาม จนกระทั่งทราบชื่อ และที่อยู่ของคนร้าย อีกทั้งยังพบว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลศาลอาญาตลิ่งชัน ที่ 344/2568 จึงได้เข้าทำการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหารายดังกล่าวได้ที่บ้านเลขที่ 17/14 หมู่ 1 ห้องเลขที่ 14 ตำบลคลองสอง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พร้อมของกลาง ประกอบด้วยกระเป๋า Gucci Dionysus mini, สายสะพายกล้อง รวมถึงชุดที่สวมใสในขณะที่กระทำความผิดในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยให้การว่าก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ผู้ต้องหารายนี้ได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้ แล้วมีผู้เสียหายมาแจ้งความไว้แล้ว จำนวน 13 พื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง
กองบัญชาการตำรวจนครบาล ฝากประชาสัมพันธ์ ถึงผู้ขายสินค้าทั้งทางออนไลน์ และที่เปิดหน้าร้าน ให้เฝ้าระมัดระวังมิจฉาชีพ ที่มีพฤติกรรมคล้ายกันดังกล่าวข้างต้นและหากมีผู้ได้รับความเสียหายใดที่ถูกกระทำด้วยพฤติกรรมที่คล้ายกันนี้ ให้ท่านเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อสถานีตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุโดยเร็ว เพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดให้มารับโทษตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัย มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่ากว่า 3 แสนบาท

วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ นำทีม แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมจำนวน 41 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 17 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 186,000 บาท (หนึ่งแสนแปดหมื่นหกพันบาทถ้วน) โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ ธีระกิตติวัฒนา หัวหน้าสำนัก งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมในพิธี พร้อมด้วย มูลนิธิสว่างแผ่ไพศาลธรรมสถาน เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ บริเวณตลาดเก่าพนมสารคาม อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

โดยเมื่อวันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ.2568 นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมแผนกสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุอัคคีภัยบริเวณชุมชนใกล้สำนักงานเขตธนบุรี แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ รวมจำนวน 42 คน โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว จำนวน 14 ชุด และรายบุคคล จำนวน 3 ชุด ในการนี้ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสด คนละ 400 บาท และ พุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้ง 3 องค์กรทั้งสิ้น 211,700 บาท (สองแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยบาทถ้วน)

รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยทั้งในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เป็นเงินทั้งสิ้น 397,700 บาท (สามแสนเก้าหมื่นเจ็ดพันเจ็ดร้อยบาทถ้วน)

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรสนามบินสุวรรณภูมิเรียกรับเงิน และบังคับนักท่องเที่ยวจีนให้เซ็นเอกสารยกนาฬิกา Rolex ให้กับแผ่นดิน

กรมศุลกากร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรสนามบินสุวรรณภูมิเรียกรับเงิน และบังคับนักท่องเที่ยวจีนให้เซ็นเอกสารยกนาฬิกา Rolex ให้กับแผ่นดิน

จากกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีเจ้าหน้าที่ศุลกากรสนามบินสุวรรณภูมิเรียกรับเงินและบังคับนักท่องเที่ยวจีนให้เซ็นเอกสารยกนาฬิกา Rolex ให้กับแผ่นดิน นั้น กรมศุลกากรขอชี้แจง มีรายละเอียดดังนี้ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2567 เวลาประมาณ 21.15 น.ผู้โดยสารชาวจีน 2 รายนี้ เดินทางมาจากมาเก๊า โดยมีนาฬิกาข้อมือ Rolex สภาพใหม่ มีพลาสติกใสห่อหุ้มตัวเรือน พร้อมใบรับประกัน และอุปกรณ์อื่นๆ มาคนละ 1 เรือน เดินผ่านช่องเขียว (ไม่มีของต้องสำแดง) เจ้าหน้าที่ศุลกากร ได้เรียกตรวจ ผู้โดยสารทั้ง 2 ราย พบนาฬิกาข้อมือใหม่อยู่ในกระเป๋าของผู้โดยสารคนละ 1 เรือน

ในขณะทำการตรวจสอบผู้โดยสารรายหนึ่ง มีการพูดคุยเสียงดังตลอดเวลา ส่วนอีกคนไม่ค่อยพูด ให้คนแรกเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง หลังจากนำตัวผู้โดยสารทั้ง 2 ราย มาที่ห้องของฝ่ายสืบสวนและปราบปราม เพื่อทำการบันทึกข้อกล่าวหา ผู้โดยสารคนแรก มีการโทรศัพท์คุยกับบุคคลภายนอกตลอดเวลา ไม่ค่อยให้ความสนใจ หรือรับฟังคำอธิบายข้อกฎหมายและสิทธิตามกฎหมาย จากเจ้าหน้าที่ และล่ามภาษาจีน ส่วนคนที่สองนั่งนิ่งเงียบไม่ค่อยตอบคำถามอะไร บอกแต่เพียงว่าตนจะทำตามผู้โดยสารคนแรก เท่านั้น

ในระหว่างการจับกุมได้มีบุคคลภายนอกอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยงานอื่น โทรเข้ามาขอให้ผู้โดยสารทั้ง 2 ราย สามารถไปเสียภาษีแทนการจับกุม เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าได้พิจารณาจับกุมไปแล้ว เนื่องจากผู้โดยสารเดินผ่านทางช่องเขียว หรือ ช่องไม่มีของต้องสำแดง (Nothing to Declare) แสดงเจตนาว่าไม่มีของต้องแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลการ ถือว่าได้มีเจตนาปกปิด หรือ ซ่อนเร้น จึงเป็นการกระทำผิดสำเร็จแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับไปเสียภาษีได้ ระหว่างการจับกุมมีเพียงผู้โดยสารรายแรก ขอไปเข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ 2 นาย พาไปเข้าห้องน้ำผู้โดยสารบริเวณสายพานหมายเลข 9 และยืนรออยู่ที่หน้าทางเข้าห้องน้ำ ไม่ได้เดินเข้าไปด้วย ทั้งนี้ในระหว่างนั้น ก็มีบุคคลภายนอกอีกราย ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีกหน่วยงานหนึ่ง โทรศัพท์มาขอให้ไปเสียภาษีอีก 1 รอบ เจ้าหน้าที่ก็ปฏิเสธ โดยชี้แจงเหตุผลตามที่ชี้แจงเบื้องต้น (ส่วนผู้โดยสารรายที่ 2 ไม่ได้มีการไปเข้าห้องน้ำระหว่างการจับกุม)

ในระหว่างการดำเนินการจับกุมได้มีเพื่อนของผู้โดยสารทั้ง 2 ราย โทรศัพท์เข้ามาสอบถามรายละเอียดเป็นระยะๆ และแจ้งว่ากำลังเดินทางมาสนามบินเพื่อจะมาพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาเรื่องเคสของทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีใครเดินทางมา หลังจากล่ามแปลความโดยอธิบายเอกสารบันทึกจับกุมให้ฟังแล้ว ผู้โดยสารทั้ง 2 ราย แจ้งว่าขอเวลาคิดและโทรปรึกษาคนอื่นก่อน แล้วจะให้คำตอบอีกทีว่าจะยินยอมระงับคดีในชั้นศุลกากร และยกของกลางให้เป็น
ของแผ่นดินหรือไม่ หลังจากโทรปรึกษาเรียบร้อยแล้ว ผู้โดยสารทั้ง 2 รายตัดสินใจไม่ระงับคดีในชั้นศุลกากร และจะขอไปสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งผู้โดยสารทั้ง 2 ราย ไม่ประสงค์ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 00.30 น. ของวันที่ 5 สิงหาคม 2567 เจ้าหน้าที่จึงได้พาตัว ผู้โดยสารทั้ง 2 ราย ไปที่สถานีตำรวจภูธรสุวรรณภูมิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป

ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2567 เวลาประมาณ 13.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อกลับมาเป็นหนังสือ ขอส่งตัวผู้ต้องหามาขอระงับคดี ได้มีการระบุข้อความชัดเจนว่า ระหว่างการสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ผู้ต้องหามีความประสงค์ที่จะระงับคดีด้วยความสมัครใจของตนเอง จึงขอให้พนักงานสอบสวนส่งตัวผู้ต้องหาไปยังที่ทำการศุลกากรประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อให้ของกลางตกเป็นของแผ่นดินต่อไป จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรไปที่สถานีตำรวจภูธรสุวรรณภูมิ เพื่อนำตัวผู้โดยสารไประงับคดีกับศุลกากร เจ้าหน้าที่ศุลกากร จึงได้ไปพาตัวผู้โดยสารทั้ง 2 รายไปพบนิติกร ฝ่ายคดี เพื่อระงับคดีตามขั้นตอนต่อไป เมื่อระงับคดีเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้ปล่อยผู้โดยสารทั้ง 2 ราย และโดยได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่าจะไปรับพาสปอร์ตคืนจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีหนังสือร้องเรียนในเรื่องเกี่ยวกับกรณีการจับกุมรายดังกล่าวมาที่กรมศุลกากร ทางสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้มีหนังสือชี้แจง ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ให้กรมศุลกากรทราบแล้ว เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568

กรมศุลกากรขอเรียนชี้แจงว่า การตรวจ และการจับกุมผู้โดยสารเป็นไปตามระเบียบขั้นตอนครบถ้วนทุกประการ รวมถึงการชี้แจงและแจ้งข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้กระทำการผ่านล่ามเพื่อแปลเป็นภาษาจีน ให้ผู้โดยสารได้เข้าใจอย่างครบถ้วนถูกต้อง ทั้งนี้ผู้โดยสารทั้งสองรายดังกล่าวไม่ยินยอมระงับคดีในชั้นศุลกากร เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสุวรรณภูมิดำเนินคดีต่อไป โดยไม่มีการบังคับขู่เข็ญให้กระทำการ หรือลงนามในบันทึกจับกุมแต่อย่างใด และเมื่อสถานีตำรวจภูธรสุวรรณภูมิ มีหนังสือขอส่งตัวผู้ต้องหามาขอระงับคดี เจ้าหน้าที่ศุลกากรก็ได้ดำเนินการตามกฎหมาย ครบทุกขั้นตอน ผ่านพยานซึ่งเป็นล่ามภาษา โดยมิได้มีการกระทำใดๆที่เป็นการบังคับขู่เข็ญ พร้อมทั้งมีหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารทางราชการ โดยไม่มีการเรียกร้องรับผลประโยชน์ ตามที่ได้กล่าวอ้างแต่อย่างใด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน