พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ประชาสัมพันธ์และงานแถลงข่าว ตำรวจภูธรภาค 1

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานนะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ที่ควบคุมงาน ฝอ.5 บก.อก.ภ.่่(งานประชาสัมพันธ์และงานแถลงข่าว) ตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า

วันที่ 8 พ.ค.68 เวลา 14.30 น. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ได้ให้โอวาทแก่ ทีมปราบไพรีอริศัตรูพ่ายทั้ง 2 ทีม ที่เข้ารับการฝึกอบรมตามโครงการฝึกทบทวนและเตรียมความพร้อมการแข่งขันหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ระดับ บช. ของ ตร.( S.W.A.T.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และเข้ารับการแข่งขันใน Stage 5 (Obstacle Course) สถานีข้ามสิ่งกีดขวาง มีทีมเข้าร่วมการแข่งขัน 27 ทีม

ผลการแข่งขัน
– ปราบไพรีอริศัตรูพ่าย ทีม A ได้ลำดับที่ 13
– ปราบไพรีอริศัตรูพ่าย ทีม B ได้ลำดับที่ 21

การแข่งขันเสร็จสิ้น ผลรวม จำนวน 5 Stage ดังนี้
– ปราบไพรีอริศัตรูพ่าย ทีม A ได้ลำดับที่ 5
– ปราบไพรีอริศัตรูพ่าย ทีม B ได้ลำดับที่ 12

โดยมี พ.ต.อ.จักรพันธ์ โอสถากันต์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.1, พ.ต.ท.กฤษณพงษ์ ชูตระกูล รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.ชยากร บุญมา รอง ผกก.ฯ, พ.ต.ท.สมพร ลอยกระโทก สว.ฯ, ร.ต.อ.ศุภร ภาวมิ่งมงคล รอง สว.ฯ ส่วนควบคุม และ จนท.ส่วนปฏิบัติ จำนวน 2 ทีม พร้อมผู้สังเกตการณ์ ร่วมขอบคุณและรับโอวาทจากผู้บังคับบัญชา ณ ตำรวจภูธรภาค 1


สภ.เมืองนครศรีฯ ประชาสัมพันธ์การจัดการจราจร รับ-ส่งนักเรียน รร.เทศบาลวัดเสมาเมือง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. พ.ต.อ.กิตติชัย ไกรนรา ผกก.สภ.เมือง นศ. สั่งการให้ พ.ต.ท.เอกวิทย์ เกิดศิริ รอง ผกก.จร.สภ.เมือง นศ., พ.ต.ท.จาตุรันต์ สุริยธรรมกุล สว.จร.สภ.เมือง นศ., ร.ต.อ.ศรายุทธ ฐานะกาญจน์ รอง สว.จร.ฯ ประชาสัมพันธ์การจัดการจราจรการรับ-ส่งนักเรียน รร.เทศบาลวัดเสมาเมือง ผ่านช่องทางเฟสบุ๊ค


ประจวบฯ เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมงกุฎราชกุมาร

ประจวบคีรีขันธ์ _ เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมงกุฎราชกุมาร

วันที่ 8 พ.ค.68 ที่ศาลาอเนกประสงค์วัดเขาบ้านกลาง หมู่ที่ 1 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับ สะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร

โดยมี น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน สว.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้เกียรติมาร่วมงาน พร้อมมี นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก นางศันสนีย์ เกษตรสินสมบัติ เกษตรจังหวัดประจวบ คีรีขันธ์, ว่าที่ร้อยตรีสมนึก พรหมศร ประมงจังหวัดฯ, นายจามร ศักดินันท์ ปศุสัตว์จังหวัดฯ, นายอำนาจ เขม่นกิจ สปก จังหวัดฯ, นางสาวพัชรี ทิพยาภรณ์ ตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดฯ, นาง สาวลัดดาวัลย์ วรรณวิไลย สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดฯ, นายเชาร์ เอี่ยมสุขขา นายกอบต.นาหูกวาง, นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ ผู้แทนจากหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ประชาชนชาวเกษตรกรอำเภอทับสะแก ร่วมงาน

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่เกษตร กรในการแก้ไขปัญหาการผลิตด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็วและอย่างทั่วถึง และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกัน ระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพัฒนาพื้นฟูเกษตรกร ให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตร ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุก ที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ที่มีปัญหาให้ได้รับบริการทางการเกษตร เช่น การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์ โรคสัตว์น้ำรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และฝึกอบรมการเกษตรเพิ่มเติม ควบคู่กันไปด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยกำหนดจัดงานตามรายไตรมาส ปีละ 4 ครั้ง กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การเปิดให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จำนวน 13 คลินิก ได้แก่ คลินิกดิน, คลินิกพืช, คลินิกข้าว, คลินิกปศุสัตว์, คลินิกประมง, คลินิกชลประ ทาน, คลินิกสหกรณ์, คลินิกบัญชี, คลินิกกฎหมาย, คลินิกส่งเสริมการเกษตร, คลินิกยาง พารา, คลินิกเกษตรและสหกรณ์ และคลินิกพืชอาหารสัตว์ และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีเกษตรกรมาร่วมงาน และเข้ารับบริการทางการเกษตร ไม่น้อยกว่า 300 คน



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กรมศุลกากร บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดการลักลอบเติมน้ำมันเขียว

ประจวบคีรีขันธ์ – กรมศุลกากรบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดการลักลอบเติมน้ำมันเขียว

วันนี้ 8 พฤษภาคม 2568 นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นายวิศิษฐ วชิรวิรุฬห์ ผู้อำนวยการสำนักงานสรรพสามิตภาคที่7 ผู้แทนจากกรมสรรพสามิต และ ว่าที่ พ.ต.ต. ธีรพงษ์ ดีนุช สารวัตรสถานีตำรวจน้ำ 6 กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจน้ำ ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมสังเกตการณ์วิธีปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักร (โครงการน้ำมันเขียว) และเข้าตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันในเขตต่อเนื่อง (Tanker) ณ สถานีบริการ วีนัส 10 ของ บริษัท ไทยแหลมทองค้าน้ำมันประมง จำกัด เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรค รวมถึงข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วม โครงการน้ำมันเขียว

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศุลกา กรที่ 210/2567 เรื่อง พิธีการศุลกากรว่าด้วยการนำน้ำมันดีเซลออกไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทย ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 กุมภา พันธ์ 2568 ที่ผ่านมา โดยประกาศกรมศุลกากรฉบับดังกล่าว เป็นการปรับปรุงแก้ไขประกาศกรมศุลกากร ที่ 68/2561 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับประกาศกรมสรรพสามิตที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการจัดทำประกาศกรมศุลกากรฉบับล่าสุด เป็นผลจากการหารือร่วมกันของผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยว ข้อง รวมถึงสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมผู้ค้าน้ำมันในเขตต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาวประมง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในด้านการป้องกันการกระทำ ความผิดตามกฎหมายอีกด้วย

อธิบดีกรมศุลกากร ยังกล่าวอีกว่า สำหรับโครงการน้ำมันเขียวจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการลดต้นทุนด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการในกิจการประมง อันจะเป็นการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนอีกทางหนึ่ง ทั้งสามหน่วยงานจึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแล การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นที่มาของการตรวจเยี่ยมในวันนี้ หลังจากนี้ ทั้งสามหน่วยงานจะบูรณาการ การทำงานร่วมกัน เพื่อให้การปฏิบัติตามโครงการดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของโครงการฯ เกิดประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกอบการ ในส่วนของกรมศุลกากร จะมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการขนถ่ายน้ำมันดีเซลที่จำหน่ายให้กับเรือประมงในเขตต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามกฎหมาย มิให้มีการกระทำความผิดทางศุลกากรเกิดขึ้น



ข่าว ณัฐธภพ พันสายท / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ตำรวจเคาะบ้านพร้อมหมายค้น เผ่นสุดชีวิต !! กระโดดลงคลองจมหาย.. กลายเป็นศพ

นครศรีธรรมราช – ตำรวจเคาะบ้านพร้อมหมายค้น บ้านเผ่นสุดชีวิตกระโดดลงคลองจมหาย.. กลายเป็นศพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 06.10 น.วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 พันตำรวจเอกนคร ภู่รัตน์ ผู้กำกับการ สภ.เฉลิมพระเกียรติ นครศรีธรรมราช พร้อมพนักงานสอบสวนและชุดสืบ สวน ได้ประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัยใต้น้ำมูลนิธิไต้เต็กเซี่ยงตึ๊ง เร่งค้นหาร่างของนายสุวิทย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 31 ปี หลังจากช่วงเช้าตรู่ตำรวจ สภ.เฉลิมพระเกียรติ นครศรีธรรมราช ได้นำหมายค้นจากศาลจังหวัดปากพนัง ที่ ด.70/2568 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เข้าค้นบ้านหลังหนึ่ง ในท้องที่หมู่ 3 ตำบลสวนหลวง หลังจากพบว่าบ้านหลังนี้เป็นแหล่งจำหน่ายยาเสพติดขนาดย่อมอยู่ในพื้นที่ตำบลสวนหลวง

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ไปเคาะประตูบ้าน เพื่อแสดงหมายค้นเพื่อตรวจค้นจับกุมสิ่งผิดกฎหมายตามข้อมูลการสืบสวน แต่เมื่อรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการวิ่งหลบหนีออกจากหลังบ้านกระโดดลงไปในคลองใกล้บ้านแล้วว่ายน้ำหลบหนี ต่อมาพบจมคลองหายไป เจ้าหน้าที่ได้เร่งประสานงานชุดประดาน้ำมูลนิธิไต้เต็กเซี่ยงตึ๊งเข้าประดาน้ำค้นหาใต้น้ำเกือบ 1 ชม.จึงพบว่าเสียชีวิตอยู่ใต้น้ำไปแล้ว จึงเร่งกู้ร่างขึ้นมาเพื่อทำการชันสูตรพบว่าสภาพศพสะพายกระเป๋ามีซิปเปิดทิ้งไว้ เหลือกุญแจรถเพียง 1 ดอก ส่วนยาเสพติดนั้นน่าเชื่อว่าถูกทิ้งลงไปในคลองขณะพยายามว่ายหลบหนี

ขณะที่ชุดสืบสวนให้ข้อมูลว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมมาแล้วหนึ่งครั้ง โดยมีผู้ถูกจับกุมคือนายดวล อายุ 76 ปี พ่อของนายสุวิทย์ พร้อมของกลางยาบ้าเกือบ 100 เม็ด ในข้อหาจำหน่ายยาเสพติด ส่วนนายสุวิทย์ ได้กระโดดลงคลองเดียวกันและว่ายน้ำไปปีนขึ้นเรือพายหลบหนีไปได้ ส่วนนายดวลพ่อนายสุวิทย์ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายให้ผู้เสพรับว่ายาเป็นของนายสุวิทย์ทำหน้าที่ขายให้ลูก ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างชั้นศาลส่วนพ่อนั้นถูกคุมขังเรือนจำกลางนคร ศรีธรรมราช ส่วนนายสุวิทย์ยังคงเดินหน้าขายยาต่อไป ช่วงเช้าที่ผ่านมาตำรวจได้ขอหมายค้นของกลางและจับกุมนายสุวิทย์ปรากฎว่าเจ้าตัวหนีออกจากบ้านสะพายกระเป๋าพร้อมยาเสพติด กระโดดลงคลองอีกครั้งแต่รอบนี้หมดแรงว่ายน้ำจึงจมน้ำหายไปจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ค้นหาจึงพบว่าเสียชีวิตไปแล้ว


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

ฤกษ์งามยามดี เกษตรกรลงมือปลูกพืชพันธุ์เป็นปฐมฤกษ์ “วันพืชมงคล”

จังหวัดลพบุรี – เกษตรกรทั้งชาวนา ชาวไร่ ในจังหวัดลพบุรี ถือฤกษ์ดี เริ่มลงมือปลูกพืช เพื่อเป็นปฐมฤกษ์ในวันพืชมงคล หวังพืชผลผลิตเจริญงอกงามขายได้กำไรดี ขณะที่เกษตรกรที่ยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ภัยแล้ง หากฝนทิ้งช่วง ก็ไถเตรียมดินไว้ก่อนเพื่อเอาฤกษ์ ในวันพืชมงคล

เนื่องในวันพืชมงคลประจำปี 2568 ของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ทั้งชาวนา ชาวไร่ ถือเป็นวันดี เนื่องจากเป็นวันประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทำให้เกษตรกรชาวนาทั้งในพื้นที่นาดอน ซึ่งอยู่นอกเขตชลประทาน และในเขตชลประทาน ของ อำเภอเมือง อำเภอบ้านหมี่ อำเภอท้าวุ้ง และ อำเภอโคกสำโรง ของจังหวัดลพบุรี ต่างพร้อมใจกันนำเครื่องช่วยหว่านพ่นเมล็ดพันธ์ข้าว ลงสู่แปลงนาแปลงแรก ในช่วงฤดูกาลทำนาปี โดยถือฤกษ์ดีในช่วงวันพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นการเริ่มต้นฤดูกาล ขณะที่เกษตรกรที่ยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ภัยแล้ง หากฝนทิ้งช่วง ก็ไถเตรียมดินไว้ก่อนในวันพืชมงคล เพื่อเอาฤกษ์เริ่มต้นการทำนา

เช่นเดียวกับเกษตรกรชาวไร่ ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพืชที่ อำเภอเมือง และ อำเภอพัฒนานิคม ต่างนำรถหยอดเมล็ดข้าวโพดและปุ๋ยสูตรรองพื้น ลงสู่พื้นที่ทางการเกษตรของตนเอง ที่ได้ทำการไถเตรียมดินไว้ก่อนหน้าเช่นกัน

ขณะที่เกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อป้อนอุสาหกรรมโรงงานน้ำตาล ในพื้นที่ ตำบลโคกตูม อำเมืองลพบุรี ก็นำเครื่องจักรกลทางการเกษตรแทนแรงงานคน เพื่อลดต้นทุน แบบปลูกอ้อยแนวนอน ซึ่งใช้สำหรับปักดำต้นกล้า ของต้นอ้อย ลงสู่แปลงปลูกของตนเอง ส่วนผู้ปลูกมันสำปะหลังแปรงใหญ่หลายรายในพื้นที่เดียวกัน ต่างก็ถือฤกษ์ดี ในวันพืชมงคล ร่วมกันลงแขก ปลูกต้นมันสำปะหลัง แบบใช้แรงงานคนในการปักเลียงต้นมัน ในแปลงปลูกที่ได้มีการปรับแต่งพรวนดิน และยกล่องรอไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ต่างก็ถือฤกษ์ดีในช่วง วันพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ตามแบบประเพณีโบราณ ที่ยึดถือกันมาทุกปี ช่วยกันปังต้นมันสำปะหลังลงสูงแปลงปลูกของตนเอง เพราะเชื่อว่า..หลังพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะทำให้ฝนตกต้องฤดูกาล พืชผลผลิตเจริญงอกงามขายได้กำไรดี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ชาวปากช่อง “ค้านเหมืองแร่ดิน” หวั่นมลพิษ-สิ่งแวดล้อม เสียสมดุล

ชาวปากช่อง “ค้านเหมืองแร่ดิน” หวั่นมลพิษ-สิ่งแวดล้อมเสียสมดุล

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ชาวบ้านตำบลหนองน้ำแดง-ตำบลปากช่อง หมู่2และหมู่14ร่วมฟังประชาพิจารย์ รับฟังความคิดเห็น สัมปะทานบัตร เหมืองแร่ดิน ของบริษัทปูนซิเมนต์ นคร หลวง จัดโดยอำเภอปากช่องและอุตสาหกรรมจังหวัดด้านชาวบ้าน รวมตัวออกมาคัดค้านการก่อสร้าง เหมืองแร่ดินดังกล่าวหวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตทางการเกษตร ผลไม้และทำลายแหล่งการท่องเที่ยวชุมชนอีกทั้งโครงการดังกล่าวสร้างกลางชุมชนหวั่นมลพิษและการสัญจรของเยาวชน-ประชาชนจะได้รับอันตราย เมื่อวันที่8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาทางอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาร่วมกับอำเภอปากช่อง ผู้นำชุมชนและตัวแทนจาก บริษัทปูนซิเมนต์ นครหลวง จำกัด(มหาชน) ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านหมู่ที่2 และหมู่ที่14 ขึ้นภายในหมู่บ้านบริเวณศาลาประชาคม เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการต่อประธานบัตรก่อสร้างเหมืองแร่ดินของบริษัทปูน ซิเมนต์ นครหลวง จำกัด บริเวณพื้นที่ 105ไร่ 1งาน 86 ตารางวา ตั้งอยู่หมู่ที่2 ตำบลน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเป็นการขอประธานบัตรทับพื้นที่ประธานบัตรเดิมเลขที่28811/15999 ที่เคยได้รับอนุญาตและปัจจุบันสิ้นอายุแล้ว

แล้วพื้นที่ขอประธานบัตรที่2/2567 ทั้งแปลง อยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของ บริษัท ได้แก่ โฉนดเลขที่ 20455 เลขที่ดิน7ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยโครง การทำเหมืองแร่ดินอุตสาหกรรม ชนิดดินซิเมนต์ ของบริษัท ปูนซิเมนต์ นครหลวง จำกัด (มหาชน) จะทำโดยวิธีเหมืองเปิด (open pit) ตลอดอายุโครงการ 5 ปี และได้ยื่นขอต่อประธาน การทำเหมืองต่ออุตสาหกรรมจังหวัด เป็นที่มาของการนำเสนอข้อมูลประชาพิจารณ์ให้กับชาวบ้านในครั้งนี้

ทางด้านกลุ่มชาวบ้าน ประกอบด้วย นายวิรัตน์ กล้าหาญ, นายมนตรี สุดโต, นางสาว สาววิต ศรีมงคล แล้วนาย สวิล คงแคลง ชาวบ้านตำบลหนองน้ำแดง หมู่2 ได้ออกมาให้ความเห็นว่าพื้นที่ก่อสร้างเหมืองแร่ดินดังกล่าวอยู่ติดกับวัดและกลางชุมชนที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า 500 ครัวเรือนแล้วมีการปลูกพืช อาทิ แก้วมังกร, ทุเรียน, อโวคาโด้, น้อยหน่า เป็นจำนวนมาก อีกทั้งบริเวณโดยรอบเหมืองยังมีการลงทุนของนักลงทุนทำธุระกิจการท่องเที่ยวโรงแรมและรีสอร์ทจำนวนมากเป็นชุมชนเกษตร และการท่องเที่ยว หากเหมืองแร่มาทำการก่อสร้างจะทำให้เกิดมลภาวะด้วยสิ่งแวดล้อมอาทิ ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณรัศมี 5 กิโล เมตร การสัญจรจะยากลำบากเพราะมีรถบรรทุกวิ่งเข้าออกวันละเกือบ 100 เที่ยว/วัน อีกทั้งมลพิษจากฝุ่นจะทำให้เกิดผลเสียต่อพืชผลทางการเกษตร น้ำบาดาลใต้ดินที่ทางบริษัทปูนซิเมนต์จะเจาะลึกลงไป 15-20 เมตร จะส่งผลต่อน้ำใต้ดินของชาวบ้านทิศทางน้ำอาจจะเปลี่ยนได้ ดังนั้นชาวบ้านส่วนไหญ๋จึงไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างเหมืองแร่ดินของบริษัทในครั้งนี้และวิง วอนขอให้บริษัทหยุดก่อสร้างโครงการดังกล่าวเพื่อเก็บป่าพื้นนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป

ทางด้าน ดร.เรืองเกียรติ สุวรรโณภาส อ.มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ หมู่บ้านแห่งนี้ได้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมกับชาวบ้านร่วมกันคัดค้านโครงการนี้ตั้งแตเดือนมกราคม 2568 ได้นำชาวบ้านไปยื่นหนังสือต่อผูว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาทนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ที่ศูนย์ดำรงธรรม และสำนักงานอุตสาหดรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อคัดค้านโครง การดังกล่าว และเป็นที่มาการเสนอโครงการทำประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ซึ่งตนได้ทำการยื่นหนังสือการคัดค้านต่อปลัดอำเภอปากช่อง และนายภพธรรม สุนันธรรม ผู้อำนวยการสำนัก งานสิทธิมนุษยชน พื้นที่ภาคคะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล ว่าชาวบ้านไม่สนับ สนุนโครงการนี้ เพราะจะให้โทษมากกว่าผลดีต่อขุมชนโดยรอบและตนจะยื่นหนังสือต่อ สส. และกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ต่อไป.


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ผบ.ทบ.ตรวจเยี่ยมกำลังพลพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย

สงขลา/สะบ้าย้อย – ผบ.ทบ.ตรวจเยี่ยมกำลังพลพื้นที่ชายแดนไทยมาเลเซีย

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2568) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก /ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาฯ ได้เดินทางลงพื้นที่ไปยังจุดตรวจร่วม 36/100 ซึ่งเป็นจุดตรวจร่วมที่มีการผนึกกำลังประสานการทำงานระหว่างกองทัพบกไทย – กองทัพบกมาเลเซีย เป็นด่านหน้าสำคัญที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงตลอดแนวชายแดน รวมไปถึงป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ซึ่งถูกริเริ่มให้มีการจัดตั้งจุดตรวจเพิ่มเติม จากการร่วมประชุมหารือ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ระหว่างกองกำลังประเทศไทย และกองกำลังประเทศมาเลเซีย คือ บริเวณหลักเขตแดนที่ 34 บ้านทุ่งไทรแจ้ ตำบลเขาแดง และบริเวณหลักเขตแดนที่ 36/100 บ้านคลองช้างตาย ตำบลเขาแดง อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ซึ่งได้การพัฒนาปรับปรุงพื้นที่มาโดยตลอดและได้ถือฤกษ์ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2568

โดยพลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และ พลเอก ตัน สรี ดาโต๊ะ วิรา มูฮัมหมัด ฮาฟิสซูดีน บิน จันตัน ผู้บัญชาการทหารบกมาเลเซีย จับมือเพื่อร่วมเฉลิมฉลองในพิธีเปิดจุดตรวจชายแดนร่วมหมายเลข 34 และ 36/100 ระหว่างราชอาณาจักรไทยและประเทศมาเลเซีย โดยมี พลตรี อภินันท์ แจ่มแจ้ง ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5/ ผู้บัญชาการกองกำลังเทพสตรี, พันเอก โอคาร ปุณยศรัณย์ หัวหน้าสำนักงานประสานงานชายแดนไทย-มาเลเซีย ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 4 พร้อมคณะผู้บังบัญชา กำลังพลของทั้ง 2 ประเทศ ร่วมในพิธีด้วยความอบอุ่น

โอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า “พิธีเปิดจุดตรวจชายแดนร่วมหมายเลข 34 และ 36/100 ระหว่างราชอาณาจักรไทยและประเทศมาเลเซียในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นและความเชื่อมั่นระหว่างสองประเทศ โดยไม่เพียงส่งเสริมด้านความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามแนวชายแดนในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการเดินทางที่คล่องตัวมากขึ้น การเข้าถึงบริการที่จำเป็น และการเพิ่มพูนโอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ จุดตรวจดังกล่าวจึงมิใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียว ที่จะนำไปสู่ประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อประเทศทั้งสอง ประชาชนของเรา และอนาคตร่วมที่มั่นคงและรุ่งเรืองยิ่งขึ้น”


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

นอภ.บางบัวทอง แถลงข่าวจัดงานกาชาดครบรอบ 123 ปี แสง สี เสียง ยิ่งใหญ่ตระการตา

นอภ.บางบัวทอง แถลงข่าวจัดงานกาชาดครบรอบ 123 ปี แสง สี เสียง ยิ่งใหญ่ตระการตา

วันที่ 8 พ.ค.68 ที่บริเวณด้านหน้าอาคารจอดแล้วจรสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้จัดให้มีการแถลงข่าวการจัดงาน “ ครบรอบ 123 ปี อำเภอบางบัวทอง และงานกาชาดอำเภอบางบัวทอง ประจำปี 2568 โดยมีนายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล ปลัดจังหวัดนนทบุรี, นายไพโรจน์ จึงธนาเจริญ นายอำเภอบางบัวทอง, นางกิ่งแก้ว จึงธนาเจริญ นายกกิ่งกาชาดอำเภอบางบัวทอง, พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.บางบัว ทอง, นายพิทักษ์ อยู่สุข นายกเทศมนตรีเมืองบางรักพัฒนา พร้อมด้วยผู้บริหารท้องถิ่น กำนันในพื้นที่ พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง มาร่วมในงานแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย

ภายในงานมีการตักไข่จับของรางวัลมากมาย อาทิเช่น หม้อหุงข้าว ทีวีสี ตู้เย็น พัดลม รถจักรยาน เครื่องใช้ไฟฟ้า และรางวัลอื่นๆ อีกนับร้อยรายการ ซึ่งรางวัลใหญ่ในปีนี้คือรถจักรยานยนต์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีคอนเสิร์ตของศิลปินนักร้องชั้นนำทั้งชายและหญิงของประเทศไทย อาทิ ตั๊กแตน ชลดา, ลำไย ไหทองคำ, ปุ้ย วง Lกฮ, พยัพ คำพันธุ์, บ่าววี, เป็นต้น และยังมีร้านอาหารชื่อดังในโลกโซเชี่ยลมาเปิดบูธขายสินค้ามากกว่า 100 ร้านค้า เครื่องเล่นสำหรับบุตรหลานอีกมากมาย

นายไพโรจน์ จึงธนาเจริญ นายอำเภอบางบัวทอง กล่าวว่า งาน “ครบรอบ 123 ปี อำเภอบาง บัวทองและงานกาชาดอำเภอบางบัวทองประจำปี 2568 ในปีนี้ ได้รับความร่วมมือเชิญชวนจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริเวณถนนด้านหน้าอาคารจอดแล้วจร สถานีคลองบางไผ่ ไปจนถึงบริเวณด้านหลังศูนย์ซ่อมบำรุงสถานีคลองบางไผ่ และปีนี้ก็ถือเป็นปีแรกที่ได้เปลี่ยนสถานที่มาจัด ณ สถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ ภายในงานจะมีกิจ กรรมหลักๆ อยู่ 2 กิจกรรม คือ 1.การออกร้านกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ การจำหน่ายสินค้า OTOP จากทุกตำบลในอำเภอบางบัวทอง, 2. กิจกรรมร้านมัจฉากาชาด เป็นหนึ่งในกิจกรรมของกิ่งกาชาดอำเภอบางบัวทองในการหารายได้นำไปช่วยเหลือภารกิจด้านสาธารณกุศลเพื่อหารายได้ไว้ช่วยเหลือ กาชาดกาชาดบรรเทาทุกข์ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ประสบภัยต่างๆในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง ตามภารกิจขอสภากาชาดไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ”กาชาดช่วยเรา เราช่วยกาชาด ขาดทุนคือกำไร ยิ่งทำ ยิ่งได้ ยิ่งให้ ยิ่งมี“ โดยมีการจำหน่ายสลากในราคา 20 บาท ทุกท่านก็จะมีสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลใหญ่มากมาย

สำหรับประชาชนที่จะมาเที่ยวงานกาชาด ทางสถานีรถไฟฟ้าคลองบางไผ่ได้เตรียมที่จอดรถไว้ให้ โดยคิดค่าจอดรถจยย. 4ชั่วโมง ราคา 5 บาท สำหรับรถยนต์จอด 2 ชั่วโมงแรก ราคา 10 บาท หากจอดเกินจะคิดเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง (10บาท) ถ้านำรถออกหลังเวลา 01.00 น. มีค่าปรับวันละ 100 บาท สุดท้ายนี้ ขอเชิญพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอบางบัวทอง และพื้นที่ใกล้เคียง มาเที่ยวงานกาชาดอำเภอบางบัวทอง ประจำ ปี 2568 โดยจัดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 9 -18 พฤษภาคม 2568


สาโรจน์ สว่างศรี / นนทบุรี

ครอบครัว”วรปัญญา” มอบอุปกรณ์การแพทย์ ให้กับ 4 รพ. เพิ่มศักยภาพดูแลรักษา

จังหวัดลพบุรี – ครอบครัว ”วรปัญญา” เป็นสะพานบุญจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้กับโรงพยาบาล 4 แห่งในจังหวัดลพบุรีมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท โดยมีผู้มีจิตศรัทธาสมทบทุนร่วมบริจาคเป็นจำนวนมาก

โดยเมื่อเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 นายประเสริฐ วรปัญญา อดีตสมาชิกวุฒิสภา นายวรวงศ์ วรปัญญา สส.พรรคเพื่อไทย เขต 5 ได้นำครอบครัว ”วรปัญญา” พร้อมด้วยผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคสมทบทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อมอบให้กับโรงพยาบาลต่าง ๆ ในจังหวัดลพบุรีจำนวน 4 แห่ง ณ บ้านวรปัญญา ตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งได้มีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน พ่อค้า ภาคเอกชนเดินทางมาร่วมบริจาคกันเป็นจำนวนมาก โดยช่วงได้มีการนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 9 รูป ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่นายนิยม วรปัญญา อดีต ส.ส.ลพบุรีและนางสำราญ วรปัญญา

นอกจากนี้ทาง ”บ้านวรปัญญา” ได้มีการจัดเตรียมข้าวปลาอาหารไว้ค่อยให้การต้อนรับผู้ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ผู้ที่เดินทางมาต่างมากันด้วยความยินดีมีการพบปะพูดคุยถึงบรรยากาศเก่า ๆ ของบ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านที่นายนิยม วรปัญญา อดีตสมาชิดสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี หลายสมัยจนได้รับการขนานนามว่าจอมกระทู้ กับ นางสำราญ วรปัญญา ผู้เป็นภรรยา ได้เคยเปิดต้อนรับผู้ที่มาเยือนด้วยความเป็นกันเอง โดยในวันนี้บ้านหลังนี้ก็กลับมาคึกคักอีกครั้งเพราะล่าสุดก็มีหลานชาย นายวรวงศ์ วรปัญญา ได้เข้ามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกคน เพื่อที่จะมาสานต่อขอรับใช้ประชาชนสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติบ้านเมือง

ซึ่งนายประเสริฐ วรปัญญา อดีตสมาชิกวุฒิสภา บุตรชายนายนิยม วรปัญญา อดีต ส.ส.ลพบุรี ได้กล่าวกับผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ว่า สำหรับการจัดกิจกรรมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับทางโรงพยาบาล 4 แห่งประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช มอบเตียงผู้ป่วย จำนวน 5 เตียง, 2.โรงพยาบาลชัยบาดาลมอบ เครื่องหายใจขนาดเล็ก 1 เครื่อง เก้าอี้สำหรับแพทย์พยาบาล จำนวน 21 ตัว เก้าอี้รอตรวจ 21 ตัว, 3.โรงพยาบาลลำสนธิ พัดลมขนาด 18 ตัว, เครื่องวัดความดันแบบเสียบบัตร 2 เครื่อง และตู้เก็บของข้างเตียง 30 ตู้ และ 4.โรงพยาบาลท่าหลวง เครื่องผลิตออกซิเจน ขนาด 10 ลิตร 1 เครื่อง, เครื่องฟังเสียงหัวใจทารกในครรภ์ 1 เครื่อง, เครื่องวัดคาร์บอนไดออกไซน์ 1 เครื่อง และเครื่องฝึกเดิน 1 เครื่อง รวมทั้งที่มีผู้มีจิตศรัทธามาร่วมสมทบในครั้งนี้เป็นเงินจำนวน 1,168,845 บาท เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับนายนิยม และ นางสำราญ วรปัญญา

และวันนี้ก็เป็นวันครบรอบคล้ายวันเกิดของนายนิยมด้วย เพราะที่ผ่านมาก็เป็นที่รักใคร่ของประชาชน ซึ่งทางครอบครัว ”วรปัญญา” ก็ขอขอบคุณทุกคนและสร้างคุณงามความดีดังที่บิดา มารดา ได้กระทำมา นอกจากนี้ถ้าใครต้องการให้ทางครอบครัวได้ช่วยเหลือก็ยินดีเพราะยังคงมีความรัก ความผู้กพันธ์กันเหมือนญาติ พี่ น้อง สำหรับการมาร่วมบริจาคสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ในครั้งนี้ก็ถือว่าได้มาทำบุญร่วมกัน ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มอบในครั้งก็ก็จะไปให้การช่วยชีวิตผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยที่รอรับการช่วยเหลือเพราะบางโรงพยาบาลก็มีความต้องการที่ต่างกันออกไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090