กอ.รมน.เชียงราย เข้าร่วมการหารือ การขุดลอกแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก ร่วมกับฝ่ายเมียนมา

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมการหารือการขุดลอกแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก ร่วมกับฝ่ายเมียนมา

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ฝ่ายทหาร พร้อมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือการขุดลอกแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก ร่วมกับฝ่ายเมียนมา โดยมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายไทย และนายอูติ้นเวโตง่ ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นประธานฝ่ายเมียนมา ณ โรงแรมวันจีวัน จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

โดยมีข้อหารือการประชุมที่สำคัญดังนี้

1.) เรื่องการขุดลอกแม่น้ำสาย – เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยทางฝ่ายไทย ถามว่า ทางฝ่ายเมียนมาจะเริ่มทำการขุดลอกแม่น้ำสายเมื่อไหร่ เพราะทางฝ่ายไทยได้เริ่มดำเนินการแล้วตามข้อตกลง แต่ถ้าทางฝ่ายเมียนมายังไม่พร้อมทางฝ่ายไทยพร้อมที่จะขุดลอกแม่น้ำสายในช่วงตัวอำเภอแม่สาย ระยะทางประมาณ 3,600 เมตร โดยใช้งบประมาณของฝ่ายไทย

ทางฝ่ายเมียนมาได้ทำการสำรวจและเตรียมงบประมาณไว้แล้ว รอให้หน่วยเหนือ อนุมัติก็จะสามารถดำเนินการได้ หลังจากการประชุมในครั้งนี้จะได้รีบเร่งรัดติดตามเรื่องเพื่อให้หน่วยเหนืออนุมัติ และดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ขอให้ฝ่ายไทยได้ประสานงานกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของฝ่ายเมียนมาเพื่อที่จะได้สั่งการลงมาก็จะมีความรวดเร็วในการปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น

2.)เรื่องปัญหาสารหนูในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก : ทางจังหวัดท่าขี้เหล็กได้เข้มงวดในเรื่องนี้แต่เหมืองแร่ส่วนใหญ่อยู่ใน พื้นที่จังหวัดเมืองสาด ทั้งนี้ทางจังหวัดท่าขี้เหล็กจะร่วมมือกับจังหวัดเมืองสาดเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

3.)เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และพนันออนไลน์ :ผู้กำกับการตำรวจจังหวัดท่าขี้เหล็ก ยืนยันว่าตอนนี้ไม่พบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นคนไทยได้ให้ลงโทษตามกฎหมายและส่งกลับไทย


สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด กกล.ผาเมือง

ตามนโยบายในการเปิดปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด SEAL STOP SAFE ผนึกกำลัง 51 อำเภอชายแดน ซึ่งมีเขตพื้นที่รับผิดชอบของ กองกำลังผาเมือง จำนวน 4 จังหวัด 14 อำเภอชายแดน ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในห้วงระยะเวลาปฏิบัติการ 6 เดือน (ก.พ. – ก.ค. 68)โดยมีเป้าหมายเพื่อ “SEAL (ปิดผนึก)” ชายแดนไม่ให้ยาเสพติดเข้ามา “STOP(หยุดยั้ง)” การแพร่ระบาด และ “SAFE (รักษา)” ผู้ติดยาเสพติดให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ในห้วงที่ผ่านมา กกล.ผาเมือง ทำการสกัดกั้นยาเสพติด ในพื้นที่ อำเภอชายแดน ตามนโยบาย “SEAL (ปิดผนึก)” ดังนี้

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดไอซ์ 500 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

จากกรณี เมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 22.30 นาฬิกา กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ได้รับการประสานจาก กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ว่าจะมีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ โดยใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะในการลำเลียง หน่วยจึงได้จัด กำลังพล ร่วมกับ หมวดสกัดกั้นที่ 1 กองกำลังผาเมือง, กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 และ สถานีตำรวจภูธรนาหวาย ทำการจัดตั้งจุดสกัด บริเวณ 3 แยก บ้านแม่จา ตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเวลา 23.30 นาฬิกา ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยขับเข้ามาบริเวณจุดสกัด แต่เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่ ได้กลับรถและขับหลบหนีไป หน่วยจึงได้ทำการไล่ติดตาม จนกระทั่ง มาตรวจพบรถยนต์จอดทิ้งไว้ ห่างจากจุดสกัดประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัย หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ผลการตรวจสอบพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) บรรจุในกระสอบ จำนวน 25 กระสอบๆ ละ 20 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก ประมาณ 500 กิโลกรัม วางอยู่บริเวณหลังกระบะรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีขาว หมาย เลขทะเบียน บร 8980 ลำพูน และได้ตรวจสอบชื่อเจ้าของรถเพิ่มเติม ทราบชื่อ นายธนชิต ส่วยจา อายุ 26 ปี หมู่ 4 บ้านโล๊ะป่าหาญ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่

ต่อมาเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 02.00 นาฬิกา กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ได้จัดกำลังพล ร่วมกับหมวดสกัดกั้นที่ 1 กองกำลังผาเมือง, กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 และ สถานีตำรวจภูธรนาหวาย ทำการขยายผลบังคับใช้กฎหมายบ้านของ นายธนชิต ส่วยจา ผลการตรวจค้นไม่พบตัว นายธนชิตฯ และสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม ภายในบ้านพบนางสาวนัฐชอารีย์ ยุติรักษ์ ภรรยาของนายธนชิตฯ โดยนางสาวนัฐชอารีย์ฯ ให้การว่า ไม่ทราบว่าสามีของตนไปไหน และไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้นำของกลางมาไว้ ณ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ( ชั่วคราว ) ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่


ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 258 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 277 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 106,016,240 เม็ด, เฮโรอีน 145 กิโลกรัม,  ไอซ์ 8,040 กิโลกรัม, ฝิ่น 22.1 กิโลกรัม และ คีตามีน 595 กิโลกรัม จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 37 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 13 ศพ

ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 24,683 ล้านบาท (24,683,985,100 บาท)

พิทักษ์อาณารักษาชายแดน

กองกำลังผาเมือง

SEAL STOP SAFE

——————————————————————————

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค3 นำจิตอาสา 904 จิตอาสาพระราชทาน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมง คลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และกองทัพภาคที่ 3 นำจิตอาสา 904 และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธ ศักราช 2568 ณ วัดอรัญญิก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ให้แก่กระทรวงมหาดไทยเพื่อเชิญไปมอบให้แก่ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย สําหรับนําไปปลูกเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 โดยจังหวัดพิษณุโลกได้กําหนดสถานที่สําหรับปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ณ วัดอรัญญิก ตําบลในเมือง อําเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และกําหนดประกอบ พิธีปลูกฯ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568

ในการนี้ นางวราภรณ์ เสริมภักดีกุล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิษณุโลก นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก หน่วยงานทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลนครพิษณุโลก จิตอาสา 904 จิตอาสาพระราช ทาน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จิตอาสาภาคประชาชน และประชาชนทั่ว ไป สวมใส่เสื้อสีเหลืองชุดเครื่องแบบจิตอาสา พร้อมใจร่วมทำความสะอาดบริเวรวัดอรัญญิก เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568


นที มีเดช รายงาน

จ.แม่ฮ่องสอน เตรียมการต้อนรับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี

จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดการประชุมเพื่อเตรียมการต้อนรับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี /ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ ในการเดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมสิงหนาทบำรุง ศาลากลางจังหวัดแม่ ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมเตรียมการต้อนรับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี /ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ ในการเดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน, นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน, หัวหน้าศูนย์อำนวยการประสานโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน, หัวหน้าศูนย์อำนวยการประสานโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขตพื้นที่กองพลพัฒนาที่ 3, หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อให้การติดตามและขับเคลื่อนงานดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีกำหนดการเดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบ ประมาณ 2568 ในวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมสิงหนาทบำรุง ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยที่ประชุมได้ติดตามการรายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2568 ตามประเด็นที่กำหนด ดังนี้

  • การจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนให้เป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ซึ่งดำเนินงานโดยที่ทำการปกครองจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมในพื้นที่โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อควานมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานแผนงานขยายเขตระบบไฟฟ้าในพื้นที่โครงการฯ ซึ่งดำเนินงานโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การติดตามความก้าวหน้าการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำบ้านปางคอง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งดำเนินงานโดยโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน
  • การดำเนินการและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องโครงการสนับสนุนนักเรียนทุนพยาบาลศาสตร์บัณฑิตของมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การดำเนินงานโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินงานโดยศูยน์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคง เขตพื้นที่กองพลพัฒนาที่ 3
  • การดำเนินโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งดำเนินงานโดยศูนย์อำนวยการประสานโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นที มีเดช รายงาน

สวทช. มอบเกียรติบัตร นักเรียน ม.ปลาย–ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2568

สวทช. มอบเกียรติบัตร นักเรียน ม.ปลาย–ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2568

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องออดิทอเรียม บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดพิธีรับเกียรติบัตรและปัจฉิมนิเทศโครงการรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยทุกท่านได้รับประสบการณ์จริงในการทำงานวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการต่างๆ ของ (สวทช.) ที่ได้เข้าฝึกปฏิบัติและสามารถนำไปใช้ในชีวิตการเรียน การสอน หรือการศึกษาเพิ่มเติมตามความชอบและความถนัดของตนเองเพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักวิจัยอาชีพต่อไป โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (สวทช.) มอบเกียรติบัตรในครั้งนี้

ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า “(สวทช.) ได้ร่วมมือกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาร่วมเป็นพันธมิตร และให้การสนับสนุนการจัดกิจกรรมโครง การมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568 จนถึงวันนี้เป็นเวลา 8 สัปดาห์แล้ว (สวทช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกับนักเรียนและคุณครู ตลอดจนบุคลากรวิจัยของ (สวทช.) ทุกท่านในบริบทต่างๆ โดยเฉพาะการร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศต่อไป”

ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวต่อว่า “ในปีนี้มีนักเรียนผ่านการคัดเลือกและเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัย รวมจำนวน 105 คน และมีครูวิทยาศาสตร์อีก จำนวน 9 คน และได้มีการนำเสนอผลการฝึกทักษะวิจัยในภาพรวมของแต่ละศูนย์วิจัยแห่งชาติ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองของนักเรียนและครูที่เข้าร่วมโครงการภายใต้การดูแลของนักวิจัยและบุคลากรวิจัยของ (สวทช.) และมีผู้ช่วยวิจัยเป็นพี่เลี้ยงดูแลให้คำปรึกษาให้แก่นักเรียนและครูผู้เข้าร่วมฝึกทักษะวิจัย ตลอดจนได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการศึกษาดูงานนอกสถานที่ เช่น ห้องปฏิบัติการวิจัยที่ EECi ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือ TMEC พื้นที่ศึกษาวิจัยของหน่วยงานเครือข่าย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี หรือภาคเอกชนที่ร่วมวิจัย และยังได้จัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ในรูปแบบต่างๆ อาทิ การอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “Jump-start Science Project” หัวข้อ “English Express: Mastering Presentations and Connection” หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์โดย SCB Academy รวมทั้งกิจกรรมสานสัมพันธ์ และงานเลี้ยงจบกิจกรรมโครงการ Farewell Party”

ด้าน นางสาวณัฐกานต์ บุญสุภา หรือ ครูปอย คุณครูจากโรงเรียนมัธยมตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เล่าถึงประสบการณ์และความประทับใจ “รู้สึกดีใจมากที่ได้รับโอกาสที่ดี จากทาง สวทช. ที่ได้จัดโครงการฝึกทักษะวิจัยให้กับครูและนักเรียน ซึ่งประสบการณ์ต่างๆที่ได้รับจากการมาร่วมฝึกทักษะวิจัยกับนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญในระดับแนวหน้าของประเทศ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดได้ และนำไปปรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์กับนักเรียนและเพื่อนร่วมงานของโรงเรียนที่ตนเองทำงานอยู่ โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ขอขอบคุณผู้บริหาร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมให้มีโครงการนี้ขึ้น ท้ายสุดนี้ อยากขอเชิญชวนให้คุณครูและนักเรียนมาเข้าร่วมโครงการฝึกทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน เพราะนอกจากจะได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พัฒนาทักษะอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วย”

นายชยุตม์ วรรณสินธพ หรือ น้องธรรม นักเรียนจากโรงเรียนทวีธาภิเษก กรุงเทพมหานคร ที่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน เล่าความประทับใจให้ฟังว่า “โดยส่วนตัวแล้วตนเองเป็นคนชอบเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การเขียนโค้ดดิ้งเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว เมื่อได้มีโอกาสมาเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัย มีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะต่างๆที่เป็นประโยชน์ ทั้งในเรื่องเทคนิคการอ่านผลงานวิจัย ได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมการเชื่อมโยงการเขียนภาษา และทำให้ได้เจอเพื่อนๆต่างโรงเรียนมากมาย ช่วยเหลือกันทำงานให้สำเร็จออกมาได้ และอยากขอเชิญชวนเพื่อนๆ นักเรียนใช้โอกาสในช่วงเวลาปิดเทอมนี้ให้เกิดประโยชน์ ด้วยการมาลองเข้าร่วมโครงการทักษะวิจัยภาคฤดูร้อน เพื่อจะได้เป็นการเปิดประสบการณ์ ต่อยอดเพิ่มเติมความรู้ในเรื่องที่ตนเองสนใจให้มากขึ้น ฝึกทักษะในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น และยังได้รับความรู้ในด้านอื่นๆที่เป็นประโยชน์จากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ”

สำหรับกิจกรรมฝึกทักษะวิจัยสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ครูวิทยาศาสตร์ฝึกทักษะวิจัย ณ ห้องปฏิบัติการวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติ สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2568 จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นปีแรก จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 8 แล้ว ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมฝึกทักษะวิจัยรวมแล้วมากกว่า 350 คน และนับเป็นปีที่ 3 ที่มีครูวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสมาเรียนรู้ทักษะวิจัย จากนักวิจัย (สวทช.) ซึ่งการได้มาเห็นบรรยากาศของการทำงานในห้องปฏิบัติการวิจัยของนักวิจัยแบบมืออาชีพ ได้ร่วมลงมือปฏิบัติงานจริง ได้ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นการช่วยทำให้เกิดความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการทำวิจัย อีกทั้งจุดประกายให้เห็นเส้นทางอาชีพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ในอนาคตด้วย


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ททท. ผนึกกำลังพันธมิตรจัดงาน “Amazing Krabi Green Guide Fest 2025”

ททท. ผนึกกำลังพันธมิตรจัดงาน “Amazing Krabi Green Guide Fest 2025” ชูแนวคิด Green Vibes และ Eco-Friendly Event พร้อมยกระดับจ.กระบี่ สู่พื้นที่ต้นแบบจุดหมายปลายทางสีเขียวในระดับสากล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดกระบี่ และพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมจัดงาน “Amazing Krabi Green Guide Fest 2025” เทศกาลท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ในวันที่ 15-18 พฤษภาคม 2568 ณ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ชูแนวคิด Green Vibes และ Eco-Friendly Event สร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวร่วมขับเคลื่อนกระบี่สู่ “อนาคตแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ มุ่งยกระดับจังหวัดกระบี่สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบจุดหมายปลายทางสีเขียวอย่างยั่งยืนในระดับสากล

นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า “กระบี่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูงของประเทศไทย ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ธรรม ชาติ ทั้งทะเล หาดทราย ป่าเขา และหมู่เกาะต่างๆ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก จังหวัดจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของชุมชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม งาน Amazing Krabi Green Guide Fest 2025 เป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงศักยภาพของกระบี่ในการเป็นต้นแบบเมืองท่องเที่ยวสีเขียวระดับสากล และสร้างกระแสการท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง”

นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กล่าวว่า “งาน Amazing Krabi Green Guide Fest 2025 ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการ Krabi Prototype ที่ ททท. ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนตลอดห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในการยกระดับจังหวัดกระบี่สู่การเป็นพื้นที่ต้นแบบจุดหมายปลายทางแห่งความยั่งยืน เพื่อผลักดันแนวคิด Sustainable Tourism ที่โลกปัจจุบันให้ความสำคัญแก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้พัฒนาสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการมุ่งหน้ายกระดับผู้ประกอบการด้วยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ ชุมชนท่องเที่ยว เจ้าของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ เข้าสู่การรับรองตามเกณฑ์ความยั่งยืนของ ททท. ได้แก่ Sustainable Tourism Acceleration Rating (STGs STAR),CF-Hotels และรางวัลอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย รวมถึงการเข้าสู่มาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล ได้แก่ Green Destinations Top 100 Stories และ Tourism Cares

โดยสำหรับงาน Amazing Krabi Green Guide Fest 2025 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เป็นเทศกาลท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มุ่งสู่การเป็น CARBON NEUTRAL EVENT โดยจะเปลี่ยนการเดินทางท่องเที่ยวให้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะ ในจังหวัดกระบี่ที่มีความพร้อม ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่งดงาม เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน งานในครั้งนี้ออก แบบให้เชื่อมโยงกับแนวคิด 7 Greens และ 5 Must Do in Thailand เพื่อส่งเสริมประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและร่วมขับเคลื่อนกระบี่สู่อนาคตแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน”

นายชัยภัทร วสุนธรา นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ กล่าวเสริมว่า “ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของกระบี่มีความตื่นตัวและพร้อมขับเคลื่อนแนวทางการท่องเที่ยวแบบ Green Tourism อย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือกับ ททท. ในการจัดงานครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวของเราปรับตัวสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดการสร้างขยะ การใช้พลังงานสะอาด หรือการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชนและธรรมชาติ งานเทศกาลนี้จะเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของกระบี่ในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก”

นางสาวกัสมาพร ลิมปนพงศ์เทพ นายกสมาคมโรงแรมกระบี่ กล่าวว่า “อุตสาหกรรมโรงแรมในจังหวัดกระบี่ให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดใช้พลาสติก การจัดการน้ำเสีย การคัดแยกขยะ และการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในบริการต่างๆ การจัดงาน Amazing Krabi Green Guide Fest 2025 จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะสร้างความรับรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวว่าโรงแรมในกระบี่ก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับโรงแรมอื่นๆ ทั่วประเทศ”

ภายในงาน Amazing Krabi Green Guide Fest 2025 นำเสนอความยั่งยืนในทุกมิติ รวมถึงนำเสนออัตลักษณ์ของจังหวัดกระบี่ภายใต้ 5 Must Do in Thailand ผ่าน 7 Greens ได้แก่ Green Recreation กิจกรรมทางบก และกิจกรรมคลาสเรียนทางน้ำ Surfboard Skimboard กิจกรรม Sound Healing และ Yoga กิจกรรมสำหรับสายอนุรักษ์ และกิจกรรมสร้างมูลค่าจากเศษขยะ Green Music การแสดงดนตรีสด โชว์อัตลักษณ์ ตั้งแต่วงดนตรีท้องถิ่นรวมไปจนถึงศิลปินระดับประเทศ Green Food การนำเสนออาหารยั่งยืนในจังหวัดกระบี่ และการสาธิตการปรุงอาหารจากเชฟชื่อดัง พร้อมเสิร์ฟเมนูรักษ์โลกที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่น Green Art นิทรรศการศิลปะจากวัสดุรีไซเคิล เวิร์กชอปงานหัตถกรรม และการแสดงพื้นบ้าน Green Learning บูธความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และกิจกรรมให้ความรู้สำหรับเด็กและเยาวชน Green Society พื้นที่พบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างนักท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการท้องถิ่น Green Tourism เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในกระบี่ที่เน้นการลดคาร์บอน และการใช้บริการจากชุมชนโดยตรง

งาน Amazing Krabi Green Guide Fest 2025 นี้ ททท. ตั้งใจให้การจัดงานดังกล่าวเป็นต้นแบบของ Carbon Neutral Event ในทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในงานตกแต่ง ภาชนะอาหารและเครื่องดื่ม การใช้วัสดุท้องถิ่นเพื่อลดระยะทางในการขนส่ง การใช้พลังงานทดแทน ลดใช้พลังงานก๊าซหุงต้ม และมีการบริหารจัดการแยกขยะ รวมถึงรับซื้อขยะจากการจัดงานเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ คำนวณและชดเชยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สวทช. วช. SCB” ผนึกกำลังพัฒนานักวิทย์รุ่นเยาว์ (YSC) ต่อเนื่อง ส่งเยาวชนไทยแสดงศักยภาพ 3 เวทีวิทยาศาสตร์ระดับโลก

สวทช. วช. SCB ผนึกกำลังพัฒนานักวิทย์รุ่นเยาว์ (YSC) ต่อเนื่อง ส่งเยาวชนไทยแสดงศักยภาพ 3 เวทีวิทยาศาสตร์ระดับโลก

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยีแห่งชาติ อาคาร (สวทช.) ซอยโยธี ถนนพระราม 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุง เทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสำนัก งาน การวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) แถลงข่าวความร่วมมือในการสนับสนุนเยาวชนไทยภายใต้โครงการ การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition : YSC) ให้มีโอกาสเข้าร่วมแสดงศักยภาพในเวทีการแข่งขันและประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมระดับนานาชาติชั้นนำ 3 เวที ได้แก่ Regeneron International Science and Engineering Fair 2025 (Regeneron ISEF 2025), Genius Olympiad 2025 และ The 50th International Exhibition of Inventions Geneva โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนโครง การนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ความร่วมมือนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเปิดโอกาสและเสริมสร้างศักยภาพให้เยาวชนไทยให้ก้าวสู่เวทีการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ระดับโลกเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพสูงและเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า (สวทช.) มีภารกิจหลักในการส่งเสริมการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เราให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ ผ่านการส่งเสริมให้เยาวชนมีเวทีในการแข่งขันและแสดงศักยภาพ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับนักวิจัยและนวัตกรรุ่นใหม่ในอนาคต การเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปลูกฝังแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อโลกยุคใหม่

“(สวทช.) ได้ริเริ่มโครงการการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีแห่งโอกาสให้เยาวชนระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศได้พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และบูรณาการองค์ความรู้สู่การสร้างสรรค์โครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม หัวใจสำคัญของโครงการ คือ การเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาโครงงานในสาขาที่ตนเองสนใจอย่างแท้ จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิจัยพี่เลี้ยงจาก (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเครือข่ายคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่อาจต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการนำ วทน. มาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”

คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า “(วช.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย การสร้าง สรรค์ผลงานนวัตกรรม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานความรู้ เรามุ่งมั่นที่จะสนับ สนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในการสนับสนุนการประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ที่จัดโดย (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศูนย์ประสานงานภูมิภาค นั้น เป็นการต่อยอดการเรียนรู้ นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีศักยภาพ พร้อมผลักดันให้เยาวชนไทยสามารถแข่งขันในระดับสากล และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต”

ด้านคุณวรวัจน์ สุวคนธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานทรัพยากรบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง บทบาทของ SCB ในการสนับสนุนโครงการ YSC อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ว่า “SCB มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนเยาวชนไทย ผ่านการเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาศักยภาพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ธนาคารเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนคือการพัฒนาอนาคตของชาติ และเวทีการแข่งขันที่ (สวทช.) และ (วช.) ได้ผลักดันให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในวันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างทักษะด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเปิดมุมมองและสร้างเครือข่ายระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างรอบด้านของเยาวชนไทย”

สำหรับโครงการ YSC ที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 27 ในปีนี้ มีโครงงานส่งเข้าประกวดถึง 2,429 โครงงาน จากนักเรียน 6,442 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา 1,555 คน ทั่วประเทศ เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นและจะได้รับโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Regeneron ISEF 2025 ณ เมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10–20 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ BeeShield: การพัฒนาอุโมงค์ทางเข้าป้องกันไรผึ้งโดยใช้พฤติกรรมการเข้ารังของผึ้งและการตอบสนองของไรต่อกรดฟอร์มิก–โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์

  • การสังเคราะห์โมเลกุลเซนเซอร์ฐานสารสีย้อมเคอร์คูมินที่สกัดจากขมิ้นชันสำหรับตรวจวัดแอลดีไฮด์สายยาวซึ่งเป็นสารบ่งชี้โรคมะเร็งปอด-โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย
  • การพัฒนาอุปกรณ์เชิงสีสำหรับการตรวจวัดคอร์ติซอลในน้ำลายโดยใช้อนุภาคทองคำนาโนดัดแปรด้วยซิสเทอีน–โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • การพัฒนาอนุภาคนาโนจากสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการงอกใหม่ของ พลานาเรียสายพันธุ์ Dugesia japonica สำหรับการรักษาบาดแผลเพื่อต่อยอดเป็นนวัตกรรมแผ่นปิดบาดแผล–โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ผลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงมุมในเขื่อนกันคลื่นแยกต่อลักษณะของชายฝั่ง–โรงเรียนกำเนิดวิทย์
  • การศึกษาแบบจำลองสามมิติและแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ของพฤติกรรมการพลิกตัวกลับในกิ้งกือกระสุนพระอินทร์ – โรงเรียนกำเนิดวิทย์

นอกจากนี้ โครงงานการศึกษาผลการใช้ไมโครแคปซูลในฟิล์มหลังคาดูดซับรังสียูวี จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี ซึ่งเป็นผลงานจาก YSC 2025 ยังได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขัน Genius Olympiad 2025 ระหว่างวันที่ 9-13 มิถุนายน 2568 ณ Rochester Institute of Technology (RIT),เมืองโรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกด้วย

ทั้งนี้ภายในงานแถลงข่าวฯ ยังมีตัวแทนเยาวชน YSC2024 นายปัณณธร ขุนโหร นายปีระกา พวงทอง และอาจารย์ที่ปรึกษา คือ นายวิเชียร ดอนเเรม จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ชลบุรี ซึ่งได้รับรางวัลจาก The 50th International Exhibition of Inventions Geneva เมื่อเดือนเมษายน 2568 ณ Palexo Geneva, Switzerland จาก โครงการ “การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันเพื่อตรวจหาเชื้อไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (M. Tuberculosis) จากการตรวจเสมหะด้วยวิธี Acid-Fast Bacillus (AFB) ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และเป็นตัวอย่างความสำเร็จจากการแข่งขัน โดยเยาวชนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนรุ่นน้อง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ควบคู่ไปกับผลสัมฤทธิ์ของโครงการ YSC ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างและพัฒนาเยาวชนอันเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

ความร่วมมือระหว่าง (สวทช.),(วช.) และ (SCB) ในครั้งนี้ เป็นการยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพสูง อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคงต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อ.ทับสะแก จับมือ อบจ.ประจวบฯ และททท. จัดงานเทศกาลว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 3 วันที่ 10-11 พ.ค. 68

ประจวบคีรีขันธ์ – อำเภอทับสะแก จับมือ อบจ.ประจวบฯ และ ททท. จัดงานเทศกาลว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 3 วันที่ 10-11 พ.ค. 68 ( KITE FESTIVEL2025 ) เพื่อเป็นสีสันในการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน

ช่วงเย็นวันที่ 8 พ.ค. 2568 ที่บริเวณลานทรายเขื่อนบ้านทุ่งประดู่ ชายหาดทับสะแก หมู่ที่ 2 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก, นายทวีวิทย์ รัตนวิจิตร ผู้ช่วยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายวสุ โชคกิจการ, นายลือยศ ภู่ทอง สจ.เขต อำเภอทับสะแก, นายวิบูลย์ เทียนทอง นายกอบต. ทับสะแก, นายโพสิทธิ์ เครือวัลย์ ประธานกลุ่มรักษ์หาดทับสะแก และนายสุทิน ตั้งเขาทอง/ น.ส.ณุกานดา จันทราภรณ์(พิธีกร) พร้อมคณะผู้บริหารท้องถิ่น, ผู้บริหารสถานศึกษา, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.), หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ร่วมแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลว่าวนานาชาติครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ( kite festivai 2025 )

โดยภายในงานมีการแข่งขัน ประดิษฐ์ว่าวแฟนตาซี ประชาชนทั่วไปไม่จำกัดอายุ ประเภททีม 3 คน สามารถประดิษฐ์ว่าวมาจากบ้านได้ โดยเป็นว่าวชนิดใดก็ได้แต่ต้องประดิษฐ์ขึ้นจากทีมงาน โดยมีภาพถ่ายยืนยันขณะปฏิบัติการประดิษฐ์ ให้ผู้แข่งขันตั้งชื่อว่าวและอธิบายแนวความคิดให้คณะกรรมการทราบ โครงว่าว ตัวว่าว และวัสดุตกแต่งจะทำจากวัสดุใดๆก็ได้ โดยไม่จำกัดขนาดของว่าวและความยาวของเชือกชัก

นายโพสิทธิ์ เครือวัลย์ ประธานกลุ่มรักษ์หาดทับสะแก ในฐานะคณะกรรมการจัดงาน กล่าวว่า ชุมชนบ้านทุ่งประดู่เป็นหมู่บ้านชาวประมงพื้นบ้าน จากอดีตที่ผ่านมาช่วงฤดูกาลหน้ามรสุม หรือหน้าว่าว ตั้งแต่เดือน ธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์ ชาวบ้านก็ต่างออกมาทำว่าวเล่นไม่ว่าจะเป็นว่าวปักเป้า ว่าวจุฬา ว่าวแฟนตาซีต่างๆ ขึ้นมาเล่นกัน แต่ทุกวันนี้กีฬาชนิดนี้เริ่มสูญ หายไป เด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยรู้จักการผลิตว่าว ในฐานะตนเองเป็นประธานกลุ่มรักษ์หาดทับ สะแกได้ตระหนักถึงเรื่องการอนุรักษ์ว่าว อนุรักษ์วัฒนธรรมต่างๆ ที่มีมาในอดีต โดยในปีนี้จึงได้จัดเทศกาลว่าวนานาชาติขึ้นมาเป็นครั้งที่ 3 มีการแข่งขันประดิษฐ์ว่าว การวาดภาพระดับเยาวชน โดยมีถ้วยรางวัล งานจะเริ่มตั้งแต่ วันที่ 10-11 พ.ค. 68 เวลา 11.00 น.- 23.00 น. ส่วนภาคกลางคืนจะมีอาหารพื้นบ้านมาจำหน่ายและมีดนตรีให้ชมกันตลอดงาน ( สามารถนำเก้าอี้สนาม แคมป์ปิ้ง มานั่งได้เลย )


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ถวายเป็นพุทธบูชา “วันเข้าพรรษา”

จังหวัดลพบุรี – สืบสานประเพณีโบราณ กวนข้าว มธุปายาส หรือ ข้าวทิพย์ ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2568

ที่วัดนิคมสามัคคีชัย หรือ วัดบ่อ 6 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี พระภาวนาวชิรญาณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี (ธ) เจ้าอาวาสวัดนิคมสามัคคีชัย ให้ความเมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมีว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในประเพณีกวนข้าวทิพย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีในครั้งนี้ เป็นจำนวนมาก

“วันวิสาขบูชา” ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งตรงกับวันประสูติวันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน ของสมเด็จพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยในปี พ.ศ.2568 นี้ ตรงกับ วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2568 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง) ตามประเพณีของคนไทยชาวพุทธ ซึ่งได้สืบทอดกันมาแต่โบราณ ก็จะมีการกวนข้าวทิพย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาใน “วันวิสาขบูชา” ด้วยมีความเชื่อและศรัทธาที่ว่าเป็นอาหารทิพย์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยแล้ว ได้บรรลุ อนุตร สัมมา โพธิญาณ ตรัสรู้อริยสัจสี่ (ทุกข์ สมุห์ทัย นิโรธ มรรค) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยมไม่มีผู้เสมอเหมือน หลังจากที่ได้เสวยข้าวมธุปายาสหรือข้าวทิพย์ ที่นางสุดชาดาธิดาของเศรษฐีหมู่บ้านเสนานิคม ได้นำมาถวายก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ 1 วัน

ทั้งนี้ วัดนิคมสามัคคีชัย (บ่อ 6) ได้มีการจัดประเพณีกวนข้าวทิพย์ สืบเนื่องกันมากว่า 60 ปีแล้ว โดยใช้กระทะใบบัวขนาดใหญ่ ร่วม 11 ใบ กวย กวนข้าว มธุปายาส หรือ ข้าวทิพย์ บนเตาฟืน โดยนำ น้ำกะทิ, ถั่ว, งา, นม, น้ำตาล, น้ำผึ้ง, เนย ข้าวตอก, ข้าวเม่า, ธัญพืชต่าง ๆ ที่คั่วสุก มากวนรวมกันให้แห้ง เพื่อถวายแด่พระสงฆ์ และใช้แจกจ่ายให้แก่ผู้มาทำบุญกับทางวัดในวันพรุ่งนี้ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา เพื่อสืบสาน ประเพณีอันทรงคุณค่านี้ไว้ ให้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานไทยสืบไป และส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

อุทัยธานี คึกคัก!! หน่วยเลือกตั้ง เตรียมพร้อมเลือกตั้งเทศบาล 14 แห่ง

อุทัยธานี – คึกคัก!! หน่วยเลือกตั้ง เตรียมพร้อมเลือกตั้งเทศบาล 14 แห่ง

เมื่อช่วงสาย วันที่ 10 พ.ค.68 คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งของเทศบาลเมืองอุทัยธานี จำนวน 18 หน่วยเลือกตั้ง กำลังเร่งตรวจสอบ บัตรเลือกตั้ง หีบบัตร คูหา บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเตรียมนำกลับไปจัดหน่วยเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาลเมืองอุทัยธานี ในวันพรุ่งนี้ 11 พฤษภาคม 2568 ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งในเทศบาลเมืองอุทัยธานี 3 เขตเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ใช้สิทธิเลือกสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ที่ครบวาระฯโดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลเมืองและเทศบาลตำบล 14 แห่ง ประกอบด้วย เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 13 แห่ง ภาย ใน 7 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอหนองขาหย่าง อำเภอหนองฉาง อำเภอทัพทัน อำเภอสว่างอารมณ์ อำเภอลานสัก และอำเภอบ้านไร่

นางสุธาทิพย์ ชคทานนท์ ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดอุทัยธานี เผยภาพบรรยากาศโดยรวมการรณรงค์หาเสียงแสวงหาคะแนนนิยม ของผู้สมัครของเทศบาลทั้ง 14 แห่ง ยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำหรับการป้องกันการกระทำผิดกฏหมายเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ส่งผู้ตรวจการเลือกตั้ง 5 คน ลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินงานของเจ้าพนัก งานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง และผู้สมัครรับเลือกตั้งให้ดำเนินการ หรือปฏิบัติให้เป็นไปตามกฏหมาย เพื่อให้ผลการเลือกตั้งโปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรม เป็นไปตามกฏหมาย และเป็นที่ยอม รับของทุกฝ่ายดังกล่าว


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน