จเรตำรวจแห่งชาติ ขับเคลื่อนงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และค้ามนุษย์ เดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

จเรตำรวจแห่งชาติขับเคลื่อนงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการปราบปรามการค้ามนุษย์ เดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง กำชับตำรวจทุกหน่วยให้ความสำคัญในการปฏิบัติ

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2568) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (จตช./ผอ.ศปอส.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ โดยมี ดร.รีเบ็คก้า มิลเลอร์ ผู้ประสานงานภูมิภาคของ UNODC, พล.ต.ต.สุรชัย สังขพัฒน์ รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, พล.ต.ต. พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผู้บังคับ การสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ผู้แทนหน่วยงานตำรวจที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงแรงงาน, กองบัญชาการกองทัพไทย, สำนักงานอัยการสูงสุด, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม, ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การประชุมในวันนี้เป็นการขับเคลื่อนงานปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ ของหน่วยเฉพาะกิจปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าฯ โดยการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจนี้ขึ้นมาเพื่อความสะดวกและมีประสิทธิภาพในการประสานงานไปยังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ, การปฏิบัติการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ, การสืบสวนสอบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ, การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ภายหลังจากการช่วยเหลือออกมาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์, การส่งเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่รัฐในการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ และการพัฒนาแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน (SOP) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการประสานงานระหว่างประเทศ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การแลกเปลี่ยนข้อมูลคือปัจจัยของความสำเร็จในการช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ การสืบสวนสอบสวน และการดำเนินคดี อาทิ สถานที่ตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ , ชาวต่างชาติต้องสงสัยที่เดินทางมายังประเทศไทย เพื่อทำงานให้แก๊งคอลเซ็น เตอร์, การคัดกรองเหยื่อ/ผู้ประสงค์ไปทำงาน ซึ่งในส่วนของ UNODC จะให้การสนับสนุนการทำงานในด้านการช่วยกำหนดทิศทางการทำงานของหน่วยเฉพาะกิจฯ แพลตฟอร์มการประสานงานกับหน่วยงานนานาประเทศ และการฝึกอบรมในการคัดกรองและคัดแยกผู้เสียหายกับผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการทำงานที่ผ่านมา พูดได้ว่าหากเราไม่สามารถล้มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนได้ การแก้ปัญหาดังกล่าวยากที่จะหมดไป ในส่วนของประเทศไทยพบว่ากลุ่มแก๊งดังกล่าวมักใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการเดินทางไปทำงาน เนื่องจากเดินทางสะดวก ประกอบกับพบว่ามีคนไทยบางคนเกี่ยวข้องทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การสมัครใจเดินทางไปทำงาน หรือการให้บริการรถเช่า ที่พัก เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำรวจจะต้องสืบสวนจับกุมดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับและขอความร่วมมือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบเข้มงวดเรื่องนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยังชายแดนในทุกวิธีการ เพื่อเป็นการบล็อค ไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ ทุกหน่วยต้องร่วมกันขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

จากนั้น เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติงานศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) โดยมี พล.ต.ต. พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และผู้แทนหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ ร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. อาคาร 1 ชั้้น 20 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผ่านระบบทางไกลอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับผลการปฏิบัติการปราบปรามการค้ามนุษย์ ของ ศคตม.ตร. ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2568 แบ่งเป็น การจับกุมความผิดเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ของกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ จำนวน 72 คดี, การจับกุมของชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต (TICAC) ดำเนินคดีรวม 24 คดี ช่วยเหลือเหยื่อ 22 ราย และผลการปฏิบัติของชุดปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ภาคประมง ตรวจแรงงาน การจับกุมเรือประมงผิดกฎหมาย และการจับกุมคดีค้ามนุษย์ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 เมษายน 2568 มีการตรวจเรือประมง 1,263 ลำ จับกุมตาม พ.ร.ก.ประมงฯ 22 คดี ผู้ต้องหา 23 คน

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ เป้าหมายยกระดับสู่ Tier 1 ในการจัดระดับในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ (NRM) อย่างเข้มงวด กำชับอย่าให้มีการใช้กระบวนการ NRM ฟอกขาว อ้างตัวเป็นเหยื่อเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมดำเนินคดี และได้สั่่งการแนว ทางและมาตรการในการขับเคลื่อน ศคตม.ตร. ในห้วงถัดไป ย้ำว่าหัวใจอยู่ที่การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะมาตรการ 7 ขั้นตอน ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ ที่ทุกหน่วยต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด


นที มีเดช รายงาน

ลำพูน จัดพิธีส่งมอบอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ประเภทรถเข็นนั่ง (Wheel Chair) 72,000 ชุด

จังหวัดลำพูน จัดพิธีส่งมอบอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ประเภทรถเข็นนั่ง (Wheel Chair) 72,000 ชุด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันที่ 8 พ.ค.2568 เวลา 14.00 น. ที่โรงเรียนรพีเลิศวิทยา ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ประเภทรถเข็นนั่ง (Wheel Chair) 72,000 ชุด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี ดร. วาทิตย์ ตั้งรพีเลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนรพีเลิศวิทยา กล่าวให้การต้อนรับนางลักษณา อิศราง กูร ณ อยุธยา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน กล่าวรายงาน มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจาก อบต. เทศบาล เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี

พัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์จังหวัดลำพูนเผยว่า โครงการมอบกายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือคนพิการ 72,000 ชุด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เป็นโครง การที่จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนชาวไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 10 โครงการ ในนามรัฐบาลที่น้อมนำแนวพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีมีสุขมาสู่การปฏิบัติ โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับไปดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ โดยได้ดำเนินการค้นหาคนพิการที่มีรายได้น้อย ประสบความเดือดร้อน เข้าไม่ถึงสิทธิ สวัสดิการ ให้ได้รับกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการตามความต้องการและเหมาะสมต่อสภาพความพิการของแต่ละบุคคล ส่งผลให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี และยกระดับคนพิการที่มีศักยภาพให้ได้รับการจ้างงาน สร้างอาชีพ รายได้ ซึ่งกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทดแทนสิ่งที่คนพิการขาดหาย และทำให้คนพิการที่มีฐานะยากจนสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึง จึงนับว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความจงรักภักดีจากคณะรัฐบาล โดยผลสัมฤทธิ์ไปสู่ประชาชนคนพิการที่อยู่ภายใต้พระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบันจังหวัดลำพูนมีคนพิการที่ประสบปัญหาความยากจน และยังเข้าไม่ถึงสิทธิ และสวัสดิการอีกจำนวนมาก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูนจึงได้ประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรคนพิการในทุกพื้นที่ สำรวจความต้อง การกายอุปกรณ์และเครื่องช่วยความพิการ เพื่อค้นหาคนพิการให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึงมากที่สุด ด้วยการจัดโครงการมอบกายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือคนพิการทั้งสิ้น จำนวน 800 ชุด เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

โดยในครั้งที่ 1 จังหวัดลำพูนได้มอบกายอุปกรณ์ ประเภทรถเข็นนั่ง (Wheel Chair) ไปแล้ว จำนวน 66 คัน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนี้เป็นการ มอบครั้งที่ 2 โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้จัดสรรกายอุปกรณ์ ประเภทรถเข็นนั่ง (Wheel Chair) ให้ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดลำพูน จำนวน 90 คัน ใน 27 ตำบล 8 อำเภอ โดยเชื่อว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีความแตกต่างมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลและพร้อมที่จะดูแลคนลำพูนทุกคน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


นที มีเดช รายงาน

KNU ถล่มเมียนมาอย่างหนัก

กองกำลังติดอาวุธกระเหรี่ยงอิสระ KNU/KNLA กองพลน้อยที่ 7 และ กองกำลัง KNDO กองพันที่ 5 KNU บุกโจมตีค่ายเรปะนาดิ อ.เมียวดี และค่าย บ้านตานเหล่ ของทหารเมียนมา อย่างหนักทำให้มีผู้ลี้ภัยหนีเข้าไทยจำนวน 343 คน ทางการไทยเข้าไปให้ความช่วยเหลือแล้ว

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 04.50 น. กองกำลังติดอาวุธ KNLA สังกัดกองพลน้อยที่ 7 ของกลุ่ม KNU ร่วมกับ กกล.KNDO กองพันที่ 5 ของกลุ่ม KNU ได้ใช้อาวุธปืนซุ่มยิง (สไนเปอร์) และใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ทิ้งระเบิดเป็นระยะ ๆ โจมตีทหารเมียนมา พัน.ร. 24 ค่ายฐานเรปะนาดิ อ.แลงปอย จ.ผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม บ้านแม่ออกผารู หมู่ 3 ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 2.5 กม.

และในวันเดียวกัน เวลา 06.40 น. กองกำลังติดอาวุธ KNLA สังกัดกองพลน้อยที่ 7 ของกลุ่ม KNU ร่วมกับ กกล.KNDO กองพันที่ 5 ของกลุ่ม KNU ได้ใช้อาวุธปืนซุ่มยิง (สไนเปอร์) และใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ทิ้งระเบิดเป็นระยะ ๆ โจมตีทหารเมียนมา กองพันทหารราบที่ 24 ค่ายฐานบ้านตานเหล่ อ.แลงปอย จ.ผาอัน รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้ามบ้านแม่ต้าน หมู่ 1 ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 7 กม.

ก่อนหน้าที่จะมีการโจมตี ได้มีราษฎรชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ใกล้ค่ายฐานของทหารเมียนมา ได้พากันเดินทางหลบหนีภัยสงครามเข้ามาในไทย โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.68 เวลา 18.00 น. ศูนย์สั่งการชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก ได้แถลงการณ์ว่า มีผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา (ผภสม.) ที่มีความกังวลใจจากสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ เดินทางข้ามแนวชายแดนมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวฝั่งไทย จำนวน 2 พื้นที่ โดยมี ผภสม. จำนวน 343 คนรายละเอียดดังนี้

  1. พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวบริเวณ วัดแม่หละ พิกัด 47Q MU 263943 ต.แม่หละ อ.ท่า สองยาง จ.ตาก ยอดเดิม จำนวน 63 คน เดินทางเข้ามาเพิ่มเติม จำนวน 164 คน ยอดคงเหลือ จำนวน 227 คน (ช.13, ญ.89, ด.ช.56, ด.ญ.69)
  2. พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวบริเวณ สำนักสงฆ์ บ.แม่ออกผารู พิกัด 47Q MU 282912 บ.แม่ออกผารู ม.3 ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ยอดเดิม จำนวน 19 คน เดินทางเข้ามาเพิ่มเติม จำนวน 97 คน ยอดคงเหลือ 116 คน (ช.22, ญ.46, ด.ช.26, ด.ญ.22)

นที่ มีเดช รายงาน

ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสําคัญ 2 คดี

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสําคัญ จำนวน 2 คดี ดังนี้

  1. สภ.แม่พริก จ.ลำปาง จับกุมผู้ต้องหา 7 คน รถยนต์ 2 คัน พร้อมของกลาง ไอซ์ จำนวน 305 กก.
  2. สภ.แม่สรวย จ.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหา 2 คน รถยนต์บรรทุก 1 คัน พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 1,576,000 เม็ด

โดยมี นายปฤษปฎางค์ สามัคคีนิชย์ นายอำเภอแม่สรวย, นายกองตรีปิยะวุฒิ พิทักษ์บริบาล นายอำเภอแม่พริก, พ.ต.อ.ชาญชัยวัฒน์ เปล่งสันเทียะ เสนาธิการ กอ.รมน.ภ.3 สย.2, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ภ.จว.ลำปาง, รอง ผบก.ภ. จว.เชียงราย, ผู้แทน เสธ.นบ.ยส.35, ผู้แทน ปปส.ภ.5 ร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 7 พ.ค.68

  • จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 13,357 คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 140 คดี ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 131 ล้านเม็ดเศษ, ไอซ์ 8,450 กิโลกรัมเศษ, เฮโรอีน 148 กิโลกรัม, เคตามีน 1,100 กิโลกรัมเศษ, ฝิ่น 64 กิโลกรัมเศษ
  • ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 392 ล้านบาทเศษ

นที มีเดช รายงาน

จเรตำรวจแห่งชาติ หารือตำรวจไซเบอร์อินเดีย พบมีคดีคอลเซ็นเตอร์มากกว่าไทยเกือบ 10 เท่า

จเรตำรวจแห่งชาติ หารือตำรวจไซเบอร์อินเดีย พบมีคดีคอลเซ็นเตอร์มากกว่าไทยเกือบ 10 เท่า

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2568) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (ผอ.ฉก.88) /ผู้อำนวยการ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศตคม.ตร.) /ผู้อำนวยการ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า จากมาตรการของรัฐบาลไทยในการกดดันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองเมียวดี และเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆของประเทศเมียนมา ในบริเวณแนวชายแดนติดกับประเทศ ไทย โดยได้มีการตัดไฟ อินเทอร์เน็ต และน้ำมัน ที่มีการนำไปใช้ในเขตพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้มีการร่วมกันระดมกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 สามารถควบคุมตัวบุคคลจาก 36 ประเทศ ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้จำนวน 7,514 คน โดยมีบุคคลสัญชาติจีนมากที่สุด จำนวน 5,414 คน , สัญชาติอินโดนีเซีย เป็นอันดับที่สอง จำนวน 653 คน และสัญชาติอินเดีย เป็นอันดับที่สาม จำนวน 587 คน ซึ่งจากจำนวนคนที่ได้รับการยืนยันว่าทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 8,988 คน ได้มีการส่งกลับประเทศต้นทางไปแล้ว จำนวน 7,514 คน เหลืออยู่อีกจำนวน 1,474 คน อยู่ระหว่างรอการส่งกลับ

เมื่อวันที่ 5 – 7 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัยฯ พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ รองผู้บังคับการกองการต่างประเทศ เดินทางไปประเทศอินเดียเพื่อร่วมหารือเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่มีประชากรเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยมากที่สุด และคาดว่าจะมีชาวอินเดียอีกเป็นจำนวนมากที่ยังทำงานอยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งฝั่งประเทศเมียนมา กัมพูชา และลาว

จากการหารือร่วมกับทางสำนักงานตำรวจข่าวกรอง (Intelligence Bureau) และสำนักงานตำรวจไซเบอร์ (Indian Cyber Crime Coordination Centre) ของประเทศอินเดีย พบว่าประเทศอินเดียมีสถิติการรับแจ้งความคดีคอลเซ็นเตอร์มายังศูนย์รับแจ้งความ เฉลี่ยประมาณ 7,000 คดีต่อวัน (ประเทศไทยเฉลี่ยการรับแจ้งความออนไลน์ 800 คดีต่อวัน) โดยคดีที่เกิดขึ้นมากที่สุดคือ การหลอกให้ลงทุน (Investment Scam) เช่นเดียวกับประเทศ ไทย มูลค่าความเสียหายโดยรวม (รวบรวมเฉพาะที่เกิดขึ้นกับพลเมืองจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เมื่อปี พ.ศ.2567 จำนวนประมาณ 43,000 ล้านบาท (ประเทศไทย รวบรวมจากเหตุที่รายงานทั้งหมดในประเทศ โดยเฉลี่ยจำนวนประมาณ 30,000 ล้านบาท) โดยศูนย์รับแจ้งความคดีคอลเซ็นเตอร์ของประเทศอินเดียตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี (เมืองหลวง) รับแจ้งทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง มีผู้แทนจากตำรวจ ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ คอยช่วยเหลือในทางคดีนั่งประจำที่ศูนย์ฯ

ทั้งนี้ คนอินเดียที่เข้าไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะมาจากการไปสมัครงานที่เผยแพร่อยู่ในเพจต่าง ๆ จากบริษัทปลอมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่จะอ้างว่าจ้างให้มาทำงานในประเทศไทย โดยออกค่าเดินทางต่าง ๆ ให้ โดยเมื่อถึงไทยแล้วแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะพาลัก ลอบข้ามแดนไปยังเมืองเมียวดี หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเมียนมา หรือพาเดินทางจากสนามบินไปยังชายแดน เพื่อข้ามไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต เมืองพนมเปญ เมืองสีหนุวิลล์ หรือเมืองบาเวต ประเทศกัมพูชา หรือเดินทางไปทำงานที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ประเทศลาว โดยกลุ่มคนอินเดียเหล่านี้จะทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกประชาชนในประเทศอินเดีย ซึ่งส่วนหนึ่งพบว่าเงินที่หลอกได้มีการถอนเงินจากบัญชีธนาคารในประเทศไทย รวมทั้งใช้เครือข่ายสื่อสารของไทยในการโทรกลับไปหลอกคนอินเดีย

ทางศูนย์ไซเบอร์อินเดียยังได้แสดงผลคดีที่มีการจับกุมการปลอมตัวเป็นตำรวจอินเดีย (Digital Arrest) โดยวิดีโอคอลพูดคุยข่มขู่เหยื่อให้เกิดความกลัวเพื่อเอาทรัพย์สินของประชาชนไป ลักษณะคล้ายคลึงกับการหลอกลวงในประเทศไทยที่มีกลุ่มคนไทยขายชาติที่เรียกกันว่า “ร้อยเวรปอยเปต” มาข่มขู่คนไทยเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการไปเยือนและร่วมหารือปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับทางประเทศอินเดีย ทำให้เห็นว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาที่มีลักษณะคล้าย คลึงกัน น่าเชื่อว่าการก่ออาชญากรรมเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันในหลายประเทศ ทางประเทศอินเดียยังได้มีการกล่าวชื่นชมมาตรการของ นางสาว แพทองคำ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ที่มีมาตรการตัดไฟ อินเทอร์เน็ต และน้ำมัน ไปยังเมืองเมียวดี และเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีการระดมกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ช่วยเหลือประชาชนในประเทศต่างๆ กว่า 36 ประเทศ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่น่ารังเกียจนี้ โดยประเทศอินเดียมีสถิติการถูกหลอกลวงของประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตำรวจไทยและอินเดียจะมีการร่วมมือกันในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ


นที มีเดช รายงาน

ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานคอนเสิร์ตการกุศล “รวมพลคนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” มอบเงินให้ รพ.ใน จ.เชียงใหม่

ตำรวจภูธรภาค 5 ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานคอนเสิร์ตการกุศล”รวมพลคนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” มอบเงินให้โรงพยาบาลดารารัศมี โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่(แม่และเด็ก) และกองทุนสวัสดิการตำรวจภูธรภาค 5 ณ ห้อง Auditorium โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่

9 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.00 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5 เป็นประธานในการจัดงานคอนเสิร์ตการกุศล “รวมพลคนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” โดยศิลปินจิตอาสา คุณปราโมทย์ วิเลปะนะ และคุณแอนท Emotion town และการบรรยายพิเศษในหัวข้ออันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคเลือดสมอง หัวหน้าศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาล เชียงใหม่ราม และได้มอบเงินจากการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตทั้งหมดรวมจำนวน 180,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลดารารัศมี โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่(แม่และเด็ก) และกองทุนสวัสดิการตำรวจภูธรภาค 5 ณ ห้อง Auditorium โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้ พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5 ได้มอบเกียรติบัตรให้กับผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานดังนี้

  1. นพ.ประชา กัญญาประสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคเลือดสมอง หัวหน้าศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาล เชียงใหม่ราม
  2. Khun Gabriele Lombardo, General Manager Shangri-La Hotel Chiang Mai
  3. คุณปราโมทย์ วิเลปะนะ
  4. คุณแอ้นท์ Emotion town
  5. นางสุพิน จินดาหลวง ผอ.สวท.เชียงใหม่
  6. คุณ ชัช​ชัย​ บุญ​สู่​ทรัพย์​ไพศาล บริษัท​ ชัช​ชัย​มิ้นท์​จำกัด
  7. บริษัทปลูกผักเพราะรักแม่จำกัด(มหาชน)
  8. บริษัทซันสวีท จำกัด(มหาชน)

และได้ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนการจัดงานเพิ่มเติมได้แก่ นพ.บุญเติม ตันสุรัตน์ กรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่, พล.ต.ต.ปชา รัตนพันธุ์ มูลนิธิปชาอุ่นใจ, วิทยุจราจรเพื่อชุมชน, ลานนามีเดีย, the live eyes, เชียงใหม่มีเรื่องเล่า และพี่น้องสื่อมวลชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนผู้ร่วมบริจาคเงินซื้อบัตรคอนเสิร์ตการกุศลทุกท่าน

อนึ่งการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ได้มอบเงินจากการจำหน่ายบัตรคอนเสิร์ตทั้งจำนวนให้กับ

  1. โรงพยาบาลดารารัศมี จำนวน 50,000 บาท รับโดย พล.ต.ต.นพ.แสวง เที่ยงใจ
    ผู้บังคับการโรงพยาบาลดารารัศมี
  2. โรงพยาบาลนครพิงค์ จำนวน 50,000 บาท รับโดย นายแพทย์อมรชัย กริชนิกรกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์
  3. โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่(แม่และเด็ก) จำนวน 50,000 บาท รับโดย พญ.โชติรส พันธ์พงษ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่(แม่และเด็ก)
  4. กองทุนสวัสดิการตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 30,000 บาท รับโดย พล.ต.ต.พงษ์นคร นครสันติภาพ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 5

ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมคอนเสิร์ตการกุศล”รวมพลคนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า” รวมจำนวน 150 คนได้ร่วมกันรณรงค์ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมการตรวจสุขภาพจากบูธของโรงพยาบาลดารารัศมี โรงพยาบาลนครพิงค์,โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ (แม่และเด็ก) พร้อมทั้งรับผักสด จากร้านโอ้กะจู๋, รับข้าวโพดคลุกเนย จากบริษัทซันสวีท, อาหารว่างเครื่องดื่มจากโรงแรมแชงกรีล่า และร่วมชมคอนเสิร์ตด้วยความสนุกสนานและมีความสุข


นที มีเดช รายงาน

กอ.รมน.เชียงราย เข้าร่วมการหารือ การขุดลอกแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก ร่วมกับฝ่ายเมียนมา

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมการหารือการขุดลอกแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก ร่วมกับฝ่ายเมียนมา

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ฝ่ายทหาร พร้อมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการหารือการขุดลอกแม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก ร่วมกับฝ่ายเมียนมา โดยมีนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายไทย และนายอูติ้นเวโตง่ ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นประธานฝ่ายเมียนมา ณ โรงแรมวันจีวัน จังหวัดท่าขี้เหล็ก สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

โดยมีข้อหารือการประชุมที่สำคัญดังนี้

1.) เรื่องการขุดลอกแม่น้ำสาย – เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยทางฝ่ายไทย ถามว่า ทางฝ่ายเมียนมาจะเริ่มทำการขุดลอกแม่น้ำสายเมื่อไหร่ เพราะทางฝ่ายไทยได้เริ่มดำเนินการแล้วตามข้อตกลง แต่ถ้าทางฝ่ายเมียนมายังไม่พร้อมทางฝ่ายไทยพร้อมที่จะขุดลอกแม่น้ำสายในช่วงตัวอำเภอแม่สาย ระยะทางประมาณ 3,600 เมตร โดยใช้งบประมาณของฝ่ายไทย

ทางฝ่ายเมียนมาได้ทำการสำรวจและเตรียมงบประมาณไว้แล้ว รอให้หน่วยเหนือ อนุมัติก็จะสามารถดำเนินการได้ หลังจากการประชุมในครั้งนี้จะได้รีบเร่งรัดติดตามเรื่องเพื่อให้หน่วยเหนืออนุมัติ และดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ขอให้ฝ่ายไทยได้ประสานงานกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของฝ่ายเมียนมาเพื่อที่จะได้สั่งการลงมาก็จะมีความรวดเร็วในการปฏิบัติเพิ่มมากขึ้น

2.)เรื่องปัญหาสารหนูในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก : ทางจังหวัดท่าขี้เหล็กได้เข้มงวดในเรื่องนี้แต่เหมืองแร่ส่วนใหญ่อยู่ใน พื้นที่จังหวัดเมืองสาด ทั้งนี้ทางจังหวัดท่าขี้เหล็กจะร่วมมือกับจังหวัดเมืองสาดเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

3.)เรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และพนันออนไลน์ :ผู้กำกับการตำรวจจังหวัดท่าขี้เหล็ก ยืนยันว่าตอนนี้ไม่พบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นคนไทยได้ให้ลงโทษตามกฎหมายและส่งกลับไทย


สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด กกล.ผาเมือง

ตามนโยบายในการเปิดปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด SEAL STOP SAFE ผนึกกำลัง 51 อำเภอชายแดน ซึ่งมีเขตพื้นที่รับผิดชอบของ กองกำลังผาเมือง จำนวน 4 จังหวัด 14 อำเภอชายแดน ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในห้วงระยะเวลาปฏิบัติการ 6 เดือน (ก.พ. – ก.ค. 68)โดยมีเป้าหมายเพื่อ “SEAL (ปิดผนึก)” ชายแดนไม่ให้ยาเสพติดเข้ามา “STOP(หยุดยั้ง)” การแพร่ระบาด และ “SAFE (รักษา)” ผู้ติดยาเสพติดให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ในห้วงที่ผ่านมา กกล.ผาเมือง ทำการสกัดกั้นยาเสพติด ในพื้นที่ อำเภอชายแดน ตามนโยบาย “SEAL (ปิดผนึก)” ดังนี้

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดไอซ์ 500 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

จากกรณี เมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 22.30 นาฬิกา กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ได้รับการประสานจาก กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ว่าจะมีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่รับผิดชอบ โดยใช้รถกระบะเป็นยานพาหนะในการลำเลียง หน่วยจึงได้จัด กำลังพล ร่วมกับ หมวดสกัดกั้นที่ 1 กองกำลังผาเมือง, กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 และ สถานีตำรวจภูธรนาหวาย ทำการจัดตั้งจุดสกัด บริเวณ 3 แยก บ้านแม่จา ตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาเวลา 23.30 นาฬิกา ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยขับเข้ามาบริเวณจุดสกัด แต่เมื่อรถยนต์คันดังกล่าวพบเห็นเจ้าหน้าที่ ได้กลับรถและขับหลบหนีไป หน่วยจึงได้ทำการไล่ติดตาม จนกระทั่ง มาตรวจพบรถยนต์จอดทิ้งไว้ ห่างจากจุดสกัดประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่พบตัวผู้ต้องสงสัย หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ผลการตรวจสอบพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) บรรจุในกระสอบ จำนวน 25 กระสอบๆ ละ 20 กิโลกรัม รวมน้ำหนัก ประมาณ 500 กิโลกรัม วางอยู่บริเวณหลังกระบะรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีขาว หมาย เลขทะเบียน บร 8980 ลำพูน และได้ตรวจสอบชื่อเจ้าของรถเพิ่มเติม ทราบชื่อ นายธนชิต ส่วยจา อายุ 26 ปี หมู่ 4 บ้านโล๊ะป่าหาญ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ขับขี่

ต่อมาเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 02.00 นาฬิกา กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ได้จัดกำลังพล ร่วมกับหมวดสกัดกั้นที่ 1 กองกำลังผาเมือง, กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 หน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 และ สถานีตำรวจภูธรนาหวาย ทำการขยายผลบังคับใช้กฎหมายบ้านของ นายธนชิต ส่วยจา ผลการตรวจค้นไม่พบตัว นายธนชิตฯ และสิ่งผิดกฎหมายเพิ่มเติม ภายในบ้านพบนางสาวนัฐชอารีย์ ยุติรักษ์ ภรรยาของนายธนชิตฯ โดยนางสาวนัฐชอารีย์ฯ ให้การว่า ไม่ทราบว่าสามีของตนไปไหน และไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ได้นำของกลางมาไว้ ณ กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 ( ชั่วคราว ) ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่


ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 258 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 277 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 106,016,240 เม็ด, เฮโรอีน 145 กิโลกรัม,  ไอซ์ 8,040 กิโลกรัม, ฝิ่น 22.1 กิโลกรัม และ คีตามีน 595 กิโลกรัม จากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ จำนวน 37 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 13 ศพ

ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 24,683 ล้านบาท (24,683,985,100 บาท)

พิทักษ์อาณารักษาชายแดน

กองกำลังผาเมือง

SEAL STOP SAFE

——————————————————————————

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค3 นำจิตอาสา 904 จิตอาสาพระราชทาน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมง คลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และกองทัพภาคที่ 3 นำจิตอาสา 904 และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธ ศักราช 2568 ณ วัดอรัญญิก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ให้แก่กระทรวงมหาดไทยเพื่อเชิญไปมอบให้แก่ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย สําหรับนําไปปลูกเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 โดยจังหวัดพิษณุโลกได้กําหนดสถานที่สําหรับปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ณ วัดอรัญญิก ตําบลในเมือง อําเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และกําหนดประกอบ พิธีปลูกฯ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568

ในการนี้ นางวราภรณ์ เสริมภักดีกุล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิษณุโลก นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก หน่วยงานทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลนครพิษณุโลก จิตอาสา 904 จิตอาสาพระราช ทาน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ จิตอาสาภาคประชาชน และประชาชนทั่ว ไป สวมใส่เสื้อสีเหลืองชุดเครื่องแบบจิตอาสา พร้อมใจร่วมทำความสะอาดบริเวรวัดอรัญญิก เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดพิธีปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระราชวงศ์จักรี พุทธศักราช 2568 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568


นที มีเดช รายงาน

จ.แม่ฮ่องสอน เตรียมการต้อนรับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี

จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดการประชุมเพื่อเตรียมการต้อนรับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี /ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ ในการเดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2568

วันที่ 8 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมสิงหนาทบำรุง ศาลากลางจังหวัดแม่ ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมเตรียมการต้อนรับ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี /ประธานที่ปรึกษาโครงการฯ ในการเดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน, นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน, หัวหน้าศูนย์อำนวยการประสานโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน, หัวหน้าศูนย์อำนวยการประสานโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขตพื้นที่กองพลพัฒนาที่ 3, หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อให้การติดตามและขับเคลื่อนงานดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี/ประธานที่ปรึกษาโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีกำหนดการเดินทางมาติดตามและขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบ ประมาณ 2568 ในวันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมสิงหนาทบำรุง ศาลากลางจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยที่ประชุมได้ติดตามการรายงานความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาราษฎรชาวไทยภูเขาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2568 ตามประเด็นที่กำหนด ดังนี้

  • การจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนให้เป็นหมู่บ้านที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ซึ่งดำเนินงานโดยที่ทำการปกครองจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมในพื้นที่โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อควานมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานแผนงานขยายเขตระบบไฟฟ้าในพื้นที่โครงการฯ ซึ่งดำเนินงานโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การติดตามความก้าวหน้าการปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำบ้านปางคอง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งดำเนินงานโดยโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน
  • การดำเนินการและแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องโครงการสนับสนุนนักเรียนทุนพยาบาลศาสตร์บัณฑิตของมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำเนินงานโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  • การดำเนินงานโครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งดำเนินงานโดยศูยน์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคง เขตพื้นที่กองพลพัฒนาที่ 3
  • การดำเนินโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งดำเนินงานโดยศูนย์อำนวยการประสานโครงการพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงเฉพาะพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นที มีเดช รายงาน