ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสําคัญ ของ ภ.จว.เชียงราย

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2568 เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสําคัญ ของ ภ.จว.เชียงราย ดังนี้

  1. ตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน ไอซ์ 21 กระสอบ รวมประมาณ 578 กิโลกรัม เหตุเกิดพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย
  2. จับกุมผู้ต้องหา 6 คน รถยนต์ 4 คัน เคตามีน 14 กระสอบ จำนวน 501 ห่อ น้ำหนักรวมประมาณ 529 กิโลกรัม เหตุเกิดพื้นที่ อ.พาน จว.เชียงราย ต่อเนื่อง อ.เมืองพะเยา จว.พะเยา

โดยมี นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รอง ผวจ.เชียงราย, นายดนุชา ไชยวงค์ ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการบังคับใช้กฎหมาย ปปส.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว.เชียงราย, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, ปลัดจังหวัดเชียงราย, รอง ผบก.ภ.จวเชียงราย, พ.อ. กิตติ นาใจ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก, พ.ต.ท.หญิง อมราภรณ์ พุทธิพิทยาภรณ์.(สบ3)พฐ.จว.เชียงราย, ผู้แทน สำนักงาน ปปส.ภาค 5, ผู้แทน นบ.ยส.35 และ ผกก.สภ.พื้นที่ ร่วมประชุมและร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย


นที มีเดช รายงาน

3 ปี ผลสำเร็จแปลงใหญ่ทุเรียนหนองโสน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วรวมกว่า 23.79 ล้านบาท

3 ปี ผลสำเร็จแปลงใหญ่ทุเรียนหนองโสน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วรวมกว่า 23.79 ล้านบาท

นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดเป้าหมาย 14,500 แปลง พื้นที่ 30 ล้านไร่ ในพื้นที่ 77 จังหวัด ในปี พ.ศ.2579 ซึ่งปัจจุบัน (ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 3 เมษายน 2568) มีการรับรองแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วทั้งสิ้น 11,410 แปลง เกษตรกร 600,138 ราย พื้นที่ 9,413,361 ไร่

ในการนี้ (สศก.) ได้ติดตามประเมินผลตัวอย่างของกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนตำบลหนองโสน อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นแปลงที่เข้าร่วมโครงการในปี 2565 พบว่า ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 34 ราย พื้นที่เพาะปลูกทุเรียน 409 ไร่ มีนายวัฒนา อานามวงษ์ เป็นประธานกลุ่ม มีสำนักงานเกษตรจังหวัดตราดเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดตราด ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี สำนักงานสหกรณ์จังหวัดตราด สำนักงานตรวจบัญชีและสหกรณ์จังหวัดตราด สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดตราด สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

ตลอดระยะเวลา 3 ปี กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนตำบลหนองโสน ได้มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานบูรณาการความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มแปลงใหญ่ฯ มาอย่างต่อเนื่อง มีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการโรคและแมลงศัตรูพืชแบบผสมผสาน การใช้สารชีวภัณฑ์ และการผลิตทุเรียนให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งมีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายแปลงใหญ่เพื่อแจ้งเตือนภัยในการระบาดของศัตรูพืช การพยากรณ์อากาศ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินกิจกรรมในแปลง เป็นต้น ส่งผลทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ยเหลือ 27,057 บาท/ไร่/ปี จากเดิมต้นทุน 33,830 บาท/ไร่/ปี (ลดลง 6,773 บาท/ไร่/ปี หรือร้อยละ 20.02) เนื่องจากมีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาในการป้องกันและควบคุมโรครากเน่าและโคนเน่า และการผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดิน เป็นต้น และสามารถเพิ่มผลผลิตเป็น 1,940 กิโลกรัม/ไร่/ปี จากเดิม 1,507 กิโลกรัม/ไร่/ปี (เพิ่มขึ้น 433 กิโลกรัม/ไร่ หรือร้อยละ 28.73) ทั้งนี้ ภาพรวมในระยะ 3 ปี กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนหนองโสน สามารถลดต้นทุนการผลิตได้รวมได้ 2.77 ล้านบาท และสามารถเพิ่มผลผลิต 26.56 ล้านบาท ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมทั้งสิ้น 23.79 ล้านบาทในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา

สำหรับความพึงพอใจ พบว่า กลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เนื่องจากได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรสมาชิกเป็นอย่างดี มีการรวมกลุ่มกันอย่างสม่ำ เสมอ เช่น การประชุมกลุ่มเพื่อพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสมาชิกด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังได้รับการติดตามงานและดูแลจากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินการระยะถัดไปทางกลุ่มได้วางแผนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทุเรียนตกเกรด การส่งเสริมให้สมาชิกทำการผลิตทุเรียนปลอดภัยตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices : GAP) ให้ครอบคลุมสมาชิกทุกรายต่อไป ทั้งนี้ (สศก.) มีแผนจะติดตามครอบคลุม 14 สินค้า ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสอดรับกับการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์ประเมินผล

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวบหนุ่มออสเตรเลีย พยายามส่งออก ยาไอซ์ 22 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท

สมุทรปราการ – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ท่าอากาศยานและคลังสินค้า กรมศุลกากร และหน่วงงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติการ่วมกันในการจับกุมผู้โดยสารสัญชาติออสเตร เลีย พยายามส่งออกเมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) น้ำหนักร่วม 22 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ที่ อาคารเทียบเครื่องบิน Concourse A ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร, พลอากาศตรี นิวัติ พูนสิน ผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง ผู้แทน ฉก.333, นายพีรพงศ์ รำพึงจิตต์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดท่าอากาศยานและท่าเรือ, พันตำรวจเอก ทองรชฎ เหรียญสุวงษ์ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และพันตำรวจโท ภัทราดร ภิรมย์ภู่ รองผู้กำกับการสืบสนวนปราบปราม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุม MR.TRAN HUYBAO KHANG อายุ 28 ปี สัญชาติออสเตรเลีย พยายามส่งออกเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) น้ำหนักร่วม 22 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท ที่ถูกบรรจุอยู่ภาย ในกระเป๋าสัมภาระ จำนวน 2 ใบ

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2568 เวลา 06.45 น. เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปฏิบัติหน้าที่ประจำห้องวิเคราะห์ภาพ (On Screening Resolution Room : OSR) และตรวจสอบสัมภาระ (Baggage Inspection Room : BIR) ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายสารเสพติดบรรจุอยู่ในกระเป๋าสัมภาระของผู้โดย สาร จำนวน 2 ใบ ในเที่ยวบินของสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 461 ซึ่งมีกำหนดออกเดินทางจาก ทสภ. ไปยังเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย โดยในเวลา 07.40 น. เจ้าหน้าที่ตรวจค้น ได้ประสานเจ้าหน้าที่ของสายการบิน เจ้าหน้าที่ส่วนตระเวนระงับเหตุ และเจ้าหน้า ที่ศุลกากร ในการนำกระเป้าดังกล่าวไปเปิดข้างเครื่อง ณ บริเวณ Gate D 6 และได้เชิญตัวผู้โดยสารเจ้าของกระเป๋ามาร่วมเปิดกระเป๋า พบภายในเป็นสารเสพติดประเภท เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้นำกระเป๋าไปตรวจสอบอย่างละเอียดที่สำนักงานศุลกากรอีกครั้ง ภายหลังการตรวจสอบพบยาไอซ์บรรจุอยู่ในกระเป๋า จำนวน 22 กิโลกรัม (ซึ่งภายหลังทราบชื่อ) เป็นของ Mr.Tran Huybao khang อายุ 28 ปี สัญชาติออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้ทำบันจับกุม เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนพิธีการทางกฎหมายศุลกากรต่อไป

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร กล่าวว่า วันนี้เป็นการแถลงข่าวการบูรณาการหน่วงงานในการจับกุมยาไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน พยายามลักลอบส่งออกไปยังเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย นำหนัก 22 กิโลกรัม มูลประมาณ 6.6 ล้านบาท วันนี้เราบูรณาการหน่วงสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยานนานา ชาติ (Airport Interdiction Task Force : AITF) ที่ปฏิบัติงานร่วมกันในสนามบินสุวรรณ ภูมิ และก็มี ฉก.333 ซึ่งแต่ตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีมาร่วมด้วย การจับกุมครั้งนี้ต้องชื่นชมทางเจ้าหน้าที่ของบริษัท AOT ซึ่งเขาเห็นความผิดปกติในความหนาแน่นของกระเป๋าผู้โดยสาร ตอนแรกคิดว่าจะเป็นกัญชา จึงได้มีประสาทเจ้าหน้าที่ศุลกากรในพื้นที่ร่วมกันตรวจสอบก็พบว่าเป็นยาไอซ์ โดยเจ้าของกระเป๋าเป็นผู้โดยสารชาวออสเตรเลีย พยายามจะนำยาไอซ์นี้ไปยังประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเมื่อไปถึงก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า

นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ผู้โดยสารนำกระเป๋ามาเช็คอินปกติทุกอย่าง กระเป๋าใบนี้ก็ไหล่เข้าสู่ระบบการตรวจเช็คของสนามบินเป็นปกติทุกอย่าง แต่เครื่องเอกซเรย์ของสนามบินจับความผิดปกติของความหนาแน่นกระเป๋าได้ เครื่องก็เลยส่งกระเป๋าใบนี้เข้าไปในห้องที่ตรวจสัมภาระ (Baggage Inspection Room : BIR) ซึ่งเป็นห้องที่เจ้าของหน้าที่ของฝ่ายรักษาความปลอดภัย ตรวจสัมภาระผู้โดยสาร ตรวจละเอียดโดยใช้คน พอตรวจแล้วก็เริ่มไม่มั่นใจว่ามันไม่ปกติ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ศุลกากร และตำรวจ เข้ามาตรวจสอบ เปิดมาก็พบว่าเป็น ไอซ์ นำหนักประมาณ 22 กิโลกรัม ก็ได้ดำเนินการเชิญตัวผู้โดยสารซึ่งตอนนั้นไปรอขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้ว เพราะเขาก็คิดว่ากระเป๋าเขาออนบอร์ดไปกับตัวเขา เราก็ทำการเชิญลงมาส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีต่อไป

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี กรมศุลกากร กล่าวเพิ่มอีกว่า ตรงนี้ตนเข้าใจว่าเป็นกระบวนการไม่ได้ขายเอง อย่างเคสที่ผ่าน ๆ มา ที่เป็นชาวต่างชาติก็คือจะเป็นผู้ขน ก็จะมีแก๊งที่เป็นแก๊งใหญ่ที่อยู่ประเทศปลายทาง แล้วเอาของไปส่ง ก็อาจจะเป็น ติดหนี้เขาไว้ หรือ ว่าได้รับค่าจ้างในการขน แต่ว่าไม่ใช่คนขายเอง ส่วนเรื่องที่นำยามาจากไหนตอนนี้อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนไม่สามารถบอกได้ แต่ว่าเราส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแล้ว


ธนวัต นาคขำ จ.สมุทรปราการ

แพทย์ทหารห่วงใย คนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำ อุบัติการณ์สูงสุดในช่วงหน้าร้อน

แพทย์ทหารห่วงใย คนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำ อุบัติการณ์สูงสุดในช่วงหน้าร้อน

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ปี 2558 – 2567 คนไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำเฉลี่ย 3,687 คน/ปี เฉลี่ยวันละ 10 คน โดยช่วงฤดูร้อน มีคนจมน้ำเฉลี่ย 963 คน กลุ่มอายุที่เสียชีวิตสูงสุด คือ 45 – 59 ปี รองลงมาเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สาเหตุเกิดจากการเล่นน้ำมากที่สุด รองลงมา คือ ประกอบอาชีพหาปลา หาหอย เก็บผัก แหล่งน้ำที่มีการจมน้ำมากที่สุด คือ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ รองลงมา คือ เขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ รวมทั้งมีการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนลงน้ำ หรือทำกิจกรรมทางน้ำ ซึ่งเกือบทั้งหมดของคนที่จมน้ำไม่สวมเสื้อชูชีพ แนะประชาชน สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำ หรือทำกิจกรรมทางน้ำ ปฏิบัติตามป้ายเตือน งดดื่มแอลกอฮอล์เมื่ออยูใกล้แหล่งน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำ โดยพบเพศชายมีสัดส่วนสูงกว่าเพศหญิง ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากแหล่งน้ำทางการเกษตร หนองน้ำรอบชุมชน แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น หนองน้ำ และคลองรอบชุมชน ซึ่งแหล่งน้ำเหล่านี้ยังไม่มีการจัดการให้เกิดความปลอดภัย

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร มีความห่วงใยจากภัยดังกล่าว ต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงขอให้ส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้รณรงค์ให้ชุมชนมีส่วนร่วมสร้างความปลอดภัยทางน้ำ เช่น การสร้างรั้วรอบแหล่งน้ำเสี่ยง ติดตั้งป้ายเตือน จัดหาอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น ไม้ไผ่ เชือก ท่อ PVC แกลลอนพลาสติกมีฝาปิด พร้อมย้ำวิธีช่วยเหลือกรณีพบคนตกน้ำด้วยหลัก “ตะโกน โยน ยื่น” สำหรับประชาชนทุกคนควรมีการป้องกันการจมน้ำ คือ ต้องสวมเสื้อชูชีพ, ปฏิบัติตามป้ายเตือนความปลอดภัย และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณแหล่งน้ำ

นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป 1) เรียนว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด 2) ฝึกทักษะการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) รวมทั้งผู้ปกครองให้ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ต้องอยู่ในระยะที่มือคว้าถึง รวมถึงควรจัดพื้นที่เล่นที่ปลอดภัย (Playpen) สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี และให้ทุกคนสวมเสื้อชูชีพหรือใช้อุปกรณ์ลอยน้ำทุกครั้งที่ทำกิจกรรมทางน้ำ สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีมีคนจมน้ำ หากไม่หายใจ ให้ตรวจดูการอุดกั้นในปากและจมูก จากนั้นรีบเป่าปากช่วยหายใจทันที และทำการนวดหัวใจในอัตราส่วน 30:2 (ปั๊มหัวใจ 30 ครั้ง เป่าปาก 2 ครั้ง) อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะมีทีมแพทย์มาถึง

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส


กองทัพภาคที่ 3 สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (ห้วงมกราคม – เมษายน 2568)

การสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต เพื่อประชาชน (มกราคม – เมษายน 2568)

ตามที่ กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเฮลิคอปเตอร์จากชุดปฏิบัติการบินกองกำลังนเรศวร และกองกำลังผาเมือง ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ทำการบินเคลื่อนย้าย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้เจ็บป่วยกรณีฉุกเฉิน โดยในห้วงวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 30 เมษายน 2568 ได้ทำการบินเคลื่อนย้ายไปแล้ว จำนวน 29 เหตุการณ์ นั้น

สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 ชุดปฏิบัติการบินกองกำลังผาเมือง จัดเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป แบบ ฮ.ท.145 ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินชาย อายุ 85 ปี มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งเกินศักยภาพในการรักษาของโรงพยาบาลฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการบินเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศยาน มาจากสนามบินชั่วคราวโรงพยาบาลฝาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปยังโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีคณะแพทย์พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งรถพยาบาลฉุกเฉินมารับเพื่อทำการรักษาต่อไป

การปฏิบัติภารกิจดังกล่าว กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 ได้ปฏิบัติตามคำสั่งการของกองทัพบก/ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ป่วยเจ็บกรณีฉุกเฉิน โดยการร้องขอของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยยึดถือบันทึกความตกลง (MOU) เรื่อง การปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินด้วยอากาศยานของกระทรวงกลาโหม ระหว่างกระทรวงกลาโหม, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เมื่อ 29 มิถุนายน 2552

ทั้งนี้จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหารในการช่วยเหลือประชาชนยามวิกฤตทุกโอกาส


กอ.รมน.พิจิตร ร่วมแก้ไขปัญหาป่าเขาพนมพา

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ร่วมแก้ไขปัญหาป่าเขาพนมพา

เขาพนมพา อยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ถาวร อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร มีเนื้อที่ประมาณ 114 – 6 – 36 ไร่ มีลักษณะเป็นป่าภูเขา โดยเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2544 องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร ได้รับการอนุมัติให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ เพื่อดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำ มีกำหนดระยะยะเวลา 10 ปี โดยได้ส่งมอบพื้นที่คืนให้กรมป่าไม้ฐานะผู้อนุญาต เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 ภายหลังการส่งมอบคืน มีประชาชนในหลายพื้นที่บุกรุกเข้ามาลักลอบขุดหาแร่ทองคำอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต และบาดเจ็บ เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้หน่วยงานในพื้นที่ได้บูรณาการทำงาน ทั้งการประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉียบขาด แต่ปัญหาก็ยังปรากฏอยู่เป็นระยะๆ ตลอดมา

ทั้งนี้ จังหวัดพิจิตรได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อระงับยับยั้งไม่ให้ประชาชนบุกรุกเข้าไปลักลอบขุดหาแร่ทองคำในพื้นที่ และสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่ ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมามีความสมบูรณ์ต่อไป โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร เป็นประธานคณะทำงานฯ ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ร่วมกับ ศูนย์ป่าไม้พิจิตร, ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองพลทหารม้าที่ 1 และผู้นำท้องถิ่น ได้ทำการลาดตระเวนพื้นที่ป่าล่อแหลมต่อการถูกบุกรุก, เฝ้าระวังการลัก ลอบเผาป่า และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ในพื้นที่บริเวณป่าเขาพนมพา จากการลงพื้นที่พบร่องรอยการลักลอบขุดดินเป็นบ่อลึกลงไปจากผิวดิน เพื่อหาสินแร่ทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร จึงได้มอบหมาย ให้ พันเอก สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร (ฝ่ายทหาร) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการดังนี้.-

  1. เมื่อ 27 มีนาคม 2568 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองพลทหารม้าที่ 1, สำนักจัดการทรัพยากรป้าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพิจิตร, องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพระ, ตำรวจภูธรวังทรายพูน, มวลชนอาสาสมัครพิทักษ์ป่าในพื้นที่ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ โดย บริษัท อัครา รีเชอร์สเชส จำกัด (มหาชน)สนับสนุนรถแบ๊คโฮ จำนวน 2 คัน ร่วมปฏิบัติการ “เปิดยุทธการ ปกป้องผืนป่า เขาพนมพายั่ง ยืน” ด้วยการปิดปากถ้ำเขาพนมพา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น จากการลักลอบเข้าไปขุดหาแร่ทองคำ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย พร้อมเน้นย้ำเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ทำการตรวจตราอย่างเข้มงวด หากพบผู้กระทำผิด ต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
  2. เมื่อ 18 เมษายน 2568 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ร่วมกับ ศูนย์ป่าไม้จังหวัดพิจิตรในพื้นที่ และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่ประชุมกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ เพื่อดำเนินการยื่นขอขยายป่าชุมชนเขาพนมพา ณ วัดเขาพนมพา หมู่ที่ 7 ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน

ผลการประชาคม ประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยกับการขออนุมัติขยายป่าชุมชนเขาพนมพา และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนฯ ขึ้นมาใหม่ เพื่อดำเนินการขออนุมัติขยายป่าชุมชนจังหวัดพิจิตร จากคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัดพิจิตร โดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการขยายพื้นที่ป่า ร่วมกับศูนย์ป่าไม้พิจิตร เพื่อให้ประชาชนบ้านเขาพนมพาได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ และใช้ทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างสมดุล และยั่งยืนต่อไป จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 พร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพล, ความรู้ความสามารถ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้าน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตลอดไป


จนท.ชาวบ้านคุมเข้ม !! ช่วยกันไล่ช้างเข้าป่า ไม่ให้ออกมา

อุทัยธานี – จนท.ชาวบ้านคุมเข้ม!!ช่วยกันไล่ช้างเข้าป่า ไม่ให้ออกมานอกพื้นที่ของชาวบ้านที่อยู่ติดเขตป่า หวั่นซ้ำรอยคนหาอึ่งที่ถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตข้างถนน

ช่วงเย็น เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พร้อมนายปฐมพงษ์ บุญเดช หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา ห้วยระบำ พร้อมนายอดิสร ครองศิล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 นายมานพ เปียมาลย์ สมาชิกอบต.หมู่ 7 พร้อมผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ ที่อยู่เขตติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง รวมตัวกันหลายสิบคนช่วยกันขับไล่ ผลักดันช้างให้เข้าไปในเขตป่าเพื่อไม่ให้ช้างป่า ออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน และเขตใกล้ชุม ชน

เนื่องจากไม่กี่วันมา ได้มีชาวบ้านออกมาหาอึ่งข้างถนนแล้วถูกช้างทำร้ายเสียชีวิต จนทำให้ชาวบ้านระแวกนั้น หวาดกลัว ไม่กล้าออกไปทำไร่ทำนาที่มีพื้นที่ ติดต่อกับเขตป่า ทั้งนี้ชาวบ้านบางคนต้องนอนเฝ้าไร่ ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ไหนจะต้องมากลัวช้างอีก หวั่นว่าจะมาทำลายพืชผลเกษตรของชาวบ้านเสียหาย จึงอยากให้จนท.คุมเข้มเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ต้องทำมาหากินในเขตของชาวบ้าน ซึ่งติดต่อกับเขตป่า


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สคร.9 นครราชสีมา เตือนหน้าฝน ระวัง!! โรคไข้เลือดออก

ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูฝน ทำให้ยุงลายแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น สคร.9 นครราชสีมา เตือนประชาชนป้องกันตนเองอย่าให้ถูกยุงกัด โดยทายากันยุงเพื่อป้องกัน และขอให้ชุมชนร่วมมือกันสำรวจและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายตามมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค ได้แก่ เก็บบ้าน ให้สะอาดไม่ให้ยุงลายเข้ามาเกาะพัก เก็บขยะ ภายในและรอบๆ บริเวณบ้านไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เก็บน้ำ เก็บภาชนะกักเก็บน้ำให้มิดชิดเพื่อป้องกันยุงลายลงไปวาง ไข่  จะป้องกันโรคติดต่อนำโดยยุงลายได้ 3 โรคคือโรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา พร้อมย้ำเตือน หากป่วยเป็นไข้เลือดออก ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง และรีบไปพบแพทย์

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวถึงอาการของโรคไข้เลือดออกว่า เกิดจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค ทำให้ผู้ป่วยมีไข้สูงเฉียบพลันเกิน 39-40 องศาเซลเซียสประมาณ 2-7 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว หน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ขึ้นตามลำตัว แขน ขา นอกจากนี้ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และเบื่ออาหาร ส่วนใหญ่ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก ต่อมาไข้จะลดลง ในระยะนี้ต้องระมัด ระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในเขตสุขภาพที่ 9 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม –10 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 495 ราย มีผู้เสียชีวิตเพียง 1 ราย แยกเป็นรายจังหวัด ดังนี้ 1) จ.บุรีรัมย์ มีผู้ป่วยสะสม 166 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย อัตราป่วย 10.63 ต่อประชากรแสนคน 2) จ.นครราชสีมา มีผู้ป่วยสะสม 184 ราย อัตราป่วย 7.16 ต่อประชากรแสนคน 3) จ.สุรินทร์ มีผู้ป่วยสะสม 105 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต อัตราป่วย 7.74 ต่อประชากรแสนคน 4) จ.ชัยภูมิ มีผู้ป่วยสะสม 40 ราย อัตราป่วย 3.74 ต่อประชากรแสนคน กลุ่มอายุที่ป่วยมากที่สุด คือ 10-14 ปี รองลงมาคือ 5-9 ปี และ 0-4 ปี

นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน กล่าวต่อไปว่า ขอให้ประชาชนป้องกันตนเองอย่าให้ถูกยุงกัด โดยทายากันยุง ช่วยกันกำจัดลูกน้ำยุงลายให้ครอบคลุมในพื้นที่ 7ร. ได้แก่ 1.โรงเรือน (บ้าน/อาคาร) 2.โรงเรียน/สถานศึกษา 3.โรงพยาบาล 4.โรงธรรม (วัด/มัสยิด/โบสถ์) 5.โรงแรม/รีสอร์ท 6.โรงงาน และ 7.ส่วนราชการ/องค์กรเอกชน และป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด โดยทายากันยุง สวมเสื้อผ้ามิดชิด นอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้าน และหลีกเลี่ยงสถานที่มียุงชุกชุม หากมีอาการสงสัยโรคไข้เลือดออก เช่น มีไข้สูงเกิน 39-40 องศาเซลเซียสประมาณ 2-7 วัน ร่วมกับปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หน้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน อาจมีผื่นหรือมีจุดเลือดออกที่ลำตัว แขน ขา ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ยาลดไข้ที่ปลอดภัยคือยาพาราเซตา มอล ตามขนาดยาที่กำหนด ควรหลีกเลี่ยงยาลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค แอสไพริน รวมถึงยาชุด ซึ่งอาจมีผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น เลือดออกในทางเดินอาหาร และยากต่อการรักษา หากรับประทานยาลดไข้หรือเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลด ภายใน 1-2 วัน  ควรรีบไปพบแพทย์ทันที สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

มือปืน !! สามีเก่าซุ่มยิงสามีใหม่ตายคาที่พัก ตร.จับมือยิงได้พร้อมปืน

มือปืน !! สามีเก่าซุ่มยิงสามีใหม่ตายคากระท่อมที่พัก ปมฆ่ามาจากชู้สาว ก่อน ตร. จับมือยิงได้พร้อมปืน

เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 19 พ.ค.68 พ.ต.อ.นัฐวุฒิ ทองทิพย์ รอง ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช พร้อมกับ พ.ต.อ.ชัยรัตน์ บัวขม ผกก.สภ.ร่อนพิบูลย์ ชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์ และเจ้าหน้าที่ชมรมกู้ภัยป่าแชง เข้าตรวจสอบเหตุยิงกันตายที่กระท่อมหลังบ้านเลขที่ 92 หมู่ 4 ต.เสาธง อ.ร่อนพิบูลย์ ภายในกระท่อมพบผู้เสียชีวิตคือนายกัมปนาท (อบอุ่น) อายุ 24 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ในสภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์เข้าหน้าอก 1 นัด 9 รู

พยานระบุว่า คนร้ายคือนายสุทธิศักดิ์ (ศรีวิทยารัตน์) อายุ 26 ปี บ้านอยู่ ต.ท้ายสำเภา อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช เป็นสามีเก่าของภรรยาของนายกัมปนาทฯ ได้หลบหนีไปหลังก่อเหตุ ก่อนเกิดเหตุขณะที่นายกัมปนาทฯ กับภรรยาขับรถ จยย.มาที่พักกระท่อมที่พักหลังบ้านของพ่อ มีนายสุทธิศักดิ์ฯ มาซุ่มอยู่ในที่มืดแล้วใช้อาวุธปืนยิงจนนายกัมปนาทฯ จนเสียชีวิตแล้วหลบหนีไป หลังจากนั้นได้มีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

การสอบสวนทราบว่า สาเหตุมาจากเรื่องชู้สาว ซึ่งนายสุทธิศักดิ์ฯ ยังมีความหึงหวงภรรยาที่ไปอยู่กับนายกัมปนาทฯ สามีใหม่ จึงตามไปก่อเหตุดังกล่าว ล่าสุดในวันนี้ (20 พ.ค.68) ตำรวจนำหลักฐานไปขอหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสงอนุมัติหมายจับและจับกุมตัวนายสุทธิศักดิ์ฯ ได้พร้อมของกลางอาวุธปืน 2 กระบอก เป็นปืนลูกซองที่ใช้ก่อเหตุและปืนขนาด .38 เบื้องต้นนายสุทธิศักดิ์ฯ ให้การรับสารภาพ

โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหา ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน มีอาวุธปืนเครื่องกระสุนไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนไปในทาง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเจ้าหน้าที่จะนำตัวนายสุทธิศักดิ์ฯ ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

คืบหน้า!! เจ้าของวัว เจอตัวน้องพลอยแล้ว หลังหายเข้าไปในป่าห่างจากบ้าน 1 กิโลเมตร

อุทัยธานี – คืบหน้า!!เจ้าของวัว นำเพื่อนวัวอีกตัว ไปล่อตามป่าจนเจอตัวน้องพลอย นำบรรทุกกลับบ้านอย่างปลอดภัย หลังหายเข้าไปในป่าห่างจากบ้าน 1 กิโลเมตร

ช่วงเที่ยงวันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากกรณีที่เจ้าของวัวเศร้าพึ่งไถ่ชีวิตน้องวัวมา หลังวัวตื่นคน มุดคอกหนีหายไป 1 คืน จึงได้ประกาศออกตามหา หากใครเจอมีสินน้ำใจให้ เพศเมียอายุ 4-5 เดือน ชื่อน้องพลอย สีขาวนวลออกน้ำตาล

ล่าสุดเจ้าของวัว นายสมศักดิ์ อยู่เจริญ ได้นำเพื่อนวัวอีกตัว ขึ้นท้ายรถกระบะเข้าไปในป่าอยู่บริเวณใกล้บ้าน ห่างจากบ้านไป 1 กิโลเมตร แล้วได้นำเพื่อนวัว ออกไปล่อให้เดินตามป่า ปรากฏไปพบวัวที่หายไป ชื่อน้องพลอย นั่งหมอบอยู่ในพงหญ้า จึงได้ปล่อยวัวอีกตัว ให้เดินเข้าไปหา หลังจากนั้นก็ได้ทำการคล้องคอ จนจับได้สำเร็จ แล้วน้ำขึ้นรถกลับบ้านอย่างปลอดภัย


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน