รวมพลัง สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธาน สศก. ร่วมภาคีเครือข่าย เปิดเวทีสัมมนาผลสำเร็จโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปี 2568

รวมพลัง สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธาน สศก. ร่วมภาคีเครือข่าย เปิดเวทีสัมมนาผลสำเร็จโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปี 2568

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 : นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด การสัมมนา “ผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการที่มีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ.2568” โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.), กองบัญชาการกองทัพไทย, กองทัพบก, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ผู้แทนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร, โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา, โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านป่าคา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เข้าร่วมประมาณ 400 คน ณ ห้องประชุมพึ่งบุญฯ อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

โอกาสนี้ นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ โดยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาเป็นอันดับแรก เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขับเคลื่อนงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทุกหน่วยงานได้ร่วมกันดำเนินการ เพื่อสนับ สนุน ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามผลความก้าวหน้าโครงการที่ดำเนินการ และนำเสนอต่อผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลไปใช้ประโยชน์และขยายผลต่อไป

การสัมมนาในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีที่สำคัญที่ทุกหน่วยงานจะรวมพลัง สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงการบูรณาการเครือข่ายความร่วมมือในการติด ตามโครงการ ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับหน่วยงานที่ดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตร เพื่อร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ร่วมกันสนองพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตลอดจนถอดบทเรียนเผยแพร่ความสำเร็จของโครงการพระราชดำริในพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ให้เป็นที่ประจักษ์สืบไป

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีประมาณ 4,145 โครงการ (ร้อยละ 80 ของโครงการทั้งหมด 5,201 โครงการ) โดยในปีงบ ประมาณ พ.ศ. 2568 ดำเนินการ 983 โครงการ ซึ่งตัวอย่างผลงานและความสำเร็จของโครงการพระราชดำริที่เกี่ยวกับภาคเกษตรในด้านต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาด้านแหล่งน้ำ เป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน ประกอบด้วย โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และอุปโภคบริโภค ได้แก่ อ่างเก็บน้ำและฝายทดน้ำ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อการผลิตไฟฟ้า พลังน้ำ โครงการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ม และโครงการบรรเทาอุทกภัย ประโยชน์ที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัด เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปราจีนบุรี ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ในฤดูฝน 111,300 ไร่ และฤดูแล้ง 45,000 ไร่ ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีลุ่มน้ำสาขา ในเขตพื้นที่อำเภอนาดี และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และแก้ปัญหาน้ำเสีย ระบายน้ำ เจือจางน้ำ ช่วยชะลอน้ำเค็ม พื้นที่อ่างเก็บน้ำและบริเวณโดยรอบได้รับการพัฒนา อนุรักษ์ฟื้นฟู ราษฎรโดยรอบมีอาชีพมั่นคงและมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น

โครงการพัฒนาด้านการเกษตร เป็นโครงการที่สนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง และวิจัย หาพันธุ์พืชใหม่ๆ ทั้งพืช เศรษฐกิจ เช่น หม่อนไหม ยางพารา พืช เพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน และพืชสมุนไพร ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับ แมลงศัตรูพืช รวมทั้งพันธุ์สัตว์ต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น โค กระบือ แพะ แกะ พันธุ์ปลา สัตว์ปีก ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการอยู่ในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และนำผลสำเร็จจากการศึกษา ทด ลอง ไปถ่ายทอดสู่ประชาชน เช่น โครงการนำร่องการแก้ไขปัญหาทางด้านการเกษตรโดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ในพื้นที่บ้านหนองกระทิง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่า ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 4,358 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และนำไปจำหน่ายเกิดเป็นรายได้ทางการเกษตรเฉลี่ย 6,088 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โครงการต่อยอดบริเวณพื้นที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งเน้นส่งเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริการทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยเกษตรกรได้ถ่ายทอดความรู้เศรษฐกิจพอเพียง 115 ราย สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 3,476 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และจำหน่ายผลผลิตในแปลงเกษตรผสมผสานเกิดเป็นรายได้ทางการเกษตรเฉลี่ย 3,200 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ตำบลบางแก้ว อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเป็นฟาร์มตัวอย่างไร้มลภาวะ (Zero Waste Farm) สาธิตการจัดสร้างแพเชือกเพื่อเป็นแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล สนับสนุนสัตว์น้ำให้เกษตรกร จำนวน 1 ล้านตัว โดยเกษตรกรร้อยละ 82 มีความรู้ความเข้าใจจากการได้เข้ามาศึกษาในฟาร์มตัวอย่าง และนำความรู้ไปปรับใช้สามารถลดค่าใช้จ่ายทางการเกษตร 45,723 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โครงการพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ อาทิ โครงการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรในหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ โครงการศิลปาชีพพิเศษทั่วประเทศ โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็ก โครงการศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ จังหวัดเชียงใหม่ โครงการส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อความยั่งยืนทางการเกษตร และโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริอื่นๆ

โครงการพัฒนาแบบบูรณาการ/และโครงการพัฒนาอื่นๆ เช่น โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน,อุตรดิตถ์ และเลย ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศอย่างยั่งยืนในลุ่มน้ำปาย ลุ่มน้ำลี และลุ่มน้ำหมัน เกษตรกรได้รับประโยชน์ 14 กลุ่ม 20 หมู่บ้าน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3,383 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา และพัทลุง สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะปัญหา 4 น้ำ 3 รส (น้ำเค็ม-น้ำเปรี้ยว น้ำท่วม-น้ำแล้ง) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการฟื้นฟูให้มีความสมดุลในพื้นที่ 10 อำเภอ 73 ตำบล เกษตรกรมากกว่าร้อยละ 77 มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการฯ มีอาชีพมั่นคง และรายได้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้นหลังเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 7,338 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โครงการศูนย์ ภูฟ้าพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดน่าน ดำเนินการในพื้นที่ ตําบลภูฟ้า อําเภอบ่อเกลือ พื้นที่ทรงงาน 1,800 ไร่ และพื้นที่ขยายผล 6 หมู่บ้าน มีเกษตรกรในพื้นที่ได้รับการพัฒนาความรู้ และสนับสนุนปัจจัยการผลิตในการต่อยอดทำการเกษตรทั้งพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์รวม 327 ราย หลังเข้าร่วมโครงการ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายผลผลิตจากการทำเกษตรในรูปแบบเกษตรผสมผสาน เช่น พืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เฉลี่ย 7,912 บาทต่อครัวเรือนต่อปี โครงการขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ส่งเสริมฝึกทักษะอาชีพด้านการเกษตร สนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ การปรับปรุงบำรุงดินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเกษตรกรสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 5,072 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และลดการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ร้อยละ 51 โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร พัฒนาส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสม และยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรบนพื้นที่สูง กิจกรรมการปลูกป่าชุมชน การปลูกหญ้าแฝก การลดใช้สารเคมี การทำปุ๋ยหมัก โดยเกษตรกรร้อยละ 52 นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์เพื่อลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

ด้านนางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองเลขาธิการ (สศก.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาครั้งนี้ (สศก.) โดยศูนย์ประเมินผล จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งกิจกรรมการสัมมนาวันแรกมีการเสวนา “บทเรียนความสำเร็จโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” โดยผู้แทนจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านป่าคา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร และการเสวนา “การติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการที่มีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบการบูรณาการเชิงพื้นที่” โดยผู้แทนจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12

สำหรับการสัมมนาวันที่สอง (วันที่ 27 พฤษภาคม 2568) เป็นการนำเสนอผลการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและโครงการที่มีการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยศูนย์ประเมินผล ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ร่วมนำเสนอเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา อันจะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงผลการติดตามให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น พร้อมที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ประโยชน์ในการเป็นกรอบแนวทางหรือทิศทางในการวางแผนการดำเนินงานในปีต่อไป นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของ 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงาน (กปร.) กองทัพบก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานและผลการติดตามให้เป็นที่รู้จักอีกด้วย


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์ / ข้อมูล : ศูนย์ประเมินผล

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ลูกหนังเชื่อมใจ 4ส. พระปกเกล้า ฟุตบอลประเพณีรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง สานสัมพันธ์ข้ามรุ่น สู่สังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน

ลูกหนังเชื่อมใจ 4ส. พระปกเกล้า ฟุตบอลประเพณีรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง สานสัมพันธ์ข้ามรุ่น สู่สังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ–สนามกีฬากองบัญชาการกองทัพไทย กลายเป็นเวทีแห่งความอบอุ่นและสามัคคี เมื่อหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข (4ส.) สถาบันพระปกเกล้า จัดการแข่งขันฟุตบอลประเพณีสุดคึกคัก “รุ่นพี่สู่รุ่นน้อง” ระหว่างทีม “เสือป่า” ปะทะทีม “สถาบันพระปกเกล้า” รับน้อง 4ส. รุ่นที่ 15 ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย แต่ไม่อาจพรากพลังใจที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวจากทุกรุ่น

งานนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล และ พลเอก นักรบ บุญบัวทอง ที่ปรึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และประธานชมรมฟุตบอล 4ส. ร่วมเป็นประธานในพิธี เปิดสนามด้วยถ้อยคำแห่งแรงบันดาลใจ และปิดสนามด้วยรอยยิ้มของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

การแข่งขันมีด้วยกัน 4 ควอเตอร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงเชียร์จากสองสีหลัก—สีแดงแห่งพลังรุ่น 13-15 และสีเขียวแห่งประสบการณ์จากรุ่น 1-12 ไฮไลท์ที่เรียกเสียงฮือฮาคือการลงสนามของนักเตะหญิงเพียงหนึ่งเดียว “ตั๊ก อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์” นักศึกษา 4ส.15 และอดีตโฆษกกระทรวงเกษตรฯ ที่แสดงให้เห็นถึงพลังความสามารถที่ไร้ข้อจำกัดด้านเพศ พร้อมสะท้อนเจตนารมณ์ของหลักสูตร 4ส. ที่ส่งเสริมความเท่าเทียมและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

อาจารย์ศุภณัฐฯ กล่าวเปิดการแข่งขันว่า “กิจกรรมในวันนี้คือจุดเริ่มต้นของพลังสันติสุขที่แท้จริง เมื่อรุ่นพี่และรุ่นน้องเชื่อมโยงกันด้วยหัวใจ ผ่านกีฬาและความรักในสถาบันเดียวกัน”

พลเอก นักรบฯ ก็กล่าวเสริมว่า “ประเพณีนี้ไม่ใช่แค่การแข่งขันกีฬา แต่คือการสืบสานความผูกพันที่มั่นคงของคน 4ส. ทุกยุคทุกสมัย ที่พร้อมจับมือกันสร้างสังคมแห่งความเข้าใจ และความปรองดองอย่างแท้จริง”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สุดคึกคัก! ชาวนราธิวาสกว่า 2,500 คน แห่ต้อนรับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่

สุดคึกคัก! ชาวนราธิวาสกว่า 2,500 คน แห่ต้อนรับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่ ชื่นชมองค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ สร้างศูนย์เฝ้าระวังยาเสพติดชุมชน และกลไกแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าโดยประชาชนมีส่วนร่วม

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.15 น. ที่ผ่านมา : ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดนราธิ วาสว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางลงพื้นที่เพื่อติด ตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ที่สถานีตำรวจภูธรจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส จากนั้น เดินทางต่อไปที่ องค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ปัญหายาเสพติดพร้อมรับฟังการบรรยายสรุป และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ โดยมี นายกูเซ็ง ยาวอหะซัน ผู้สมัคร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนราธิวาส, นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชาติ จังหวัดนราธิวาส, พลตำรวจโท พัฒนวุธ อังคะนาวิน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฯลฯ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับกว่า 2,500 คน

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า โครงการส่งเสริมภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ เป็นการสืบสานองค์ความรู้ท้องถิ่น อัตลักษณ์วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่าของประชาชนในพื้นที่ คำว่า “ดุซงญอ” เป็นมากกว่าชื่อของตำบลหรือหมู่บ้าน หากคือเรื่องราวของผู้คน ความผูกพัน ความรุ่งเรือง และความหวัง นักเขียนท้องถิ่นผู้เป็นบุตรหลานของดุซงญออย่าง คุณชุมศักดิ์ นรารัตน์วงค์ นักเขียนและสื่อสารมวลชน เคยบรรยายความทรงจำอันจับใจว่า ดุซงญอในสมัยก่อนเจริญมาก มีโรงหนัง 2 แห่ง มีโรงไฟฟ้าเอง มีประปาหมู่บ้าน โรงแรม โรงเรียนจีน ฯลฯ พ่อเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่มีรถจิ๊ปขับ มีคนขับรถให้เป็นชาวไทยมุสลิม การค้าขายส่วนใหญ่ติดต่อกันระหว่างคนไทยพุทธ มุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน โดยไม่เคยมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นด้วยความมีเอื้ออารี บ้านของเราจะเต็มไปด้วย ตูปะ และของกินในช่วงฮารีรายอจากเพื่อนบ้านมุสลิม ส่วนในตรุษจีน พ่อจะนำขนมเข่งและผลไม้ไปมอบให้พี่น้องมุสลิมฉันญาติมิตร” นี่คือภาพแทนของสังคมที่เคยเติบโตบนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเข้าใจ และความหลากหลาย ซึ่งถือเป็น “ทุนทางสังคม” ที่มีค่าที่สุดของพื้นที่ชายแดนใต้ และเป็นรากฐานของชุมชนที่เข้มแข็ง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า เราไม่อาจกล่าวถึงดุซงญอโดยไม่กล่าวถึง เหตุการณ์เดือนเมษายน ปี 2491 บทหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่แสดง ออกถึงความเจ็บปวด ความไม่เข้าใจ เพื่อการเรียนรู้และก้าวข้ามด้วยสติและสันติ เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้หมายถึงการลืมอดีต แต่คือการฟังเสียงจากอดีต นำมาออกแบบอนาคตที่เท่าเทียมกว่า เป็นธรรมกว่า และปลอดภัยสำหรับทุกคน ฉะนั้น “ดุซงญอ” ในวันนี้ จึงไม่ควรเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ของความทรงจำ แต่ควรเป็นเวทีของการพัฒนาคนรุ่นใหม่ ด้วย ศาสนา การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะการพัฒนาคน คือหัวใจของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้องทำให้เยาวชนมีพื้นที่ปลอดภัย มีทักษะชีวิต มีเวทีสร้าง สรรค์ และได้รับการยอมรับในฐานะ “เจ้าของอนาคตของชุมชน” อย่างไรก็ตาม ขณะที่เราร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เราก็ไม่อาจละเลยภัยคุกคามจากยาเสพติด ที่กำลังรุกคืบเข้าสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ความยาก จน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และครอบครัวที่เปราะบาง ล้วนทำให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายค้ายาเสพติดได้ง่ายขึ้น

“ผมเชื่อว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องอาศัยพลังจากชุมชน ศาสนา และครอบครัว อย่างแท้จริง เราต้องส่งเสริมการให้ความรู้ ทักษะชีวิต เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมสร้างศูนย์เฝ้าระวังชุมชน และกลไกแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ และขอแสดงความชื่นชมต่อ องค์การบริหารส่วนตำบลดุซงญอ ที่ไม่เพียงอนุรักษ์ภูมิปัญญา แต่ยังเป็นเวทีรวมพลังของชุมชนเพื่อรับมือกับปัญหาอย่างรอบด้าน ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางของการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อย่างแท้จริงครับ“ – พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางกลับกรุงเทพมหานครในช่วงบ่าย ขณะที่ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 มีกำหนดการเปิดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล Run For Relife ของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการให้โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้ก้าวพลาด และสร้างการยอมรับว่าการกลับคืนสู่สังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ณ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จังหวัดนนทบุรี ในเวลา 05.00 น.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ส. ร่วมกับ ภ.จ.ชัยภูมิ จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมไอซ์ 9.17 กก. ซุกซ่อนในขวดโลชั่น เตรียมส่งไปยังสาธารณรัฐเกาหลี

ป.ป.ส. ร่วมกับ ภ.จ.ชัยภูมิ จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมไอซ์ 9.17 กิโลกรัม ซุกซ่อนในขวดโลชั่น เตรียมส่งไปยังสาธารณรัฐเกาหลี

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 สำนักปราบปราม ยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ภ.จ. ชัยภูมิ จับกุมผู้ต้องหาชาย 1 คน อายุ 17 ปี พร้อมไอซ์ 9.17 กิโลกรัม ซุกซ่อนมาในขวดโลชั่น จำนวน 19 ขวด เตรียมลำเลียงไปยังสาธารณรัฐเกาหลี เหตุเกิดที่ บ้านพักในพื้นที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 21–23 เมษายน 2568 ได้สั่งการมอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมคณะ ร่วมการประชุมนานาชาติด้านการปราบปรามยาเสพติด (International Drug Enforcement Conference : IDEC) ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อยกระดับความร่วมมือระดับนานาชาติในการดำเนินงานด้านการต่อต้านการค้ายาเสพติดและการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การต่อสู้อันตรายจากยาเสพติดและภัยจากการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ กล่าวอีกว่า ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเครือข่ายนักค้ายาเสพติดร่วมกับ สำนักงานอัยการสูงสุดเกาหลี (SPO) สำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี (NIS) และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลี (KNPA) แลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าวยาเสพติดร่วมกัน ซึ่งมีคดีวันที่ 16 เมษายน 2568 ทางการเกาหลีจับกุมผู้ต้องหา 3 คน (ชาวเกาหลีใต้ 1 คน และหญิงไทย 2 คน) พร้อมไอซ์น้ำหนัก 15.6 กิโลกรัม (ซุกซ่อนในขวดโลชั่น 37 ขวด) เหตุเกิดที่ท่าอากาศยานอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี ผู้ต้องหาให้การว่า ยังมียาเสพติดซุกซ่อนในขวดโลชั่นเก็บไว้ที่บ้านพักในพื้นที่เขตคลองสามวา กทม. จึงขอความร่วมมือมายัง สำนักงาน ป.ป.ส. ให้ช่วยสืบสวนขยายผลข้อมูลตามคำให้การดังกล่าว ตนจึงมอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. สั่งการชุดปฏิบัติการขยายผลการสืบสวนเครือข่ายดังกล่าว

ต่อมาวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ศอ.ปส.ทอ. ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่เขตคลองสามวา กทม. ซึ่งผู้ต้องหาให้การว่าเป็นสถานที่ซุกซ่อนยาเสพติดผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จากการสอบสวนขยายผลทราบว่า ขวดโลชั่นที่ซุกซ่อนยาเสพติดถูกเก็บไว้ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้ประสาน ภ.จว.ชัยภูมิ เข้าตรวจค้นบ้านพักดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบของกลางไอซ์ 9.17 กิโลกรัม (ซุกซ่อนในขวดโลชั่นจำนวน 19 ขวด) และทำการจับกุมผู้ต้องหาชาย 1 คน อายุ 17 ปี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ปรมาณูเพื่อสันติจับมือ IAEA ดึง 34 ประเทศ เดินหน้านโยบาย “รมว.ศุภมาส” ยกระดับการกำกับดูแลความปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เพื่อประโยชน์ประชาชน

ปรมาณูเพื่อสันติจับมือ IAEA ดึง 34 ประเทศ เดินหน้านโยบาย “รมว.ศุภมาส” ยกระดับการกำกับดูแลความปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รรท. เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เปิดเผยว่า (ปส.อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของท่านศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่เน้นความสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ โดยเฉพาะการบริหารจัดการกระบวนการกำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีเพื่อประโยชน์ของประเทศ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลอย่างสูงสุด ปส. จึงร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติ “International Workshop of the Regulatory Forum for Safety of Uranium Production and Naturally Occurring Radioactive Materials (REGSUN)” ระหว่างวันที่ 19–23 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ ปส. โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 65 คนจากทั้งไทยและต่างประเทศ รวม 34 ประเทศ

โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนความคืบหน้าของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยของกระบวนการผลิตยูเรเนียม และการจัดการวัสดุกัมมันตรังสีตามธรรมชาติ (Naturally Occurring Radioactive Materials: NORM) ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติและมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ แนวปฏิบัติที่ดี และประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลจากประเทศสมาชิก IAEA ทั่วโลก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของ ปส. ในการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางรังสีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการความปลอดภัยของวัสดุกัมมันตรังสีตามธรรมชาติและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับยูเรเนียมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การประชุมยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการจัดทำแนวทางการกำกับดูแลในระดับชาติและภูมิภาค ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ด้านการจัดการวัสดุกัมมันตรังสีและเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วในอนาคต เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อชุมชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บช.ทท.ยุค บิ๊กเผือก” ล้ำหน้า ใช้ระบบกล้อง AI จับแล้วเกือบ 200 ราย ทั่วประเทศ

“บช.ทท.ยุค บิ๊กเผือก” ล้ำหน้า ใช้ระบบกล้อง AI จับแล้วเกือบ 200 ราย ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 18.28 น. : พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า จากนโยบายและข้อสั่งการ ของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้นำเทคโนโลยี่สมัยใหม่มาพัฒนาปรับใช้กับการปฏิบัติหน้าของข้าราชการตำรวจทุกหน่วย เพื่อความรวดเร็ยวฝนการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในยุคปัจุบัน ทางกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้ริเริ่มนำเทคโนโลยีกล้อง A.I. ที่เชื่อมต่อข้อมูลบุคคลตามหมายจับกับฐานข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มาติดตั้งในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อคัดกรองบุคคลที่เคยกระทำความผิดและมีหมายจับ รวมถึงบุคคลกลุ่มเสี่ยง ป้องกันไม่ให้เข้ามาก่อเหตุกับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ อันเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

ตนได้สั่งการให้เริ่มนำเทคโนโลยีกล้อง A.I. ที่เชื่อมต่อข้อมูลบุคคลตามหมายจับกับฐานข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มาติดตั้งในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อคัดกรองบุคคลที่เคยกระทำความผิดและมีหมายจับ รวมถึงบุคคลกลุ่มเสี่ยง ป้องกันไม่ให้เข้ามาก่อเหตุกับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ อันเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ กล้อง A.I. ที่เชื่อมข้อมูลบุคคลตามหมายจับกับฐานข้อมูลของ บช.ก. ได้แจ้งเตือนว่าตรวจพบบุคคลตามจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 676/2568 ลงวันที่ 21 พ.ค.2568 คือ นายพรพงษ์ พงค์พียะ อายุ 26 ปี ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่น,ทำให้เสียทรัพย์ และพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร, ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ” จากการตรวจสอบพบ นายพรพงษ์ฯ และยืนยันว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน จึงจับกุมตัวนำส่ง สภ.บางบัวทอง ภ.จ.นนทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ซึ่งกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวได้เริ่มนำระบบกล้อง A.I. มาใช้ในเดือนกรกฎาคม 2567 ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยสามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับรายแรกได้ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 และจนถึงปัจจุบัน สามารถจับกุมได้แล้วรวม 180 ราย ประกอบด้วย ชลบุรี (เมืองพัทยา) 102 ราย, เชียงใหม่ 54 ราย, นครราชสีมา 21 ราย และสมุทรปราการ (สนามบินสุวรรณภูมิ) 3 ราย

นอกจากนี้ยังได้นำข้อมูลบุคคลกลุ่มเสี่ยง ที่มีพฤติกรรมเป็นกลุ่มแก้งค์ หรือเคยการกระทำความนัในแหล่งท่องเที่ยว เช่น แก้งค์ล้วงกระเป๋าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แก้งค์แลกเงิน เป็นต้น จำนวนกว่า 600 ราย ลงไว้ในฐานข้อมูล หากบุคคลเสี่ยงกลุ่มนี้เข้ามาในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญระบบจะแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเพื่อจะเฝ้าระวัง ตรวจสอบ ติด ตามดูพฤติกรรม อันเป็นการป้องกันไม่ให้บุคคลกลุ่มนี้เข้ามาก่อเหตุกับนักท่องเที่ยวได้

ทั้งนี้จะได้ขยายการติดตั้งระบบกล้อง A.I. ดังกล่าวให้ครอบคลุมพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เพื่อดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยต่อไป “ผบช.ทท.กล่าว”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โครงการฝึกและประกวดการฝึกระงับเหตุ กรณีบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยใช้ปืนยิงตาข่าย โดย ตำรวจภูธรภาค 1

โครงการฝึกและประกวดการฝึกระงับเหตุ กรณีบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยใช้ปืนยิงตาข่าย โดย ตำรวจภูธรภาค 1

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568 เวลา 09.00 น. : พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ประธานฯ พร้อมด้วย พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พล.ต.ต. ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จ.สระบุรี, คณะรอง ผบก.ฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธีเปิดโครงการฝึกและประกวดการฝึกระงับเหตุ กรณีบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยใช้ปืนยิงตาข่าย สายงานป้องกันปราบปราม ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ตำรวจภูธรภาค 1

ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กเผือก” ผบช.ทท. ระดมกวาดล้างอาชญากรรมห้วงระหว่างวันที่ 15-22 พ.ค.68 จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย 10 กลุ่มต้องห้าม

“บิ๊กเผือก” ผบช.ทท. ระดมกวาดล้างอาชญากรรมห้วงระหว่างวันที่ 15-22 พ.ค.68 จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย 10 กลุ่มต้องห้าม

จากการที่ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ตำรวจท่องเที่ยว ให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมห้วงระหว่างวันที่ 15 -22 พ.ค.2568 จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย 10 กลุ่มต้องห้าม ที่มีผลกระทบกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว มีผลการจับกุม ดังนี้

วันที่ 15-22 พ.ค.2568 จับกุม 4,928 ราย ผู้ต้องหา 4,952คน (ข้อมูลจาก dashboard) ซึ่งผลการจับกุมในภาพรวมของ บช.ทท. ตามรายละเอียดที่แนบ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมวิทย์ฯ บริการจับมือ กฟภ. เดินหน้าโครงการ “PEA หมู่บ้านช่อสะอาด” ประจำปี 2568

กรมวิทย์ฯ บริการจับมือ กฟภ. เดินหน้าโครงการ “PEA หมู่บ้านช่อสะอาด” ประจำปี 2568 ยกระดับโรงเรียนในจังหวัดนครสวรรค์สู่แหล่งเรียนรู้สีเขียว

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.ภูวดี ตู้จินดา ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ (สทว.) กรมวิทย์ฯ บริการ มอบหมายให้ นายปรมินทร์ อินทรสิทธิ์ บรรณารักษ์ปฏิบัติการ จากหอสมุดวิทยาศาสตร์ ดร.ตั้ว ลพานุกรม สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ลงสำรวจพื้นที่โรงเรียนวัดศรีอุทุมพร ตำบลหนองกรด อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อเตรียมความพร้อมและเดินหน้าโครงการ “PEA หมู่บ้านช่อสะอาด” ประจำปี 2568 เป็นโรงเรียนที่สาม

โครงการนี้มุ่งปรับปรุงและส่งเสริมห้องสมุดโรงเรียนสู่ “ห้องสมุดสีเขียว” ที่ทันสมัย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ พร้อมติดตั้งเครื่องกรองน้ำดื่มสะอาดกรมวิทย์ฯ บริการ สำหรับนักเรียน คนในชุมชน ควบคู่กับการจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างจิตสำนึกรักษ์โลกให้แก่เยาวชน

การดำเนินกิจกรรมระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2568 มุ่งเน้นการประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการพัฒนาโรงเรียน โดยคณะทำงานได้ลงพื้นที่สำรวจห้องสมุดและบริเวณที่กำหนดสำหรับการติดตั้งเครื่องกรองน้ำภายในโรงเรียน เพื่อประเมินความต้องการและวางแผนการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง อันจะนำไปสู่การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และสุขอนามัยที่ดีของนักเรียนต่อไป

จุดเด่นของโครงการคือการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับวิถีชีวิตชุมชน พร้อมถ่ายทอดนวัตกรรมด้านพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมุ่งเสริมสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในชุมชนผ่านแนวคิด ‘หมู่บ้านช่อสะอาด’ เพื่อวางรากฐานสู่ชุมชนที่ยั่งยืนในอนาคตต่อไป

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #สทว #สถาบันเทคโนโลยีดิจิทัลวิทยาศาสตร์บริการ #การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค #PEA #หมู่บ้านช่อสะอาด #ห้องสมุดสีเขียว #นวัตกรรมเพื่อชุมชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อนุ กมธ.การเงินฯ ฉะ “องค์กรรัฐ” เอื้อนายทุนรีดดอกเบี้ยโหด ซ้ำเติม ปชช.

“อนุ กมธ.การเงิน การคลัง” เร่งช่วยเหลือประชาชน หลังได้รับการร้องเรียนถูกองค์กรรัฐ “แก้ไขกฎหมายเอื้อเอกชน” ส่งหนังสือด่วนถึง “ขุนคลัง” จี้ยกเลิกประกาศแบงก์ชาติ เปิดทางนายทุนรีดดอกเบี้ยแพงเกินกว่า กม.กำหนด ร้อยละ 15 ต่อปี ยกเคส ปชช.ฟ้อง “ดีเอสไอ” ถูกเมืองไทยแคปปิตอลฯ โขกดอกแพงหูฉี่ สุดท้าย “ดีเอสไอ” ต้องถอยเพราะประกาศ (ธปท.) ส่วน (สคบ.) งามหน้า! ไฟเขียวผู้ประกอบการเก็บดอกเบี้ยเช่าซื้อ จยย.ร้อยละ 23 เหน็บไม่ได้คุ้มครองผู้บริโภค แต่เอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการ ขู่หากไม่แก้ไข ส่ง (ป.ป.ช.) ฟันแน่ ขณะที่การยาสูบแห่งประเทศไทยวิกฤติ ถูกมัดมือชกซื้อก้นกรองบุหรี่ราคาแพง ทำสูญรายได้ปีละหลายร้อยล้าน

ที่อาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการเงิน การคลังคนที่หนึ่ง ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ โดยมีอนุ กมธ. เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง

สำหรับสาระสำคัญที่มีการพิจารณา ประกอบไปด้วย กรณีประชาชนผู้กู้เงินบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) แจ้งความดำเนินคดีในข้อหา ความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้ เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศที่ สนส./2562 ทำ ให้ดีเอสไอ ไม่สามารถดำเนินคดี กับบริษัท เมืองไทย แคปปิตอลฯ ได้นั้น

คณะอนุกรรมาธิการฯ โดยนายพฤฒิชัยฯ เห็นว่าการออกประกาศของ ธปท.ทั้ง 2 ฉบับ คือ สนส.11/2563 และ สนส. 12/2563 ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ไม่เกินร้อยละ 15 ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการฯ เห็นว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบด้วยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พ.ศ.2515 (ปว.58) เพราะเป็นเงื่อนไขที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน จึงขอเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยกเลิกการมอบอำนาจให้ ธปท. ตาม ปว.58 พ.ศ. 2515 และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยกประกาศของ ธปท.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว

นายพฤฒิชัยฯ ยังกล่าวถึง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ตามประมวลกฎ หมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ย เกินร้อยละ 15 ทว่าหากพิจารณาถึงการออกประกาศ ธปท. ในเรื่องการกำหนด และกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ย, การออกประกาศ ธปท.ที่สนส.11/2563 เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต กลับให้เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16 และสนส.12/2563 เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ร้อยละ 24 และกรณีไม่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ร้อยละ 25 ได้ตามลำดับ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการได้ระบุว่า ในช่วงปลายปี 2563 บริษัท เมืองไทยแคปปิตอลฯ ได้ถูกประชาชนผู้กู้เงินแจ้งความดําเนินคดีในข้อหาความผิดตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ต่อดีเอสไอ และดีเอสไอได้รับดําเนินคดีแล้ว แต่ปรากฏว่า ธปท.ได้ออกประกาศ ที่ สนส. 2/2562 ในช่วงต้นปี 2562 (วันที่ 11 มกราคม 2562) ทําให้ดีเอสไอมีคําสั่งไม่ฟ้องบริษัท เมืองไทยแคปปิตอลฯ โดยอ้างว่า เนื่องจาก ธปท.ออกประกาศ ที่ สนส.2/2562 แล้ว ดีเอสไอจึงไม่สามารถดําเนินคดีกับบริษัท เมืองไทยแคปปิตอลฯ ได้อีก ซึ่งกรณีดังกล่าวดูเหมือนกับว่า ธปท.ออกประกาศฉบับดังกล่าว เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท เมืองไทยแคปปิตอลฯ ซึ่งคณะกรรมาธิการการเงินฯ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ สผ 0017.05/4442 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอแนะให้ยกเลิกประกาศ ธปท.ทั้ง 2 ฉบับ และยกเลิก ปว.58 ไปแล้ว

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ ยังได้เชิญผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แต่ปรากฏว่าผู้บริหาร (สคบ.) ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ (สคบ.) มาร่วมประชุมแทน โดยนายพฤฒิชัยฯ ได้ตำหนิว่า การประชุมครั้งที่ผ่านมาได้ตกลงว่า หากเลขาธิ การ (สคบ.) ติดภารกิจ ให้มอบหมายรองเลขาฯ ร่วมประชุมแทน จึงขอให้การประชุมครั้งหน้าต้องยึดตามข้อตกลงเดิม โดยที่ประชุมได้หารือถึงการออกประกาศ (สคบ.) เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจควบคุมสัญญา อาศัยอำนาจตามมาตรา 35 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งได้ประกาศไปเมื่อปี 2565 ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 23 ต่อปี ส่งผลให้ประชาชนผู้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่สูง และยังเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยต่อกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี

จึงขอให้ (สคบ.) เร่งทบทวนแก้ไขประกาศที่ไม่เป็นธรรม และเอาเปรียบประชาชนผู้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ ที่มีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน การออกประกาศของ (สคบ.) จึงไม่ใช่การคุ้ม ครองผู้บริโภค หากแต่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการมากกว่า ซึ่งนายพฤฒิชัยเรียกร้องให้ สคบ.เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หากไม่ดำเนินการ อนุกรรมาธิการฯ ก็ไม่มีทางเลือก นอกจากจะนำเรื่องไปร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับเรื่องที่น่าสนใจและจะมีการประชุมอนุกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้า คือกรณีการจัดซื้อจัดจ้างก้นกรองบุหรี่ของการยาสูบแห่งประเทศไทย มีราคาสูงกว่าราคาตลาด โดยมีลักษณะของการล็อกสเปกผูกขาดให้กับเอกชนผู้นำเข้าก้นกรองบุหรี่ ซึ่งที่ผ่านมาอนุกรรมาธิการฯ ได้เชิญผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย มาให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการ

โดยในที่ประชุมได้มีการเสนอแนะผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย ทำหนังสือปรึกษาหา รือกับทางสำนักงาน ป.ป.ช. กรณีที่ต้องซื้อกรองบุหรี่จากผู้ประมูลภายในประเทศ ทำให้มองว่าเป็นสัญญาผูกขาด เพราะพิจารณาไปแล้วผู้ประมูลจัดซื้อก้นกรองมาในราคา 200 ล้านบาท แต่มาขายให้กับการยาสูบแห่งประเทศไทยในราคา 350 ล้านบาท ถือว่ามีราคาแพงเกินไป ทำให้รัฐต้องเสียเงินเปล่าประโยชน์ไป 150 กว่าล้านบาท ควรที่จะให้ ป.ป.ช.เสนอแนว ทางออก โดยขออนุญาตซื้อจากต่างประเทศซึ่งต้นทุนจะถูกกว่า และสามารถสร้างผลกำไรให้กับทางการยาสูบแห่งประเทศไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้กำชับให้ผู้ว่าการการยาสูบฯ ไปดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน ที่สำคัญ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ไม่ได้ห้ามไม่ให้การยาสูบฯ ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างกับต่างชาติ หากมีการจัดซื้อจัดจ้าง 2 ครั้งต่อปี จะทำให้ลดเงินไปถึง 200-300 ล้านบาท จึงควรเสนอเรื่องไปถึง ป.ป.ช. เพื่อเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาประมูล ซึ่งจะส่งผลให้ก้นกรองยาสูบมีราคาถูกลง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน