รถหายได้คืน

นายศักดา จันทร์อาสา ชาวตำบลบ้านผึ่ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม นำหลักฐาน การเป็นเจ้าของรถ Honda Wave 125i ทะเบียน 1 กท 6998 นครพนม ได้เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 เวลา 17:30 น. ตนได้ขับรถมาจอดที่ตลาด อินโดจีน หลังจับจ่ายซื้อของเสร็จ ก็จะเดินทางกลับบ้าน พอมาถึงจุดที่รถจอดก็ปรากฏว่าไม่เจอรถจึงเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.เมืองนครพนม กับ ร.ต.อ ชม ชูรัตน์ รองสารวัตรสอบสวนสภ.เมืองนครพนม ตนไม่คิดว่าจะได้รถคืน แต่ช่วงเวลา 01:00 น. ของวันที่ 26 ก็สะดุ้งตื่นเมื่อได้รับสายโทรศัพท์บอกว่า เจอรถแล้วสุดดีใจ

ต้องขอขอบคุณทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.อ.ธนชิต สุพัฒนานรากุล ผู้กำกับ สภ.เมืองนครพนม พ.ต.อ.จีรุฎฐ์ พิมพา ผู้กำกับสภ.บ้านแพง และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่ช่วยติดตามรถจักรยานยนต์ของตน คืนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะถูกส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ
ฟร้อง สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

ปฐมฤกษ์พร้อมเปิดเดินรถไฟทางคู่สายเหนือลพบุรี ปากน้ำโพปลายปีนี้

จังหวัดลพบุรี – ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำสื่อมวลชน เยี่ยมชมความพร้อมการเปิดเดินรถทางคู่สายเหนือ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงิน 2.15 หมื่นล้านบาท พร้อมประกาศแจ้งปรับเวลาเดินรถ 5 ขบวน ขณะที่ “สถานีลพบุรี 2” เตรียมเปิดใช้ปลายปีนี้ แน่นอน

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมความพร้อมการเปิดเดินรถทางคู่ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง148 กม. วงเงิน 2.15 หมื่นล้านบาท เดินทางด้วยขบวนรถไฟที่ 111 กรุงเทพอภิวัฒน์-เด่นชัย ออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ไปยังสถานีรถไฟหนองโดน จ.สระบุรี เพื่อรับฟังข้อมูลโครงการเกี่ยวกับการเปิดเดินรถไฟทางคู่ แบบยังไม่ใช้ระบบอาณัติสัญญาณเต็มรูปแบบ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ไม่ผ่านสถานีลพบุรี 2 (สถานีแห่งใหม่) จากนั้นออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางรถไฟทางคู่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ ช่วงบ้านกลับจากสถานีหนองโดน ไปยังสถานีลพบุรี 2 เพื่อเยี่ยมชมทางรถไฟยกระดับที่ยาวที่สุดในประเทศไทยด้วยระยะทาง 19 กม.ซึ่งขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 366 (ทางเลี่ยงเมืองลพบุรี) และเดินทางจากสถานีรถไฟลพบุรี 2 ไปตามทางรถไฟยกระดับ และลดระดับลงเข้าสู่บริเวณสถานีโคกกระเทียม จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นสถานีระดับดินที่สร้างใหม่แบบอนุรักษ์

ด้าน นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมเปิดให้บริการโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ เฉพาะช่วงสถานีโคกกะเทียม – สถานีปากน้ำโพ ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ เริ่มตั้งแต่สถานีบ้านกลับ จังหวัดสระบุรี ไปสิ้นสุดที่สถานีปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ครอบคลุมสถานีให้บริการทั้งหมด 19 แห่ง และที่หยุดรถอีก 5 แห่ง รวมถึงศูนย์ควบคุมการเดินรถ (Central Traffic Control) แห่งใหม่ ณ สถานีนครสวรรค์ และย่านกองเก็บและขนถ่ายตู้สินค้า (CY) อีก 1 แห่ง ณ สถานีเขาทอง ซึ่งสามารถรองรับทั้งผู้โดยสารและสินค้าตลอดแนวเส้นทาง 148 กิโลเมตร

นอกจากนี้โครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ ระหว่างสถานีบ้านกลับ จังหวัดสระบุรี ถึงสถานีโคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี ยังมีไฮไลท์สำคัญของโครงการ คือ “ทางรถไฟยกระดับยาวที่สุดในประเทศไทย” ระยะทางกว่า 19 กิโลเมตร ความสูงเฉลี่ย 10–20 เมตร พร้อม “สถานีลพบุรี 2” ที่ขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 366 ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือนธันวาคม 2568 นี้

ทั้งนี้ การรถไฟฯ ขอแจ้งประกาศปรับเปลี่ยนเวลาเดินรถไฟสายเหนือ จำนวน 5 ขบวน ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับการเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟทางคู่ช่วงดังกล่าว ดังนี้

  • ขบวนรถเร็วที่ 102 เส้นทางเชียงใหม่ – สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
  • ขบวนรถธรรมดาที่ 207 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – นครสวรรค์
  • ขบวนรถธรรมดาที่ 210 เส้นทางบ้านตาคลี – กรุงเทพ (หัวลำโพง)
  • ขบวนรถธรรมดาที่ 211 เส้นทางกรุงเทพ (หัวลำโพง) – ตะพานหิน
  • ขบวนรถท้องถิ่นที่ 408 เส้นทางเชียงใหม่ – นครสวรรค์

ซึ่งผู้โดยสารสามารถติดตามเวลาการเดินรถแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ Train Tracking System (TTS) ที่สามารถตรวจสอบเวลาและตำแหน่งขบวนรถทุกขบวนได้แบบทันที ช่วยให้ผู้โดยสารและผู้ที่มารอรับสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและแม่นยำยิ่งขึ้น สร้างความมั่นใจในการเดินทางแก่ผู้โดยสารตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

สำหรับการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ แบ่งออกเป็น 3 สัญญาหลัก ได้แก่ สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านกลับ – โคกกระเทียม ระยะทาง 32 กิโลเมตร มีโครงสร้างทางยกระดับ 19 กิโลเมตร และระดับพื้น 13 กิโลเมตร พร้อมสถานีลพบุรี 2 ที่ขนานไปกับทางหลวงหมายเลข 366 สัญญาที่ 2 ช่วงท่าแค – ปากน้ำโพ ระยะทาง 116 กิโลเมตร เป็นทางระดับพื้นทั้งหมด มีสถานีใหม่ 6 แห่ง และสถานีที่ก่อสร้างทดแทน 11 แห่ง และสัญญาที่ 3 ระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ซึ่งจะมีการใช้ระบบทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-token) ในการเดินรถระหว่างที่มีการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ โดยระบบอาณัติสัญญาณจะทยอยเริ่มเปิดใช้งาน และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ช่วงมกราคม 2569

นอกจากนี้ โครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ ยังเชื่อมต่อไปยังโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ในช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย และช่วงเด่นชัย – เชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติโครงการ ทั้งนี้ หากโครงการต่างๆ ดำเนินการแล้วเสร็จ จะทำให้ขบวนรถตรงต่อเวลามากขึ้นและสามารถลดระยะเวลาในการเดินทางลง เนื่องจากไม่ต้องหยุดรอหลีกทาง อย่างไรก็ตามการรถไฟแห่งประเทศไทย มั่นใจว่า การเปิดเดินรถในโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี –ปากน้ำโพ เป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มโครงข่ายระบบรางของประเทศให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงทุกภูมิภาคเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจตามแนวเส้นทาง ทั้งการขนส่งสินค้าและการท่องเที่ยว ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป สำหรับผู้โดยสารที่ประสงค์จะเดินทาง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๘

รัฐบาลขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๘

  • เวลา ๐๗.๓๐ น. ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งแด่พระสงฆ์และสามเณร ๑๔๘ รูป ณ บริเวณท้องสนามหลวง กรุงเทพฯส่วนภูมิภาค สถานที่ตามที่แต่ละจังหวัดกำหนด หรือวัดใกล้บ้าน
  • เวลา ๑๗.๓๐ น.ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและวางพานพุ่ม ณ บริเวณท้องสนามหลวง กรุงเทพฯส่วนภูมิภาค สถานที่ตามที่แต่ละจังหวัดกำหนด
  • เวลา ๑๙.๑๙ น.ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ณ บริเวณท้องสนามหลวง กรุงเทพฯส่วนภูมิภาค สถานที่ตามที่แต่ละจังหวัดกำหนด

ร่วมกิจกรรมจิตอาสา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ และบำเพ็ญสาธารณกุศล ตลอดเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘

#กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ#ทรงพระเจริญ#วันเฉลิมพระชนมพรรษา#๓มิถุนายน๒๕๖๘


พระลาน

รัฐบาลขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๘ รัฐบาลขอเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จัดตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมเครื่องราชสักการะ ประดับธงชาติไทยคู่กับธงพระนามาภิไธย ส.ท. และประดับผ้าระบายสีม่วงร่วมกับผ้าระบายสีขาวตามหน่วยงาน อาคาร บ้านเรือน ตลอดเดือนมิถุนายน ๒๕๖๘

สามารถดาวน์โหลดพระฉายาลักษณ์ได้ที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ https://www.prd.go.th#ทรงพระเจริญ#วันเฉลิมพระชนมพรรษา#๓มิถุนายน๒๕๖๘#กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ


พระลาน

“ศุภมาส” จัดทัพกระทรวง อว. ระดมทุกหน่วยงานลุยช่วยน้ำท่วม 68 ตอบโจทย์วาระแห่งชาติ “รับมือน้ำ” ตามนโยบายรัฐบาล พัฒนาระบบ AI ครบวงจร

“ศุภมาส” จัดทัพกระทรวง อว. ระดมทุกหน่วยงานลุยช่วยน้ำท่วม 68 ตอบโจทย์วาระแห่งชาติ “รับมือน้ำ” ตามนโยบายรัฐบาล พัฒนาระบบ AI ครบวงจร ทั้งแอปเตือนภัยล่วงหน้า 48 ชั่วโมงในพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษระดับตำบล ติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ในแม่น้ำสายชายแดนไทย–เมียนมา จัดเต็มเทคโนโลยีเฝ้าระวัง-ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์-ฟื้นฟูหลังน้ำลด

วันที่ 26 พฤษภาคม 2568 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงข่าว “(อว.) ขับเคลื่อนวิจัยและนวัตกรรมสู้ภัยน้ำ” ณ กระทรวง (อว.) โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง (อว.) และผู้บริหารกระทรวง (อว.) เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง (อว.)

น.ส.ศุภมาสฯ กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณฝนจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 5 และมีความเสี่ยงเกิดพายุหมุนเขตร้อน 1–2 ลูก ส่งผลให้บางพื้นที่อาจประสบภาวะน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ รัฐบาลจึงได้ยกระดับการบริหารจัดการน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการคาดการณ์และเตือนภัย

โดยในส่วนของกระทรวง (อว.) ได้ระดมทุกหน่วยงานในสังกัดซึ่งมีความพร้อมในการรับมือสถานการณ์น้ำหลาก น้ำท่วม และภัยพิบัติทางธรรมชาติในฤดูฝนปีนี้ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เชิงพื้นที่ บูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการน้ำและแก้ปัญหาภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนานโยบายและมาตรการ โดยให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ ของกระทรว (อว.) เข้าไปมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชน เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาน้ำแล้งน้ำท่วมในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยกลไกกองทุน (ววน.) ผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย หรือ PMU

โดยมี 5 หน่วยงานที่อยู่ในกระทรวง (อว.) ได้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), หน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ (บพท.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน (บพค.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยธรรมชาติอย่างครบวงจร

รมว.อว. กล่าวต่อว่า หนึ่งในโครงการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้วคือ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม (อว.) เพื่อประชาชน โดยมีคณะทำงาน 3 ชุด รับผิดชอบครอบคลุมทุกระยะของภัย ได้แก่ การเฝ้าระวัง การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ และการฟื้นฟูหลังน้ำลด นอก จากนี้ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้ร่วมกับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติในแม่น้ำสาย บริเวณชายแดนไทย–เมียนมา ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงด่านแม่สาย จ.เชียงราย เพื่อรายงานระดับน้ำแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน “ThaiWater” ซึ่งจะช่วยเตือนภัยล่วงหน้าได้ถึง 3–4 ชั่วโมงก่อนที่มวลน้ำจะมาถึง ขณะเดียวกัน ในแอปพลิเคชั่น “ThaiWater” กระทรวง อว. ยังพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ในชื่อ “พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ” ที่สามารถแจ้งเตือนน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากล่วงหน้า 48 ชั่วโมงในระดับตำบล ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้ในการเตรียมการรับมือ

น.ส.ศุภมาสฯ ยังกล่าวอีกว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจในระดับพื้นที่ กระทรวง (อว.) ยังร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด โดยมีเป้าหมายขยายให้ครบ 76 จังหวัด เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด และเสริมศักยภาพท้องถิ่นในการวางแผนและรับมือภาวะวิกฤติ พร้อมรับข้อสั่งการจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้ (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูฝน

โดยเน้นการสื่อสารกับประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีผ่าน 3 แอปพลิเคชันเตือนภัยพิบัติ ได้แก่

  1. THAI DISASTER ALERT ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  2. ThaiWater ของ สสน. และ
  3. เช็คน้ำ ของ GISTDA

พร้อมกันนี้ ยังมีการบูรณาการกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การใช้โดรนเพื่อส่งอาหาร เวชภัณฑ์ และสำรวจพื้นที่ ในช่วงเกิดภัย, การพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์และแจ้งเตือนภัยดินถล่มด้วย IoT และ AI ซึ่งจะพร้อมใช้งานในเดือนกรกฎาคม รวมถึง ผลิตภัณฑ์ยับยั้งเชื้อโรคหลังน้ำลด ที่พัฒนาโดย (สวทช.) เพื่อใช้ฟื้นฟูบ้านเรือนและสถานที่สาธารณะ

“เราไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยลงมือ แต่เราเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า โดยใช้งานวิจัยและเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญภัยเพียงลำพัง นี่คือพลังของงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรม และเกิดขึ้นจริงเพื่อประชาชน เรามีเป้าหมายร่วมกันในการลดความสูญเสีย ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในระยะยาว เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย เศรษฐกิจเดินหน้า และประเทศมีศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างมั่นคง” น.ส.ศุภมาสฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมเพื่อรับมือภัยน้ำ อย่างรอบด้าน ได้แก่

  • ระบบเตือนภัยและแนวทางป้องกันน้ำท่วม ในเขตเมือง จังหวัดเชียงราย
  • นวัตกรรมกระบวนการชุมชนในการวางแผนรับมือวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
  • โดรนลำเลียงสัมภาระเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติและโดรนสำรวจเพื่อสนับสนุนเมื่อเกิดภัยพิบัติ
  • คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติและแอปพลิเคชัน “ThaiWater” นวัตกรรม สารสนเทศน้ำเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรและรับมือภัยพิบัติ

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

  • นางสาวกรรณิกา ดุรงคเดช ผู้อำนวยการภารกิจการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (วช.)
  • รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน (Program Director) แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อังกูร ว่องตระกูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ คณารีย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ
  • ดร.ศรเทพ วรรณรัตน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.)

(วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) พร้อมมุ่งมั่นส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้เพื่อการบริหารจัดการน้ำเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับอุทกภัยขับเคลื่อนวิจัยนวัตกรรมสู้ภัยน้ำอย่างยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เกิดเหตุรถบรรทุกก๊าซ LPG น้ำหนัก 10 ตัน พลิกคว่ำบน ถ.เพชรเกษม ฝั่งขาล่องใต้ จนท.เร่งกู้

ประจวบคีรีขันธ์ – เกิดเหตุรถบรรทุกก๊าซ LPG น้ำหนัก 10 ตัน พลิกคว่ำบน ถ.เพชร เกษม ฝั่งขาล่องใต้ จนท.เร่งกู้

วันนี้ 26 พ.ค.68 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุรถบรรทุกก๊าซ LPG ปริมาณ 10 ตัน พลิกคว่ำบน ถ.เพชรเกษม ขาล่องใต้ ช่วง กม. ที่ 320 พื้นที่บ้านสวนขวัญ ต.คลองวาฬ อำเภอเมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากแยกทางเข้าด่านสิงขร ประมาณ 2 กิโลเมตร แต่ไม่มีก๊าซรั่วไหล โดยกำชับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ รัดกุม ปลอดภัย โดยมีนายประทีป บริบูรณ์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรี ขันธ์, นายธนวัฒน์ เรืองเดช รก.หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฯ, นายนพดล สรวงประดิษฐ์ พลังงานจังหวัดฯ, แขวงทางหลวงประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน), จนท. ตร.สภ.คลองวาฬ, อบต.ห้วยทราย, อบต.คลองวาฬ, อบต.เกาะหลัก, ทม.เมืองประจวบคีรี ขันธ์, มูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่เข้าให้การช่วยเหลือ

ขณะที่ แขวทางทางหลวงประจวบฯ ปิด ถ.เพชรเกษม ทั้งฝั่งขาขึ้นและขาล่องใต้ บริเวณจุดเกิดเหตุชั่วคราวเพื่อเคลียร์เส้นทาง ใช้รถเครนขนาด 35 ตัน และ 50 ตัน ยกรถบรรทุกก๊าซออกจากถนน พร้อมแจ้งผู้ใช้รถใช้ถนนที่เดินทางในฝั่งขาล่อง เบี่ยงไปใช้เส้นทางฝั่งตะวันออกในเขตเทศบาลเมืองประจวบฯ ผ่านข้างกองบิน 5 หว้ากอไปออก ถ.เพชรเกษม ที่บ้านหว้าโทน ส่วนผู้ใช้เส้นทางฝั่งขาขึ้น ใช้เส้นทางฝั่งตะวันตกจาก ถ.เพชรเกษม ที่บ้านต้นเหตุ ต.ห้วยทราย อ.เมืองประจวบฯ ไปออกถนนข้างวัดหนองบัว ต.เกาะหลัก อ.เมือง ต่อไป


ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ฝนตก !! หนุ่มออกหาอึ่ง เจออึ่งสีทอง น่ารักน่าเอ็นดู

อุทัยธานี – ฝนตก!!หนุ่มออกหาอึ่งกลางดึก เจออึ่งสีทองร้องอยู่ข้างถนน หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู

เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 26 พ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านเลขที่ 18/2 หมู่ 3 ต.เขาบางแกรก อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ได้พบกับนายวรรณ อายุ 40 ปี ได้ไปพบเจออึ่งคล้ายสีเหลืองทอง 1 ตัว ได้เปิดเผยว่า ช่วงหน้าฝน หรือช่วงที่ฝนตก ตนเองจะออกไปหาอึ่ง แถวเส้นทางตามถนน หากได้เยอะก็นำไปขาย หากได้น้อยก็จะไว้ทำกิน ล่าสุดช่วงค่ำคืนที่ผ่านมาช่วงเวลา 2 ทุ่ม ตนเองได้ออกไปหาอึ่ง ซึ่งได้มาไม่กี่ตัว แล้วจังหวะที่กำลังเดินกลับบ้าน บังเอิญได้ยินเสียงอึ่งร้องอยู่บริเวณริมทางถนน จึงได้หันไปดูพร้อมกับส่องไฟฉาย ปรากฏไปเห็นอึ่งสีเหลืองทอง ซึ่งไม่เหมือนกับอึ้งทั่วไป ยืนนิ่งไม่ไปไหน ตนเองจึงได้หยิบอึ่งขึ้นมาแล้วนำกลับมาบ้าน พร้อมกับสอบถามญาติๆ ว่าไม่มีใครเคยเห็นอึ่งสีแปลก เคยเห็นแต่ในข่าว แต่ก็ไม่เคยเจอกับตัวเอง จึงเชื่อว่าอึ่งตัวดังกล่าวน่าจะมาให้โชค หรือนำสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต และสัญญาว่าจะไม่ทำอันตรายใดๆ กับอึ่งตัวดังกล่าว อยู่ระหว่างปรึกษาครอบครัวว่าจะเลี้ยงไว้ หรือว่าจะเอาไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ แต่อีกใจหากนำไปปล่อย ก็หวั่นคนจะจับไปกิน เนื่องจากเป็นอึ่งสีแปลกกว่าตัวอื่น และคาดว่าอึ่งตัวดังกล่าวน่าจะมาให้เห็น

ทั้งนี้ ลักษณะของอึ่งอ่าง ตัวดังกล่าว เป็นสีเหลืองออกทอง สภาพหน้าตาน่ารัก และแปลกกว่าตัวอื่น หน้าคล้ายน้องฮิปโปแคระ


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

จังหวัดลพบุรี สร้างเหรียญที่ระลึก “รุ่นสร้างบารมี” สร้างสะพานเพื่อผู้ป่วย รพ.มะเร็ง เชื่อมต่อ รพ.พระนารายณ์มหาราช

จังหวัดลพบุรี – บวงสรวงวัตถุมงคลเหรียญที่ระลึก รุ่น “สร้างบารมี” เพื่อสนับสนุนการสร้างสะพานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่าง โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรีกับโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช

ที่วงเวียนเทพสตรี พระบรมราชานุเสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี โดยได้รับความเมตตาจาก พระภาวนาวชิรมงคล วิ. เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์, นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบวงสรวงวัตถุมงคลเหรียญที่ระลึก รุ่น “สร้างบารมี” ด้านหน้าเหรียญองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้านหลังเหรียญเจ้าพ่อพระกาฬ โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ศิษยานุศิษย์ ส่วนราชการ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ในการนี้ นายณรงค์ศักดิ์ คูกิตติรัตน์ หรืออาจารย์แห้ว ฉายาหมอดูเทวดาตาทิพย์ เจ้าสำนักศาลเจ้าพ่อนาคราช ได้ประกอบพิธีบวงสรวงในครั้งนี้ด้วย

สำหรับวัตถุมงคลเหรียญที่ระลึก รุ่น “สร้างบารมี” ด้านหน้าเหรียญองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้านหลังเหรียญเจ้าพ่อพระกาฬ พระภาวนาวชิรมงคล วิ. เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ มีแนวคิดจัดสร้างขึ้น เพื่อให้พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญ โดยรายได้ทั้งหมดจะมอบให้ “โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี” ในการจัดสร้างสะพานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่าง โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี กับ โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช

ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ 2 ฟากฝั่งของถนนทางหลวง จำนวน 6 ช่องทางจราจร ทำให้การข้าม สัญจรไป-มา ของบุคลากรทางการแพทย์ รวมไปถึงผู้เข้ารับบริการ ของทั้ง 2 โรงพยาบาลมีความไม่ปลอดภัย จากการ สัญจรข้ามทางหลวง ในสภาวะที่มียานพาหนะบนท้องถนนที่หนาแน่น ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้เข้ารับบริการไม่ได้รับความสะดวก ในด้านความปลอดภัยบนท้องถนน อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้บริการของโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง อำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรักษาผู้ป่วยระหว่าง 2 โรงพยาบาล ให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการผ่าตัดหรือรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีสามารถรองรับการสัญจรให้กับประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการ เป็นการอำนวยความสะดวกสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้เข้ารับบริการ ข้ามทางหลวงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพราะสามารถขจัดความขัดแย้งระหว่างคนเดินข้ามถนนกับยานพาหนะได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้รายได้ส่วนหนึ่งยังนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลผู้ยากไร้อีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสั่งจองเหรียญที่ระลึกสร้างบารมี สามารถสอบถามได้ที่ โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี 036 422 515 หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 06 5159 5654


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

รองผู้ว่าฯ ลำพูน ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนรับทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ประจำปี 2568 ในพื้นที่อำเภอทุ่งหัวช้าง

รองผู้ว่าฯ ลำพูน ลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนรับทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. ประจำปี 2568 ในพื้นที่อำเภอทุ่งหัวช้าง

วันนี้ (วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม 2568) เวลา 11.00 น. ที่ บ้านเลขที่ 96/2 หมู่ที่ 9 ต.ทุ่ง หัวช้าง อ.ทุ่งหัวช้าง นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน นายอำเภอทุ่งหัวช้าง กิ่งกาชาดอำเภอทุ่งหัวช้าง ผู้แทนศึกษาธิการจังหวัด และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียนผู้รับทุนการศึกษาพระราชทาน มูลนิธิการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ. ) รุ่นที่ 16 คือ นางสาวจุฑามณี มอยทา ทั้งนี้เพื่อให้กำลังใจ เป็นการดูแลและติดตามผลการเรียน ความประพฤติและการใช้จ่ายเงินทุนพระราชทานของนักเรียนทุน ม.ท.ศ.

โอกาสนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้พบปะพูดคุย กับนางสาวจุฑามณี มอยทา พร้อมครอบครัว และขอเป็นกำลังใจ สนับสนุนในสิ่งที่ทำ ขอให้มุ่งมั่นศึกษาหาความรู้ เพื่อเสริมทักษะของตนเอง ทั้งนี้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดได้จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น มอบให้แก่นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.อีกด้วย

นางสาวจุฑามณี มอยทา เป็นนักเรียนผู้รับทุนการศึกษาพระราชทาน มูลนิธิการศึกษาพระ ราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ. ) รุ่นที่ 16 ศึกษาในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ห้องเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนทุ่งหัวช้างพิทยาคม ตำบลทุ่งหัวช้าง อำเภอทุ่งหัวช้าง ปัจจุบันอาศัยอยู่บิดามารดา และน้องชาย ประกอบอาชีพ ทำการเกษตร ผู้รับทุนมีความมุ่งมั่นอยากรับราชการครู เพื่อนำความรู้และทักษะต่างๆ มาถ่ายทอดให้แก่นักเรียน โดยจะนำทุนการศึกษาพระราชทานที่ได้รับไปเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนตามความตั้งใจต่อไป


นที มีเดช รายงาน

โครงการหลวง เตรียมจัดงาน “กาแฟพ่อหลวงสู่ความยั่งยืน (Royal Coffee BCG to SDGs)” ระหว่าง 11-15 มิ.ย 68 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

โครงการหลวง เตรียมจัดงาน “กาแฟพ่อหลวงสู่ความยั่งยืน (Royal Coffee BCG to SDGs)” ระหว่าง 11-15 มิ.ย 68 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่

วันนี้ (22 พ.ค. 68) ที่ อาคารริมน้ำ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง พร้อมด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ กรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ,ดร.อรทัย วงศ์เมธา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ ,นางสาวศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การเอกชน) ,นายมีชัย อมรพัฒนกุล นายกสมาคมบาริสต้าไทย และนางอาณา นิรันตรายกุล รองผู้อำนวยการสถาบัน ด้านการพัฒนาสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ได้ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน “กาแฟพ่อหลวงสู่ความยั่งยืน(Royal Coffee BCG to SDGs)” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน 2568 นี้ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

โดยในปีนี้มูลนิธิโครงการหลวง พร้อมด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน) ได้ร่วมกันจัดงาน “กาแฟพ่อหลวงสู่ความยั่งยืน (Royal Coffee BCG to SDGs)” ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์นายกกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิโครงการหลวง และเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงวางรากฐานการพัฒนากาแฟอะราบิกาบนพื้นที่สูงของไทย โดยมีพระราชดำริให้ใช้กาแฟเป็นพืชทางเลือกทดแทนฝิ่น ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นให้ประชาชนได้ตระหนักถึงคุณูปการของกาแฟอะราบิกาโครงการหลวง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการพัฒนากาแฟบนพื้นที่สูงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 55 ปี ตลอดจนเป็นเวทีสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของธุรกิจอุตสาหกรรมกาแฟไทยในบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง เปิดโอกาสให้มีการร่วมกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้ก้าวไกลในระดับนานาชาติ ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy Model ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยภายในงาน “กาแฟพ่อหลวงสู่ความยั่งยืน(Royal Coffee BCG to SDGs)” จะมีกิจกรรมที่น่าสนใจให้ประชาชนได้ร่วม อาทิ การสัมมนาทางวิชาการ การจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านกาแฟจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้และสร้างเครือข่ายด้านการผลิต การตลาดและธุรกิจกาแฟระหว่างเกษตรกรภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการ รวมถึงการจัดแสดงความก้าวหน้าของธุรกิจอุตสาหกรรมกาแฟจากภาคส่วนต่างๆ กว่า 60 บูท ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ และอีกหนึ่งในไฮไลท์ของงานที่ไม่ควรพลาด คือ กิจกรรมการแข่งขันกาแฟอะราบิกา เช่น การประกวดผลผลิตกาแฟคุณภาพ และการแข่งขันทักษะของบาริสต้า เพื่อส่งเสริมมาตรฐานและศักยภาพของบุคลากรในวงการกาแฟไทย

ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการด้านกาแฟ ประชาชน และนักท่องเที่ยว มาร่วมกิจกรรมภายในงาน “กาแฟพ่อหลวงสู่ความยั่งยืน (Royal Coffee BCG to SDGs)” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 มิถุนายน 2568 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน