สถาบันพระปกเกล้าฯ จ.ประจวบฯ จัดเวิร์กช็อป “Youth ต้านโกง”

ประจวบคีรีขันธ์ – สถาบันพระปกเกล้าฯ จ.ประจวบฯ จัดเวิร์กช็อป “Youth ต้านโกง”

วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องประชุมโรงเรียนธนาคารออมสิน เทศบาลตำบลร่อนทอง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีการจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ “Youth ต้านโกง” โดยมีนางกิตติมา เย็นกาย รองผอ. สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งโดยภาพรวมของโครงการมุ่งเน้นให้ความรู้เรื่องการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐ และแนวทางป้อง กันการทุจริตในสังคม โดย ดร.นันทรัตน์ เกื้อหนุน ผอ.โรงเรียนธนาคารออมสิน กล่าวรายงาน และนายวัชรินทร์ จันทร์เดช ประธานศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองฯ บรรยายเรื่องการเฝ้าระวังการทุจริต กิจกรรมนี้มีผู้เข้าร่วม 70 คน เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนัก เข้าใจ และแยก แยะผลประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวม รวมถึงพิษภัยของการให้และรับสินบน

นางกิตติมา เย็นกาย รองผู้อำนวยการ สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 1 เปิดเผยว่า กิจกรรม “Youth ต้านโกง” ในวันนี้จัดขึ้นเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกให้นักเรียนระดับมัธยมปลายจากโรง เรียนธนาคารออมสิน เห็นความสำคัญของประโยชน์ส่วนรวม รู้เท่าทันพิษภัยของการทุจริต และสามารถแยกแยะพฤติกรรมที่สุจริตกับทุจริตได้อย่างมีวิจารณญาณ กิจกรรมได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น กองทุนพระปกเกล้า สำนักงาน ป.ป.ช. ประจวบฯ และสำนักงานเขตฯ โดยมีวิทยากรจาก ป.ป.ช. มาถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนอย่างต่อเนื่อง

“เราหวังว่าเยาวชนกลุ่มนี้จะเป็นแกนนำในโรงเรียน ถ่ายทอดความรู้ต่อไป และเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม ซึ่งอาจกลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรม” ในส่วนของสถานการณ์ทุจริตในจังหวัดประจวบฯ นางกิตติมาระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา ยังพบการกระทำผิดอยู่บ้าง แต่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันสร้างความตระหนักและป้องกันอย่างต่อเนื่อง


นครินทร์ ประจวบฯ รายงาน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี กับพระปรีชาสามารถด้านกีฬา

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีพระปรีชาสามารถและมีความสนพระทัยในกีฬาอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ไอซ์ ฮอกกี้ เรือใบ จักรยาน และการวิ่ง โดยทรงพระวิริยะอุตสาหะและทรงทุ่มเทพระวรกายฝึกฝนจนสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาหลายประเภท เป็นแบบอย่างให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพ

ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการแข่งขัน “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชันแนล ไอซ์ ฮอกกี้ อารีนา เชียงใหม่” (Thailand International Ice Hockey Arena Chiangmai) จ.เชียงใหม่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงร่วมกิจกรรมไอซ์ ฮอกกี้ คู่เปิดสนาม โดยทรงทำคะแนนแรกให้กับทีมด้วย และทรงร่วมการแข่งขันไอซ์ ฮอกกี้ อีกหลายรายการ

สมาพันธ์ฮอกกี้น้ำแข็งนานาชาติ (International Ice Hockey Federation: IIHF) ได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขึ้นทรงดำรงตำแหน่งทูตกีฬาไอซ์ฮอกกี้หญิง Women’s Global Ambassador เป็นคนแรก อย่างเป็นทางการ โดยพระองค์ทรงนำบทบาทสำคัญนี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทสตรีในวงการกีฬาฮอกกี้น้ำแข็งทั่วโลก ซึ่งนับเป็นเกียรติยศที่สำคัญและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงแสดงพระปรีชาสามารถและทักษะในการบังคับเรือใบ โดยเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๖ ทรงร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ ๓๕ ในทีมเรือวายุ รุ่น ไออาร์ซี ซีโร (IRC Zero) หมายเลขเรือ THA 72 ณ หาดกะตะ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยทีมเรือใบของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เข้าเส้นชัยในลำดับที่ ๑ ทั้งสองรอบการแข่งขัน สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงเป็นแรงบันดาลใจแก่นักกีฬาเรือใบในการฝึกฝนทักษะ และพัฒนาต่อยอดการเล่นเรือใบสู่ระดับนานาชาติ

อีกครั้งที่เป็นภาพจดจำ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมวิ่งระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร กับ เอเลียด คิปโชเก ตำนานนักวิ่งมาราธอนโลก ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ ๗/๒๕๖๗ รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2024 “วิ่งผ่าเมือง” ล่าสุดสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพาคุณวินเทอร์ สุนัขทรงเลี้ยง ร่วมวิ่ง ในงาน “Run for Wheels วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ ๔” ในโอกาสนี้ ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือสัตว์พิการ อีกด้วย

นอกจากนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ (BMX) ณ สนามจักรยาน “สราญจิตมงคลสุข” อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ซึ่งมีจุดสตาร์ทของสนามที่ระดับความสูง ๕ เมตร ทรงจักรยานผ่านลูกระนาด ในระดับที่ต่างกันแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและทรงมีพระวรกายที่แข็งแรง

#พระราชินีสุทิดา#ทรงพระเจริญ#วันเฉลิมพระชนมพรรษา#๓มิถุนายน๒๕๖๘


พระลาน

DSI จับกุมกรรมการบริษัทนำเข้ารถหรู 4 คัน เลี่ยงภาษี 44 ล้านบาท

DSI จับกุมกรรมการบริษัทนำเข้ารถหรู 4 คัน เลี่ยงภาษี 44 ล้านบาท

เมื่อวันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 15.50 น. ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกันจับกุมนายเอกสิทธิ์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 2578/2567 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2567 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันนำของที่ผ่านหรือกำลังผ่านพิธีการศุลกากร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียอากร โดยเจตนาจะฉ้ออากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้นๆ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยเจ้าหน้าที่จับกุมได้ที่บริเวณหน้าบ้าน แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญารวมถึงแจ้งว่าต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุมตัวจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว (ปท.1) ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญ หาย พ.ศ.2565 ให้ผู้ต้องหาได้รับทราบแล้ว และควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งมอบตัวให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษผู้รับผิดชอบสำนวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โดยผู้ต้องหาเป็นกรรมการบริษัทฯ นำเข้ารถหรู จำนวน 4 คัน ได้แก่ รถลัมโบกินี จำนวน 3 คัน และรถเรนจ์ โรเวอร์ จำนวน 1 คัน จากสหราชอาณาจักรเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยร่วมกันสำแดงราคาซื้อขายรถยนต์ที่นำเข้าดังกล่าวเป็นความเท็จต่ำกว่าราคาซื้อขายที่แท้จริงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรเข้าใจว่าเป็นราคาซื้อขายที่แท้จริงจึงมีการคำนวณภาษีอากรสำหรับรถยนต์ดังกล่าวผิดไปทำให้รัฐได้รับความเสียหาย โดยภาษีอากรขาดรวมทั้งสิ้น จำนวน 44,000,000 บาท

ทั้งนี้ การดำเนินการในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีพิเศษ เป็นไปตามข้อสั่งการของ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พันตำรวจตรี จตุพล บงกชมาศ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่กำหนดให้ศูนย์สืบสวนสะกดรอยและการข่าว ซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงการบังคับบัญชา จัดชุดปฏิบัติการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ เพื่อนำตัวผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดที่ยังหลบหนี เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร ปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย มูลค่ากว่า 12.56 ล้านบาท

กรมศุลกากรปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย มูลค่ากว่า 12.56 ล้านบาท

ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 กรมศุลกากร ได้ดำเนินการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้า ในหลายพื้นที่อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งพัสดุ การซุกซ่อนในโกดังและร้านค้า และการลักลอบนำเข้าผ่านบริเวณพรมแดน ซึ่งสามารถจับกุมของกลาง อาทิ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า น้ำมันดีเซล และน้ำมันเบนซิน รวมมูลค่ากว่า 12.56 ล้านบาท

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษก กรมศุลกากร เปิดเผยว่า ความสำเร็จในการปราบปรามในครั้งนี้เกิดจากการเฝ้าระวังและลงพื้นที่ตรวจค้น อย่างต่อเนื่องของกองสืบสวนและปราบปราม สำนักงานศุลกากรหนองคาย สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ด่านศุลกากรสงขลา ด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก และด่านศุลกากรชุมพร ทำให้สามารถตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมายได้ถึง 12.56 ล้านบาท ดังนี้

1.บุหรี่ไฟฟ้า : สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ด่านศุลกากรสงขลา และด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ตรวจค้นพัสดุในบริษัทขนส่งเอกชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ จำนวน 22,136 ชิ้น มูลค่า 6,927,000 บาท ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ได้ออกลาดตระเวนในพื้นที่ความรับผิดชอบของด่านฯ และตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยบริเวณด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก พบบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,646 ชิ้น มูลค่าประมาณ 400,000 บาท และด่านศุลกากรชุมพร ได้ทำการตรวจค้นรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 552 ชิ้น มูลค่า 102,400 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7,429,400 บาท

2.บุหรี่ต่างประเทศ : กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับด่านศุลกากรคลองใหญ่ ร่วมกันลาดตระเวน ในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 93,200 มวน มูลค่า 300,000 บาท สำนักงานศุลกากรหนองคาย ทำการตรวจค้นรถยนต์ส่วนบุคคลขาเข้าด่านพรมแดนหนองคาย พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 15,200 มวน มูลค่า 76,000 บาท สำหรับสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ด่านศุลกากรสงขลา และด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ตรวจค้นพัสดุในบริษัทขนส่งเอกชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 972,000 มวน มูลค่า 4,630,000 บาท อีกทั้งยังได้เข้าตรวจค้นร้านค้าไม่ปรากฏเลขที่ในอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งต้องสงสัยว่ามีการซุกซ่อน ของต้องห้าม ผลการตรวจค้นพบบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 8,360 มวน มูลค่าประมาณ 40,000 บาท นอกจากนี้ ด่านศุลกากรชุมพร ได้ทำการตรวจค้นรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 10,800 มวน มูลค่า 10,800 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 5,056,800 บาท

3.น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซิน : สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 เข้าตรวจค้นโกดังร้างไม่มีเลขที่ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลาซึ่งต้องสงสัยว่าอาจมีการลักลอบขนย้ายสินค้าที่มิได้เสียภาษีอากรและไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จากการตรวจค้นพบ น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดดีเซลบรรจุถังขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 1 ถัง และน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดเบนซินบรรจุถังขนาด
30 ลิตร จำนวน 34 ถัง จำนวน 1,020 ลิตร รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,020 ลิตร มูลค่าประมาณ 74,020 บาท

โฆษกกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติม ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 ถึงปัจจุบัน (1 ต.ค.2567–26 พ.ค.2568) สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 1,066,042 ชิ้น มูลค่า 111.63 ล้านบาท,บุหรี่ จำนวน 39,060,397 มวน มูลค่า 189.34 ล้านบาท,น้ำมันเชื้อเพลิง 179,655 ลิตร มูลค่า 5.51 ล้านบาท และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 36,059 ลิตร มูลค่า 8.62 ล้านบาท ซึ่งกรมศุลกากรจะยังคงเข้มงวดในการป้องกัน และปราบปรามสินค้าที่ผิดกฎหมายตามนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. เผยผลศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจต่อการตัดสินใจปลูกถั่วลิสงหนุนเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทาน หันปลูกถั่วลิสงเพิ่มรายได้

สศก. เผยผลศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจต่อการตัดสินใจปลูกถั่วลิสงหนุนเกษตรกรที่มีพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทาน หันปลูกถั่วลิสงเพิ่มรายได้

นายเอกราช ตรีลพ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการ เกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจปลูกถั่วลิสงของเกษตรกร เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วลิสงมากขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามาตรการการปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าวนาปรังของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการศึกษาครั้งนี้ (สศก.) โดยสำนักวิจัยเศรษฐกิจการ เกษตร ได้จัดเก็บข้อมูลในพื้นที่ปลูกถั่วลิสงที่สำคัญใน 8 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน, เชียง ใหม่, อุตรดิตถ์, ขอนแก่น, ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, ศรีสะเกษ และสกลนคร โดยการสัมภาษณ์เกษตรกร จำนวน 411 ราย แบ่งเป็น เกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสง 195 ราย และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 216 ราย

สำหรับผลการศึกษา ต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกถั่วลิสง ปีเพาะปลูก 2565/66 พบว่า มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะต้นทุนค่าแรงงาน โดยต้นทุนการผลิตของถั่วลิสงรุ่น 1 (ถั่วฝน) อยู่ที่ 12,871.24 บาทต่อไร่ มีค่าแรงงานคิดเป็นร้อยละ 54.36 ของต้นทุนการผลิตถั่วลิสงรุ่น 1 ทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนการผลิตถั่วลิสงรุ่น 2 (ถั่วแล้ง) สูงกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ 14,291.16 บาทต่อไร่ มีค่าแรงงานคิดเป็นร้อยละ 53.67 ของต้นทุนการผลิตถั่วลิสงรุ่น 2 ทั้งหมด ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตของการปลูกถั่วลิสงรุ่น 2 มากกว่าถั่วลิสงรุ่น 1 เนื่องจาก ถั่วลิสงรุ่น 2 มีค่าใช้จ่ายการดูแลรักษาที่สูงกว่า โดยเฉพาะค่าแรงงานการดูแลรักษา รวมถึงการให้น้ำที่เพียงพอกับความต้องการของพืช ด้านผลผลิตต่อไร่ พบว่า ถั่วลิสงรุ่น 2 มีผลผลิตเฉลี่ย 630.37 กิโลกรัมฝักสดต่อไร่ ขณะที่ถั่วลิสงรุ่น 1 มีผลผลิตเฉลี่ย 559.77 กิโลกรัมฝักสดต่อไร่ สำหรับราคาเฉลี่ยของถั่วลิสงรุ่น 2 มีราคาเฉลี่ย 26.41 บาทต่อกิโลกรัม และถั่วลิสงรุ่น 1 มีราคาเฉลี่ย 25.28 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้ผลตอบแทนถั่วลิสงรุ่น 2 เฉลี่ยไร่ละ 16,648.07 บาท คิดเป็นกำไร 3.74 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ถั่วลิสงรุ่น 1 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไร่ละ 14,150.99 บาท คิดเป็นกำไร 2.29 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจปลูกถั่วลิสง ภาพรวม พบว่า มีทั้งปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกถั่วลิสงมากขึ้น และปัจจัยที่ส่งผลให้เกษตรกรตัดสินใจปลูกถั่วลิสงลดลง โดยปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกษตรกรตัดสินใจปลูกถั่วลิสงเพิ่มขึ้น ได้แก่ การอบรมความรู้ด้านการปลูกถั่วลิสง ซึ่งการได้รับความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปลูกถั่วลิสงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้เกษตรกรตัดสินใจปลูกถั่วลิสงเพิ่มขึ้น โดยเกษตรกรที่ผ่านการอบรมมีแนวโน้มที่จะปลูกถั่วลิสงมากขึ้นถึงร้อยละ 29.68 นอกจากนี้ การมีรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น เป็นอีกปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญ โดยพบว่าหากเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จะตัดสินใจปลูกถั่วลิสงเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.34 ขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลให้เกษตรกรตัดสินใจปลูกถั่วลิสงลดลง ได้แก่ การมีพื้นที่เพาะปลูกในเขตชลประทาน ซึ่งส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะปลูกถั่วลิสงลดลงถึงร้อยละ 17.75 เนื่องจากว่าเกษตรกรในเขตชลประทานมีทางเลือกในการปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และอีกปัจจัยหนึ่ง คือ อายุของเกษตร กร โดยพบว่าเกษตรกรที่มีอายุมากขึ้นมีแนวโน้มที่จะปลูกถั่วลิสงลดลงร้อยละ 1.07 เพราะเกษตรกรสูงอายุมีข้อจำกัดทางด้านร่างกายในการทำการเกษตรที่ต้องใช้แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปลูกถั่วลิสงที่เป็นพืชที่มีการใช้แรงงานสูงในการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาในส่วนของการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนการปลูกถั่วลิสง

ดังนั้น แนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกถั่วลิสงเพิ่มขึ้น ควรเน้นการส่งเสริมและสนับสนุน ให้สอดคล้องกับบริบทและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกถั่วลิสงของเกษตร กร โดยภาครัฐควรมุ่งเน้นการส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงในพื้นที่นอกเขตชลประทานเป็นหลัก เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่เหล่านี้อาจมีทางเลือกในการปลูกพืชที่หลากหลาย น้อยกว่า และถั่วลิสงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งการส่งเสริมนี้ ควรมาพร้อมกับการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการปลูกถั่วลิสงอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจทางการเงิน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกถั่วลิสงมากขึ้น เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ การสนับสนุนปัจจัยการผลิตถั่วลิสง และการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิ ภาพในการผลิต รวมถึงควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสง โดยสนับสนุนการพัฒนาพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง มีคุณภาพดี และทนทานต่อโรคและแมลง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรในระยะยาว

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจพืชน้ำมันและพืชตระกูลถั่ว สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร. 0 2579 0611 ในวันและเวลาราชการ


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์ / ข้อมูล : สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ส. ร่วมกับ หน่วยภาคี แถลงจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมยาบ้า 5 แสนเม็ด ลักลอบส่งยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ เหตุเกิดที่ จ.เชียงราย

ป.ป.ส. ร่วมกับ หน่วยภาคี แถลงจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย พร้อมยาบ้า 5 แสนเม็ด ลัก ลอบส่งยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์ เหตุเกิดที่ จ.เชียงราย

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์ปฏิบัติการ ป.ป.ส. สำนักงาน ป.ป.ส. : พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. และ พ.ต.อ.รัฐพล น้อยช่างคิด รอง ผบก.ภ.จ.เชียงราย แถลงผลการจับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย (บุคคลหลบหนี 4 ราย) พร้อมยาบ้า 500,000 เม็ด เหตุเกิดที่ อ.เมืองเชียงราย ต่อเนื่อง อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งผู้ต้องหาเป็นบุคคลในเครือข่ายของนักค้ายาเสพติดอดีตผู้ต้องขัง ซึ่งมีพฤติการณ์ลักลอบส่งยาเสพติดผ่านพัสดุภัณฑ์

พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อต้นเดือนเมษายน 2568 สำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า พบบุคคลต้องสงสัย ชาว จ.สระแก้ว มาเปิดห้องพักในพื้นที่ จ.เชียงราย หลังจากเช็คเอ้าท์ เมื่อตรวจสอบห้องพักจึงพบกระสอบเปล่า ซึ่งมีกลิ่นยาบ้าถูกวางไว้ภายในห้องน้ำ จึงประสานเจ้าหน้าที่เพื่อทำการตรวจสอบและขยายผล จากการสืบสวนขยายผลพบว่า หัวหน้าขบวนการเป็นกลุ่มผู้ต้องขังที่เพิ่งพ้นโทษคดียาเสพติด (ปี 2567) จากนั้น ต้นปี 2568 มาจดทะเบียนเปิดบริษัทส่งพัสดุภัณฑ์ สาขา อ.แม่สรวย จ.เชียงราย (ประเภทร้านรับฝากสินค้า จำนวน 10 ชิ้น/วัน) โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อขนส่งพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดของเครือข่ายเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ โดยไปรับยาเสพติดในพื้นที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

ต่อมาตนจึงมอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. สั่งการชุดปฏิบัติการ ขยายผลการสืบสวนเครือข่ายดังกล่าว โดยบรูณาการร่วมกับ หน่วยบังคับใช้กฎหมาย (ตำรวจ,ทหาร) ได้แก่ สำนักปราบปรามยาเสพติด, สำนักงาน ปปส.ภ.2, สำนักงาน ปปส.ภ.7, ภ.จ.เชียงราย, ศอ.ปส.ภ.5, นบ.ยส.35, สภ.เวียงป่าเป้า, สภ. แม่สรวย, ศขย.ฝขว.ศปก.ทบ., เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน จ.สระแก้ว, สภ.วัฒนานคร, สภ. สุพรรณบุรี, ศอ.ปส.ทร., ศอ.ปส.ทอ. และ ศอ.ปส.ทท. ติดตามพฤติการณ์กระทั่งพบว่า วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 บุคคลในเครือข่ายดังกล่าวเข้ามาเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ จ.เชียงราย ต้องสงสัยว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จนกระทั่งเวลาประมาณ 01.00 น. พบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน เตรียมขับออกจากโรงแรมที่พัก ในลักษณะขับติดตามกัน (รถนำ-รถลำเลียง) จึงแสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย พร้อมยาบ้า 500,000 เม็ด (ซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ) วางอยู่ภายในรถยนต์ ส่วนรถยนต์อีก 1 คัน พร้อมบุคคล จำนวน 4 ราย (หลบหนี) จากนั้นเจ้าหน้าที่ขยายผลตรวจค้นพื้นที่รวม 4 จุด (จ.เชียงราย 2 จุด,จ.สระแก้ว 1 จุด,จ.สุพรรณบุรี 1 จุด) ผลการตรวจค้น ไม่พบตัวผู้หลบหนี ไม่พบยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย แต่ตรวจยึดเอกสารมาเพื่อตรวจสอบ

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การว่า ไปรับยาเสพติดที่บนเขา ในพื้นที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย จากนั้นนำยาเสพติดบรรจุในกระเป๋าเดินทาง เพื่อรอคำสั่งจากผู้สั่งการ ทำมาแล้ว 3 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 6,000-20,000 บาท ลำเลียงโดยใช้รถทัวร์โดยสาร ครั้งที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ลำเลียงยาบ้า 500,000 เม็ด ไปส่งในพื้นที่ อ.รังสิต จ.ปทุมธานี ครั้งที่ 2 เมษายน 2568 ลำเลียงยาบ้า 1 กระสอบ ไปส่งในพื้นที่ จ.สระแก้ว และครั้งที่ 3 พฤษภาคม 2568 ครั้งที่ถูกจับกุม

พล.ต.ท. ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า ในส่วนของ สำนักงาน ป.ป.ส. มีมาตรการป้องกันในสถานประกอบการเกี่ยวกับระบบขนส่งโลจิสติกส์ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันพบว่าการกระจายยาเสพติดผ่านระบบขนส่งโลจิสติกส์เอกชน เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมใช้ในการนำส่งยาเสพติดไปยังผู้รับ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่ำ โดยได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งสินค้าหรือพัสดุให้เข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบและบันทึกรายละเอียดของผู้ส่งหรือผู้ฝากส่งสินค้าหรือพัสดุ ให้มีการบันทึกภาพผ่านกล้องวงจรปิด เพื่อหากมีการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว จะทำให้สามารถระบุตัวผู้ที่เกี่ยวข้องในการส่งยาเสพติดได้อย่างถูกต้องชัดเจนทุกครั้ง นอกจากนี้ยังได้ขอให้ผู้ประกอบการควบคุม ดูแลไม่ให้พนักงานหรือบุคคลภายนอกมั่วสุมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คัดเลือกพนักงาน และบันทึกประวัติพนักงานไว้เสมอ ให้ความร่วมมือแจ้งข้อมูล ข่าวสาร หรือพฤติการณ์กับเจ้าหน้าที่เมื่อพบว่ามีการกระทำความผิดในสถานประกอบการ และหากผู้ประกอบการปล่อยปะละเลยหรือฝ่าฝืนมาตรการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหาการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานประกอบการของตน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือสั่งปิดสถานประกอบการชั่วคราว หรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ หรือหากผู้ประกอบการมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเสียเองก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีดังกล่าว ในส่วนของสถานประกอบการ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้ใช้อำนาจสั่งปิดกิจการ และได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังบริษัทที่ควบคุมการจดทะเบียน ให้ตรวจสอบคัดกรองบุคคลที่มาขอเปิดบริษัทสาขา รวมทั้งมาตรฐานของสถานที่ทำการ ความเข้มงวดในการตรวจสอบพัสดุก่อนดำเนินการจัดส่ง และในทางการสืบสวนขยายผล ขณะนี้เจ้าหน้าที่รู้ตัวผู้ต้องหาที่หลบหนีทั้งหมดแล้ว เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตร.ท่องเที่ยว เดินหน้าจัดระเบียบแท็กซี่–ตุ๊กตุ๊ก ดูแลนักท่องเที่ยว จับกุมผู้กระทำผิด 76 ราย ในพื้นที่กรุงเทพฯ

ตร.ท่องเที่ยวเดินหน้าจัดระเบียบแท็กซี่–ตุ๊กตุ๊ก ดูแลนักท่องเที่ยว จับกุมผู้กระทำผิด 76 รายในพื้นที่กรุงเทพฯ

พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. มอบหมายให้ พ.ต.อ.มิลิน เพียรช่าง ผกก.1 บก.ทท.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่สายตรวจและฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่จัดระเบียบรถแท็กซี่และรถตุ๊กตุ๊กในพื้นที่กรุงเทพมหานคร หลังมีรายงานปัญหาการให้บริการนักท่องเที่ยว

เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวได้บูรณาการร่วมกับสน.ชนะสงคราม,สน.พระราชวัง,สน.ลุมพินี และ สน.ในพื้นที่กรุงเทพฯ ดำเนินการตรวจสอบและว่ากล่าวตักเตือน พร้อมดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 76 ราย แบ่งเป็น ไม่ใช้มาตรมิเตอร์ตามกฎหมาย 11 ราย, ปฏิเสธผู้โดยสาร 5 ราย, จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร 60 ราย

พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ให้บริการรถโดยสารปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่น เปิดมิเตอร์ และให้บริการโดยสุภาพ เพื่อเสริมสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน และส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในระยะยาว


นที มีเดช รายงาน

ตำรวจท่องเที่ยวไทย–จีน ร่วมมือแน่นแฟ้น! ผบช.ทท. นำคณะศึกษาดูงานระบบความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ณ เมืองกวางโจว – เซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

ตำรวจท่องเที่ยวไทย–จีน ร่วมมือแน่นแฟ้น! ผบช.ทท. นำคณะศึกษาดูงานระบบความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ณ เมืองกวางโจว – เซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 22-26 พ.ค.2568 : พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมคณะ เข้าพบ Mr. Liang Ruiguo รองอธิบดีกรมตำรวจมณฑลกวางตุ้ง (GDPSD) และ Mr.Xu Sai รอง ผบช.ตำรวจเมืองเซินเจิ้น เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวไทย–จีน พร้อมศึกษาดูงานระบบ Command Center, One-stop Service Model, สายด่วนบริการ นทท. 12367 และการทำงานของสถานีตำรวจ Bagualing เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการยกระดับการบริการและการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวในประเทศไทย เสริมศักยภาพการดูแลนักท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ

#ความร่วมมือระหว่างประเทศ #CALLCENTER1155 #touristpoliceappTouristPolice #ตำรวจท่องเที่ยว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กระทรวง อว. โดย สวทช. ร่วมถกแถลงเชิงนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อน AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กระทรวง อว. โดย สวทช. ร่วมถกแถลงเชิงนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อน AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สำนัก งานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม OECD-Southeast Asia Policy Roundtable on Artificial Intelligence ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยนและถกแถลงเชิงนโยบายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างการรับรู้ด้าน AI ของไทย และสนับสนุนสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เกี่ยวข้องโดยมีผู้แทนองค์กรระดับนานาชาติ

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.)ได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงการดำเนินงานขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญและคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบต่อแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2565–2570) พร้อมได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนหลักร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน และ 15 แผนงานของแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเกิดระบบนิเวศที่ครบถ้วนและเชื่อมโยงแบบบูรณาการ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและนําไปสู่การยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนภายในปี พ.ศ.2570” กระทรวง (อว.) ชู (อว.) For AI หนุนพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ

ภายใต้การนำของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ชูนโยบาย “อว. For AI” เพื่อใช้ศักยภาพด้าน AI ของกระทรวง อว. ซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการสร้างขีดความสามารถของประเทศบนฐานของ AI ต่อไป ใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) AI for Education (2) AI workforce development และ (3) AI innovation โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญว่า Al ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่ AI กำลังมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของพวกเราทุกคน ซึ่งประเทศไทยเห็นความสำคัญในเรื่องนี้และพร้อมมุ่งมั่นให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) ได้กล่าวเสริมว่า ในปัจจุบัน AI ได้มีบทบาทสำคัญอย่างรวดเร็วต่อการดำรงชีวิตในทุกมิติ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญของโลกที่มีการลงทุนและพัฒนา เกิดการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับ AI และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างมากมาย โดยในครึ่งปีแรกของ ค.ศ.2024 มีรายงานว่า ได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของเอเชียอาคเนย์มากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลากหลายประเทศในภูมิภาคมีการขับเคลื่อนนโยบายด้าน AI อย่างเอาจริงเอาจังภายใต้กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นประเทศไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม รวมถึงสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) ได้ออก ASEAN Guide on AI Governance and Ethics โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรมในภูมิภาคอาเซียน (อว.) พร้อมร่วมพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย AI

ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนและหารือความร่วมมือกับผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโยบาย AI ในภูมิภาค เช่น Council for Science, Technology and Innovation (CSTI) ประเทศญี่ปุ่น กระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศอินโดนีเซีย สำนักสารสนเทศ การสื่อสาร และการพัฒนาสื่อ สิงคโปร์ สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institute) ประเทศฟิลิปปินส์ National Agriculture and Food Research Organization (NARO) ประเทศญี่ปุ่น International Research Institute of Disaster Science (IRIDeS) มหาวิทยาลัยโทโฮกุ Disaster Prevention Research Institute (DPRI) มหาวิทยาลัยเกียวโต ในประเด็น

(1) การใช้ AI ในภาคการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิต ได้แก่ การเกษตรแม่นยำ การใช้โดรนและหุ่นยนต์เพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีการจดจำภาพเพื่อการป้องกันโรค ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญของการใช้ AI ในภูมิภาคให้เกิดผลกระทบต่อประชากรซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างแท้จริง

(2) การใช้ AI เพื่อการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยให้การคาดการณ์ การป้องกัน การตอบสนอง และการฟื้นฟูภัยพิบัติสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยเทคโนโลยีต่างๆ จะช่วยให้ภาครัฐและชุมชนสามารถเตรียมพร้อมในการรับมือและการบริหารจัดการภัยพิบัติได้ดีขึ้น และ

(3) การใช้ AI ด้านการศึกษา โดยการขับเคลื่อนด้าน AI เพื่อพัฒนากำลังคน สามารถใช้ AI ทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนในหลากหลายวิชาที่มีความเหมาะสมกับพฤติกรรมผู้เรียนได้เป็นรายบุคคล ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพของตนเองและจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ด้วย โดย (สวทช.) มีความพร้อมในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อร่วมกันพัฒนาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยเทคโนโลยี AI ในด้านต่างๆ อย่างยั่งยืน ซึ่งประเด็นดังกล่าวข้างต้นได้บรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่นำทางการวิจัยและพัฒนา (Technology Roadmap) ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) (สวทช.) พ.ศ.2569-2573 ด้วย

ประเทศไทยภายใต้การขับเคลื่อนนโยบาย (อว.) For AI และแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ.2565–2570) ได้ตระหนักถึงการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างและทักษะดิจิทัลเพื่อให้ประชากรสามารถใช้ AI เป็นพลังและเครื่องมือในการพัฒนาประเทศได้อย่างถูกต้องตามกรอบจริยธรรมและธรรมาภิบาลด้าน AI ในระดับสากล ตลอดจนสนับสนุนให้มีโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนด้าน AI ของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตทางสังคม เศรษฐกิจ การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องได้ในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สธ. มอบรางวัล Healthy Worker Stronger Nation Thailand Awards 2025 หนุนวัยทำงาน สุขภาพดี เคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

สธ. มอบรางวัล Healthy Worker Stronger Nation Thailand Awards 2025 หนุนวัยทำงาน สุขภาพดี เคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน Healthy Worker Stronger Nation Thailand Awards 2025 พร้อมมอบรางวัลให้องค์ กรสุขภาวะต้นแบบ NODE จำนวนทั้งสิ้น 33 แห่ง พร้อมด้วย นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย โดยมี ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข สำนัก งานแรงงานระหว่างประเทศประจำภูมิภาคเอเซียและแปซิก (ILO) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถานประกอบกิจการต้นแบบ และภาคีเครือข่าย ร่วมงาน ณ ห้องวายุภักดิ์ 2 ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์คอนเวนชั่นเซ็น เตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

นายกิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโดยเฉพาะอัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานและภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มวัยทำงานให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน ซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน ในสถานประกอบกิจการจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และส่งผลต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยเป็นหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มวัย ได้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่อปี กรมอนามัยจึงได้ดำเนินการจัดโครงการ Healthy Worker Stronger Nation Thailand Awards 2025 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน ในสถานประกอบกิจการ ผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการขยายผลแนวทางการดำเนินงานที่มีประสิทธิ ภาพและสร้างแรงบันดาลใจให้สถานประกอบกิจการอื่นๆ นำแนวทางที่ประสบความสำเร็จไปประยุกต์ใช้ พร้อมทั้งเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้กับสถานประกอบกิจการที่มีผลงานดีเด่นด้านการส่งเสริมสุขภาพวัยทำงาน รวมถึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพวัยทำงานให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายแพทย์ปกรณ์ฯ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง แนวทางการส่งเสริมสุขภาพสำหรับแรงงาน พิธีมอบรางวัลต้นแบบสถานประกอบกิจการส่งเสริมสุขภาพและองค์กรสุขภาวะ ประจำปี 2568 ระดับดีเด่น และพิธีมอบรางวัลศูนย์อนามัยผลการดำเนินงานดีเด่น ได้แก่ สถานประกอบกิจการดีเด่นที่ได้รับการคัดเลือก (โล่เกียรติ คุณ) จำนวน 68 แห่ง และศูนย์อนามัยที่มีผลการดำเนินงานดีเด่น (โล่เกียรติคุณ) จำนวน 3 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบรางวัล Healthy Worker Stronger Nation Thailand Awards 2025 ประกอบด้วยองค์กรสุขภาวะต้นแบบ NODE จำนวน 33 แห่ง โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับ Diamond จำนวน 15 แห่งระดับ Platinum จำนวน 3 แห่ง และระดับ Gold จำนวน 15 แห่ง

“ทั้งนี้ สถานประกอบกิจการที่สนใจนำแนวทาง “10 Packages Plus” ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงาน สามารถติดต่อ กลุ่มอนามัยวัยทำงาน สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย โทร. 0 2590 4521,4566,4522 หรือ ศูนย์อนามัยที่ 1-12 และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง เพื่อขอรับคำแนะนำและสนับสนุนในการดำเนินโครงการต่อไป” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน