สตช.และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดโครงการ Money Management & Investment “ค่ายส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ปี 2568

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดโครงการ Money Management & Investment “ค่ายส่งสุขทาง การเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ปี 2568 สร้างวินัยการบริหารการเงินและการจัดการหนี้สินอย่างถูกต้อง

วันนี้ (28 พฤษภาคม 2568) เวลา 08.30 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดกิจกรรม “Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน” ตามโครงการ Money Management & Investment “ส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ซึ่งเป็นกิจกรรมการเข้าค่ายส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและบริหารจัดการหนี้ สำหรับข้าราชการตำรวจและครอบครัว โดยมีข้าราชการตำรวจ และคู่สมรส เข้าร่วมโครงการ จำนวน 27 ครอบครัว และบุคคล 6 คน รวม 60 คน ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2568 ณ The Cop Seminar & Resort อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

โดยมี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล เป็นประธานกล่าวเปิดงาน , คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ Money Management & Investment กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ และ คุณเศรษฐพล ธรรมจินดา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงความร่วมมือส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมแม่บ้านตำรวจ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมโครงการ ร่วมพิธีเปิดโครงการ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ตระหนักถึงสภาพปัญหาทางการเงินและหนี้สินของข้าราชการตำรวจ และต้องการส่งเสริมให้มีความรู้ความเข้าใจ มีวินัยทางการเงิน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว สร้างขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดทำโครงการ Money Management & Investment “ส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและการลงทุน นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตข้าราชการตำรวจและครอบครัว และ คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ

โดยมีแผนงานการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว 3 โครงการหลัก ได้แก่

  1. โครงการ Money Management & Investment “ค่ายส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ผ่านหลักสูตร Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน เพื่อปลูกฝังแนวคิดและทักษะเรื่องการบริหารเงินและจัดการหนี้สิน ต่อยอดความรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง รับคำปรึกษาจากวิทยากร เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินและบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างยั่งยืนแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมทั้ง ต่อยอดความรู้ด้านการเงิน และการลงทุน แก่บุคคลต้นแบบและต้นกล้าผ่านแคมเปญ 21-Day Challenge กองทุนรวม เสริมสร้างนิสัยการเรียนรู้การลงทุนใน 21 วัน เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจและโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวผ่านกองทุนรวม
  2. โครงการ Happy Money, Happy Young Old ปูนนี้ (ก็) มีใช้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเกษียณแก่ข้าราชการตำรวจ เสริมทักษะและฝึกวางแผนการเงินจริง ผ่าน Workshop ผ่านหลักสูตรบริหารเงินหลังเกษียณ ให้สามารถจัดสรรเงินออมก้อนสุดท้ายได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข
  3. การส่งเสริมความรู้ผ่าน SET e-Learning ชุดหลักสูตร “การวางแผนการเงินและบริหารจัดการหนี้” 3 หลักสูตร ได้แก่ 1. หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน 2. หลักสูตรรู้ก่อนเป็นหนี้จะได้ไม่รู้งี้ทีหลัง และ 3. หลักสูตรเป็นหนี้แล้ว จัดการยังไง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีแผนจะดำเนินการพัฒนาและเชื่อมต่อระบบ e-Learning เพื่อให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัว นักเรียนนายร้อยตำรวจ และนักเรียนนายสิบตำรวจ ได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม สามารถบริหารจัดหนี้ วางแผนการออม และมีเงินไว้ใช้จ่ายเพียงพอในยามเกษียณ

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวว่า ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินกิจกรรมที่ 1 คือ โครงการ Money Management & Investment “ค่ายส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ผ่านหลักสูตร Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อให้ทุกคนเปิดใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง รู้จักวางแผนการใช้จ่าย วางแผนการออมเงิน วางแผนเกษียณอย่างเป็นสุข เก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ มีเงินออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับครอบครัว และเพื่อสร้างบุคคลต้นแบบและบุคคลต้นกล้าทางการเงินต่อไป

คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ Money Management & Investment จากปี 2564 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 5 ปี ข้าราชการตำรวจและครอบครัวได้รับความรู้ทางด้านการเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 25,000 นาย คิดเป็นร้อยละ 10 ของข้าราชการตำรวจทั้งหมด และได้สร้างต้นแบบและต้นกล้าทางการเงินประเภทบุคคลและครอบครัวจาก 12 กองบัญชาการ รวมทั้งสิ้น 34 คน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน อาทิ ประหยัดค่าใช้จ่าย 171,000 บาท มีเงินออมเพิ่มขึ้น 375,000 บาท และหนี้สินลดลง 781,000 บาท

โดยในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงตระหนักถึงสภาพปัญหาทางการเงินและหนี้สินของข้าราชการตำรวจ และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะสนับสนุนการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กระจายอย่างทั่วถึง ให้ทุกกองบัญชาการมีต้นแบบทางการเงิน จึงจัดให้มีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจและครอบครัว และจัดการอบรมโครงการ Money Management & Investment “ส่งสุข ทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” เพื่อปรับทัศนคติในการใช้ชีวิต ให้ความรู้ความเข้าใจด้านการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สินอย่างถูกต้อง โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินประกบระยะเวลา 2 เดือน และสร้างครอบครัวต้นแบบและต้นกล้า เพื่อส่งต่อและแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จจากการแก้ไขปัญหาการเงินที่ทำให้เค้าชีวิตมีความสุขมากขึ้น ให้กับเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกัน


นที มีเดช รายงาน

“อลงกรณ์” ดึง AI สร้างแอปฯ Foundue สู้คอร์รรัปชั่น ประกาศเจตนารมณ์ผนึกภาคีเครือข่าย “ไยแมงมุม” สกัดโกง

“อลงกรณ์” ประกาศนำ สถาบัน FKII Thailand ผนึกองค์กรภาคีต่อต้านการทุจริต สร้างเครือข่าย”ใยแมงมุม” สกัดโกง ดึงเทคโนโลยี AI “Corruption Foundue” สร้างช่องทางตรวจสอบข้อมูลที่โปร่งใส ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส ตรวจสอบ ขยายผลหวังลดปัญหาฉ้อฉลเงินแผ่นดิน

ที่สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2568 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand พร้อมด้วย เครือข่ายพันธมิตร อาทิ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ, นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รรัปชั่น (ประเทศไทย), ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผช.ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), นายชยดิษฐ์ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผอ.สถาบัน FKII Thailand, พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ, ดร.เอก์ เหลืองสะอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย), ดร.โรจนศักดิ์ แสงธศิริวิไล นายกสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนนานาชาติ, นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ ประธานมูลนิธิยุวไทยสากล และนายกสมาคมธุรกิจค้าไม้ และนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม คอร์รัปชั่น ฟ้องดู (Corruption Foundue)

นายอลงกรณ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างบรรยายหัวข้อ “คอร์รัปชั่นเทคโนโลยี คอร์รัปชั่น ฟ้องดู โครงการใยแมงมุมต้านโกง” ว่า การรวมตัวของภาคีเครือข่ายฯครั้งนี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยยึดโยงกับวันแรก (28 พ.ค.) ที่สภาผู้แทนราษฎร กำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในวาระแรก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปีที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และต้องกู้ยืมเงินมากกว่า 9 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ทั้งยังถือเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในแวดวงราชการ ซึ่งสถาบัน FKII Thailand มองเห็นช่องโหว่ใหญ่ที่เป็นปัญหาของประเทศจากพฤติกรรมดังกล่าว

“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้อง ในยุคของรัฐบาลที่มีอำนาจมากที่สุดยุคหนึ่ง จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีรวมเกือบ 20 คดี แต่ในที่สุดศาลท่านก็ได้ตัดสินให้ผมชนะในทุกคดี แม้จะไม่สามารถเอาผิดคนโกงได้ทุกคดี แต่ก็ทำให้อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งและเลขานุการของรัฐมนตรีท่านนั้น ถูกจำคุกฐานฉ้อโกงเงินภาษีของประชาชนได้ ซึ่งบทเรียนจากการทำหน้าที่ประธานตรวจสอบการการทุจริตคอร์รัปชั่นในครั้งนั้น ก็น่าจะเป็นบทเรียนและเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่นับจากนี้ไป”

ประธานสถาบัน FKII Thailand กล่าวย้ำว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาคีเครือข่ายฯ หรือภาคประชาชน จะต้องกล้าเดินไปด้วยกัน เพื่อต่อต้านและขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และร่วมกันสร้างแสงสว่างแห่งความดีงาม เพื่อป้องกันความดำมืดของการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ลดลงไปจากประเทศไทย

ด้าน ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ฯ กล่าวว่า การจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นสามารถทำได้ หากเข้าใจกลไกอันเป็นต้นตอของปัญหา กล่าวคือตัวบุคคล ระบบ และบริบทสังคม ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงถึงกัน ทั้งนี้ ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า “สันดานมนุษย์ซื้อได้ด้วยผลประโยชน์” ขอให้จ่ายในสัดส่วนที่มากพอ ก็สามารถจะซื้อคนๆ นั้นได้แล้ว วิธีการแก้ไขคือจะต้องสร้างระบบที่ทำให้ “คนชั่วทำดีโดยไม่รู้ตัว” โดยเฉพาะการสร้างแสงสว่างในที่มืดให้มากที่สุด ส่วนตัวเสนอให้ทุกภาคส่วน เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่ไม่กระทบต่อปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง เพราะหากทุกอย่างเปิดเผย โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้แล้ว เชื่อว่าปัญหาการปัญหาคอร์รัปชั่นก็จะค่อยๆ ลดลงไปโดยปริยาย

ส่วน นายพิศิษฐ์ฯ กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น นับแต่ที่มี สตง., ต่อมาก็มี ป.ป.ป., ปปท., ดีเอสไอ และ ปปง. ทั้งหมดสะท้อนว่าปัญหาวิกฤติด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงเติบโตและขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง ในฐานะ “อดีตผู้ว่าการ สตง.” มีหลายคนถามตนว่า “ทำไม ตึก สตง.ถึงถล่ม!” คำตอบง่ายๆ คือ เพราะเป็น “ของหลวง” แต่หากเป็นตึกของภาคเอกชน ก็จะมีกระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และขั้นตอนการก่อสร้างที่ดีพอ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตึกของเอกชนจึงไม่ถล่มพังลงมา ส่วนตัวเคยคิดว่าการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ยาก แต่หลังจากที่มีแอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” แล้ว เชื่อว่าปัญหานี้จะลดลงตามมา

ขณะที่ ดร.มานะฯ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ การพูดว่าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เสมือนเป็นการพูดใส่กำแพง กล่าวคือพูดให้ตัวเองได้ยิน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย ที่ผ่านมาพบว่าแต่ละปีมีการโครงการก่อสร้างของภาครัฐรวมกันสูงมากถึง 1.7 ล้านล้านบาท และหากมีการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากโครงการแค่ 10-20% นั่นก็หมาย ความว่าประเทศจะสูญเสียเงินไปราวๆ 1.7 – 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมาก เฉพาะหน่วยงานในสังกัด องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นพบว่า การทำหน้าที่ของ อบจ.ทั้ง 76 จังหวัด มีโครงการก่อสร้างถนนในพื้นที่ รวมกันมากถึง 3 แสนล้านบาท แต่กลายเป็นว่า 63% เป็นการซ่อมแซมถนนที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งไม่ก่อประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด มันสะท้อนว่าที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ใส่ใจต่อการต่อต้านปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด แต่จากนี้ การมีเทคโนโลยี ฟ้องดู แม้จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น แต่จำเป็นจะต้องสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชน รวมถึงนักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อให้เครือข่ายทุกภาคส่วนสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและทำหน้าฟ้องประชาชนไปด้วย

ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้คิดค้นแอปพลิเคชั่น “Traffy Foundue” ก่อนจะขยายผลและเชื่อมโยงไปสู่แอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” กล่าวว่า แนวคิดของการแอปพลิเคชั่นแจ้งเบาะแสหรือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นคือต้องทำ (ใช้งาน) ได้ง่าย และเห็นความก้าว หน้า ที่สำคัญผู้แจ้งเบาะแสจะต้องปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้กระบวนการทำงานในการตรวจสอบและป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับการแจ้งเบาะแสและผ่านการตรวจสอบแล้วจะถูกใช้และขยายผลเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ระบุว่า ภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ พร้อมจะเข้าร่วมเป็นภาคีต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของ สถาบัน FKII Thailand เพราะไม่ต้องการเห็นการเติบโตของปัญหาดังกล่าว นำไปสู่ความร่วมมือในการสร้างสังคม “ธรรมภิบาล” ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ขณะที่ ดร.เอก์ เหลืองสอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เคยกล่าวปาฐกถาในงานเสวนาของสมาคมฯ ถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าเป็นเสมือน “การปล้นชาติ” จำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ “ต้นน้ำ” นั่นจึงเป็นที่มาทำให้ สมาคมฯมุ่งเน้นไปที่สร้างเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ในระดับอุดมศึกษา โดยรวมมือกับมหวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งการเกิดขึ้นของ แอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” จะช่วยทำให้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างเข้มข้นและเข้มแข็ง และทำให้การขับเคลื่อนเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเกาะป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกทางหนึ่ง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 8 แสนบาท มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 8 แสนบาท มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ มอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ และมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบทในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการประชาชนฟรี

วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรม การและรองเลขาธิการฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ, นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ, นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนฯ นำทีมลงพื้นที่มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 32 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 804,530 บาท เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล จังหวัดเชียง ใหม่ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วย อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) และนายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋) ร่วมในพิธี

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้มอบรถเข็นวีลแชร์ แก่ผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ ฝาง, แม่วาง, สันทราย, ดอยเต่า, หางดง, สันป่าตอง, เวียงแหง, แม่อาย รวมจำนวน 14 คัน และมอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลน จำนวน 2 โรงเรียน รวมจำนวน 20 คัน เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวเชียงใหม่ในครั้งนี้ทั้งสิ้น 876,130 บาท (แปดแสนเจ็ดหมื่นหกพันหนึ่งร้อยสามสิบบาทถ้วน) โดยมีประชาชน เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ อีกทั้ง มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ ณ มูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

จากเหตุมหาอุทกภัยทางภาคเหนือเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งทีมบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที โดยได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือถึง 2 ครั้ง หลังจากนั้นทีมสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท รวมงบประมาณการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมากว่า 9 ล้านบาท

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยในกลุ่มเป้าหมายแรกดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ต่อมาได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 จังหวัด จำนวน 485 ครัวเรือน รวมดำเนินการไปแล้ว 3 ภาค รวม 54 จังหวัด 813 ครัวเรือน รวมงบประมาณกว่า 15.6 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คดี

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คดี

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ สภ.ปากคลองรังสิต ภ.จ.ปทุมธานี : พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี และ ข้าราชการตำรวจในสังกัดฯ ตามนโยบายของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ที่มุ่งเน้นให้ทุกหน่วยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มการโจรกรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนจำนวนมาก

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คดี ดังนี้

คดีที่ 1 : จับแก๊งโจรกรรมรถจักรยานยนต์ในพื้นที่ สภ.ปากคลองรังสิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2568 ผู้เสียหายนำรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ 110 ไอ ไปจอดที่สถานีรถไฟฟ้าหลักหก ต่อมาวันที่ 19 พ.ค.2568 พบว่ารถหาย จึงแจ้งความกับตำรวจ จากการสืบสวนและจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากคลองรังสิต สืบสวนจนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุ 3 ราย คือ 1.นายภูมิ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี 4 เดือน เคยต้องโทษลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 8 คดี, 2.นายฟรองซ์ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี, 3. น.ส.อีฟ (นามสมมติ) อายุ 26 ปี

ผู้ต้องหาให้การว่าได้นำรถจักรยานยนต์ที่โจรกรรม ไปขายให้นายหรั่ง (นามสมมติ) อายุ 26 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ใน ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ผลการตรวจค้นบ้านนายหรั่ง พบรถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรม 2 คัน ตรวจสอบพบว่า นายหรั่ง กำลังจะนำรถทั้งสองคันขึ้นรถตู้เพื่อไปขายต่อที่เขตมีนบุรี นายหรั่ง รับสารภาพว่า เริ่มรับซื้อรถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรมมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 6 เดือน ได้รับซื้อรถมาแล้ว มากกว่า 135 คัน จากการตรวจสอบบัญชีธนาคาร พบยอดเงินหมุนเวียนทั้งสิ้น 11,227,970 บาท นายหรั่ง ส่งรถให้เพื่อนใน Facebook เพื่อปลอมแปลงเอกสาร โดยเก็บค่าดำเนินการคัดสำเนารถ 300 บาท/คัน,สำเนาบัตรประชาชน 400 บาท/คัน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 พบว่า นายหรั่ง ขายรถที่ถูกโจรกรรมไปแล้ว 26 คัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมี 8 โรงพัก ที่มีการแจ้งหาย โดยได้แจ้งข้อกล่าวข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร”

คดีที่ 2 : จับแก๊งโจรกรรมรถยนต์และจักรยานยนต์ในพื้นที่ สภ.คลองหลวง
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 พ.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง จับกุม นายเล้ง (นามสมมติ) อายุ 47 ปี จากการสอบสวน นายเล้ง ให้การว่า โจรกรรมรถแล้วนำไปขายต่อให้นายเล็ก (นามสมมติ) อายุ 40 ปี การตรวจค้นและของกลาง ตรวจค้นบ้านพักนายเล็ก พบ 1.รถจักรยานยนต์ที่ถูกโจรกรรม 2 คัน, 2.รถที่ใช้ในการก่อเหตุ 1 คัน, 3.เอกสารปลอม เช่น ใบคู่มือจดทะเบียน สำเนารายการจดทะเบียน และเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายรถอีกจำนวนมาก ตรวจสอบย้อนหลังพบว่า กลุ่มนี้เคยโจรกรรมยานพาหนะมาแล้วอย่างน้อย 4 คัน (ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์) รวมมูลค่าความเสียหาย กว่า 1,000,000 บาท เมื่อได้รถมา จะส่งให้เครือข่ายใน Facebook ปลอมแปลงเอกสาร ลักษณะเดียวกับคดีที่ 1 โดยมีค่าดำเนินการคัดสำเนารถ 300 บาท/คัน,สำเนาบัตรประชาชน 400 บาท/คัน ได้แจ้งข้อกล่าวข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร”

ภาพรวมความเสียหายทั้ง 2 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกัน มากกว่า 12,000,000 บาท จับ กุมผู้ต้องหาได้แล้ว รวม 6 ราย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ถึงปัจจุบัน ภ.จ.ปทุมธานี ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาในคดีโจรกรรมรถ ไปแล้ว 18 คน และติดตามรถที่ถูกโจรกรรมไป นำส่งคืนให้กับเจ้าของแล้ว 23 คัน มีการเร่งขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน ผู้ร่วมขบวนการ และผู้รับซื้ออย่างเข้มข้น

ตำรวจภูธรภาค 1 ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับขบวนการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โปรดแจ้งเบาะแสไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชมความสนุก GoGoal Tournament บอลเดินสายสุดมันส์

ชมความสนุก GoGoal Tournament บอลเดินสายสุดมันส์ แฟนคลับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ร่วมสนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลเดินสายชิงเงินแสน GoGoal Tournament

แฟนคลับ ‘สาลิกาดง’ ในไทยได้ร่วมกันส่งเสริมวงการฟุตบอลเดินสายในประเทศไทยด้วยการสนับสนุนฟุตบอลรากหญ้าในไทยตามแนวคิด ‘Play with FUN, be FUN’ ด้วยการจัดบอลฟุตบอลเดินสายอย่างรายการ GoGoal Tournament โดยมีเหล่าแฟนๆ มาร่วมเชียร์กันอย่างสนุกสนาน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ สนามฟุตบอล Super Star Arena ลาดพร้าว 80

โดยรายการนี้ ถือว่าเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีทีมเข้าร่วมแข่งมากถึง 48 ทีม และมีการชิงเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท พร้อมจัดการถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ไปทั่วประเทศ ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยทีม ‘หอมชาบู แปดริ้ว’ ได้รับตำแหน่งชนะเลิศพร้อมรับเงินรางวัลกลับบ้านเพียบ

แฟนๆ สามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขันครั้งต่อๆ เพื่อร่วมสนุกและลุ้นรับรางวัลได้ที่ LINE ID : @LiveYourDream หรือแอด https://lin.ee/dOtUKg5


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ครบรอบ 124 ปี เปิดเวทีประกาศเกียรติศักดิ์ดาวเงิน เชิดชูเกียรติศิษย์เก่าดีเด่น

โรงเรียนนายร้อยตำรวจครบรอบ 124 ปี เปิดเวทีประกาศเกียรติศักดิ์ดาวเงิน เชิดชูเกียรติศิษย์เก่าดีเด่น

โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้จัดการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาสรรหาศิษย์เก่าดีเด่น เพื่อรับรางวัล “เกียรติศักดิ์ดาวเงิน” เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ห้องเตมียเวส อาคารกองบัญชาการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกในวาระครบรอบ 124 ปี แห่งการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รร.นรต.

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกศิษย์เก่าที่ได้รับการเสนอชื่อ 1 นายจากแต่ละรุ่น โดยมีผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 28 นาย และมีผู้สละสิทธิ์ 5 นาย เหลือจำนวนผู้เข้ารับการพิจารณาคัดเลือกทั้งสิ้น 23 นาย การคัดเลือกมุ่งเน้นไปที่ผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม องค์กรตำรวจ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อยกย่องและเชิดชูศักดิ์ศรีของศิษย์เก่าผู้ทรงคุณค่า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิษย์ปัจจุบันและสังคมโดยรวม

สำหรับผลการพิจารณาคัดเลือกเบื้องต้น ศิษย์เก่าที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่

  1. พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นรต.รุ่น 32 หมายเลข 9 ได้ 24 จาก 27 คะแนน
  2. ศ.ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นรต.รุ่น 25 หมายเลข 4 ได้ 23 จาก 27 คะแนน
  3. พล.ต.อ.ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ นรต.รุ่น 20 หมายเลข 2 ได้ 14 จาก 27 คะแนน
  4. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา นรต.รุ่น 28 หมายเลข 6 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
  5. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง นรต.รุ่น 41 หมายเลข 15 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
  6. พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย นรต.รุ่น 48 หมายเลข 18 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
  7. พล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว นรต.รุ่น 18 หมายเลข 1 ได้ 11 จาก 27 คะแนน
  8. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นรต.รุ่น 30 หมายเลข 7 ได้ 10 จาก 27 คะแนน
  9. พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง นรต.รุ่น 40 หมายเลข 14 ได้ 10 จาก 27 คะแนน
  10. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ นรต.รุ่น 45 หมายเลข 17 ได้ 10 จาก 27 คะแนน

ทั้งนี้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจขอแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่ศิษย์เก่าผู้ได้รับการเสนอชื่อทุกท่าน ที่เป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จและความมุ่งมั่นอันสูงสุด พร้อมย้ำเจตนารมณ์เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้กับศิษย์ปัจจุบันและสังคมโดยรวม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สำนักงาน ป.ป.ส. จัดประชุม ครส. ครั้งที่ 3/2568 เดินหน้ามาตรการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

สำนักงาน ป.ป.ส. จัดประชุม ครส. ครั้งที่ 3/2568 เดินหน้ามาตรการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 : พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด ครั้งที่ 3/2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเกียรติในประชุม พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายนิยม เติมศรีสุข ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม, นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม, พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส., พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ, พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการ ศอ.บต., พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ, พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราช ทัณฑ์, พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, นายแพทย์ วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์, พันตำรวจโท พงษ์ธร ธัญญสิริ ผู้อานวยการสำนักงานกิจการยุติธรรม, พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4, พลตรี เสฎฐวุฒิ จันทนะ เลขาธิการ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมด้วยนายศิริสุข ยืนหาญ, นาง สาวอารีภักดิ์ เงินบำรุง, นายอภิกิต ฉ. โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., พลตำรวจเอก ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ, พลตำรวจเอก ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญ ชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมชิดชัย วรรณสถิตย์ อาคาร 2 ชั้น 3 สำนักงาน ป.ป.ส.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุมฯ และเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานเพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการรับชมวิดีทัศน์สรุปผลการดำเนินงานด้านการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติดในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความคืบหน้าในการผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่

โดยการประชุมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประธานอาเซียน มาบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมอง และความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน” ซึ่งมีการบรรยายถึงภาพรวมสถานการณ์ยาเสพติดทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน พร้อมแนะนำนโยบายและแนวทางในการบูรณาการที่สามารถปรับใช้กับสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นได้มีการรายงานความคืบหน้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด ด้านการพัฒนาระบบบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด การใช้ข้อมูลประวัติอาชญา กรรมของผู้ต้องหา เพื่อวางมาตรการเชิงรุก รวมถึงการนำเสนอผลการดำเนินการตามแผนเฉพาะกิจในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะ ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพ

ในการเข้าถึงแหล่งทุนและการสนับสนุนชุมชนผ่าน “กองทุนแม่ของแผ่นดิน” ซึ่งถือเป็นกล ไกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน พร้อมกำหนดแนวทางประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิด ความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด การประชุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและหน่วยงานภาคีในการร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยปลอดภัยจากยาเสพติดในทุกมิติ ทั้งการป้องกัน การปราบปราม และการบำบัดฟื้นฟู อันจะนำไปสู่สังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบถุงยังชีพ ไข่ไก่ ข้าวสาร และน้ำดื่ม แก่ข้าราชการตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วยชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล, คณะ กต. ตร.กทม. และ กต.ตร.สน.ทุ่งสองห้อง ร่วมกันมอบถุงยังชีพ ไข่ไก่ ข้าวสาร และน้ำดื่ม แก่ข้าราชการตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง

เมื่อวันอังคารที่ 27 พ.ค.2568 เวลา 17.30 น. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชัยพัชร์ ศรีประเสริฐ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.เจษฎา สวยสม ผบก.น.2, พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.3,พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1,พ.ต.อ.ทินกร สมวันดี รอง ผบก.อก.บช.น., พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู รอง ผบก.น.2, พร้อมด้วยชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล, คณะ กต.ตร.กทม. และ กต.ตร.สน.ทุ่งสองห้อง ร่วมกันมอบถุงยังชีพ ไข่ไก่ ข้าวสาร และน้ำดื่ม แก่ข้าราชการตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง จำนวน 160 นาย โดยมี พ.ต.อ.ชิศณุพงศ์ สุริยานนท์ ผกก.สน. ทุ่ง สองห้อง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ณ สน.ทุ่งสองห้อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศปป.3 กอ.รมน. ผนึกกำลัง 6 หน่วยงาน ลุยทำลายของกลางละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วประเทศ ปักธงความโปร่งใส–เชื่อมั่นประชาชน

ศปป.3 กอ.รมน. ผนึกกำลัง 6 หน่วยงาน ลุยทำลายของกลางละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วประ เทศ ปักธงความโปร่งใส–เชื่อมั่นประชาชน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคารรื่นฤดี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรุงเทพฯ : พลโท ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 (ศปป.3 กอ.รมน.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ครั้งที่ 1/2568

การประชุมครั้งนี้มี นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานหลัก อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI),กรมศุลกากร,สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ กรมประชาสัมพันธ์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา เข้าร่วมเพื่อวางแนวทางและกำหนดมาตรฐานกลางในการดำเนินการทำลายของกลางทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของการหารือ คือการกำหนดรูปแบบ ขั้นตอน และสถานที่ทำลายของกลางให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยยึดหลัก “ความโปร่งใส ตรวจสอบได้” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง ทรัพย์สินทางปัญญา และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อแสดงจุดยืนของไทยในเวทีนานาชาติว่า “เราเอาจริงกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา“


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมชาวสงขลา ร่วมกับสมาคมชาวปักษ์ใต้ และสมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวธ ร่วมทำบุญครบ 6 ปี วันอสัญกรรม “ป๋าเปรม”

สมาคมชาวสงขลา ร่วมกับสมาคมชาวปักษ์ใต้ และสมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวธ
ร่วมทำบุญครบ 6 ปี วันอสัญกรรม “ป๋าเปรม”

สมาคมชาวสงขลา ร่วมกับ สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวธ จ.สงขลา จัดพิธีบำเพ็ญกุศล ครบรอบ 6 ปี วันอสัญกรรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ในวันอาทิตย์ที่ 25 พ.ค. 2568 ณ ศาลา 100 ปี วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พระเทพวชิรมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และเจ้าคณะภาค 8 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ อดีตนายกสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายศุภกิจ ยอดแก้ว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มขายและปฏิบัติการลูกค้า ภาคใต้ บริษัท โทร คมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมนักเรียนเก่ามหาวชิราวุธจ.สงขลา ผศ.ดร.กานต์ บุญศิริ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะนายกสมาคมชาวสงขลา ร่วมในพิธีบำเพ็ญกุศล และกิจกรรมรำลึกถึงคุณความดีของพล.อ. เปรม

พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2463 ณ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยพระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรโณ) เป็นผู้ตั้งชื่อให้ ส่วนนามสกุล “ติณสูลานนท์” ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พล.อ.เปรม เป็นประธานองคมนตรีถึง 2 รัชสมัย เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในช่วงหลัง การสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างรอประกาศการขึ้นทรงราชย์ ในปี พ.ศ. 2559 และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย พลเอกเปรม เป็นผู้นำที่ตั้งมั่นบนความซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดี แน่วแน่ในการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน เป็นแบบอย่างคุณความดีให้กับคนรุ่นหลัง

ภายหลังจากพิธีสงฆ์ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567ของสมาคมชาวสงขลา เพื่อแถลงผลการดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมา และเลือกตั้งนายกสมาคมชาวสงขลาคนใหม่แทนผศ.ดร.กานต์ บุญศิริ นายกสมาคมปัจจุบัน ที่จะหมดวาระพร้อมกับกรรมการชุดปัจจุบันที่จะหมดวาระลงในเดือนกันยายน 2568 โดยที่ประชุมมีมติเลือก นายสถาพร ฤกษ์พิบูลย์ เป็นนายกสมาคมชาวสงขลาในวาระต่อไป จากนั้นได้มีมอบรางวัลเงือกทองคำให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ ให้กับจ.สงขลา

ผศ.ดร.กานต์ บุญศิริ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะนายกสมาคมชาวสงขลา เปิดเผยว่าในปีที่ผ่านมาสมาคมชาวสงขลา ได้มีนโยบาย “ก้าวร่วมเพื่อชาวสงขลา” เพื่อสนับสนุน และขยายโอกาส ให้กับชาวสงขลา อาทิ การมีส่วนร่วมในการสมทบทุนในการสร้างโรงพยาบาล สิงหนคร จ.สงขลา ร่วมทำนุบำรุงวัด และส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา อีกทั้งส่งเสริมด้านอาชีพให้กับชาวสงขลา

ด้านนายสถาพร ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่นายกสมาคมชาวสงขลาคนใหม่ กล่าวว่าในฐานะผู้ที่จะมาสืบต่อปณิธานของสมาคมชาวสงขลาว่า จะเทิดทูนสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสานต่อความดีงามไว้ซึ่งตนมีนโยบายที่จะร่วมทำนุบำรุงโรงเรียนมหาวชิราวุธ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ พล.อ.เปรม ได้เคยศึกษาจะร่วมปรับหอนาฬิกา ที่หอสมุดโรงเรียนมหาวชิราวุธ ที่มีสถาปัตยกรรมอันงดงามให้สมบูรณ์ดังเดิมและจะสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเยาวชน ที่ยังขาดแคลน ตลอดจนส่งเสริมด้านอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพอิสระให้กับชาวสงขลา โดยสมาคมฯพร้อมที่จะช่วยเหลือชาวสงขลาที่เดือดร้อน ด้วยความรักสามัคคี ของชาวสงขลา