สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระราชินีนักบิน ทหารหญิงแกร่งแห่งกองทัพ

พลเอกหญิง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงพระปรีชาสามารถในด้านการขับเครื่องบิน โดยทรงสำเร็จหลักสูตรการบินของหน่วยฝึกการบินของกองทัพอากาศหลายหลักสูตร และเสด็จ ฯ ไปทรงฝึกและศึกษาการบินเพิ่มเติม ทรงผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตนักบินของสหภาพยุโรป

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอกจากสำนักงานการบินพลเรือน และปัจจุบันทรงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนักบินผู้ช่วย ทำการบินกับเครื่องบินพระราชพาหนะ อันเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชนชาวไทย หลายครั้งที่ทั้ง ๒ พระองค์ ได้ทรงทำการบินร่วมกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ในพระราชสถานะนักบินที่ ๑ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมขับเครื่องบินในพระราชสถานะนักบินผู้ช่วย เสด็จฯ ทรงไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ

เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๘ เมษายน ๒๕๖๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ ๑ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินผู้ช่วย ซึ่งท่าอากาศยานนานาชาติพาโร ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานของโลกที่มีความยากที่สุดในการนำเครื่องขึ้นและลงจอด นักบินที่ทำการบินมายังสนามบินแห่งนี้ต้องได้รับการฝึกอบรมพิเศษและได้รับใบอนุญาตเฉพาะ สร้างความประทับใจและจดจำของพสกนิกรทั้งชาวไทยและต่างชาติถึงพระปรีชาสามารถด้านการบิน

ด้านการทหาร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสำเร็จหลักสูตรการอบรมด้านการทหารที่สำคัญ หลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรส่งทางอากาศของหน่วยรบพิเศษ โดยทรงทำการกระโดดร่ม ๕ ครั้งจากเครื่องบิน หลักสูตรส่งทางอากาศนาวิกโยธิน (นย.) และทรงเข้ารับการศึกษา โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่น ๙๑ แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความอุตสาหะในการฝึกฝน

ในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ณ พระลานพระราชวังดุสิต สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงนำการสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์และทหารรักษาพระองค์สามเหล่าทัพ ด้วยพระองค์เอง ในตำแหน่ง “องค์ผู้บังคับกองผสม” โดยทรงแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศรักษาพระองค์ นำมาซึ่งภาพแห่งความประทับใจ สง่างาม สมกับการเป็นทหารรักษาพระองค์ ตลอดจนงดงามตราตรึงในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทย

#พระราชินีสุทิดา#ทรงพระเจริญ#วันเฉลิมพระชนมพรรษา#๓มิถุนายน๒๕๖๘


ข้อมูล : กรมจเรทหารบก

พระลาน

ผบช.ภ.1 จัดโครงการอบรมการปฐมพยาบาลและ การกู้ชีพเบื้องต้น FirstAid & CPR เพื่อฝึกอบรมทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้แก่ข้าราชการตำรวจ

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าหน่วยกองบังคับการอำนวยการ รับผิดชอบงานประประชาสัมพันธ์ข่าวและแถลงข่าวตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า ทาง พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ได้จัดให้มีโครงการ….โครงการอบรมการปฐมพยาบาลและ #การกู้ชีพเบื้องต้น #FirstAid & #CPR

วันที่ 27 พ.ค.68 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ประธานพิธี สมาคมแม่บ้านตำรวจ นำโดยคุณชนาพร ไกรทอง กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจและผู้ช่วยที่ปรึกษาโครงการพัฒนาทักษะแม่บ้านตำรวจ ชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 นำโดย คุณณัฐวดี เอี่ยมวงศ์ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 คณะชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 และข้าราชการตำรวจ ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมพิธีเปิดโครงการอบรมการปฐมพยาบาลและการกู้ชีพเบื้องต้น (First Aid & CPR)

โดยมี คณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก BEAT CPR TRAINING CENTER บรรยายให้ความรู้และสาธิตการปฏิบัติ ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อเป็นการฝึกอบรมทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐานให้แก่ข้าราชการตำรวจ ตลอดจนครอบครัว ได้มีความรู้ความเข้าใจและทักษะที่ถูกต้อง สามารถนำไปปฏิบัติการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานให้กับเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว ประชาชนที่มาติดต่อราชการ และผู้ประสบภัย ในภาวะฉุกเฉินได้


ผบ.ตร. เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ สายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่

ผบ.ตร.เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ สายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ เพิ่มประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่

วันนี้ (27 พฤษภาคม 2568) เวลา 08.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ สายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2568 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รุ่นที่ 1 และ 2 โดยมี พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9, พล.ต.ต.กันตพัฒน์ ศรีอมรรัตน์ ผู้บังคับการกองแผนงานอาชญากรรม, พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผู้บังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน, พล.ต.ต. วรวิทย์ ญาณจินดา ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ, คณะวิทยากร และผู้เข้ารับการฝึกอบรม ประกอบด้วย ข้าราชการตำรวจระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ สายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทั่วประเทศ สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1-9 รวมจำนวน 104 นาย ร่วมพิธี ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผบ.ตร. กล่าวว่า จากสภาพปัญหาการก่ออาชญากรรมที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปในหลายรูปแบบ เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ อันเป็นเหตุการณ์ที่ตำรวจ โดยเฉพาะสายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในฐานะผู้เผชิญเหตุคนแรก ต้องมีทักษะที่ถูกต้องในการรับแจ้งเหตุ ประเมินสถานการณ์ และผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้ควบคุมเหตุการณ์พื้นที่ที่จะต้องเข้าไประงับยับยั้งเหตุ บริหารเหตุการณ์ ตามหลักกฎหมาย ยุทธวิธีตำรวจ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักการใช้กำลังตามความจำเป็น เหมาะสม ได้สัดส่วนตามแต่ละสถานการณ์ ป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดแผนการปฏิบัติในการรักษาความสงบไว้แล้ว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ จึงได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ สายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ขึ้น เพื่อให้ข้าราชการตำรวจทุกนายเกิดความเข้าใจ ดำเนินการในขั้นเตรียมการรองรับสถานการณ์ในแต่ละสภาพพื้นที่ เพื่อนำไปกำหนดแผน ซักซ้อมการปฏิบัติ จัดเตรียมกำลังพล เครื่องมือ อุปกรณ์ และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนไปในระดับพื้นที่ และการปฏิบัติตามหลักกฎหมาย หลักยุทธวิธี และหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อลดปัญหาและลดความเสี่ยงในการปฏิบัติ

ทั้งนี้ โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจ สายงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รุ่นที่ 1 ฝึกอบรมวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2568 และรุ่นที่ 2 ฝึกอบรมวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2568


นที มีเดช รายงาน

จเร กอ.รมน. พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจการปฏิบัติราชการ กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่

จเร กอ.รมน. พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจการปฏิบัติราชการ กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่

วันนี้(27 พ.ค. 68) พล.อ.มนิต ศิริรัตนากูล จเร กอ.รมน. พร้อมคณะฯ ได้เดินทางมาตรวจการปฏิบัติราชการและประเมินผลการปฏิบัติราชการของ กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ ตามแผนงานโครงการประจำปี 2568 เพื่อพบปะชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ในการนี้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ พ.อ.ยรรยง ทิพาปกรณ์ รอง ผอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานผลการดำเนินงานในห้วงปีที่ผ่านทั้งด้านโครงสร้างการจัดการบรรจุกำลังพล ประจำปี 2568 ,ด้านการสรุปการปฏิบัติงานตามแผน โครงการ ที่ได้ดำเนินการแล้ว และกำลังจะดำเนินการต่อ ,ด้านปัญหาข้อขัดข้อง ข้อเสนอแนะ แผนงาน โครงการ ของหน่วยงานที่จะให้ จเร กอ.รมน. ช่วยแก้ปัญหา

ในส่วนการสรุปผลการประมาณการภัยคุมคามด้านความมั่นคง กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า มี 4 หัวข้อหลัก ได้แก่

  1. ด้านปัญหาไฟป่าและหมอกควัน
  2. ด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
  3. ด้านการรักษาความมั่นคงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  4. ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และผู้หลบหนีเข้าเมือง

ในการนี้ กอ.รมน. จังหวัดเชียงใหม่ได้ออกแผนปฏิบัติการที่สำคัญ ได้แก่ แผนปฏิบัติการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่พ.ศ 2568 ,แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดเชียงใหม่พ.ศ 2568 ,แผนเผชิญเหตุป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่พ.ศ 2567-2568 ,แผนงานโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูและป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติระดับจังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ 2568 ,แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่พ.ศ 2564-2570 ,แผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และผู้หลบหนีเข้าเมือง เพื่อแก้ไขและป้องกันภัยคุมคามด้านความมั่นคงของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

ในการนี้ จเร กอ.รมน. กล่าวว่า กอ.รมน.ในจังหวัด เป็นกลไกสำคัญที่จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงทีและตรงไปที่ความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง วันนี้การได้มาพบกอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเรื่องที่ดี เพื่อจะได้ทราบแนวทางการปฏิบัติงานประจำปี 2568 พร้อมรับฟังปัญหาข้อขัดข้อง การร้องเรียน ไปแก้ไขปัญหา และนำเรียนเข้าที่ประชุมส่วนกลาง ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

จังหวัดลำพูน ประชุมเตรียมพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย ปี 2568 ให้ครอบคลุมทุกมิติอย่างยั่งยืน

จังหวัดลำพูน ประชุมเตรียมพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย ปี 2568 ให้ครอบคลุมทุกมิติอย่างยั่งยืน

วันที่ 26 พ.ค.2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมหริภุญชัย ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในการประชุมร่วมกับคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ปี 2568 โดยมีนายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ปลัดจังหวัดลำพูน หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้เพื่อบูรณาการ ทำงานและเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ปี 2568 ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 แจ้งว่าประเทศไทยได้สิ้นสุดฤดูร้อนและเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูฝนในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 จึงให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาภัยอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยปี 2568 โดยมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดภัย อาทิ การติดตามสภาพอากาศ จัดทำแผนเผชิญเหตุอุทกภัย การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การขุดลอกคูคลอง ท่อระบายน้ำในเขตเมืองทุกอำเภอ การจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว การระบายน้ำและการเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำรวมถึงการแจ้งเตือนภัย การเฝ้าระวังสถานการณ์ดินโคลนถล่ม เป็นต้น

ในด้านการเผชิญเหตุขณะเกิดเหตุ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ระดับอำเภอและศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดชุดปฏิบัติการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยโดยเฉพาะด้านการดำรงชีพตามวงรอบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือฟื้นฟูหลังเกิดภัย อำเภอที่ยังคงมีสถานการณ์อุกภัยให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามแผนเผชิญเหตุให้ครอบคลุมในทุกมิติ รวดเร็วและทั่วถึง ด้านอำเภอที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ให้กำชับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประสานหน่วยงานต่างๆ เร่งสำรวจความเสียหายและจัดทำบัญชีความเสียหายให้ครบทุกด้าน เป็นต้น

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนเน้นย้ำให้นายอำเภอทุกอำเภอ ติดตามสถานการณ์ประจำวันอย่างใกล้ชิด และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยงต่อการเกิดเหตุ และร่วมบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหา อย่างจริงจังและเกิดความยั่งยืน ในส่วนของการสื่อสาร โดยเน้นย้ำการจัดทำแผน JIC ระดับจังหวัดร่วมบูรณาการให้ข้อมูลข่าวสารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก โดยในการประชุมฯ ในวันนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ปี 2568 ในพื้นที่จังหวัดลำพูน แบบบูรณาการครอบคลุมในทุกมิติให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


นที มีเดช รายงาน

เลขานุการศอ.จอส. ภาค 3 ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาและพัฒนาบึงสีไฟ อ.เมือง จ.พิจิตร

เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาและพัฒนาบึงสีไฟ อ.เมือง จ.พิจิตร

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 พลตรี ณรงค์ฤทธิ์ สนองคุณ เลขานุการ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาและพัฒนาบึงสีไฟ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยมี นายธนิต ภูมิถาวร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย พันเอก สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร (ฝ่ายทหาร) นายกฤษฏ์ เพ็ญสุภา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร จิตอาสา 904 จิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิจิตร หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ

ด้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ได้กล่าวต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงานการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่บริเวณโดยรอบบึงสีไฟ รวมทั้ง การจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์บึงสีไฟ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดพิจิตร ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวบึงสีไฟกันเป็นจำนวนมาก ทำให้บึงสีไฟกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดพิจิตร นอกจากนี้ จังหวัดพิจิตร ยังมีการกำหนดทิศทางเป็นแผนแม่บทในการพัฒนาบึงสีไฟอย่างต่อเนื่องให้เกิดความยั่งยืน

เลขานุการ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 กล่าวชื่นชมจังหวัดพิจิตรในการทำงานพัฒนาพื้นที่บึงสีไฟ และเชื่อมั่นในยุทธศาสตร์ของจังหวัดพิจิตร ที่พัฒนาบึงสีไฟจากก้าวแรกจนถึงปัจจุบันและวางแผนพัฒนาต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต พร้อมฝากการสร้างความเป็นมาตรฐานของแหล่งท่องเที่ยวในทุกด้าน ให้จังหวัดพิจิตรเกิดความโดดเด่นเพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวสู่มาตรฐานสากล จากนั้น เลขานุการ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 และคณะ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมพื้นที่บริเวณโดยรอบบึงสีไฟต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมหารือเพื่อนำข้อมูล ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) ระหว่างวันที่ 2 – 4 กรกฎาคม 2568

แม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมหารือเพื่อนำข้อมูล ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) ระหว่างวันที่ 2 – 4 กรกฎาคม 2568

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมหารือเพื่อนำข้อมูล ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 2 – 4 กรกฎาคม 2568 เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในทุกด้านเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงตลอดแนวชายแดนไทย – เมียนมา ด้วยมาตรการที่ถูกต้อง ผลักดันให้เกิดผลดีบนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การปราบปรามยาเสพติด การต่อต้านขบวนการก่อการร้ายการค้าอาวุธสงคราม การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมายและการค้ามนุษย์ ตลอดจนความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การบรรเทาสาธารณภัย อันจะเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ และประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารกองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ เข้าพบ พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเตรียมการหารือและนำเสนอในการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – เมียนมา ครั้งที่ 37 ที่จะจัดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ อาคารกองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โดยในการประชุมครั้งนี้มี ผู้บัญชาการศูนย์ปฎิบัติการกองทัพภาคที่ 3/ประธานคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย – เมียนมา RBC ฝ่ายไทย เป็นประธาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารในการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา พร้อมทั้งหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความมั่นคง รวมถึงปัญหาสำคัญอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายแดน โดยในยังคงมีการสู้รบในพื้นที่ใกล้แนวชายแดน การประชุมครั้งนี้ได้ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ความมั่นคงปลอดภัย และ คุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลผลการปฏิบัติที่สำคัญ เพื่อเตรียมการหารือและนำเสนอในการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย – เมียนมา ครั้งที่ 37 ที่จะมีขึ้นในห้วงเดือนกรกฎาคม 2568 ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่จ.เชียงราย ติดตามการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในลำน้ำกก

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ติดตามการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในลำน้ำกก

วันที่ 28 พ.ค.2568 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ร่วมประชุมรับฟังรายงานการดำเนินการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อน (สารหนู) ในแม่น้ำกก รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลและรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ให้มาติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อน และสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ เพื่อที่จะได้ช่วยสนับสนุนให้งานสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างคล่องตัว จากการรับฟังการรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนของจังหวัดเชียงราย ได้ผนึกกำลังกันในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ ในทุกมิติ และเร่งแก้ไขปัญหาในทุกระดับอย่างทันท่วงทีและต่อเนื่อง และขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า น้ำประปาปลอดภัย ส่วนคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก สามารถทำการประมง และใช้ในการเกษตรกรรมได้ สำหรับด้านสาธารณสุขก็ได้มีการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างใกล้ชิด

ด้านนายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกหน่วยส่งข้อมูลให้สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย เพื่อจัดทำเป็นชุดข้อมูลในการประชา สัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน สื่อสารให้ตรงกัน นำเสนอความเป็นจริง เพื่อสร้างความมั่นใจและคลายความกังวลใจของประชาชน

จากนั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังสวนสาธารณะหาดนครเชียงราย ติดตามประเมินสถานการณ์อุทกภัย และงานขุดลอก และเดินทางไปยังเขื่อนเชียงราย ก่อนที่จะเดินทางไปยังอำเภอแม่สาย เพื่อติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาย และประเมินสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สายต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานกองพลทหารม้าที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสากำจัดผักตบชวา เปิดช่องทางน้ำไหลป้องกันอุทกภัย และเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานกองพลทหารม้าที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสากำจัดผักตบชวา เปิดช่องทางน้ำไหลป้องกันอุทกภัย และเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

เมื่อวันพุธที่ 28 พฤษภาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานกองพลทหารม้าที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” พัฒนากำจัดผักตบชวา ณ สวนสาธารณะกินได้ กองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ . เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2568 โดยกำลังพลจิตอาสาได้ร่วมกันพัฒนากำจัดผักตบชวา เพื่อให้การระบายน้ำได้ดี แก้ไขน้ำท่วมขังเน่าเสีย และให้น้ำใสสะอาด โดยมี พันเอก สาธิต ไวยนนท์ รองผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 1 /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานกองพลทหารม้าที่ 1 เป็นประธานในพิธีฯ และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 219 นาย

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2568 โดย พลตรี กิดากร จันทรา ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน กองพลทหารม้าที่ 1 ได้มอบหมายให้ พันเอก สาธิต ไวยนนท์ รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน กองพลทหารม้าที่ 1 พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน กองพลทหารม้าที่ 1 รวมจำนวนทั้งสิ้น 219 นาย ร่วมกันพัฒนาพื้นที่ กำจัดผักตบชวา และปรับปรุงภูมิทัศน์ เพื่อช่วยให้ระบายน้ำได้สะดวก ลดปัญหาน้ำท่วมขัง และทำให้น้ำในพื้นที่ใสสะอาดน่าใช้ยิ่งขึ้น กิจกรรมในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยความเรียบร้อย ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคี และจิตอาสาอันแน่วแน่ในการทำความดีเพื่อส่วนรวม ด้วยหัวใจที่ภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์


นที มีเดช รายงาน

อ.กัลยาณิวัฒนา เดือดร้อนทั้งอำเภอ ถนนสายหลักยาว 40 กิโล พังเป็นหลุมบ่อลึกเหมือนดวงจันทร์

เชียงใหม่ – อ.กัลยาณิวัฒนา เดือดร้อนทั้งอำเภอ ถนนสายหลักยาว 40 กิโล พังเป็นหลุมบ่อลึกเหมือนดวงจันทร์ รถส่งคนป่วยขับผ่านทุลักทุเล คนเอาต้นไม้มาปลูกกลางถนน ประชด

เดือดร้อนทั้งอำเภอ ถนนสายหลักทางเข้าออกอำเภอกัลยาณิวัฒนา เชียงใหม่ พังเสียหายตลอดระยะทางกว่า 40 กม. รถพยาบาลรับส่งผู้ป่วยเดือดร้อนหนัก ขณะที่นักเรียนที่เดินทางเข้าไปเรียนหนังสือประสบอุบัติเหตุหลายรายโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ชาวบ้านตัดพ้อ พอผู้หลักผู้ใหญ่มาที่ อ.กัลยาฯ ทีก็จะมีการเอาดินมาปิดถนนทีเป็นหลุมพอกลับไปถนนก็พังเหมือนเดิม

คนขับรถพยาบาลของโรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่กำลังไปส่งผู้ป่วยหนักไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลตัวเมืองเชียงใหม่ ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ผ่านทาง หลวงหมายเลข 1349 หรือถนนสายสะเมิง-บ้านวัดจันทร์ พื้นที่บ้านวัดจันทร์ ต.วัดจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา เกรงว่าผู้ป่วยจะได้จะได้รับผลกระทบเนื่องจากสภาพถนนถูกน้ำกัดเซาะเป็นหลุมเป็นบ่อเต็มถนนเป็นระยะทางกว่า 2 กม. ซึ่งจุดนี้เป็นเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นภูเขาเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วได้ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝนบางครั้งมีน้ำฝนไหลลงมาจากภูเขาหลากบนถนนทำให้การขับรถสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ขณะเดียวกันผู้นำชุมชนและชาวบ้านทั้ง 3 ตำบล อ.กัลยาณิวัฒนา กว่า 100 คน ได้รวมกลุ่มชุมนุมโดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเข้าตรวจสอบและปรับปรุงถนนสายนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีการชำรุดเสียหายอย่างหนักมาเป็นระยะเวลานานบางจุดผิวถนนหลุดร่อนมีความหนาไม่ถึง 1 ซม. และเป็นหลุมกว้างขนาดใหญ่เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร สร้างความเดือดร้อนและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนทุกวัน ผู้ป่วยวิกฤติหรือฉุกเฉินที่ต้องมีการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ที่ต้องสัญจรผ่านถนนสายหลักนี้ หลังจากนั้นชาวบ้านได้ร่วมแรงร่วมใจซ่อมแซมถนนด้วยนำปูนซีเมนต์มาผสมเททับหลุมตามถนนที่เป็นจุดเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ด้านนายธีรภัทร์ ร่มต้นธรรม กำนันตำบลวัดจันทร์ เปิดเผยว่า ถนนเส้นเป็นถนนสายหลักที่ประชาชนใช้ในการเดินทางสัญจรนำพืชผลทางการเกษตรออกไปจำหน่ายและใช้เป็นเส้นทางสัญจรเริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2553 มีการนำยางพารามาทดลองทำถนนและไม่มีการทำถนนจริงๆ จนปัจจุบันมีสภาพชำรุดเสียหายทั้งสายเป็นระยะทางกว่า 40 กม. ตั้งแต่บ้านแม่ตะละ ต.แม่แดด ที่เกิดดินสไลด์ 3 จุดตั้งแต่ปีก่อนจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการซ่อมแซมจนถึงฤดูฝนปีนี้ ทำให้ชาวบ้านเกรงว่าดินจะทรึดลงไปอีก

นอกจากนี้ตลอดระยะทางที่เป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขาผิวถนนเสียงหายตลอดระยะทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างบ้านแม่ตะละ-บ้านแม่แดดน้อย และเส้นทางระหว่างบ้านวัดจันทร์-บ้านแจ่มน้อย บริเวณสะพานห้วยแจ่มน้อย อ.กัลยาณิวัฒนา ซึ่งเป็นทางขึ้นเขาผิวถนนเป็นหลุมลึกและกว้างเต็มผิวถนนระยะทางไม่ต่ำกว่า 2 กม.ทำให้ประชาชนที่สัญจรไปมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กนักเรียนและรถโรงพยาบาลที่ผ่านเส้นทางนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก

ที่ผ่านมาผู้นำชุมชนในพื้นที่ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้งแต่ได้รับคำตอบว่าได้ซ่อมแซมให้แล้วแต่เป็นการปะแปะถนนไม่นานผิวถนนก็เสียหายอีก อย่างไรก็ตามจากที่ผู้นำชุมชนทุกแห่งในพื้นที่ได้สอบถามชาวบ้านทราบว่าต้องการให้มีการรื้อผิวถนนทั้งหมดเพื่อทำใหม่และขยายผิวถนนให้กว้างขึ้นกว่าเดิม

ขณะที่นายประวิทย์ สุริยมณฑล ผู้อำนวยการโรงเรียนสหมิตรวิทยา กล่าวเสริมว่า ถนนเส้นนี้สร้างมา 10 กว่าปีไม่มีใครมาดูแลเลยเด็กที่ขี่รถผ่านเส้นทางนี้มาเรียนหนังสือจะลำบากมากเลยโดยเฉพาะอย่ายิ่งช่วงฤดูฝนมีเด็กนักเรียนเกิดอุบัติเหตุเกือบทุกวันเด็กนักเรียนบางคนที่เดินทางไปถึงโรงเรียนเสื้อผ้าจะเลอะเปอะเปื้อนถามเด็กก็ได้คำตอบว่าตอนมาโรงเรียนได้เกิดรถล้มบริเวณนี้ บางทีรถใหญ่ที่ขับสวนไปทำให้น้ำกระเด็นใส่เสื้อผ้า ตนอยากจะฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่ในการดูแลถนนเส้นนี้ได้มาดูความเดือดร้อนของชาวบ้านบ้าง ส่วนตัวแล้วอยากจะให้ปรับปรุงถนนเส้นนี้ทั้งสายและขยายถนนเพิ่มอีกไม่ต้องซ่อมแซมเมื่อเทียบกับถนนที่อยู่ในเมืองสร้างแล้วก็สร้างอีก

ทั้งนี้ สังเกตได้ว่าเมื่อมีผู้หลักผู้ใหญ่เดินทางเข้าพื้นที่ อ.กัลยาณิวัฒนา ก็จะมีการเอาดินมาแปะทีหนึ่งพอผู้หลักผู้ใหญ่เดินทางกลับไปดินที่แปะถนนก็กลับไปด้วยจึงอยากจะฝากว่าอยากให้ผู้ว่ามาที่นี่ทุกวันถนนจะได้ดีทุกวัน

ด้านนางสาวรัตติกาล สาธุเม พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้าห้องคลอด โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เปิดเผยว่าจากสภาพของสายดังกล่าวที่เสียหายตลอดระยะทางทำให้การส่งต่อผู้ป่วยหนักไปรักษาโรงพยาบาลในตัวเมืองล่าช้ามากขึ้นเพียงแค่ถนนที่เสียตรงจุดบ้านวัดจันทร์ระยะทาง 2 กม.ทำให้ต้องเดินทางช้า 15-25 นาที จากปกติที่การส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลวัดจันทร์ไปรักษาต่อตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ยิ่งช่วงมีฝนตกลงมาและช่วงกลางคืนด้วยสภาพถนนแบบนี้ก็จะทำให้การส่งต่อผู้ป่วยล่าช้าไปอีกซึ่งทำให้เสี่ยงต่อเกิดอันตรายกับผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ท้องใกล้คลอดและต้องส่งไปคลอดที่โรงพยาบาลอื่นต้องนอนอยู่นิ่งๆ บนรถหากได้รับการกระทบกระเทือนจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ผู้ป่วยคลอดเองระหว่างทางได้

นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่สวมเครื่องช่วยหายใจต้องนอนนิ่งๆ ตลอดทางซึ่งแต่ละเดือนทางโรงพยาบาลฯ ได้มีการส่งต่อผู้ป่วยผู้ป่วยฉุกเฉิน เคสห้องคลอดและผู้ป่วยในไปรักษาโรงพยาบาลในเมืองเฉลี่ย 25-30 ราย นอกจากจะมีผู้ป่วยที่โรงพยาบาลส่งไปรักษาต่อแล้ว ก็มีผู้ป่วยที่ญาตินำมารักษาโรงพยาบาลเองและยังมีผู้ป่วยที่เดินทางกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยบางรายที่เป็นเคสอุบัติเหตุรุนแรงที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางสมองและต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนต้องสัญจรผ่านบริเวณดังกล่าวทำให้ได้รับการรักษาที่ช้าเนื่องจากปัญหาสภาพถนน


นที มีเดช รายงาน