รพ.นครปฐม ประชุมแพทย์ เพื่อติดตามแผนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ

โรงพยาบาลนครปฐม ประชุมแพทย์ เพื่อติดตามแผนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ

นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย นายแพทย์วีระเดช เฉลิมพลประภา รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ แพทย์หญิงบุณฑริกา จุนถาวร ประธานองค์กรแพทย์ วัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย และ แจ้งแนวทางปฏิบัติ อาทิเช่น การดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ในสถานการณ์ปัจจุบัน การเตรียมการพัฒนาสู่ AHA การเตรียมความพร้อมรับการตรวจราชการ ณ ห้องประชุมกาสะลอง ชั้น 4 อาคารผู้ป่วยนอกและอำนวยการ โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ร่วมจัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระ ราชทาน อำเภอเชียงแสน และ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ร่วมกับ นายคฑาสิทธิ์ เนื่องหล้า นายอำเภอเชียงแสน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ แก้วขาว ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ตำบลโยนก และหน่วยพระราชทานประชาชนจิตอาสา ร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 ณ หนองสัก บ้านสันต้นเปา ตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

และ นายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานอำเภอพาน/นายอำเภอพาน มอบหมายให้ นายเชาว์วัฒน์ รัตนการุณจิต ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสถานที่สาธารณะประโยชน์ โดยร่วมกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว และพัฒนาปรับภูมิทัศน์พระธาตุจอมศรีเจริญเมืองมิ่งมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568 พร้อมด้วย นางสาวเด่นนภา ปัญญาไว จิตอาสา 904 ายทนงศักดิ์ เทพนิล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเจริญเมือง นางนันทนา อ้องาม ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลเจริญเมือง นายลือชัย ปัญญาดี กำนันตำบลเจริญเมือง และคณะหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน พนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตำบลเจริญเมือง และประชาชนจิตอาสา โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 200 คน ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเจริญเมือง ตำบลเจริญเมือง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย


นที มีเดช รายงาน

โครงการ “ทหารพันธุ์ดี” มทบ.37 อารยเกษตรวิถี น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

โครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 37 อารยเกษตรวิถี น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ค่ายเม็งรายมหาราช จังหวัดเชียงราย

โครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 37 เดิมเป็น “โครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ (เกษตรอินทรีย์)” โดยยึดหลักตามแนวทางพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางปฏิบัติตน โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อพร้อมรับต่อความเสี่ยงบนพื้นฐานของ ความรอบรู้ ความรอบคอบ ระมัดระวัง และคุณธรรม การใช้ความรู้อย่างถูกหลักวิชาการด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการกระทำที่ไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความร่วมมือ ปรองดองกันในหน่วยจะสร้างสายใยเชื่อมโยงคนในส่วนต่างๆ ของหน่วยเข้าด้วยกัน สร้างสรรค์พลังในทางบวก นำไปสู่ความสามัคคี การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน และการพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์

ซึ่งปรัชญานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งระดับบุคคล องค์กร และชุมชน สอดคล้องกับพระราชประสงค์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ต้องการให้กำลังพลมีอาชีพ มีรายได้ และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงการนำองค์ความรู้ ในด้านเกษตรกรรม ผลผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไปขยายผลสู่ชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และให้การดำเนินโครงการของ นขต.ทบ. เป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงได้ปรับชื่อโครงการเดินตามรอยเท้าพ่อ (เกษตรอินทรีย์) เป็น “โครงการทหารพันธุ์ดี” พร้อมทั้งดำเนินการตามขั้นตอนขอจัดตั้งโครงการทหารพันธุ์ดี ตามที่มีข้อตกลงกับมูลนิธิชัยพัฒนา และสำนักงาน กปร. เมื่อปี พ.ศ. 2562

มณฑลทหารบกที่ 37 ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาพื้นที่ค่ายเม็งรายมหาราช ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวทางโดยปัจจุบันอยู่ในขั้นการปรับปรุงดำเนินการอาทิเช่น

  • โครงการเลี้ยงจิ้งหรีด จัดเตรียมอุปกรณ์เลี้ยงจิ้งหรีด
  • โครงการเลี้ยงแกะเพื่อนแพะ
  • โครงการปลูกพืชกลุ่มแม่บ้านฯและกำลังพลผู้มีรายได้น้อยดำเนินการเพาะกล้ามะเขือเทศ จำนวน 50 ถุง การพัฒนาปรับภูมิทัศน์รอบ สง.โครงการฯและสวนหย่อมข้างเฮือนพอเพียง
    – ดำเนินการผลิตดินปลูกและจัดเตรียมถุงดำ จำนวน 50 ถุง
    – ขุดลอกสระน้ำบริเวณตูบแก้วตูบคำและเรือนพอเพียง

ทั้งได้จำหน่ายผลิตผลผักปลอดสารพิษและผลิตภัณฑ์แปรรูปฯ ทั้งของโครงการและภาคีเครือข่ายชุมชนสันมะแฟน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ณ ประตูช่องทางออกที่ 2 ติดกับชุมชนวัดใหม่หน้าค่ายและชุมชนเด่นห้า เพื่อทดลองระบบการตลาด การพึ่งพาตนเอง การสร้างเครือข่ายและประชาสัมพันธ์โครงการฯที่มีการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมทุกวันพุธ ผลการตอบรับจากประชาชน และกำลังพลเป็นอย่างดีประชาชนที่มาใช้บริการมีความพึงพอใจอย่างยิ่ง ได้รับประทานผักปลอดสารพิษ และราคาถูกอีกด้วย


นที มีเดช รายงาน

ทหารช่างจาก กองทัพภาคที่ 3 และกรมการทหารช่าง เร่งทำแนวพนังกั้นน้ำ พัฒนาพื้นที่เพื่อลดผลกระทบจากดินโคลนน้ำหลาก พื้นที่แม่สาย เชียงราย ให้ทันก่อน อุทกภัยมาถึง

ทหารช่างจาก กองทัพภาคที่ 3 และกรมการทหารช่าง เร่งทำแนวพนังกั้นน้ำ พัฒนาพื้นที่เพื่อลดผลกระทบจากดินโคลนน้ำหลาก พื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ให้ทันก่อน อุทกภัยมาถึง แม้ฝนจะตก ทำทั้งกลางวัน จนถึงกลางคืน

ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันจากฝนที่ตกหนักและน้ำสายล้นตลิ่งเข้าท่วมในพื้นที่อำเภอแม่สาย และตลาดสายลมจอย พ่อค้าแม่ค้าตลาดการค้าชายแดนสายลมจอย ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำสายชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งทิศตะวันตกของสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เริ่มปิดตลาดเป็นการชั่วคราว

หลังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าทางทหารจากกรมการทหารช่าง จะทำการสร้างพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรและชั่วคราวบริเวณติดกับตลาดดังกล่าว เนื่องจากฝ่ายปกครอง อำเภอแม่สาย ได้เจรจากับเจ้าของอาคารต่างๆ ที่อยู่ริมฝั่งให้รื้อถอนออกไปได้สำเร็จ

เจ้าหน้าที่ทหารช่างจากกรมการทหารช่าง กองทัพบก จึงต้องใช้พื้นที่ในการปรับดินและฝั่งเสาเข็มขนาด 7 เมตร ให้ลึกลงไป 3 เมตร เพื่อติดตั้งพนังกั้นในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ชุมชนหัวฝายไปจนถึงสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะช่วยป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วมชุมชนและจะสามารถเปิดตลาดการค้าชายแดนต่อไปได้

สำหรับการค้าขายนั้นทาง จังหวัดเชียงราย ได้จัดสถานที่ใหม่ให้พ่อค้าแม่ค้านำสินค้าไปวางจำหน่ายบริเวณโรงแรมปิยะพรฮิลล์ หลัง สถานีตำรวจภูธรแม่สาย และใกล้กับการประปาส่วนภูมิภาคสาขาแม่สาย ได้กว่า 80 ล็อก

ล่าสุด ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถไปใช้บริการภายในสโลแกน “คิดถึงตลาดสายลมจอย คิดถึงบรรยากาศคึกคักแบบเดิม” โดยตลาดแห่งใหม่จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ส่วนตลาดแห่งเดิมคาดว่าจะกลับมาเปิดได้หลังก่อสร้างพนังแล้วเสร็จแล้ว

สำหรับการก่อสร้างพนังกั้นแม่น้ำสายระยะทาง 3 กิโลเมตรดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือน กันยายน – ตุลาคม 2567 ฝ่ายไทยและเมียนมาจึงตกลงให้มีการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2568 เป็นต้นไปและมีกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 20 มิถุนายน 2568

นอกจากนี้มีข้อตกลงให้ฝ่ายไทย ขุดลอกแม่น้ำรวก ตั้งแต่เขต ตำบลเกาะช้าง อำเภอแม่สาย ลงไปจนถึงสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ตามข้อตกลงไทย-เมียนมา โดยจะมีหน่วยงานทหารต่างๆ ทั้งกรมการทหารช่าง กองกำลังผาเมือง และมณฑลทหารบกที่ 37 การขุดมีการดำเนินการเป็นช่วงๆ ช่วงละ 50-100 เมตร เพื่อลดความดันของน้ำและดิน ลดตลิ่งทรุดพร้อมมีระบบป้องกันชั่วคราวเป็นเสาเข็มไม้เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-8 นิ้ว ตอกเป็นแนวชิดกันเพื่อไม่ให้ดินทะลักลงแม่น้ำเพิ่มเติมด้วย ขณะที่ฝ่ายเมียนมา จะขุดลอกตั้งแต่ทิศทางต้นแม่น้ำสายตลอดแนวจนถึงแม่น้ำรวก.

สำหรับ โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อลดผลกระทบจากดินโคลนน้ำหลาก พื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยกรมการทหารช่าง กองทัพบก เมื่อเดือนธันวาคม 2567 รัฐบาลได้มอบให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดูแลแก้ไขปัญหาแม่น้ำสาย โดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ประสานกระทรวงกลาโหม โดย ทหารช่างกองทัพบก เพื่อจัดทำโครงการลดผลกระทบจาก ดินโคลนน้ำหลาก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยได้รับอนุมัติเห็นชอบงบประมาณเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568

โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อลดผลกระทบจากดินโคลนน้ำหลาก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประกอบด้วย

  1. งานขุดลอกแม่น้ำรวก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ (โดยฝ่ายเมียนมารับผิดชอบแม่น้ำสาย)
    1.1 กองทัพภาคที่ 3 รับผิดชอบ 14 กิโลเมตร
    1.2 กรมการทหารช่าง รับผิดชอบ 18 กิโลเมตร
  2. งานอุดป้องกันน้ำ แบบประสมประสานบนสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม เพื่อเป็นแนวป้องกัน ชั่วคราว กึ่งถาวรในชุมชนเมืองแม่สาย

มีระยะเวลาดำเนินการ 90 วัน งานขุดแม่น้ำรวก ได้เริ่มเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 และ งานอุดสร้างแนวป้องกันชั่วคราว กึ่งถาวร ได้เริ่มดำเนินการ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 โดยจะเร่งรัดทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เพื่อให้ทันน้ำหลาก

งานขุดลอกแม่น้ำรวกโดยฝ่ายไทย ซึ่งดำเนินการโดย ทหารช่างจาก กองทัพภาคที่ 3 และกรมการทหารช่าง กองทัพบก งานขุดลอกแม่น้ำรวกโดยฝ่ายไทย (ทหารช่างกองทัพบก) ความยาวรวม 32 กิโลเมตรส่วน การขุดลอกของฝ่ายไทย จะขุดลอกดินตะกอนขึ้นมากองข้างตลิ่งฝั่งไทยตลอดแนวลำน้ำรวก

ขณะที่ งานอุดป้องกันน้ำ แบบประสมประสาน บนสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิมเพื่อเป็นแนวป้องกัน ชั่วคราว กึ่งถาวร ครอบคลุมความยาว 2.3 กิโลเมตร ใน 6 ชุมชน ของ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แนวป้องกันชั่วคราวนี้เป็นงานอุดประสมประสาน 5 รูปแบบบนสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ทั้งที่รุกล้ำและไม่รุกล้ำ) โดยไม่ทำพนังกั้นน้ำแต่อย่างเดียว เพราะจะทำให้แคบ โดยมุ่งเพื่อทำให้ลำน้ำกว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ ทั้งนี้การอุดด้วย 5 รูปแบบผสมกันนี้ จะแยกคนละส่วนกับการจัดการกับสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำซึ่งเป็นหน้าที่ฝ่ายปกครองและธนารักษ์ดำเนินการ


นที มีเดช รายงาน

ทม.น่าน ร่วมกิจกรรมรณรงค์กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินเสพติด จน ตาย ป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลงบันทึก MOU วันงดสูบบุหรี่โลก

น่าน – เทศบาลเมืองน่านร่วม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์รณรงค์กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินเสพติด จน ตาย ป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลงบันทึก MOU วันงดสูบบุหรี่โลก (World No Tobacco Day) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการแก้ไขปัญหาบุหรี่ สุราและยาเสพติด

วันที่ 30 พ.ค.68 ณ ห้องประชุมอาคาร 84 ปี โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารจังหวัดน่าน นายแพทย์ภุชงค์ ชื่นชม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน มอบหมายให้ นางจินตนา จันทร์ดี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โครงการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ป้องกันสิ่งแวดล้อมจากภัยยาสูบ ภายใต้ประเด็น “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า : นิโคตินเสพติด จน ตาย” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการแก้ไขปัญหาบุหรี่ สุราและยาเสพติด

โดยนายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย นายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน รักษาการนายกเทศมน ตรีเมืองน่าน มอบหมายให้นางปริชญา มิ่งเชื้อ รองปลัดเทศบาล นายกีรติกร เสนรัตน์ เจ้าพนักงานประชาสัมพันธ์ปฏิบัติงาน สำนักปลัดเทศบาลเมืองน่าน นายทัตติ งานอ่อน ผู้ช่วยนักประชาสัมพันธ์เทศบาลเมืองน่าน, เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเทศบาลเมืองน่าน ร่วมในกิจกรรมและพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ตามโครงการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม, โรงพยาบาลน่าน นายวสันต์ แก้ววี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน มอบหมายให้ นายแพทย์ กนก พิพัฒน์เวช รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลน่าน มาร่วมงาน, นายพรเทพ เสนนันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร นายพิพัฒน์ สัสดีแพง ประชาสัมพันธ์จังหวัดน่าน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, โรงพยาบาลน่าน, คณะครู, นักเรียน, นักศึกษา จำนวน 300 คน ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน เครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดน่าน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

นางจินตนา จันทร์ดี รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน ได้กล่าวรายงาน สถานการณ์การบริโภคยาสูบประเทศไทย จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากรไทย โดยสำนัก งานสถิติแห่งชาติ พบว่าในพ.ศ.2564 มีประชากรไทยสูบบุหรี่ 9.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.4 ในขณะที่ผลการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ปี 2567 ในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ภาพรวมประเทศพบร้อยละ 16.5 ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ร้อยละ 13.5 จังหวัดน่าน ร้อยละ 7.9 และสถานการณ์การบริโภคยาสูบจังหวัดน่าน อัตราการสูบบุหรี่ประชากรอายุ15 ปีขึ้นไป ปี 2565-2567 มีความชุกการบริโภคยาสูบ ปี 2565 ร้อยละ 11.1 ปี 2566 ร้อยละ 7.81 และปี 2567 ร้อยละ 7.9 และข้อมูลการคัดกรอง ปี 2568 ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป คัดกรอง ได้ร้อยละ 29.93 ซึ่งกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี เป็นกลุ่มต้องเฝ้าระวังเพราะมีสัดส่วนคิดว่าบุหรี่ไฟฟ้า อันตราย น้อยกว่าบุหรี่ ทั่วไป ซึ่งอาจส่งผลให้ตัดสินใจลองบุหรี่ไฟฟ้าได้

กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเป้าหมายการลดอัตราการสูบบุหรี่ให้เหลือร้อยละ 15.0 ในปี พ.ศ. 2568 เพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการเจ็บป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพอง หัวใจขาดเลือด หลอดเลือดสมองตีบ โดยขับเคลื่อนผ่านแผนยุทธศาสตร์เพื่อการควบคุมยาสูบแห่งชาติใน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

  1. การป้องกันนักสูบหน้าใหม่
  2. บริการช่วยเลิกยาสูบ
  3. สร้างสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่
  4. เสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินการควบคุมยาสูบ
  5. การเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมาย

ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ที่มีสาระทางกฎหมายที่เคร่งครัดและรุนแรงมากขึ้นต่อการกระทำผิดในการละเมิดการจำหน่ายและการสูบในสถานที่ห้ามสูบ อาทิ ห้ามขาย/ให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และห้ามใช้/จ้าง/วาน/ยินยอมให้บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ขาย/ให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โครงการรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคม ป้องกันสิ่งแวดล้อมจากภัยยาสูบ ภายใต้ประเด็น “กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า : นิโคตินเสพติด จน ตาย” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะลดอัตราการสูบบุหรี่ลง

นายนิวัฒน์ งามธุระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวว่า จากคำกล่าวรายงาน จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ปัญหาการสูบบุหรี่ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศไทย โดยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าเป้าหมายร้อยละ 15.0 ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่าปัญหาการสูบบุหรี่ ถือเป็นพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะประเด็นค่านิยมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยครอบครัว ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น นโยบายสาธารณะ ระบบสาธารณสุข และการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการทำงานทางสังคม ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้เห็นถึงปัญหาและความสำคัญของการป้องกันแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวนโยบายด้านสุขภาพ การสร้างแนวปฏิบัติ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดูแลสุขภาพ การป้องกันการเกิดโรค และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในทุกช่วงวัยของประชากร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ในวันนี้ ถือเป็นการสร้างกระแส เชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดน่าน ช่วยกันป้องกันและลดนักสูบหน้าใหม่ และส่งเสริมให้คนที่สูบบุหรี่ ลดปริมาณการสูบลง จนสามารถ ลด ละ เลิกบุหรี่ สามารถกลับไปมีชีวิตใหม่ที่ดีได้

โรงพยาบาลน่าน นายวสันต์ แก้ววี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน มอบหมายให้ นายแพทย์ กนก พิพัฒน์เวช รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลน่าน มาร่วมงาน และ ได้ จัดบูธนิทรรศการให้ความรู้กับนักเรียนนักศึกษา และผู้ที่มาร่วมกิจกรรมได้ทราบถึงพิษภัยและอันตรายจาก บุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน จากการใช้สารเคมีชนิดต่างๆ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอม ไม่ระคายคอและสูบง่าย แต่พิษร้ายจากนิโคตินระดับสูงเสพติดง่ายและเสพติดรุนแรง ได้ออกแบบอุปกรณ์ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามเย้ายวนเด็กเป็นตุ๊กตา ของเด็กเล่น สีสันฉูดฉาด โดยทำการตลาดพุ่งเป้าที่เด็กและเยาวชนผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ ทำให้เด็กอายุน้อยทั้งชายและหญิงเข้ามาทดลองสูบทำให้เสพติดบุหรี่ไฟฟ้า ตามมาด้วยทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะที่กำลังเจริญเติบโตและพัฒนา โดยเฉพาะปอดและสมอง ซึ่งปกติจะพัฒนาเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี อันตรายที่มีต่อสมอง ส่งผลเสียต่อการเรียนหนังสือ การมีสมาธิ การควบคุมอารมณ์ เพิ่มความเสี่ยงเกิดอาการซึมเศร้าและนำเด็กและเยาวชนไปใช้สิ่งเสพติด ยาเสพติดชนิดอื่นได้

สถิติโดยวัยรุ่นไทยอายุ 12 – 17 ปี มีดัชนีการพัฒนาด้านสุขภาพ/สุขภาวะ ที่วัดสุขภาพกาย สุขภาพจิตและการใช้สิ่งเสพติด อยู่ในอันดับที่เกิน 100 ของโลก และอยู่ในอันดับท้ายของเยาวชนกลุ่มประเทศอาเซียนอย่าปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้าทำลายเด็กและเยาวชนไทยมากกว่านี้


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

แม่ทัพภาคที่3 มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพล ประจำปี 2568

แม่ทัพภาคที่ 3 มอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพลใน กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 และกองร้อยกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2568

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 14.00 นาฬิกา ที่ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พันเอกหญิง สุชาดา แจ่มสุวรรณ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพลใน กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 3 และกองร้อยกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2568 โดยมีผู้บังคับบัญชา และกำลังพลของกองทัพภาคที่ 3 ร่วมในพิธี

สำหรับในปี 2568 นี้ คณะกรรมการได้ดำเนินการพิจารณาจัดสรรเงินทุนการศึกษาประจำปี รวมทั้งสิ้น 385 ทุน โดยรวมเป็นยอดทุนการศึกษาทั้งสิ้น 944,500 บาท แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ทุนเรียนดี จำนวน 71 ทุน และทุนทั่วไป จำนวน 314 คน

โอกาสนี้แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความยินดีกับบุตรข้าราชการและลูกจ้างของกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ที่ได้รับทุนการศึกษาประจำปี 2568 สำหรับทุนการศึกษาที่ทุกคนได้รับในวันนี้ ขอให้ทุกคนได้มีความภาคภูมิใจและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะขอให้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งมีหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ได้แก่พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน โดยอาศัยความรู้คู่คุณธรรม สิ่งนี้เป็นหลักประกันให้เรามีชีวิตที่ประสบความสำเร็จมั่นคงผาสุกได้อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่ ประชุมเตรียมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแผ่นดินไหวและอัคคีภัย

จังหวัดเชียงใหม่ เรียกประชุมทุกส่วนราชการวางแผนเตรียมซ้อมแผนเผชิญเหตุแผ่นดินไหวและอัคคีภัย ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ให้บุคลากรมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุจริง

วันนี้ (29 พ.ค. 68) ที่ห้องประชุม 4 ชั้น 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมจัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแผ่นดินไหวและอัคคีภัยจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี ส่วนราชการ หน่วยงานในศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมฝึกซ้อมแผน

เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระจากรอยเลื่อนสะกายเคลื่อนตัว ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์ แต่แรงสั่นสะเทือนนั้นรับรู้ถึงจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงเชียงใหม่และกรุงเทพมหานครด้วย ซึ่งการประชุมในวันนี้เป็นการเตรียมความพร้อมในการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุจากแผ่นดินไหวและแผนอัคคีภัย เพื่อจัดทำแผนเผชิญของจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2568 รวมถึงเตรียมความพร้อมการปฎิบัติงานตามแผนเผชิญเหตุและซักซ้อมแนวทางปฏิบัติของบุคลากรเมื่อเกิดภัยขึ้น

โดยหลังจากนี้จะมีการฝึกซ้อมแผนเชิญเหตุร่วมกันทุกส่วนราชการ และหน่วยงานในอาคารศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะมีซ้อมแผนเผชิญเหตุบนโต๊ะ (tabletop exercise) ในวันที่ 6 มิถุนายน 2568 และซ้อมแผนเผชิญเหตุเสมือนจริงในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 โดยจำลองเหตุการณ์แผ่นดินไหวและอัคคีภัย เพื่อให้ทุกหน่วยงานฝึกซ้อมตามแผนที่ได้เตรียมไว้ล่วงหน้า รวมถึงให้บุคลากรและหน่วยงานมีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ มีทักษะและเข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุจริง 


นที มีเดช รายงาน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.37 ตรวจความพร้อมกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย เตรียมช่วยเหลือประชาชน ในภัยพิบัติต่าง ๆในห้วงวันหยุด 4 วัน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 ตรวจความพร้อมกำลังพล และยุท โธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย เตรียมช่วยเหลือประชาชน ในภัยพิบัติต่าง ๆในห้วงวันหยุด 4 วัน

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณ ภัยมณฑลทหารบกที่ 37 มอบหมายให้ พันเอก ไพศาล อุปพรรณ์ รองเสนาธิการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นผู้แทน ตรวจความพร้อมกำลังพล และยุทโธปกรณ์ ด้านบรรเทาสาธารณภัย เตรียมช่วยเหลือประชาชน ในภัยพิบัติต่าง ๆ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ภาย ใน 1 ชั่วโมง ทั้งกำลังพล ยานพาหนะ และยุทโธปกรณ์ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ อุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย ในห้วงวันหยุด 4 วัน ที่จะถึงนี้

พร้อมทั้งเน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ มีชุดปฏิบัติการเข้ารับการตรวจความพร้อม ประกอบด้วย กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37 จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ รวม 10 นาย, ชุดเสนารักษ์เดินเท้า จากโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช 2 ชุดปฏิบัติการ รวม 6 นาย พร้อมรถพยาบาล จำนวน 1 คัน, แผนกยุทโยธามณฑลทหารบกที่ 37 (ชุดช่าง) จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ รวม 4 นาย และสำนักงานขนส่งมณฑลทหารบกที่ 37 จำนวน 1 นาย พร้อม รยบ.FTS จำนวน 1 คัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 21 นาย ณ หน้า กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

ทั้งนี้ รองเสนาธิการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 ได้ทำเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัติแผนเผชิญเหตุได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาหรือ อุบัติเหตุได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติเป็นสำคัญ รวมทั้งวิธีการใช้งานอุปกรณ์และเครื่องมือต่าง ๆ ต้องมั่นใจว่าสามารถใช้งานได้จริง ไม่มีการชำรุดหรือเสียหาย ที่อาจจะส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ตลอดจนให้มีความพร้อมในการจัดเตรียมกำลังพลยุทโธปกรณ์ การเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนเพราะเป็นภารกิจสำคัญที่ “กองทัพบก” ได้มอบหมายให้ปฏิบัติ

“เพราะทหารต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส”


นที มีเดช รายงาน

สน.มน. ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซักซ้อมความใจการยื่นคำขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย

สน.มน. ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ซักซ้อมความใจการยื่นคำขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย นำร่องตรวจเอกสารคำขอใน อ.เวียงแหง และ อ.เชียงดาว ก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการปลายเดือนมิถุนายนนี้

วันนี้ (29 พ.ค. 68) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในการประชุมชี้แจงและเตรียมความพร้อมดำเนินการให้สถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ก่อนที่กระทรวงมหาดไทยจะมีการบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักกิจการความมั่นคงภายใน (สน.มน.) กรมการปกครอง มาช่วยชี้แจง ให้ข้อเสนอแนะ และซักซ้อมความเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

การดำเนินการดังกล่าว สืบเนื่องจากการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ได้มีการหารือถึงการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ และที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศ ไทยเป็นเวลานาน (ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์) ที่รอการพิจารณากำหนดสถานะในปัจจุบัน ได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณา จักร (ใบสำคัญถิ่นที่อยู่) อย่างรวดเร็ว โดยลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการ เพื่อเร่งรัดกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมใช้ระยะเวลา 270 วัน ให้คงเหลือ 5 วัน โดยกรมการปกครองได้ให้สำนักกิจการความมั่นคงภายใน (สน.มน.) ไปเร่งชี้แจงและทำความเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องให้กับแต่ละจังหวัด

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีสิทธิ์ยื่นขอรับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายและมีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร (ใบสำคัญถิ่นที่อยู่) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยและอาศัยอยู่เป็นเวลานาน เช่น ชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ส่วนอีกกลุ่ม คือ กลุ่มบุตรของกลุ่มที่ 1 ที่เกิดในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย ส่วนคนต่างด้าวกลุ่มอื่นๆ เช่น แรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ คนต่างด้าวทั่วไปที่มีหนัง สือเดินทาง (Passport) ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายตามมติคณะรัฐมนตรีนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มเป้าหมายในภาพรวมจากฐานข้อมูลคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยและบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน รวมทั้งสิ้น 75,935 ราย ซึ่งในวันที่ 29-30 พฤษภาคม 2568 นี้ ทางเจ้าหน้าที่ของ สน.มน. จะลงพื้นที่ไปยังอำเภอเวียงแหง และอำเภอเชียงดาว เพื่อไปให้คำแนะนำและซักซ้อมความเข้าใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานด้านสัญชาติและสถานะบุคคลของทั้ง 2 อำเภอ รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารคำร้องขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองที่ผู้มีสิทธิ์ได้ยื่นเสนอมา เพื่อลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและปิดช่องโหว่การทุจริต ก่อนที่จะมีการประกาศบังคับใช้จากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยคาดว่าจะมีการบังคับใช้อย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2568 ที่จะถึงนี้

โดยหลังจากการประชุมในวันนี้แล้ว ทางจังหวัดเชียงใหม่อาจจะเชิญนายอำเภอ ปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของแต่ละอำเภอ มาร่วมพูดคุยและซักซ้อมความเข้าใจในระดับจังหวัดอีกครั้งตามข้อแนะนำที่ สน.มน. ได้ให้ไว้ จากนั้น จะให้แต่ละอำเภอ รวมถึงผู้นำชุมชน เข้าไปสำรวจและประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับผู้ที่มีสิทธิ์ยื่นคำขอ เพื่อให้เมื่อถึงเวลายื่นเอกสารจะได้ดำเนินการได้อย่างครบถ้วนถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และลดระยะเวลาการดำเนินของเจ้าหน้าที่ให้เร็วขึ้น


นที มีเดช รายงาน

จังหวัดลำพูน เฝ้าระวังยาเสพติดรูปแบบใหม่ หรือ Molly ที่มีลักษณะคล้ายขนมหรือของเล่นสีสันสดใส แนะนำเยาวชนอย่าหลงเชื่อหรือนำมาทดลองโดยเด็ดขาด

จังหวัดลำพูน เฝ้าระวังยาเสพติดรูปแบบใหม่ หรือ Molly ที่มีลักษณะคล้ายขนมหรือของเล่นสีสันสดใส แนะนำเยาวชนอย่าหลงเชื่อหรือนำมาทดลองโดยเด็ดขาด

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมจามเทวี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายปรีชา สมชัย ปลัดจังหวัดลำพูน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดลำพูน (ศอ.ปส.จ.ลพ.)ครั้งที่ 5/2568 โดยมีคณะกรรมการฯ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ ประกอบด้วย สถานการณ์ยาเสพติด โดยเลขาธิการ ป.ป.ส. เตือนภัย “Molly” ยาอีผสมเมทแอมเฟตามีน อันตรายสูง หลังสกัดจับได้ 1.3 แสนเม็ด ซุกรถข้ามแดนที่ จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ร่วมกับศุลกากรหนองคาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จับกุมนางน้ำหวาน สัญชาติลาว พร้อมของกลางยาอี “Molly” จำนวนมากถึง 137,385 เม็ด ซุกซ่อนมาในรถยนต์โตโยต้า วีออส ขณะเดินทางผ่านด่านพรมแดนหนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ยาเสพติดดังกล่าวมีรูปลักษณ์เลียนแบบตุ๊กตา “Molly” ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น และมีสีสันต่างๆ เช่น เขียว ม่วง ส้ม ด้านหลังประทับตราอักษรภาษาอังกฤษว่า “Molly” เพื่อดึงดูดความสนใจและหันมาทดลองใช้ยาเสพติดอันตรายนี้ จากข้อมูลยังพบว่า ยาอี Molly ที่กำลังระบาดมีการผสมเมทแอมเฟตามีน ร่วมกับยาอี (MDMA) ซึ่งจะเพิ่มความซับซ้อนในการออกฤทธิ์และเพิ่มความเสี่ยงต่อผู้เสพอย่างมาก มีแนวโน้มที่อาจเป็นอันตรายและถึงแก่ชีวิตได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ให้เฝ้าระวังยาเสพติดรูปแบบใหม่ หรือ Molly ที่อาจมีลักษณะคล้ายขนมหรือของเล่นสีสันสดใส อย่าหลงเชื่อหรือทดลองเด็ดขาด เพราะยาเสพติดทุกชนิดเป็นอันตรายต่อร่างกายและเป็นภัยต่อสังคม หากประชาชนท่านใดมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการลักลอบจำหน่าย แหล่งพักยาเสพติด หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งข้อมูลมายังสายด่วน ป.ป.ส. โทร.1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับ เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการรายงานสรุปผลการประชุมคณะทำงานเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดระดับพื้นที่จังหวัดลำพูน ประจำเดือนพฤษภาคม 2568, การดำเนินงานด้านการปราบปรามยาเสพติดและการป้องกันยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดลำพูน, การสรุปผลการดำเนินงานโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ, สรุปผลการดำเนินงานบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ จังหวัดลำพูน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 และสรุปผลการใช้จ่ายงบประมาณด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568.


นที มีเดช รายงาน