สวทช. และ สถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิง (KIB) สาธารณรัฐประชาชนจีนลงนามความร่วมมือวิจัยเกษตรและชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากร

สวทช. และ สถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิง (KIB) สาธารณรัฐประชาชนจีนลงนามความร่วมมือวิจัยเกษตรและชีวภาพ เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากร

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องออดิทอเรียม อาคารไบโอเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) และ สถาบันวิจัยพฤกษศาสตร์คุนหมิง (Kunming Institute of Botany: KIB) สถาบันวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences: CAS) ลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ การผนึกกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำจุดเด่นของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันสร้างองค์ความรู้และงานวิจัยด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนของจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีนายหม่า มิงเกิง ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วยผู้บริหาร และนักวิจัยจากทั้งสองหน่วยงานร่วมในงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. และ KIB มีกรอบความร่วมมือเรื่อง international cooperation in education and research ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ถึง 29 พฤษภาคม 2573 โดยจะร่วมมือกันในหลายสาขา เช่น การพัฒนาผ้าแห่งอนาคต (next generation) จากวัสดุลูกผสมที่รวมไมซีเลียม (เห็ดรา) และเส้นใยจากพืชเข้าด้วยกัน และการศึกษาห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจรของพืชเศรษฐกิจ เช่น มะม่วง ทุเรียน และอะโวคาโด ตั้งแต่งานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการ งานภาคสนาม การใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช งานวิจัยโรคพืช งานวิจัยราทำลายแมลง งานด้านเห็ดรา ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า และเทคนิคการเก็บรักษาเมล็ดระยะยาว (มากกว่า 50 ปี) รวมถึงการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ และมีแผนในการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกันอีกด้วย

“ไบโอเทค สวทช. มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในหลายส่วนงาน อาทิ เห็ด รา ชีวภัณฑ์ จุลินทรีย์ทางการเกษตร คลังเก็บจุลินทรีย์ และธนาคารทรัพยากรชีวภาพ ขณะที่ KIB ของจีน มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พื้นที่ตั้ง KIB ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะพืชในเขตร้อนและกึ่งร้อน ซึ่งโดดเด่นอย่างมากในการวิจัยการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชหายากและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานวิจัยที่มีองค์ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ครั้งนี้ จึงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการร่วมกันอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาค”

Prof. Dr. Punuo Baimadanzeng (ศ.ดร.ผูหนัว ไป่มาตันเจิง) ผู้อำนวยการสถาบันพฤกษศาสตร์คุนหมิง (KIB) กล่าวว่า สถาบันวิจัยพฤกษศาสตร์คุนหมิง (Kunming Institute of Botany – KIB) เป็นสถาบันวิจัยชั้นนำด้านพฤกษศาสตร์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สังกัดโดยตรงกับสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (Chinese Academy of Sciences – CAS) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2481 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความหลากหลายของพืชและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยสถาบัน KIB ตั้งอยู่ในเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะพืชในเขตร้อนและกึ่งร้อน KIB มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยมี Southwest China Germplasm Bank of Wild Species (GBOWS) ซึ่งเป็นศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2550 เพื่อรวบรวม เก็บรักษา และศึกษาทรัพยากรชีวภาพของพืช สัตว์ และจุลินทรีย์สายพันธุ์ป่า โดยเฉพาะในพื้นที่จีนตอนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีการจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่ากว่า 94,000 ตัวอย่าง จากกว่า 11,000 สายพันธุ์ พร้อมทั้งมีหน่วยงานรองรับการอนุรักษ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ธนาคารดีเอ็นเอ หน่วยเพาะเลี้ยงเนื้อ เยื่อ และธนาคารจุลินทรีย์ ทั้งหมดนี้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชหายาก และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ รวมถึง KIB ยังมีสวนพฤกษศาสตร์คุนหมิง ซึ่งรวบรวมพืชมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ รวมถึงพืชหายากและใกล้สูญพันธุ์ด้วย

นอกจากนี้ KIB ยังมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ โดยร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศ อย่าง Centre for Mountain Futures และมีโครงการวิจัยร่วมกับหลายหน่วยงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่หลากหลาย KIB จึงเป็นศูนย์กลางการวิจัยพฤกษศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย และมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้าน ดร.นัฐวุฒิ บุญยืน หัวหน้าทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร BIOTEC สวทช. เปิดเผยถึงแผนการในอนาคตว่า หลังจากลงนามความร่วมมือในวันนี้ ทีมนักวิจัยทั้งสองหน่วยงานมีแผนจะขอทุนร่วมกัน เช่น กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC Special Fund: MLCSF) ซึ่งมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และทุนวิจัยร่วมระหว่างโครงการ CAS-NSTDA Joint Research Program ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (CAS) และ สวทช. เพื่อส่งเสริมการวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิจัยไทยและจีนจาก KIB เป็นต้น


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำนานคืนชีพ “HTC BACK IN YOUR HAND” คัมแบ็กสุดปัง

ตำนานคืนชีพ! “HTC BACK IN YOUR HAND” คัมแบ็กสุดปัง ดร.ฐาคณิษฐ์ นำทีมเปิดตัว พร้อมอินฟลูฯดังร่วมยืนยัน ความคิดถึงไม่เคยจาง!

HTC กลับมาแล้ว! หลังห่างหายจากตลาดไทยนานกว่า 8 ปี แบรนด์สมาร์ทโฟนระดับตำนานกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งในงาน “HTC BACK IN YOUR HAND” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ “เดอะลานสกา” รังสิต ภายใต้การนำของ ดร.ฐาคณิษฐ์ พรทองประเสริฐ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย HTC อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

งานนี้ HTC เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่นรวด ได้แก่ HTC Wildfire E5, E4 Plus, E5 Plus, E7 Plus และ แท็บเล็ต HTC AT01 พร้อมการันตีคุณภาพด้วยการรับประกันยาวๆ ถึง 2 ปี!

นอกจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ ไฮไลต์อีกอย่างของงานคือการรวมตัวของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น บี้ เดอะสกา, หญิงแย้ ดร.นนทพร, พี่หลาม จิ๊กโก๋ไอที, ดูโอเมย์ และ จีโน่ เดอะสแน็ค ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์สุดมันส์กับ HTC รุ่นใหม่แบบสดๆ จากการใช้งานจริง

ช่วง Special Talk ยังได้เห็นบทสนทนาเจาะลึกระหว่าง ดร.ฐาคณิษฐ์ และ พี่หลาม ว่าด้วยเทคโนโลยี ลู่ทางการตลาด และการเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมเป็น “ครอบครัว HTC” ผ่านโปรแกรม Affiliate ที่ไม่ใช่แค่ใช้งาน แต่สามารถสร้างรายได้ไปพร้อมกัน

งานนี้ไม่ได้มีแค่ความคิดถึง แต่ HTC พิสูจน์ให้เห็นว่า “ตำนาน” กลับมาอย่างมีแผน พร้อมพลัง และพร้อมเปิดประตูให้คนไทยก้าวไปด้วยกันอีกครั้ง

ใครที่เคยรัก HTC…ถึงเวลาหยิบความทรงจำขึ้นมาใส่กระเป๋า เพราะ “HTC BACK IN YOUR HAND” พร้อมให้คุณสัมผัสแล้ววันนี้!


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เจ้าท่า” จัดโครงการเยาวชนรักษ์น้ำ รุ่นที่ 51 เร่งเสริมทักษะความปลอดภัยและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางน้ำ ปลุกจิตสำนึกป้องกันภัยให้เยาวชน

“เจ้าท่า” จัดโครงการเยาวชนรักษ์น้ำ รุ่นที่ 51 เร่งเสริมทักษะความปลอดภัยและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางน้ำ ปลุกจิตสำนึกป้องกันภัยให้เยาวชน

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า มอบหมายให้ นายทรงกลด ดวงหาคลัง ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี เป็นประธานฯ เปิดโครงการเยาวชนรักษ์น้ำ รุ่นที่ 51 ณ ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทร ปราการ โดยมีเยาวชนจาก โรงเรียนวัดบางด้วน โรงเรียนวัดสุขกร และโรงเรียนวัดบางนางเกรงและคณะครู อาจารย์ เข้าร่วมกิจกรรมฯ จำนวน 150 คน

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของ ความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำ และ การอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่พบว่าในปี 2567 มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำสูงถึง 173 คน หรือเฉลี่ยเกือบ 2 คนต่อวัน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการว่ายน้ำไม่เป็น และขาดความรู้ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทางน้ำ รวมถึงการเตรียมตัวก่อนการเดินทางทางน้ำที่ถูกต้อง

กรมเจ้าท่า ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านการคมนาคมขนส่งทางน้ำ เล็งเห็นถึงปัญหานี้ จึงได้จัดโครงการเยาวชนรักษ์น้ำขึ้น โดยเชิญวิทยากรจากกรมเจ้าท่าส่วนกลางและศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวีมาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับภารกิจต่างๆ ของกรมเจ้าท่าและการผลิตบุคลากรด้านพาณิชยนาวี รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำ การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมทางน้ำให้ปราศจากขยะและมลพิษ

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนเท่านั้น แต่ยังคาดหวังให้เยาวชนเหล่านี้เป็น ต้นกล้าด้านพาณิชยนาวีรุ่นใหม่ ที่จะสามารถต่อยอดในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมทางน้ำให้มีความยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

องคมนตรี เปิดอบรมหลักสูตร “จิตตปัญญาศึกษา” เสริมพลังครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

องคมนตรี เปิดอบรมหลักสูตร “จิตตปัญญาศึกษา” เสริมพลังครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ณ ค่ายจุฬาภรณ์ ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิ วาส พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาผู้นำเชิงปฏิบัติการและเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร หลักสูตร “จิตตปัญญาศึกษา” สำหรับครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ สถาบันศาสตร์แห่งความสุขและความสำเร็จ GTO Academy กองทัพภาคที่ 4 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 4 และกองทัพเรือ ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2567 เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองดีของชาติ

สำหรับการอบรมในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนทั้งสิ้น 142 คน จากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 10 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 9, 10, 11, 39, 40, 41, 42, 43, 44 และ 66 โดยมีทีมวิทยากรจากสถาบัน GTO จำนวน 20 คน และวิทยากรจากศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ภาค 4 จำนวน 6 คน ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญา

พลโท อนุสรณ์ โออุไร แม่ทัพน้อยที่ 4 และรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราช ทาน ภาค 4 ในนามผู้จัดโครงการ ได้กล่าวรายงานต่อประธานในพิธีถึงวัตถุประสงค์ของโครง การที่มุ่งหวังให้ครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์เป็นผู้นำการเรียนรู้ ที่สามารถปลูกฝังให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตนเอง มีเป้าหมายในชีวิต และเติบโตเป็นพลเมืองดีที่กตัญญูต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์


กรมการขนส่งทหารเรือ จัดพิธีลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

กรมการขนส่งทหารเรือ จัดพิธีลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 พลเรือตรี ศุภสิทธิ์ บูรณะโอสถ เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ เป็นประธานเปิดพิธีลงนามถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 ณ ห้องศรีศิริ กรมการขนส่งทหาเรือ

การจัดพิธีลงนามฯ ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิ คุณ รวมทั้งเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และขออัญเชิญอนุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล ได้โปรดอภิบาลประทานพรให้ ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล สถิตเป็นคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว และเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าตราบกาลนานเทอญ

#กองทัพเรือที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ #เทิดทูนสถาบันป้องกันรัฐพัฒนาชาติ_ราษฎร์ ศรัทธา #ถูกต้องถูกระเบียบถูกกฎหมาย_ถูกใจผู้รับบริการ #การการขนส่งทหารเรือ


ผบ.ตร.เป็นประธานพิธีในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

วันนี้ (30 พ.ค. 68) เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.(สส), พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร.(ปป), พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.(กม), พล.ต.อ.กรไชย คล้าย คลึง รอง ผบ.ตร.(บร), พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช., พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง จตช.(1) รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(ปป 3), พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วย ผบ. ตร.(บร 3)(สส 3)(กม 1), พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รอง จตช.(2) รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(มค 2), พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร.(บร 5)(กม 2)(มค 3), พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส 5)(กม 3)(มค 4) พร้อมด้วยคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 47 พรรษา 3 มิถุนายน 2568 ด้วยความจงรักภักดีของข้าราชการตำรวจ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยประกอบด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ณ ห้องสารสิน, พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ ห้องศรียานนท์ , พิธีถวายราชสักการะ พิธีถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 ตร. เสร็จสิ้นภารกิจ เวลา 09.30 น.


ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามความคืบหน้าโครงการป้องกันอุทกภัยแม่สาย ในระยะยาว พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามความคืบหน้าโครงการป้องกันอุทกภัยแม่สายในระยะยาว พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง

วันนี้ (31 พ.ค.68) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก เดินทางไปติดตามภารกิจการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย เหตุอุทกภัยในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย รวมทั้งภารกิจการป้องกันประเทศของหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ซึ่งรับผิดชอบดูแลงานด้านความมั่นคงในพื้นที่

โดยผู้บัญชาการทหารบกได้ตรวจเยี่ยมการก่อสร้างแนวผนังกั้นน้ำ แม่น้ำสาย ตาม “โครงการลดผลกระทบจากดินโคลนน้ำหลาก อ.แม่สาย จ.เชียงราย” ที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนัก งานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก และได้ประสานมายังกรมการทหารช่าง และกองทัพภาคที่ 3 ในการร่วมสนับสนุนการดำเนินงาน ประกอบด้วย งานขุดลอกแม่น้ำรวก รวมระยะทาง 32 กิโลเมตร และงานอุดสร้างแนวป้องกันชั่วคราว-กึ่งถาวรใน 6 ชุมชนเมืองแม่สาย ได้แก่ ผาจม, สายลมจอย, เกาะทราย, ไม้ลุงขน, เหมืองแดง และปิยะพร รวม 2.3 กิโลเมตร โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน เม.ย.68 และมีแผนงานให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มิ.ย.68 เพื่อพร้อมรับมือต่อมวลน้ำที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นในห้วงดังกล่าวได้ รวมทั้งได้พบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 29 พ.ค.68) สามารถดำเนินการขุดลอกแม่น้ำรวก คิดเป็นร้อยละ 35.66 และสร้างแนวป้องกันชั่วคราว-กึ่งถาวร คิดเป็นร้อยละ 44.78

จากนั้นผู้บัญชาการทหารบกได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบ้านวังลาว หมวดทหารม้าที่ 3 กองร้อยทหารม้าที่ 4 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติงาน และติดตามผลการปฏิบัติงานที่สำคัญของหน่วย สำหรับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นหน่วยขึ้นตรงของกองกำลังผาเมือง ปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดน ไทย-เมียนมา และ ไทย-ลาว ในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.พะเยา รวม 342 กม. ซึ่งตั้งแต่ 1 ต.ค.67 จนถึงปัจจุบัน สามารถสกัดกั้นและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดน จับกุมขบวนการลักลอบขนยาเสพติดได้รวม 158 ครั้ง มีการปะทะ 17 ครั้ง ควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 178 ราย ยึดของกลางยาบ้า จำนวน 49,185,390 เม็ด, เฮโรอีน 140 กก., ไอซ์ 6.8 ตัน และคีตามีน 455 กก. ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับห้วงเดียวกันของปีก่อน พบว่ามีการลักลอบขนยาเสพติดที่ลดลง แต่ปริมาณของยาเสพติดที่สามารถจับกุมได้ในแต่ละครั้งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

โอกาสนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวให้กำลังใจและมอบโอวาทให้กับกำลังพลกองกำลังป้องกันชายแดน โดยขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถ ยึดถือระเบียบ กฎหมาย และข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อย่างเคร่งครัด ควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอด ภัยในระหว่างปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันให้ดำรงความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อบูรณาการการรักษาความสงบเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชาย แดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ผบช.ภ.5 สั่งการ ให้ดำเนินคดีสิบตำรวจเอกสังกัด กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 ดำเนินคดีอาญา 4 ข้อหา และออกจากราชการไว้ก่อน

ให้ออกจากราชการ สิบตำรวจเอกสังกัด กก.ปพ.บก.สส.ภ.5 ดำเนินคดีอาญา 4 ข้อหา เมากร่าง ขับรถชนคู่กรณี ทำร้ายร่างกายและดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เหตุเกิดพื้นที่สภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่

30 พฤษภาคม 2568 ตามที่ปรากฎคลิปข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเมื่อวันที่ 27 พฤษภา คม 2568 เวลา 11.00 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ กำลังปฏิบัติหน้าที่ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ว่ามีเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันบริเวณถนนวงแหวนรอบสามบริเวณแยกต้นเปา ที่เกิดเหตุพบ ส.ต.อ.ศิรวัฒน์ หรือบัณทัต ผู้ต้องหาแสดงตัวเป็นผู้ขับขี่ และคู่กรณี ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุ ส.ต.อ.ศิรวัฒน์ฯ มีอาการมึนเมาสุรา ได้พูดจาด่าทอดูหมิ่นและเหยียดหยาม และใช้กำลังทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้รับบาดเจ็บ

ภายหลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวน ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุนำคู่กรณีไปเจรจาตกลงใกล่เกลี่ยที่ สภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของ ส.ต.อ.ศิรวัฒน์ฯ ผลตรวจพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์ 221 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ส.ต.อ.ศิรวัฒน์ฯหรือบัณทัต ถูกพนักงานสอบสวน สภ.สันกำแพง จ.เชียง ใหม่ แจ้งข้อกล่าวหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย, ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น, ทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่”

ตำรวจภูธรภาค 5 ขอเรียนว่า จากกรณีดังกล่าวข้างต้น ตำรวจภูธรภาค 5 ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือปล่อยปละละเลย ทั้งนี้ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เมื่อได้รับรายงานเหตุดังกล่าว ได้สั่งการให้ สภ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีทุกข้อหากับ ส.ต.อ.ศิรวัฒน์ โดยไม่มีละเว้น และให้ บก.สส.ภ.5 ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และลงโทษตามระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในการประพฤติตนไม่สมควร กระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการตำรวจโดยรวม โดย ผบก.สส.ภ.5 ได้มีคำสั่ง บก.สส.ภ.5 ที่ 204/ 2568 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ให้ ส.ต.อ.ศิรวัฒน์ หรือ บัณทัต ออกจากราชการไว้ก่อน

จากการตรวจสอบประวัติ ส.ต.อ. ศิรวัฒน์ หรือ บัณทัต พบว่าเมื่อปลายปี 2567 ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เรื่อง “กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” และคดีวินัยดังกล่าวนี้ทางคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง บก.สส.ภ.5 ได้มีความเห็นควรลงโทษโดยไล่ออกจากราชการไว้แล้ว เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาออกคำสั่งไล่ออกราชการต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ตำรวจภูธรภาค 5 รณรงค์เลิกสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2568

ตำรวจภูธรภาค 5 รณรงค์เลิกสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลกประจำปี 2568 และขับเคลื่อนนโยบายสถานีตำรวจปลอดบุหรี่อย่างต่อเนื่อง

31 พฤษภาคม 2568 พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่ส่าคร ผบช.ภ.5 ได้กำหนดนโยบายให้สถานีตำรวจภูธรในสังกัดตำรวจภูธรภาค 5 จำนวน 159 แห่ง เป็นสถานีตำรวจปลอดบุหรี่ ทั้งนี้ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ดำเนินการตามโครงการตำรวจภูธรภาค 5 ขับเคลื่อนนโยบายสถานีตำรวจปลอดบุหรี่มาตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบันตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ได้กำหนด 4 มาตรการในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้

  1. ต้องทำให้สถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้า ให้ทุก สน. – สภ.สืบสวนจับกุมร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ในพื้นที่รอบโรงเรียน สถานศึกษาทุกแห่ง ทุกหน่วยต้องมีผลการจับกุมเป็นรูปธรรม
  2. ให้ทุกหน่วยเข้าตรวจค้นจับกุมร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าโดยนำข้อมูลเบาะแสจากการข่าว การร้องเรียน ภาคีเครือข่าย
  3. ตัดวงจรรายใหญ่ ปราบปรามช่องทางออนไลน์ ให้ บก.ปคบ. บช.สอท. สืบสวนจับกุมการจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ ที่เป็นเครือข่ายระดับประเทศ เพื่อตัดวงจรการกระจายสินค้า
  4. ประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ทุกสถานีตำรวจต้องเข้าไปให้ความรู้แก่ชุมชนสถานศึกษา เกี่ยวกับข้อกฎหมาย และอันตรายจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

ในห้วงเดือน กุมภาพันธ์ 2568 ถึงปัจจุบัน ตำรวจภูธรภาค 5 มีผลการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้ารวม 268 คดี ผู้ต้องหา 286 คน ตรวจยึดของกลาง 12,952 ชิ้น รวมมูลค่า 9,132,452 บาท โดยในตลอดเดือน พฤษภาคม 2568 ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับข้อกฎหมาย และอันตรายจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ตลอดจนการรณรงค์ไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า อาทิเช่น การจัดคอนเสิร์ตการกุศล รวมพลคนไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่, กิจกรรมจัดบูธนิทรรศการรณรงค์ไม่เอาบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่,
กิจกรรมรณรงค์เลิกสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า โดย ผบช.ภ.5 ,รอง ผบช.ภ. และ ผบก.ในสังกัด ภ.5 ในการประชุมบริหารตำรวจภูธรภาค 5 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568, กิจกรรมจัดบูธนิทรรศการเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2568 ร่วมกับสมาพันธ์เครือข่ายสังคมไทยปลอดบุหรี่ จังหวัดเชียงใหม่ ณ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ และกิจกรรมรณรงค์ไม่เอาบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า โดยข้าราชการตำรวจในสังกัดกองบังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 5 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ยังได้มีความร่วมมือกับทางโรงพยาบาลดารารัศมี จังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดตั้งคลีนิกเลิกบุหรี่ โดยได้เชิญชวนให้ข้าราชการตำรวจและประชาชนที่สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ถึงอันตรายและพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ผ่านช่องทางสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือจากประชาชนแจ้งเบาะแสบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสายด่วน191 และไลน์@ police5ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รายงาน

หนุ่มนักตกปลา !! ฝืนขับรถข้ามฝั่ง สุดท้ายกระโดดออกจากรถ หนีเอาตัวรอด

อุทัยธานี – หนุ่มนักตกปลา!! หนีเอาตัวรอด กระโดดออกกระจก หลังขับรถกระบะข้ามฝั่งลุยน้ำไปตกปลา ไปไม่รอดรถจมน้ำ

เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 01 มิ.ย.68 สถานีตำรวจภูธรลานสักได้รับแจ้งเหตุว่ามีรถกระบะตกลงน้ำ ที่หน้าเขื่อนสปริงเวย์ หมู่ 6 ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้พบกับนายศักดิ์นรินทร์ เสลารัตน์ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านห้วยเปล้า อยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าของรถกระบะสีดำคันจมน้ำ ชื่อนายขวัญ อายุ 35 ปี อยู่บ้านปางไม้ไผ่ ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้เปิดเผยว่า ช่วงเช้าตนเองออกจากบ้านมาเพียงลำพัง พร้อมกับเบ็ดคู่ใจ มาตกปลาที่หน้าเขื่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนเองเคยมาตกปลาที่นี่ 2 ครั้ง โดยนำรถกระบะมาด้วย แต่ขณะนี้ตนเองไม่ทราบว่าน้ำมันจะขึ้นสูง ตนเองจึงได้ขับรถลุยน้ำข้ามฝั่งไป พร้อมกับอุปกรณ์ตกปลา ติดท้ายรถไปด้วย จังหวะไปถึงกลางน้ำ สังเกตเห็นว่าน้ำจะท่วมรถแล้ว ตนเองจึงรีบหนีเอาตัวรอด กระโดดออกกระจกข้าง และรีบลุยน้ำเข้าฝั่ง หวั่นว่าประตูจะล็อคอัตโนมัติเนื่องจากโดนน้ำ พร้อมกับแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มายังที่เกิดเหตุ เพื่อขอความช่วยเหลือ ยกรถขึ้นมาจากในน้ำ

จากการสอบถามนายศักดิ์นรินทร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ได้ขอเตือนภัยกับเหล่านักตกปลา ว่าขณะนี้ฝนตกมาบ่อยครั้ง จนทำให้น้ำในเขื่อน ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น หากมีน้ำเตือนภัยว่าอย่าข้าม เพราะไม่ทราบว่าดินจะมีการยุบตัวลงหรือไม่ จากที่เคยขับรถผ่านได้ก็ต้องระมัดระวัง และในครั้งนี้น่าสงสารเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว ยังไม่ได้ปลาสักตัว แต่ต้องมาเสียเงินซ่อมรถอีก จึงขอเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยในครั้งนี้


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน