ทำดีด้วยใจเงื่อนไขไม่ต้องมี

เพื่อนๆ ที่รักในการขับขี่บิ๊กไบค์ Harley Davidson กลุ่มเจ้าภาพร่วมจัดงาน 100th Thailand ครั้งที่ 6 วัตถุประสงค์ มอบเครื่องกระตุ้นหัวใจโรงพยาบาลศูนย์นครปฐม
เลี้ยงอาหารกลางวันผู้สูงอายุ พร้อมมมอบวิวแชร์15 คันและอุปกรณ์เครื่องใช้สอยครัวเรือน
ทำบุญร่วมสร้างเตาเผาไฟฟ้า วัดวังตะกู

#BIGPAGODA #YODLAMRIDER #100YearsThailand


อำเภอกำแพงแสน ประชุมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

อำเภอกำแพงแสน ประชุมขับเคลื่อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

วันพุธที่ 4 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ด้านเศรษฐกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนำอัตลักษณ์ท้องถิ่น (Soft Power) เป็นกลไกในการสร้างรายได้เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก ณ ห้องประชุมขันธหิรัญ ชั้น 2 ที่ว่าการอำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่มีความโดดเด่น 1 อำเภอ 1 อัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ด้านเศรษฐกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยว

โดยนำอัตลักษณ์ท้องถิ่น (Soft Power) เป็นกลไกในการสร้างรายได้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปรปฐม โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และปลัดอำเภอกำแพงแสน เข้าร่วมประชุมหาแนวทางในการส่งเสริมและขับเคลื่อนกิจกรรมดังกล่าวในพื้นที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมต่อไป

“ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที”

#DOPA_FLAGSHIPS #5A ปลอดภัย พูนสุข สุขใจ รักษ์สิทธิ พร้อม(ท์)ทำ #กระทรวงมหาดไทย #กรมการปกครอง #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #ที่ทำการปกครองอำเภอกำแพงแสน


กรมศุลกากร ตรวจยึด (ไอซ์) เตรียมส่งออกออสเตรเลีย จำนวน 33.73 กิโลกรัม มูลค่าปลายทางกว่า 100 ล้านบาท

กรมศุลกากร ตรวจยึด (ไอซ์) เตรียมส่งออกออสเตรเลีย จำนวน 33.73 กิโลกรัม มูลค่าปลายทางกว่า 100 ล้านบาท

วันที่ 4 มิถุนายน 2568 กรมศุลกากร จัดงานแถลงข่าว การตรวจยึด (ไอซ์) เตรียมส่งออกไปประเทศออสเตรเลีย ซุกซ่อนมาในเครื่องกลึงโลหะ จำนวน 33.73 กิโลกรัม มูลค่าปลายทางกว่า 100 ล้านบาท โดยมีนางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร เป็นประธาน ร่วมด้วย นายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, นายพีรพงศ์ รำพึงจิตต์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการข่าวและปราบปรามยาเสพติด 6 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, พันตำรวจเอก ไพโรจน์ เขียวนรภัย ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,เรือโทศิรรินทร์ ชัยสินอัครยศ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเรือและสินค้า ท่าเรือกรุงเทพ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ


ภาพ/ข่าว/เผยแพร่โดย : ส่วนสื่อสารองค์กร สลข.

สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยธรรมชาติภาคเหนือ อีสาน และกลาง รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดทีมสาธารณภัย-หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ลุยบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยธรรมชาติภาคเหนือ อีสาน และกลาง แจกจ่ายน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสง เคราะห์ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา และปลากระป๋อง บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ ให้แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวม 600 ชุด พร้อมจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมี นางสาวชลธิชา วงษ์อุตสาห์ นายอำเภอเลาขวัญ พร้อมด้วยคณะอาสาสมัครเฉพาะกิจมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ บริเวณวัดศรีพนมเทียน (ห้วยรวก) ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี

โดยระหว่างวันที่ 19 พฤษภาคม-8 มิถุนายน พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยประชาชนหลังประเทศเกิดภัยธรรมชาติในหลากหลายพื้นที่ จึงมอบหมายให้ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย คุณศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย แผนกบรรเทาสาธารณภัย และแผนกอาสาสมัคร จัดทีมพื้นที่มอบน้ำดื่มพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้ประสบภัยธรรมชาติ ครอบคลุมภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ประกอบด้วย อุตรดิตถ์, พิษณุโลก, สุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, พิจิตร, นครสวรรค์, อุทัยธานี, ชัย นาท, ลพบุรี, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, ยโสธร, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, เลย, หนองบัวลำภู, อุดรธานี, หนองคาย, บึงกาฬ, นครพนม, สกลนคร, กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, ราชบุรี และ กาญจนบุรี รวม 29 จังหวัด 20,200 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 11,110,000 บาท (สิบเอ็ดล้านหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน)

โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งสมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร ออกหน่วยมให้บริการประชาชนฟรีในหลากหลายพื้นที่ ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมีประชาชนให้ความสนใจและเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาการดำเนินงานอีกในหลายๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ต่อไป ติดต่อสอบถาม ตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ส.ประสานลาว รวบ บิ๊กค้ายา ข้ามโขง ส่งกลับไทย ระบุเป็นระดับผู้บงการรับส่วนแบ่งค่ายา 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขาย

ป.ป.ส. ประสานลาว รวบ บิ๊กค้ายา ข้ามโขง ส่งกลับไทย ระบุเป็นระดับผู้บงการรับส่วนแบ่งค่ายา 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของยอดขาย

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 13.30 น. พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการสำนัก งาน ป.ป.ส. นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 4 พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ปส.2 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และคณะ เดินทางไปรับส่งมอบตัว นายปิยะนันท์ บุญพันธ์ อายุ 37 ปี ชาวอำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร นักค้ายาเสพติดรายสำคัญที่หลบหนีหมายจับไปอาศัยอยู่ที่ สปป.ลาว ที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 จังหวัดนครพนม

พล.ต.ท.ภานุรัตน์ หลักบุญ กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ติดตามพฤติกรรมของนายปิยะนันท์ฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งพบว่านายปิยะนันท์ฯ มีหน้าที่เป็นผู้จัดหาและติดต่อประสานงานระหว่างเครือข่ายนักค้ายาเสพติดชาวไทย และ สปป.ลาว โดยใช้ สปป.ลาว เป็นทางผ่านในการลำเลียงยาเสพติดเข้าประเทศไทย โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ บช.ปส. ขอศาลอนุมัติออกหมายจับนายปิยะนันท์ฯ ในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้าการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนและกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน” ในคดีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจยึดยาบ้า จำนวน 7,970,000 เม็ด ได้ที่บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 เส้นทางบุรีรัมย์ – นครราชสีมา หมู่ที่ 7 บ้านหนองนกกวัก ต.จักราช อ.จักราช จ.นครราชสีมา

การจับกุมนายปิยะนันท์ฯ ตามหมายจับคดียาเสพติดดังกล่าวข้างต้น ถือเป็นผู้ค้ารายใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีบทบาทในฐานะผู้สั่งการ มีส่วนแบ่งการตลาดในการซื้อขายยาบ้าสูงถึง 5-10% ของปริมาณยาเสพติดทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในขณะนี้ ซึ่งหลังจากถูกออกหมายจับของทางการไทย นายปิยะนันท์ฯ ได้หลบหนีไปอยู่ใน สปป.ลาว และผันตัวเองเป็นผู้ประสานงานการค้ายาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญ จัดส่งยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าลัก ลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยจำนวนมาก ซึ่งการติดตามจับกุมตัว ต้องอาศัยความร่วมมือของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ในการช่วยเหลือติดตามจับกุมตัวผู้ต้อง หาชาวไทย ที่ลักลอบหลบหนีเข้าไปอยู่ใน สปป.ลาว

โดยนายปิยะนันท์ฯ เป็นผู้ต้องหาหลบหนีของทางการไทย 1 ใน 21 คน ตามโครงการประกาศสืบจับผู้ต้องหาคดียาเสติดรายสำคัญตามหมายจับ ประจำปี 2568 ที่ทางการไทยได้ขอให้ สปป.ลาว ช่วยติดตามจับกุม ผลักดันส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย ในการประชุมทวิภาคีไทย – ลาว ระดับรัฐมนตรี เรื่อง ความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 20 เมื่อวันที่ 23 – 26 ธันวาคม 2567 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ซึ่งการจับกุมตัวนายปิยะนันท์ฯ ในครั้งนี้จะส่งผลให้ปริมาณยาบ้าที่ลักลอบนำเข้าประเทศไทย ทางพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลง 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ และนอกจากนี้อยู่ระหว่างการสืบ สวนของสำนักงาน ป.ป.ส. ติดตามจับกุมบุคคลในเครือข่ายของนายปิยะนันท์ฯ ที่เหลือเพื่อกวาดล้างเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญนี้ให้หมดสิ้นไป


ฟร้อง เทพ โอ๋ นครพนม รายงาน

“บิ๊กจวบ” รอง ผบ.ตร.ประธานแถลงข่าวจับกุมคดีปล้นทรัพย์ร่วมกันฆ่าคนตาย

“บิ๊กจวบ” พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ประธาน การแถลงขาว เหตุปล้นทรัพย์และขับรถชนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิตท้องที่ สน.ท่าเรือ

ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้เร่งรัดการสืบสวน ปราบปราม และจับกุมกลุ่มคนร้ายที่กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยว ข้องกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และเป็นที่สนใจของสังคมทั่วไป เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิ ตติ์ รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พู ลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวั ฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. และ พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.บชน., เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.5, เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ท่าเรือ ร่วมกันสืบสวนติดตามตัวคนร้ายก่อเหตุ ปล้นทรัพย์และขับรถชนเจ้าหน้าที่รักษาความ ปลอดภัยเสียชีวิต โดยสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ คือ นายนรินทร์หรือเบิร์ด อายุ 46 ปี,นายธนทรหรือจี ก้อนนาค อายุ 41 ปี, นายภียกรหรือคิง ธิติปุญญวัชร์ อายุ 27 ปี, นายเอกชัยหรือเอกบอด สมใจ อายุ 42 ปี, นายสุวัฒน์หรือเล็ก พ่วงยาม อายุ 42 ปี, นายสิทธิศักดิ์หรือแบงค์ สุขบุญ อายุ 38 ปี

พฤติการณ์ ในคดี เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 01.20 น. พนักงานสอบสวน สน.ท่าเรือ ได้รับแจ้งเหตุว่า มีกลุ่มคนร้ายจำนวนประมาณ 6 คน ขับรถตู้ หมายเลขทะเบียน นข 3973 ตาก เข้ามาบริเวณโกดังสเตเดียม ถนนท่าเรือ 1 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และลงมืองัดตู้คอนเทนเนอร์ภายในโกดัง เพื่อทำการลักทรัพย์ (บุหรี่
ไฟฟ้า) โดยมีนายบุญนาค สวัสสุข อายุ 57 ปี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการท่าเรือ เป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ และพยายามเข้าระงับเหตุ ขณะนั้นกลุ่มคนร้ายได้พากันขึ้นรถตู้พยายามหลบหนีจากจุดเกิดเหตุ และได้ขับรถถอยพุ่งชนรถจักรยานยนต์ ของนายบุญนาค สวัสสุข ขณะที่ นายบุญนาคฯ กำลังขับขี่ไล่ติดตามกลุ่มคนร้าย ทำให้นายบุญนาคฯ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

นอกจากนี้ คนร้ายยังได้ขับรถเฉี่ยวชนรถกระบะของประชาชนที่ขับขี่ผ่านมาในบริเวณที่เกิดเหตุส่งผลให้รถกระบะได้รับความเสียหายไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก. สส.บชน., เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.5 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวนสน.ท่าเรือ ได้ร่วมกันบูรณาการกำลังสืบสวนติดตามคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุในคดีนี้ จนทราบผู้ก่อเหตุทั้งหมดจำนวน 6 คน

ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ซึ่งเจ้ าหน้าที่ตำรวจได้ สืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายนรินทร์หรือเบิร์ด อายุ 46 ปี, 2.นายธนทรหรือจีอายุ 41 ปี, 3.นายภียกรหรือคิง อายุ 27 ปี, 4.นายเอกชัยหรือเอกบอด อายุ 42 ปี, 5.นายสุวัฒน์หรือเล็ก อายุ 42 ปี ซึ่งต้องหากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในเคหสถาน สถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใด ๆ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ร่วมกันบุกรุกเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น ในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และซ่องโจร”

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดจับกุมสามารถติดตามตรวจยึดรถตู้คันที่ใช้ก่อเหตุและของกลางเป็นบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 493 ชิ้น รวมมูลค่าประมาณ 65,820 บาท จากนายดิศรณ์ หรือเจ อายุ 41 ปี ซึ่งต้ องหากระทำความผิดฐาน “รับของโจรฯ” นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ท่าเรือ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือ นายสิทธิศักดิ์หรือแบงค์ อายุ 38 ปี อย่างต่อเนื่อง ในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้, ปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ ความตาย, ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในเคหสถาน สถานที่ราชการหรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไป

ด้วยประการใด ๆ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ,ร่วมกันบุกรุกเคหสถาน อาคารเก็บรักษาทรัพย์หรือสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น ในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และซ่องโจร”


กอ.รมน.พิจิตร นำนศท.จิตอาสา ร่วม กิจกรรมจัดระเบียบสายไฟสายสื่อสาร เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร นำนักศึกษาวิชาทหารจิตอาสา ร่วมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดพิจิตร ส่วนราชการ กิจกรรมจัดระเบียบสายไฟสายสื่อสาร เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนม พรรษา 3 มิถุนายน 2568

เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2568 พันเอก สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ฝ่ายทหาร พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตรนักศึกษาวิชาทหารมณฑลทหารบกที่ 36 นักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนพิจิตรพิทยาคม, สมาชิก อาสาสมัครรักษาดินแดนจังหวัดพิจิตร, ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดพิจิตร ร่วมบูรณาการรื้อถอนสายสื่อสารที่ไม่ได้ใช้งานบนเสาไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหาสายสื่อสารที่รกรุงรัง และปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ดียิ่งขึ้น

อีกทั้งเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทุกคน เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2568 ณ บริเวณ หน้าศูนย์ราชการจังหวัดพิจิตรตำบลท่าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร (เริ่มสี่แยกยอเซฟ – หน้า บริษัท สิงห์พิจิตรนำชัย จำกัด) โดยมี พันเอก สัมฤทธิ์ ฉัตรวัฒนาสกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดพิจิตร ฝ่ายทหาร เป็นประธาน


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดกำลังพล สร้างฝายชะลอน้ำแบบดิน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชีนี 3 มิถุนายน 2568

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล สร้างฝายชะลอน้ำแบบดิน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชีนี 3 มิถุนายน 2568 ณ สถานีพัฒนการเกษตรพื้นที่สูง ตาม พระราชดำริ บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติงานประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตาม พระราชดำริ บ้านธารทอง พร้อมด้วยกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อแสดง ออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชีนี 3 มิถุนายน 2568 บรูณาการร่วมกับ หัวหน้าและเจ้าหน้าที่คนงานสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำแบบดิน (Check Dam) เป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำ ลดการกัดเซาะของดิน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ เพื่อเป็นการบริหารจัดการน้ำจากธรรมชาติที่ทำให้พื้นที่มีน้ำใช้และให้ประโยชน์ได้มากที่สุด ฝายชะลอน้ำแบบดิน มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ลาดชัน

นอกจากนี้ยังช่วยลดการกัดเซาะของตลิ่งลำน้ำและลดผลกระทบจากน้ำท่วม การสร้างฝายแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 วิธีการสร้างฝายแบบดิน การสร้างฝายด้วยดินที่หาได้ในพื้นที่ โดยการขุดลอกดินแล้วนำมาบดอัดให้แน่นเพื่อสร้างฝาย ณ สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง หมู่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน


นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ติดตามการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของราษฎรบ้านห้วยแห้ง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของราษฎรบ้านห้วยแห้ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ บ้านห้วยแห้ง ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 เวลา 11.30 น. ที่บ้านห้วยแห้ง ตำบลแม่คง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของราษฎรบ้านห้วยแห้ง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี นายอำเภอแม่สะเรียง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดแม่ฮ่อง สอน คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่ จากคณะสงฆ์นักพัฒนาและราษฎรในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนในการแก้ไขความเดือดร้อนและพัฒนาหมู่บ้านของราษฎรในพื้นที่

โดย รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการฯ ยังได้ติดตามการดำเนินงานและการติดตามปัญหา อุปสรรค ในการดำเนินงานของโครงการพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ 2567 อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างฝายชะลอน้ำ(แบบ คศล.) เฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

โดยโครงการดังกล่าวฯ เป็นโครงการประเภท โครงการพัฒนาและแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และสามารถใช้เป็นแหล่งน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการอุปโภคบริโภคของราษฎรในพื้นที่ และสัตว์ป่าต่างๆ ตลอดจนมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรกรรม ซึ่งการดำเนินโครงการนี้ยังเป็นพื้นที่ต้นแบบของการนำแนวพระราชดำริที่น้อมนำมาใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดไปสู่การดำเนินงานกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดำเนินโครงการต่อไป


นที มีเดช รายงาน

สุพรรณบุรี จัดมหกรรมวัฒนธรรมดนตรีนานาชาติเมืองเหน่อเฟสติวัล

สุพรรณบุรี – จัดมหกรรมวัฒนธรรมดนตรีนานาชาติเมืองเหน่อเฟสติวัล

จังหวัดสุพรรณบุรีจัดกิจกรรม Suphanburi Music Crafts & Folk Art Festival ภายใต้ งานมหกรรมวัฒนธรรมดนตรีนานาชาติ “เมืองเหน่อ เฟสติวัล” (Suphanburi International Music Cultural) ชมน้องต้นข้าว แชมป์ 47 สมัย จากรายการดวลเพลงชิงทุน ณ ลานหน้าพระบรมราชานุสรณ์ตอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี ว่าที่ร้อยตรีภูมิศักดิ์ ขำปู่ นายอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี, นายสกล บุญศรีสุวรรณ นายกเทศมนตรีตำบลดอนเจดีย์, นายชูชาติ คูธนะวนิชพงษ์ สาธารณสุขอำเภอดอนเจดีย์, พ.ต.อ.เกียรติชัย เกิดโชค ผกก.สภ. ดอนเจดีย์, หัวหน้าส่วนข้าราชการ และประชาชน ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กิจกรรม Suphanburi Music Crafts & Folk Art Festival ภายใต้ งานมหกรรมวัฒนธรรมดนตรีนานาชาติ “เมืองเหน่อ เฟสติวัล” (Suphanburi International Music Cultural) จัดเป็นอำเภอที่สี่ ณ ลานหน้าพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อส่งเสริมและพัฒนาต่อยอดการเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Geative Cty of Music) สู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านดนตรี” ของประเททไทย และการสร้างพื้นที่ในการบ่มเพาะด้านดนตรี (Music Space) การแสดงศักยภาพของคนดนตรี (Music People) หลากหลายช่วงวัย

ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ ตลาดนัดสร้างสรรค์ (POP Market) มีสินค้าจัดจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร, เสื้อผ้า หรืองานฝีมือ, มีอาหารคาว หวาน รสเด็ด มาจำหน่ายกันมากมาย ให้ได้เลือกชมเลือกซื้อ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมดนตรี จากพี่น้องชาวสุพรรณ, การแสดงคอนเสิร์ตเบญภาคีดนตรีสุพรรณ, การแสดงจากนักร้องศิลปิน นำโดยวง ศิวิไลซ์, วง Light Hope และน้องต้นข้าว แชมป์ 47 สมัย จากรายการดวลเพลงชิงทุน กิจกรรมเล่น เกมแจกของรางวัลบนเวที กิจกรรมต่างๆอีกมากมาย

จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักงานพื้นที่พิเศษ 7 สุพรรณบุรี จัดกิจกรรม Suphanburi Music Crafts & Folk Art Festival ภายใต้โครงการงานมหกรรมวัฒนธรรมดนตรีนานาชาติ “เมืองเหน่อ เฟสต์วัล” (Suphanburi Intemational Music Cultural) สำหรับครั้งที่ 5 จัดที่อำเภอเดิมบางนางบวช วันที่ 7 มิถุนายน 2568 ณ ถนนคนเดินท่าช้างเดินเพลิน


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี