ปกครองราชบุรี บุกจับนักพนันได้ 11 คน พร้อมอุปกรณ์การเล่นจำนวนมาก

จ.ราชบุรี – ฝ่ายปกครองบุกจับนักพนันได้  11 คนพร้อมอุปกรณ์การเล่นจำนวนมาก  

            ในวันนี้ (7 มิ.ย.68)  ฝ่ายปกครองอำเภอจอมบึง ซึ่งนำโดยนายจำนงค์ จันทร์วงศ์  ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองราชบุรี และนายยศพล ชัยบูลวัชร ปลัดอำเภอเมืองราชบุรี ได้รับการประสานจากฝ่ายปกครองอำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี ว่าในพื้นที่ตำบลปาก ช่อง อำเภอจอมบึง มีการลักลอบเล่นการพนัน จึงขอรับการสนับสนุนกำลังเข้าไปร่วมจับกุม ภายใต้การอำนวยการของนางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้มอบหมายให้นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี (รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง)และนางสาวปิยะฉัตร ไพชนม์ ปลัดจังหวัดราชบุรี สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดราชบุรี ออกปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลเรื่องการจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล โดยได้บูรณาการร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษอำเภอจอมบึง สนธิกำลังร่วมกันจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันไพ่ดัมมี่ และไพ่สมสิบ ในพื้นที่ตำบลปากช่อง อำเภอจอม บึง ซึ่งเป็นเขตติดต่ออำเภอเมืองราชบุรีและอำเภอจอมบึง   

ซึ่งผลการปฎิบัติในครั้งนี้เมื่อนักพนันเห็นเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปต่างก็พากันวิ่งหนีและเจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมผู้ลักลอบเล่นการพนันได้ จำนวน 11 ราย   พร้อมอุปกรณ์การเล่นจำนวนมากทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้นำนักพนันทั้ง 11 คน ส่งฝ่ายผกครองอำเภอจอมบึงเพื่อทำบันทึกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


พี่สาววัย 77 หอบน้องสาวพิการวัย 74 หนีตาย หลังไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง

ราชบุรี – พี่สาววัย 77 ต้องหอบน้องสาวพิการวัย 74 หนีตายหลังไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง

            เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 7 มิ.ย.68 ร.ต.อ.พิพัฒน์ แป้งหอม ร้อยเวรสภ.เมืองราชบุรี  ได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้บ้านเลขที่ 104/1 ซึ่งอยู่ภายในชุมชนพร้อมพัฒนา ซอย 3 ต.หน้าเมือง  อ.เมือง จึงประสานขอน้ำดับเพลิงจากเทศบาลเมืองราชบุรี และอบต.เจดีย์หัก ซึ่งอยู่ใกล้เคียงให้เข้าไปช่วยฉีดน้ำดับไฟ ก่อนจะเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่มูลนิธิปฐมบรมราชานุสรณ์ ราชบุรี ในที่เกิดพบเพลิงกำลังลุกไหม้บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2 ชั้น โดยไฟกำลังลุกไหม้จากชั้นบนซึ่งเป็นไม้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องช่วยกันระดมฉีดน้ำดับไฟเพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านข้างเคียง ซึ่งชุมชนดังกล่าวนั้นเป็นชุมชนแออัด  มีบ้านเรือนปลูกติดกันหลายหลัง  ใช้เวลานานกว่า 30 นาที จึงสามารถดับไฟได้ โดยพบว่าตัวบ้านชั้นบนนั้นเสียหายทั้งหมด

      จากการสอบถาม ด.ช.มาเฟีย(นามสมมุติ) อายุ 12 ปี  ก็เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนนั่งเล่นอยู่ในบ้านบริเวณชั้นล่าง ก็ได้ยินย่าตะโกนว่า ไฟไหม้จึงวิ่งขึ้นไปดูก็พบว่าไฟกำลังไหม้อยู่บนบ้าน จึงได้วิ่งออกมาแต่น้องหมาจำนวน 6 ตัว นั้นออกมาได้แค่ 3 ตัว  ส่วนที่เหลือนั้นไม่รู้ว่าออกมาได้หรือถูกไฟคลอกแล้วก็ไม่รู้  ส่วนแมวนั้นเอาออกมาได้ตัวเดียวอีกตัวหายไป  ส่วนตนเองนั้นได้รับบาดเจ็บที่มือนิดหน่อย  ส่วนสาเหตุนั้นไม่รู้เลย  ตอนนี้ทั้งเสื้อผ้านักเรียนและหนังสือเรียนก็ถูกไฟไหม้ทั้งหมด 

       ด้านนางจอง น้ำดอกไม้ อายุ 77 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านก็เล่าให้ฟังว่า ช่วงที่เกิดเหตุนั่งอยู่ข้างล่างได้ยินดังอยู่บนชั้นสองของบ้านจึงได้ขึ้นไปดูก็พบว่าไฟกำลังลุกไหม้ จึงได้รีบลงมาพาน้องสาวอายุ 73 ปี ที่พิการหนีตายออกมาทำให้รอดมาได้ ส่วนทรัพย์สินมีค่านั้นโดยเฉพาะสร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท ซึ่งเป็นทองสมัยเก่าก็น่าจะถูกไฟไหม้เสียหายไปหมดแล้ว  ซึ่งบ้านนี้อยู่กันทั้งหมด 11 คน แต่ช่วงที่เกิดเหตุนั้นอยู่บ้านแค่ 3 คน คือตนเองกับน้องสาวที่พิการและหลานชายคือน้องมาฟีย ส่วนสาเหตุนั้นไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร

      เบื้องต้นเจ้าหน้าที่คาดว่าสาเหตุนั้นน่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร  แต่ทั้งนี้ก็จะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง ส่วนมูลค่าความเสียหายนั้นยังไม่สามารถประเมินได้


นครพนม ปั้น “ไก่ศรีโคตรบูรณ์” สัตว์เศรษฐกิจใหม่ พร้อมผลักดัน เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัดอย่างเต็มตัว

นครพนม – ปั้น “ไก่ศรีโคตรบูรณ์” สัตว์เศรษฐกิจใหม่! จัดประกวดเมนูเด็ด ชิงเงินรางวัลนับหมื่น พร้อมผลักดัน “ไก่ศรีโคตรบูรณ์” สู่การเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัดอย่างเต็มตัว!

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2568 ณ ลานอเนกประสงค์ข้างสำนักงาน สส.อลงกต มณีกาศ อ.เรณู นคร จ.นครพนม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สส.นครพนม เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นประธานเปิดงานประกวดอาหารเมนูไก่ย่าง “ศรีโคตรบูรณ์” และจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตร กรและผู้ประกอบการ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

งานครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดประกวดเมนูไก่ย่างจากไก่พันธุ์ “ศรีโคตรบูรณ์” โดยมีทีมเข้าร่วมถึง 11 ทีม จากหลายพื้นที่ของจังหวัดนครพนม ต่างงัดไม้เด็ด โชว์ฝีมือการหมักและย่างไก่ พร้อมเครื่องเคียงพื้นบ้านและข้าวเหนียวร้อนๆ ที่เรียงรายอวดโฉมกันอย่างน่ารับประทาน คณะกรรมการตัดสินนำโดย ดร.เป้ มัทนียา สารกุล, นายปรีชา มณีสร้อย นายอำเภอธาตุพนม และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ร่วมกันพิจารณาอย่างเข้มข้น

ผลการประกวดอันดุเดือด รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ ทีมนายชูเกียรติ คำถา จากอำเภอปลาปาก คว้าเงินรางวัล 3,000 บาท ไปครอง, รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมนายศันสนีย์ ผู้ค้าไก่ย่างตลาดโต้รุ่ง อ.เมืองนครพนม รับเงินรางวัล 2,000 บาท, ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 มี 2 ทีมที่ได้คะแนนเท่ากัน ได้แก่ ทีมนางอุบลรัตน์ เมืองโคตร และทีมนายวินิช อินทะวงษ์ รับเงินรางวัลทีมละ 1,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลชมเชยรางวัลละ 500 บาทอีกด้วย
“ศรีโคตรบูรณ์” ไก่เนื้อแน่น โตไว อนาคตสดใสของเกษตรกรนครพนม

นายแพทย์อลงกต มณีกาศ หนึ่งในผู้ผลักดันสำคัญของไก่พันธุ์ “ศรีโคตรบูรณ์” เผยว่า การจัดงานประกวดในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ไก่พันธุ์ดังกล่าวขึ้นแท่นเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัด เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยภายในงานยังมีการอบรมให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่พันธุ์ศรีโคตรบูรณ์ โดย ดร.เป้ มัทนียา สารกุล อาจารย์คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกว่า ไก่พันธุ์ศรีโคตรบูรณ์เลี้ยงง่าย เติบโตเร็วกว่าไก่พื้นบ้านมาก ใช้เวลาเลี้ยงไม่เกิน 70 วัน ก็สามารถนำไปสร้างรายได้ได้แล้ว

ดร.เป้ มัทนียา ยังได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นที่สำคัญของไก่ศรีโคตรบูรณ์ คือ เนื้อแน่นน่ารับประทานกว่าไก่ฟาร์มทั่วไป และมีอัตราการแลกเนื้อที่รวดเร็วกว่าไก่พื้นบ้านอย่างชัดเจน ท่านยังได้เชิญชวนเกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อซื้อลูกพันธุ์ไก่ศรีโคตรบูรณ์ได้ที่ และทางมหาวิทยาลัยนครพนมยินดีให้คำแนะนำทุกขั้นตอนของการเลี้ยง เพื่อร่วมกันยกระดับไก่ศรีโคตรบูรณ์ให้เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญของจังหวัดนครพนมในอนาคตอันใกล้นี้

ข่าว/ภาพ​ ประทีป​ วชิระ​ธ​ั​ญญา​กุล ​ผู้​สื่อข่าว​ภูมิภาค​จังหวัด​นครพนม ​โทร​084-934075-0​
ฟร้องนครพนมรายงาน

กกล.สุรศักดิ์มนตรี ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 ตรวจยึดยาบ้า พร้อมผู้ต้องหา

กกล.สุรศักดิ์มนตรี ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ฉก.ทพ.21 ตรวจยึดยาบ้า พร้อมผู้ต้องหา

วันที่ 7 มิ.ย 68 เวลา 11.30 น. ร.อ.ธนากร นาเหล็ก ผบ.ร้อย.ฉก.ทพ.2103 ได้รับการประสานงานจากผู้นำชุมชน ตำบลพระทายและกู้ภัย อบต.พระทาย ขอกำลังสนับสนุนกำลังพลเข้าทำการร่วมจับกุมชายมึนเมาสุราและยาเสพติดกำลังขับรถจักยานยนต์อยู่ภายในหมู่บ้าน จึงร่วมกันทำการเข้าตรวจสอบเมื่อไปถึงพบ นายอภิวัฒน์ อายุ 30 ปี ขับรถอยู่ในหมู่บ้านหมู่บ้านพระทาย ม.5 ตำบลพระทาย อำเภอท่าอุเทนฯ ขับขี่รถลักษณะมึนเมาสุราหรือยาเสพติดขับรถในลักษณะประมาทหวาดเสียว เกรงจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพสินของประชาชนโดยทั่วไปจึงเข้าทำการควบคุมชายดังกล่าวไว้

สอบถามยอมรับว่า ได้เสพยาบ้าและดื่มสุรามาก่อนหน้านี้จริงเจ้าหน้าที่ขอตรวจค้นตัวพบยาบ้าจำนวน 3 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายที่ นายอภิวัฒน์ฯ สะพายติดตัวอยู่ จากนั้นจึงเก็บตัวอย่างปัสสาวะส่งตรวจยืนยันผลปัสสาวะที่โรงพยาบาลท่าอุเทน ผลยืนยันว่าพบสารเสพติดเมทแอมแฟนตามีนในปัสสาวะของ นายอภิวัฒน์ฯ จริง จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งสิทธิกล่าวโทษนำผู้ถูกจับส่งพนักงานสอบสวนอำเภอท่าอุเทนต่อไป

ของกลางคือ: ยาบ้า 3 เม็ด เอกสารยืนยันผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกที่โรงพยาบาล 1 ฉบับ โดยกล่าวโทษผู้ถูกจับว่า: มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(แมทแอมเฟตามีน)โดยฝ่าฝื่นกฏหมาย, เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะขณะมีสารเสพติดในร่างกาย (ขับเสพ)

จัดทำบันทึกการจับกุม รวบรวมหลักฐาน เอกสารประกอบการจับกุม ถ่ายรูป วิดิโอ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทรมานฯ ไว้เป็นหลักฐาน นำของกลางและ ผู้ถูกจับส่ง พนัก งานสอบสวน สภ.ท่าอุเทน เพื่อดำเนินดคีตามกฎหมายต่อไป


ฟร้อง เทพ โอ๋ นครพนม รายงาน

ลิงคึกคัก !! ครบรอบ 1 ปี หลวงพ่อจัดเต็มอาหารพิเศษเพื่อลิงลพบุรี

จังหวัดลพบุรี – รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ร่วมเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ สามเณร พ่อค้า ประชาชน จัดทอดผ้าป่าอาหารสัตว์ พร้อมออกบิณฑบาตขอรับ พืช ผัก ผลไม้ ขนม นมเนย เพื่อไปเลี้ยงหมาแมวจรจัด และลิงที่สถานอนุบาลสัตว์กว่า 1 พันตัว ตะลึงลิงแสนรู้ โดดขี่คอหลวงพ่อขอเป็นศิษย์

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 7 มิ.ย. 2568 ณ ศาลาธรรมสังเวช วัดเสาธงทอง พระอารามหลวง จังหวัดลพบุรี ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี พระครูสิริจริยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง รองเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ร่วมกับพระราชวิสุทธิประชานารถ เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ พระภิกษุ สามเณร ได้จัดให้มีการทำบุญทอดผ้าป่าอาหารสัตว์ เพื่อนำไป สถานอนุบาลสัตว์ (สวนลิง) ตำบลโพธิ์เก้าต้น ซึ่งมีลิงที่ทางเทศบาลเมือง และกรมอุทยาน จับมาไว้ในกรง จำนวน 6 กรง กว่า 1,2000 ตัว ซึ่งยังมีแม่ลิงแรกคลอดอีกเป็นจำนวนมากแยกกรงไว้เฉพาะ

ตั้งแต่เช้าตรู่ พระครูสิริจริยาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดได้ประกาศเสียงตามสาย เชิญชวน ประชาชน พ่อค่า แม่ค้า ในตลาดสดเทศบาล หน้าวัดเสาธงทอง ที่เดินจับจ่ายใช้สอย ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าอาหารสัตว์ โดยมีสามรเณรน้อยออกบิณฑบาต รับพืช ผัก ผลไม้ ขนม นมเนยต่างๆ และอาหารเม็ด ซึ่งมีผู้ร่วมทำบุญกันเป็นจำนวนมาก โดยในวันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี ที่ทางวัดจัดผ้าป่าอาหารให้ลิงสัตว์คู่บ้านคู่เมืองลพบุรี รวมถึงหมาแมวจรจัดเพื่อนำไปมอบให้กับทางสถานอนุบาลสัตว์

หลังจากที่ทำพิธีทอดผ้าป่าอาหารสัตว์เรียบร้อย ทางพระครูสิริจริยาภรณ์ และคณะสงฆ์พร้อมชาวบ้านได้ช่วยกันขน ผัก ผลไม้ ขนม นมเนย อาหารเม็ด และสิ่งของที่ได้จากการทอดผ้าป่า ซึ่งในวันนี้ได้จัดเตรียมรถยนต์กระบะจำนวน 2 คัน บรรทุกอาหาร ผัก ผลไม้ จากการทอดผ้าป่า 1 คัน อีกคันบรรทุกมะละกอที่ซื้อมาจากสวนจำนวนกว่า 1 ตัน และบรรทุกของชอบน้องลิง ใส่รถซาเล้งอีก 5 คัน นำไปเลี้ยงลิง

เมื่อลิงเห็นพระ ซึ่งทุกตัวจะจดจำ ได้ออกส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ เพราะจะต้องได้กิน ของดี อาหารพิเศษจากพระ ที่เริ่มต้นด้วยเงาะผลไม้ตามฤดูกาลที่หลวงพ่อบรรทุกมากว่า400 กิโล ต่อด้วย ขนมหวาน นมเปรี้ยว ผักผลไม้ต่างๆ ไข่ไก่สด ตามด้วยมะละกอ ใบมะละกอ และกระเพรา เพื่อให้ลิงได้ระบาย ลิงทุกกรงต่างยื้อแย่งกันกินอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มหมีพลีกันมันทุกตัว จนครบทั้ง 6 กรง ซึ่งในวันนี้หลวงพ่อบอกน้องลิงว่ากินให้อิ่มนะลูก มีไม่อั้น แถมยังมีสต๊อกไว้ให้อีกจำนวนมากด้วย

แนวคิดของพระครูสิริจริยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง เห็นลิงที่อยู่ในกรง หากินไม่ได้จึงมีแนวคิด จัดทอดผ้าป่าอาหารลิงขึ้นมา โดยจะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ เพื่อรวบรวม พืช ผักผลไม้ ขนม และอาหารเม็ด อาหารที่ลิงชอบ เพื่อนำไปให้ลิงกิน เขาจะได้อยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องหนีเล็ดลอดออกมาจากกรงเพื่อหาอาหาร เนื่องจากมีลิงที่อยู่รวมกันจำนวนมากกว่า 1 พันตัว จะต้องมีอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการ ในแต่ละตัว ใน 3 มื้อเหมือนคน และเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระหน่วยงานหลักที่ไม่รับเงินบริจาคค่าอาหารลิง ยังคงต้องรออนุมัติงบประมาณกลางจากทางรัฐบาล และงบฯ จากทางจังหวัด สำหรับการดูแลลิงอย่างเป็นระบบ แต่พวกเขารอไม่ได้ ทางภาคเอกชน พระสงฆ์ จึงได้มีแนวความคิดช่วยเหลือสัตว์ เพื่อเป็นบุญกุศลกับทุกคนที่ได้ร่วมบุญ ซึ่งกิจกรรมทอดผ้าป่าอาหารสัตว์ จะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ใน เวลา 08.00 น. ณ วัดเสาธงทอง ต.ท่าหิน อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี ซึ่งทุกท่านสามารถร่วมบุญได้ ติดต่อสอบถาม พระครูสิริจริยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดเสาธงทอง พระอารามหลวง รองเจ้าคณะจังหวัด ลพบุรี โทร. 08-1780-6603


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ทลายแก๊ง “ศุกร์หรรษา” กระเจิงตำรวจเอาจริง รวบระนาวแข่งรถในทางสาธารณะ

นครศรีธรรมราช – ทลายแก๊ง “ศุกร์หรรษา” กระเจิงตำรวจเอาจริงรวบระนาวแข่งรถในทางสาธารณะ-ผู้ปกครองโดนคดีด้วยกลายเป็นแก๊ง “ศุกร์ต้องหา” เผยแต่งรถท้าทายตำรวจไล่จับหากไล่จับไม่ทันได้เป็นคนดังในแก็งส์

ภาพเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน 2568 พันตำรวจเอกสุทัศน์ สงสยม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช พันตำรวจโทรนรากร เอียดช่วย รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม พันตำรวจโทเอกวิชญ์ เกิดศิริ รองผู้กำกับการจราจร สภ.เมืองนครศรี ธรรมราช ระดมเจ้าหน้าที่งานป้องกันและงานจราจรเปิดปฏิบัติการบนถนนสายอ้อมค่ายวชิราวุธ ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช หลังจากกลุ่มวันรุ่นนักซิ่งนักแต่งรถจักรยานยนต์นัดหมายรวมตัวกัน เพื่อทำการแข่งขันรถจักรยานยนต์ในช่วงกลางดึกสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน

โดยเจ้าหน้าที่ได้ส่งสายเข้าแฝงตัวในกลุ่มรถจักรยานยนต์เมื่อมีการส่งสัญญาณว่าเริ่มมีการรวมตัวและเปิดการแข่งขัน มีการขับรถย้อนศรโดยไม่เกรงกลัวอุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้เส้นทาง เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าล้อมเส้นทางก่อนเปิดปฏิบัติการไล่จับกุมทำให้กลุ่มนักแข่ง กลุ่มผู้ชมเร่งเครื่องหลบหนีเจ้าหน้าที่ได้ไล่ล่าจับกุมได้มากกว่า 20 คัน พร้อมรถจักรยานยนต์ของกลงถึงกับคอตกและถูกเชิญขึ้นรถคอกหมีควบคุมผู้ต้องหา

ตำรวจได้รวบรวมข้อมูลพบว่าแก็งส์วัยรุ่นเหล่านี้ชื่อแก็งส์ว่า “ศุกร์หรรษา” หรือรู้จักในหมู่นักซิ่งว่า “โครงการศุกร์หรรษา มีการนัดหมายผ่านกลุ่มลับในโซเชียลมีเดีย นัดหมายแข่งขันรถจักรยานยนต์แต่งแรงดัดแปลงสภาพบนถนนอ้อมค่ายวชิราวุธ ตำบลปากพูน โดยไม่เกรงกลัวตำรวจ มีการท้าท้ายด้วยความคึกคะนองหากตำรวจไล่จับกุม จะมีศัพท์ในหมู่นักแข่งว่า “กินตำรวจ”คือตำรวจไล่ไม่ทันจะกลายเป็นคนดังในในแก็งส์ “ศุกร์หรรษา” แต่ศุกร์นี้กลายเป็นศุกร์ต้องหาเดือดร้อนถึงบิดามารดาผู้ปกครอง

พันตำรวจเอกสุทัศน์ ชาญสวัสดิ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช ระบุว่าผู้ต้องหาที่จับได้นั้นตำรวจได้ดำเนินคดีข้อหาร่วมการแข่งขันรถในทาง รถที่ใช้ในการแข่งขันหรือรวมกลุ่มกันเพื่อกระทำความผิดที่เข้าข่ายลักษณะการแข่งขันรถในทางรื้อขับรถที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย คดีเช่นนี้ศาลจะมีคำพิพากษารถจักรยานยนต์ให้เป็นของแผ่นดิน กรณีผู้ต้องหาเป็นเด็กหรือเยาวชนผู้ปกครองจะต้องถูกดำเนินคดีตามพรบ.คุ้มครองเด็กฐานปล่อยประละเลยหรือยุยงส่งเสริมให้เด็กมากระทำความผิดด้วย

“ขอความร่วมมือไปทางผู้ปกครอง และสถานศึกษาช่วยกวดขันดูแลรถจักรยานยนต์ที่เยาวชนหรือนักเรียนนำมาใช้ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพโดยเฉพาะท่อไอเสียเสียงดังมาก ซึ่งจากก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้านและจะนำมาสู่การรวมกลุ่มเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการแข่งขันรถในทาง” รอง ผบก.นครศรีธรรมราชระบุ


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

ภารกิจผู้บังคับบัญชาภ.จว.พระนครศรีอยุธยา

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2568 เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.นฤนาท พุทไธสง ผบก.ภ. จว. พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.อาทิตย์ ซิ้มเจริญ ผกก.สภ.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.ท.พิศาล กล่ำไพ รอง ผกก.ป.สภ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปราม สภ.พระนครฯ ร่วมประชุมมอบนโยบายงานป้องกันปราบปรามและมอบรางวัล ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต่อไป


“บิ้กอู๊ด ” พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ประธานหลักสูตร เปิดตัว “หลักสูตรวัคซีนชีวิต สำหรับผู้บริหารชั้นสูง“ รุ่นแรก เสริมภูมิคุ้มกันผู้นำไทยรับมือโลกยุคใหม่”

“บิ้กอู๊ด ” พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ ประธานหลักสูตร เปิดตัว “หลักสูตรวัคซีนชีวิต สำหรับผู้บริหารชั้นสูง“ รุ่นแรก เสริมภูมิคุ้มกันผู้นำไทยรับมือโลกยุคใหม่”

สมาคมตำรวจร่วมกับเครือข่ายภาคเอกชนเปิดตัวหลักสูตรพิเศษ “วัคซีนชีวิตสำหรับผู้บริหารชั้นสูงเพื่อสังคม รุ่นที่ 1” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้นำในทุกภาคส่วนรับมือกับความท้าทายในยุคดิจิทัล และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อป้องกันอาชญากรรมสมัยใหม่

เป้าหมายสำคัญ “5 พลังชีวิต” ป้องกันก่อนเกิดปัญหา

พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง รองนายกสมาคมตำรวจ และประธานหลักสูตร เผยว่า “หลักสูตรนี้เปรียบเสมือนวัคซีนที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่” โดยยึดหลัก “5 พลังชีวิต” ประกอบด้วย พลังตัวเอง พลังครอบครัว พลังองค์กร พลังชุมชน และพลังสังคม เพื่อป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น แทนที่จะต้องมารักษาภายหลัง หลักสูตรนี้มุ่งเป้าแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของสังคมไทย อาทิ ยาเสพติด การพนันออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

หลักสูตรเข้มข้น 5 เดือน ครอบคลุม 5 หมวดความรู้สำคัญ

การอบรมจัดขึ้นเป็นเวลา 5 เดือน ทุกวันเสาร์ (รวม 22 ครั้ง) ระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม – 22 พฤศจิกายน 2568 โดยแบ่งเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่

  1. การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ-สังคมโลก เตรียมความพร้อมรับมือเทรนด์โลกอนาคต
  2. ภัยไซเบอร์และ AI อาชญากรรมดิจิทัล เจาะลึกกลโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 100 วิธี รวมถึงการปั่นหุ้น STARK, MORE และคดี The iCON Group
  3. กฎหมายครอบครัว-มรดก ป้องกันข้อพิพาทในครอบครัวและปัญหามรดกเลือด
  4. สุขภาพกาย-ใจสำหรับผู้บริหาร เทคนิคดูแลสุขภาพและการชะลอวัย
  5. การสร้างพลังเครือข่าย พัฒนาทักษะการบริหารและสร้างธุรกิจ Wellness

เปิดรับผู้บริหารระดับสูง 120 ท่าน

หลักสูตรเปิดรับสมัครผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 120 ท่าน โดยกลุ่มเป้าหมายได้แก่ ข้าราชการระดับสูง ตำรวจระดับพลตำรวจตรีขึ้นไป ทหารระดับพลตรีขึ้นไป ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และผู้บริหารภาคเอกชน ค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร 5 เดือน รวมการศึกษาดูงานทั้งภายในประเทศทั้ง 4 ภาค และต่างประเทศ พิเศษเพียง 150,000 บาท

รูปแบบการเรียนรู้ครบวงจร พร้อมศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ

หลักสูตรเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ โดยทีมวิทยากรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ-เอกชนกว่า 30 ท่าน รวมถึงคณะผู้บริหารหลักสูตรระดับประเทศ อาทิ พลเอกนักรบ บุญบัวทอง, พลตำรวจเอกสุรพงษ์ ชัยจันทร์, นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ และนายคงธัช เตชะวิเชียร ผ่านการบรรยาย สัมมนา ประชุมกลุ่ม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และศึกษาดูงานทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ รวมถึงการศึกษาดูงานในต่างประเทศ ผู้เข้าร่วมต้องผ่านเกณฑ์การประเมินและจัดทำโครงงานกลุ่มเพื่อรับประกาศนียบัตร

สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ สร้างสังคม “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

หลักสูตรนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยมุ่งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทยและเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนในอนาคต ผ่านการสร้างเครือข่ายผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และพร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับประเทศ

ผู้สนใจสมัครได้ที่ https://forms.gle/ge1dMyVQFmZxVQng6 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 21 มิถุนายน 2568 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สมาคมตำรวจ หรือสำนักงานเลขานุการหลักสูตร โทร. 095-346-2555 (คุณธีรวัลย์), โทร. 095-331-6555 (คุณสิริลักษณ์), อีเมล: lifevaccine.social@gmail.com, Facebook & Instagram: @lifevaccine.social


สวทช. โดยนาโนเทค จับมือพันธมิตร ปูพรมใช้ “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นำร่องสร้าง “ขอนแก่นโมเดล” พร้อมตั้งเป้าขยายผลทั่วไทยในปี 2571

สวทช. โดยนาโนเทค จับมือพันธมิตร ปูพรมใช้ “ชุดตรวจคัดกรองโรคไต” นำร่องสร้าง “ขอนแก่นโมเดล” พร้อมตั้งเป้าขยายผลทั่วไทยในปี 2571

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น และองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ลงนามความร่วมมือด้าน “การนำนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต และภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการสุขภาพในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น” โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดกิจกรรมอบรมการใช้ชุดตรวจคัดกรองโรคไตให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ครอบคลุมทั้ง 248 แห่งในจังหวัดขอนแก่น เพื่อขับเคลื่อนการใช้ชุดตรวจคัดกรองอย่างครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด เป็นการนำร่อง ‘ขอนแก่นโมเดล’ ซึ่งตั้งเป้าขยายผลสู่ระดับประเทศภายในปี 2571 เพื่อยกระดับสุขภาวะของประชาชนไทยด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่

ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “ขุมพลังหลักของประเทศ” ของ (อว.) โดย (สวทช.) นั้น เป็นการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อพัฒนา “ระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรม” ให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ผ่านกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ที่มุ่งเป้าหมาย 4 มิติ ประกอบด้วย การเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การสร้างความยั่งยืนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการพึ่งพาตนเอง ทั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวิจัยของนาโนเทค ภายใต้ SF ชุดตรวจสุขภาวะ ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำระดับประเทศด้านนวัตกรรมชุดตรวจสุขภาวะ ต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ยกระดับเศรษฐกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่สำคัญคือ ประชาชนเข้าถึงได้ เพื่อสนับสนุนสังคมเท่าเทียมและยั่งยืน

“ชุดตรวจคัดกรองโรคไตนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand โดยเป็นนวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) ที่ต่อยอดงานวิจัย ‘AL-Strip’ โดย ดร.สาธิตา ตปนียากร ซึ่งเป็นชุดตรวจคัดกรองโรคไตเชิงคุณภาพที่ประชาชนทั่วไปใช้ตรวจคัดกรองโรคได้ด้วยตัวเอง และทราบผลตรวจได้ภายใน 5 นาที ในปัจจุบันได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการไทยแล้ว 3 ราย คือ บริษัทอินโนซุส จำกัด, บริษัทเมดไบโอซิน จำกัด และ บริษัทไฮไลฟ์ เฮลท์ จำกัด นอกจากนี้ ยังส่งมอบชุดตรวจคัดกรองโรคไตให้กับพันธมิตร อาทิ โครงการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (CKDNET) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 7 ขอนแก่น สภาเภสัชกรรม และอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลการใช้ประโยชน์นวัตกรรมให้กลุ่มผู้ใช้จริง” ดร.อุรชา กล่าว

ดร.เดือนเพ็ญ จาปรุง นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค และผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานนวัตกรรมชุดตรวจรวดเร็ว สวทช. กล่าวว่า โครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Rapid Test) มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่การพึ่งตนเอง ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางด้านการแพทย์ของประเทศ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประชาชน ด้วยกลยุทธ์การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากการนำผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริง นำร่องด้วยนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต ที่มีความร่วมมือจากพันธมิตรหลายภาคส่วน รวมถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น และองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่ร่วมลงนามในครั้งนี้

ชุดตรวจคัดกรองโรคไตนี้เป็นการต่อยอดผลงานวิจัย ‘AL-Strip’ ชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพสำหรับใช้ตรวจคัดกรองโรคได้ด้วยตัวเอง ทราบผลภายใน 5 นาที โดยผู้ใช้งานสามารถใช้ชุดตรวจได้ด้วยตนเองเพียงหยดปัสสาวะที่เก็บใหม่ลงในช่องที่กำหนดของชุดตรวจคัดกรอง จากนั้นอ่านผลจากแถบสีที่ปรากฏ (คล้ายกับการใช้ชุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19) หลักการทำงานของชุดตรวจนี้อาศัยการวิเคราะห์ปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ โดยอัลบูมินเป็นโปรตีนที่เป็นสารประกอบหลักของเลือด หากพบว่ามีอัลบูมินเจือปนอยู่ในปัสสาวะเกินกว่า 20 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ชุดตรวจจะแสดงผลด้วยแถบสี 1 ขีด หมายถึง ‘มีความเสี่ยงเป็นโรคไตในระดับสูง’ แนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลตรวจแบบนี้ ควรเข้ารับการตรวจโดยละเอียดที่สถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์วินิจฉัยความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการรักษาตามระยะของความผิดปกติที่พบ หากผู้ป่วยตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในระยะเริ่มต้น จะทำให้มีโอกาสหันกลับมาดูแลตัวเองด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อชะลอความเสื่อมของไตได้

“สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้ชุดตรวจคัดกรองโรคไตให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ครอบคลุมทั้ง 248 แห่งในจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้เกิดการคัดกรองด้วยชุดตรวจคัดกรองโรคไตอย่างเต็มศักยภาพในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เป็นการปูทางสร้าง “ขอนแก่นโมเดล” ขับเคลื่อนการคัดกรองโรคไตแบบเชิงรุกเพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ลดช่องโหว่ของการเข้าไม่ถึงการตรวจคัดกรองโรคไตได้ตั้งแต่ระยะต้นของประชาชน จากค่าใช้จ่ายในการตรวจที่ค่อนข้างสูง รวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ให้บริการตรวจยังมีไม่เพียงพอ เพราะต้องเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์ และด้านเทคนิคการแพทย์ในการดำเนินการตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งจังหวัดขอนแก่นจะเป็นโมเดลนำร่องในการพัฒนาระบบการคัดกรองโรคไตแบบใหม่นี้ ก่อนที่จะขยายผลทั่วประเทศภายในปี 2571” ดร.เดือนเพ็ญฯ เผย

นางสาลินี ไวยนนท์ นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ(ด้านส่งเสริมพัฒนา) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า โรคไตเรื้อรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย และจังหวัดขอนแก่นเองมีอุบัติการณ์ผู้ป่วยโรคไตปีละกว่า 30,000 ราย จากการค้นหาและคัดกรองในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงเพียงร้อยละ 50 ซึ่งหมายความว่าหากมีการค้นหามากขึ้นก็มีโอกาสในการพบผู้ป่วยโรคไตมากขึ้นด้วยเช่นกัน จังหวัดขอนแก่นในฐานะศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ และให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของการดูแลสุขภาพไตอย่างถูกต้อง โดยการส่งเสริมให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และ อสม. ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ เช่น การคัดกรองผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย และการติดตามดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการรักษา จังหวัดขอนแก่นได้เตรียมพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยีทางการแพทย์ การให้บริการ CKD Clinic ซึ่งมีครอบคลุมทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ การให้บริการ RRT (การบริการ APD CAPD การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม : HD และการส่งเสริมการปลูกถ่ายไต : KT) ที่มีความพร้อมและเพียงพอ ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับบริการ APD CAPD จำนวน 1,700 ราย HD จำนวน 2,978 ราย และ KT ที่ได้รับยากดภูมิ จำนวน 426 ราย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม พร้อมทั้งมีการประสานงานกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

“แม้มีการจัดระบบบริการรักษาไว้รองรับอย่างดี แต่การป้องกันย่อมดีกว่า ต้องขอขอบคุณ (สวทช.) ที่สนับสนุนนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไต เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคไต ซึ่งสามารถตรวจได้ด้วยตนเองและทราบผลภายใน 5 นาที เพื่อให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก โดยสามารถเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อวิเคราะห์อัตราการกรองของไต และเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยและรักษาตามแนวทางต่อไป” นางสาลินีฯ กล่าว

นายวัฒนา ช่างเหลา นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไตเรื้อรังในประชาชน โดยการตรวจคัดกรองจะช่วยให้สามารถระบุผู้ที่มีความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพในระยะยาว โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นจะส่งเสริมการใช้นวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคไตและภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวานในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดที่ได้รับถ่ายโอนมายังองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นอย่างครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 248 แห่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 26 อำเภอ การดำเนินการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเครือข่ายการดูแลสุขภาพในชุมชน ร่วมกับ อสม. และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่น
“เราต้องการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคไตและส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระของระบบสาธารณสุขในจังหวัดขอนแก่น ความร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการ “ค้นหา คัดกรอง ป้องกัน ชะลอไตเสื่อม” และการทำงานร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และหน่วยงานในภาคส่วนต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นย้ำ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กอ้อ” ร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือระหว่าง ตร.และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

“บิ๊กอ้อ” พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือระหว่าง ตร.และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

วันที่ 5 มิ.ย.2568 เวลา 11.00 น. ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถนนราชดำเนินนอก แขวงวัดโสมมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.เป็นผู้แทน ตร. เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางความร่วมมือระหว่าง ตร.และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุม, นายจักรพรรดิ์ คล่องพยาบาล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, พ.ต.อ.ศราวุธ สวัสดิชัย รอง ผบก.ภ.จ.ปทุมธานี/หน.สง.ฯ, พ.ต.อ.วีระวิทธ์ ผลประสิทธิ์ รอง ผบก.อก.บช.ทท.,พ.ต.อ.แมน รถทอง ผกก.สส.บช.ทท.เข้าร่วมประชุม

ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เป็นการหารือแนวทางการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวระหว่าง ตร.กับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อันเป็นการขานรับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเพิ่มมาตรการรักษาความปลอด ภัยโดยการใช้เทคโนโลยีระบบ cctv,การใช้ Ai ในการตรวจจับผู้กระทำความผิด ผู้มีหมายจับ หรือบุคคลที่เฝ้าระวัง มาช่วยในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ, การใช้ศูนย์ ศปทท.ในการรวบรวมข้อมูล สั่งการและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง เน้นย้ำการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในเชิงบวก เพื่อแก้ไขปัญหาข่าวเฟกนิวส์อันเป็นสาเหตุทำให้นักท่องเที่ยวลดลง,การประชาสัมพันธ์การเข้าถึงช่องทางการแจ้งเหตุผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทย สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน