บช.ทท.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบและกำกับดูแลการให้บริการของรถรับจ้างสาธารณะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของกทม.

บช.ทท.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบและกำกับดูแลการให้บริการของรถรับจ้างสาธารณะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของกทม.

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 10.30 น. : พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยวพร้อมด้วย พล.ต.ต.นรเศรษฐ์ สุวรรณนิกขะ ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 และผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก และกองบังคับการตำรวจจราจรกลาง ลงพื้นที่ดำเนินการ ณ 3 จุดหลัก ได้แก่

1.บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ลิโด้ (สยามสแควร์)
2.บริเวณหน้าตึกแดง (สนามหลวง)
3.บริเวณหน้าศูนย์การค้าไอคอนสยาม

มาตรการที่ดำเนินการ ได้แก่
• ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือผู้ขับขี่ ไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
• กวดขันการปฏิบัติหน้าที่โดยเคร่งครัด อาทิ การปฏิเสธผู้โดยสาร หรือไม่กดมิเตอร์
• ตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจ และมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยของระบบขนส่ง และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยว

#กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว #ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมดูแลนักท่องเที่ยว #มั่นใจทุกการเดินทางในประเทศไทย #ขนส่งปลอดภัยบริการโปร่งใส #CALLCENTER1155 #touristpoliceapp #TouristPolice #ตำรวจท่องเที่ยว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

DSI – ตำรวจกัมพูชา ประชุมทวิภาคีเดินหน้าข้อตกลง SOP คดีค้ามนุษย์ เสริมกลไกความร่วมมือข้ามพรมแดน

DSI – ตำรวจกัมพูชา ประชุมทวิภาคีเดินหน้าข้อตกลง SOP คดีค้ามนุษย์ เสริมกลไกความร่วมมือข้ามพรมแดน

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับ กรมตำรวจแห่งชาติกัมพูชา(Cambodian National Police – CNP) จัดการประชุมทวิภาคีด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์ ณ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

ในการนี้ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลตำรวจโท CHIV PHALLY รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ พันตำรวจตรี สิริวิชญ์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์ พลตำรวจตรี SOK SAMBO ผู้บัญชาการปราบปรามการค้ามนุษย์ และคุ้มครองเด็กและเยาวชนกัมพูชา ผู้แทนจากโครงการ ASEAN–ACT (ASEAN–Australia Counter Trafficking) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทั้งสองประเทศ

วัตถุประสงค์หลักของการประชุม คือ การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติในการสืบสวนสอบสวนคดีค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงาน รวมถึงหารือร่วมกันต่อร่างข้อตกลงมาตรฐานการปฏิบัติงานร่วม (Standard Operating Procedures–SOP) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากกระบวน การพัฒนาร่วมระหว่าง DSI และ CNP เพื่อยกระดับกลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนให้ทันต่อความท้าทายของอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัล

ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวในที่ประชุมว่า “SOP ฉบับนี้ไม่เพียงเป็นกรอบการทำงานร่วมที่ชัดเจน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ ความเชื่อมั่น และเจตจำนงร่วมกันระหว่างไทย–กัมพูชา ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน” โดย พลตำรวจโท CHIV PHALLY รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ได้เน้นย้ำว่า “เราต้องไม่เพียงแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลเท่านั้น แต่ต้องร่วมมือกันในเชิงลึกเพื่อสร้างระบบที่สามารถปกป้องผู้เสียหายและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างจริงจัง ทั้งในประเทศ ของเราและในระดับภูมิภาค” การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากโครงการ ASEAN–ACT โดย Ms.Darlene PAJARITO,Justice Systems Director ซึ่งแสดงความยินดีต่อความก้าวหน้าในความร่วมมือว่า น่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือแน่นแฟ้นระหว่างไทย–กัมพูชา และความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย ในการต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน

ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันว่า จะเร่งดำเนินกระบวนการภายในของแต่ละประเทศ เพื่อผลักดันให้ร่าง SOP ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด และตั้งเป้าจัดพิธีลงนามอย่างเป็นทางการในวาระการประชุมครั้งถัดไป เพื่อให้สามารถนำไปสู่การใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ส. ส่งมอบอาคารหอคอยสังเกตการณ์ ในเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว

ป.ป.ส. ส่งมอบอาคารหอคอยสังเกตการณ์ ในเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว พัฒนาศักยภาพในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืน ตามโครงการยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุก

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 พลตำรวจโทภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มอบหมายให้ นายธันวา ผุดผ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 5 และ นางสาวปุลพร พานิชการ อัครราชทูตที่ปรึกษาด้านควบคุมยาเสพติด ณ เวียงจันทน์ เป็นผู้แทนร่วมพิธีส่งมอบอาคารหอคอยสังเกตการณ์ ในเมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ให้แก่สำนักงานคณะกรรมาธิการควบคุมและตรวจตรายาเสพติดแห่งชาติลาว โดยมี พ.ต.อ.จันทอน เฮืองคำไซ หัวหน้าห้องการตรวจตราและควบคุมยาเสพติด พ.ต.อ.ปัญญา แสงวิจิตร รอง กองบัญชาการแขวงบ่อแก้ว และพ.ต.อ.บุญเพ็ง อินทะวง รองหัวหน้ากรมตำรวจสกัดกั้นและต้านยาเสพติด เป็นผู้แทนรับมอบ

อาคารหอคอยสังเกตการณ์ดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างด่านตรวจถาวร ณ เมืองปากทา แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่สำนักงาน ป.ป.ส. ได้สนับสนุนงประมาณในการดำเนินการภายใต้โครงการเสริมสร้างและยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกันยาเสพติดและทำลายเครือข่ายการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ตามมติเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงรุกที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ โดยประเทศไทยได้แสดงบทบาทนำในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศเพื่อนบ้านแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน อันจะมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากปัญหายาเสพติดที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้โดยตรง และในวาระครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว อาคารหอคอยสังเกตการณ์ จะเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านยาเสพติดที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่วมมือในทุก ๆ ด้านร่วมกันระหว่างกันอย่างยั่งยืนต่อไป

และเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสกัดกั้นและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ สำนักงาน ป.ป.ส. ยังได้สนับสนุนชุดตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ พร้อมชุดทดสอบสารเสพติดเบื้องต้น ประเภทยาบ้า ยาอี มอร์ฟีน และคีตามีน ให้แก่สำนักงานคณะกรรมาธิการควบคุมและตรวจตรายาเสพติดแห่งชาติลาวเพื่อใช้ในการดำเนินงาน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

DSI รับเรื่องร้องเรียน กรณีชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยจำกัด เสียหายจากการแพ้คดีฯ กว่า 223 ล้านบาท

DSI รับเรื่องร้องเรียนกรณีชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยจำกัดเสียหายจากการแพ้คดีฯ กว่า 223 ล้านบาท

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 13.30 น. ณ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ นางสาวอรุณศรี วิชชาวุธ ผู้อำนวยการกองบริหารคดีพิเศษ รับเรื่องร้องเรียนจากรองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี การบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์ ทำให้ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้รับความเสียหาย จำนวน 223,684,495.36 บาท จากโครงการจัดหาโปรแกรมสหกรณ์ออมทรัพย์เพื่อสมาชิก ที่มีไว้เพื่อใช้ในกิจการของสหกรณ์เครือข่ายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

โดยหลังจากนี้กองบริหารคดีพิเศษในฐานะหน่วยงานกลางด้านคดีของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ จะดำเนินการประมวลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งเพื่อพิจารณามอบหมายหน่วยงานโดยเร็วต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“อริครั่นคร้าม นามข้าอินทรีย์” ป.ป.ส. ปิดหลักสูตร “อินทรีย์ 19” รุ่นที่ 7 สร้างนักรบปราบยาเสพติด 64 นาย พร้อมลงสนามจริง

“อริครั่นคร้าม นามข้าอินทรีย์” ป.ป.ส. ปิดหลักสูตร “อินทรีย์ 19” รุ่นที่ 7 สร้างนักรบปราบยาเสพติด 64 นาย พร้อมลงสนามจริง

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา 15.00 น. ณ กองกำกับการต่อต้านการก่อการร้าย (อรินทราช 26) สำนักงาน ป.ป.ส. จัดพิธีปิดการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ “อินทรีย์ 19” รุ่นที่ 7 โดยมี พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานในพิธี ส่งมอบกำลังพลคุณภาพชุดใหม่จำนวน 64 นาย พร้อมลุยภารกิจปราบปรามยาเสพติด

นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด ได้กล่าวรายงานสรุปผลการฝึกอบรมว่า หลักสูตร “อินทรีย์ 19” รุ่นที่ 7 นี้ ใช้ระยะเวลาการฝึกที่เข้มข้นทั้งสิ้น 40 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึง 6 มิถุนายน 2568 มีผู้ผ่านบททดสอบที่หนักหน่วงทั้งร่างกายและจิตใจ จนสำเร็จหลักสูตรและมีคุณสมบัติครบถ้วนจำนวน 64 นาย โดยตลอดการฝึกอบรมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผู้สำเร็จการฝึกทุกคน มีความพร้อมเต็มพิกัดที่จะนำความรู้และยุทธวิธีที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในภารกิจจริงของต้นสังกัดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กล่าวปราศรัยแสดงความยินดีและให้โอวาทแก่ “อินทรีย์ 19” ทั้ง 64 นาย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความมุ่งมั่น อดทน และเสียสละ ซึ่งเป็นหัวใจของการเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ “ขอให้ทุกท่านภาคภูมิใจในความสำเร็จครั้งนี้ และจงอย่าหยุดที่จะพัฒนาขีดความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำความรู้และทักษะที่ได้รับการถ่ายทอดไปใช้ปฏิบัติราชการ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในภารกิจปกป้องสังคมให้ปลอดภัยจากยาเสพติด”

ความสำเร็จของหลักสูตรครั้งนี้ เกิดขึ้นได้จากความร่วมมืออันดียิ่งจากหน่วยงานครูฝึกระดับพระกาฬของประเทศ อาทิ หน่วยอรินทราช 26,หน่วยนเรศวร 261,ศูนย์การทหารม้า และกองบินตำรวจ ที่ได้กรุณาถ่ายทอดสรรพวิชาและสนับสนุนการฝึกอบรมอย่างเต็มกำลัง

พิธีปิดการฝึกอบรมได้สิ้นสุดลงด้วยการมอบวุฒิบัตรและเครื่องหมายแสดงความสามารถ “อินทรีย์ 19” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความภาคภูมิ บัดนี้ เหล่านักรบ “อินทรีย์ 19” รุ่นที่ 7 พร้อมแล้วที่จะกางปีกออกปฏิบัติภารกิจ สมดังคำขวัญที่ว่า “อริครั่นคร้าม นามข้าอินทรีย์” เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามยาเสพติดของชาติสืบไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค.. มอบความสุขให้แก่ชาวสมุทรสาคร

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุขสู่ภูมิภาค.. ยกทัพอาสาสมัครศิลปิน และของรางวัลหลากหลายรายการ จัดคาราวานป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน” มอบความสุขให้แก่ชาวสมุทรสาคร

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ และนายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการฯ จัด “คาราวาน ป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุมชน” ครั้งที่ 6 ยกทัพอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมถึงอาสาสมัครศิลปิน อาทิ นายธวัชชัย คชาอนันต์ (แฮ็ค ชวนชื่น), นางสาวอธิชา เทศขำ (เมย์-อธิชา), นายขวัญชัย เย็นพายัพ (เจี๊ยวจ๊าว เชิญยิ้ม), นายสมบูรณ์ จุลมุสิก (ทศพล หิมพานต์), นายรัชต์พงษ์ ทองทับ (น้าทูล), นายสัญญา วงพรนารายณ์ (เก่ง), นายสดใส โรจนวิชัย, นางสาวกฤษณา แซ่โค้ว (กุง) มุ่งสู่จังหวัดสมุทรสาคร มอบความสุข

พร้อมจัดกิจกรรมแจกของขวัญ และของรางวัลสุดพิเศษ นอกจากนี้ ยังได้จัดบริการด้านการแพทย์ฟรีจากหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กิจกรรมนันทนาการร่วมสนุกรับของรางวัล และกิจกรรมเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลหัวเฉียว คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว (คลินิกการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว) และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ อาทิ การตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกจ่ายยา ตรวจและแจกแว่นสายตา ตัดผม การเจาะเลือด เพื่อตรวจการทำงานของตับ ไต ไขมันในเส้นเลือด น้ำตาลในเลือด และเก๊าท์เบื้องต้น ฯลฯ รวมทั้งจัดบูธแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม และขนม ให้กับชาวสมุทรสาคร โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธี นายอุดม สมพร้อม ผู้อำนวยการโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย คณะมูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร แขกผู้มีเกียรติ และชาวสมุทรสาคร ร่วมในพิธี โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มเอมใจ ณ โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย จังหวัดสมุทรสาคร

ตลอดระยะเวลาวิกฤตกาลแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมาประชาชนต้องผ่านสถาน การณ์ที่ทุกข์ยาก และได้รับผลกระทบในการดำรงชีวิตอย่างยากลำบาก เมื่อสถานการณ์ได้เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงตระหนักในหน้าที่ ที่จะต้องสร้างความสุข สร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในชุมชนต่างๆ ซึ่ง “คาราวาน ป่อเต็กตึ๊ง ปันความสุข ให้ชุม ชน” ครั้งที่ 6 มูลนิธิฯ ได้ขยายโครงการสู่ภูมิภาคเป็นครั้งแรก โดยมูลนิธิฯ ยึดมั่นการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขโดยไม่แบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ตามหลักปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ที่มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมากว่า 115 ปี

ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“อลงกรณ์” ชี้ไทยเสี่ยง “รัฐล้มเหลว” ผนึกทุกภาคส่วน ดึงสมาคมต้านโกงร่วมเป็นเครือข่ายขจัดทุจริต

“สถาบัน FKII” ผนึก “สมาคมสื่อต้านโกง” สร้างเครือข่าย “ใยแมงมุม ต้านทุจริต” พร้อมดึงภาค ปชช.มีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส “อลงกรณ์” ชี้คอร์รัปชั่นทำรัฐล้มเหลว! ปมปัญหากัดเซาะบ่อนทำลายประเทศ บ่มหนี้สิน-คนไทยยากจน ชวนจับตาใช้จ่ายงบก้อนโต 3.78 ล้านล้าน ยกเคส “เสาไฟส่องสว่าง” ต้นทุนไม่ถึงหมื่น แต่ “ท้องถิ่น” งาบไปต้นละ 7 หมื่น ย้ำไม่ใช่กินเล็กกินน้อย แต่กำลังกัดกินทั้งประเทศ ลั่นถึงเวลาลุกขึ้นสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.68 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII และอดีตรมช.พาณิชย์ กล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชั่นที่วันนี้ได้กลายเป็นต้นเหตุใหญ่ความยากจนของประชาชน โดยชี้ว่า คอร์รัปชั่นคือปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประเทศนี้ยังล้าหลังและเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ด้วยสถานการณ์คอร์รัปชันที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้สถานภาพของประเทศลดลง นั่นหมาย ความว่า ความยากจนและหนี้สินก็เพิ่มขึ้น

“คอร์รัปชั่นทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เสาหลักของประเทศคือหลักนิติรัฐ นิติธรรม ก็ถูกบ่อนทำลาย จนหลายคนบอกว่าเรากำลังจะเป็นรัฐที่ล้มเหลว ที่ไม่ได้หมายความถึงความล้มเหลวทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าเป็นรัฐที่ล้มเหลวในด้านของการเคารพในกฎหมาย”

นายอลงกรณ์ ยกกรณีตึก สตง.ถล่ม ซึ่งถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ยืนยันคำพูดที่บอกว่า วันนี้คอร์รัปชั่นไม่ใช่เป็นเพียงการฉ้อฉลผลประโยชน์หรืองบประมาณ แต่ว่าคอร์รัปชั่นได้เป็นสาเหตุของการเป็นฆาตกร สตง.ซึ่งเป็นหน่วยตรวจสอบ แต่กลับพบว่ามีการฉ้อฉล จนเป็นสาเหตุของตึกถล่มเพียงตึกเดียวในประเทศไทย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ชี้วัดให้เห็นว่า การที่ประเทศ ไทยถูกประเมินว่าเป็นประเทศที่มีการรับรู้การทุจริต ซึ่งจัดทุกปีโดยองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ หรือ Transparency International เราอยู่อันดับที่ 107 จาก 180 ประเทศ ได้คะแนนเพียง 34 คะแนน ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป “ประเทศไทยสอบตกมายาวนาน 10 กว่าปี ทั้งอันดับก็ร่วงหล่นลงมา ทั้งระดับโลก ในอาเซียนก็หล่นจากอันดับ 4 มาเป็น 5 ทุกอย่างถดถอยหมด”

ทั้งนี้ สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ได้เข้าเป็นภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ร่วมกับสถาบัน FKII ที่ตนเป็นประธาน ซึ่งนอกจากเราทำหน้าที่ในการอัปเกรดประเทศด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว อีกภารกิจที่สำคัญคือ การอุดช่องโหว่ที่เป็นรูรั่วใหญ่ นั่นคือการคอร์รัปชั่น จึงได้เปิดตัว “คอรัปชั่น ฟ้องดู” เป็น Open Platform ที่เพียงแค่ถ่าย QR Code ก็สามารถแจ้งเบาะแสการทุจริตฉ้อฉลได้โดยสะดวก โดยผู้แจ้งเบาะแสไม่ต้องกังวล เพราะว่าเราใช้เทคโนโลยี Blockchain ในเรื่องการรักษาความลับ หรือว่าเรื่องของความง่ายต่อการแจ้งเบาะแส ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศ ไทยที่มีการใช้ Open Platform ในลักษณะที่กว้างขวาง เพื่อให้ทุกคนสามารถที่จะมีส่วนในการปกป้องประเทศและผลประโยชน์ของประชาชน ดูแลภาษีของประชาชน จากงบประมาณสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาท เงินนอกงบประมาณอีกกว่า 6 ล้านล้านบาท ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กระบวนการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ

ตรงนี้เองคือสิ่งที่หวังว่าประเทศไทยต้องดีขึ้น สถานการณ์คอร์รัปชั่นจะต้องดีขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสถาบัน FKII กับสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ รวมทั้งเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นก้าวแรก อาจจะเป็นก้าวเล็กๆ แต่จะเป็นย่างก้าวที่บ่งบอกว่าการเดินในทิศทางนี้ จะช่วยให้ประชาชนตระหนัก ตื่นรู้ต่อปัญหาคอร์รัปชั่นที่เหมือนมะเร็งร้ายระยะสุดท้ายของประเทศ ซึ่งแม้แต่เล็กๆ น้อยๆ ทุกคนก็สามารถมีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแส เช่น ถนนทำได้เพียง 2 เดือนพังแล้ว เสาแสงสว่างต้นละไม่ถึง 1 หมื่น แต่ท้องถิ่นและส่วนกลางซื้อต้นละ 7 หมื่น ตอนนี้ระดมซื้อไปเกือบหมื่นล้านบาท ไม่ใช่แค่กินเล็กกินน้อย นี่มันกำลังกินประเทศทั้งประเทศ

ขณะเดียวกัน รายได้ส่วนใหญ่ของงบประมาณประเทศ หรือคิดเป็นรายได้เกือบ 90% มาจากภาษี และภาษีที่เก็บได้มากที่สุดคือภาษีของพี่น้องประชาชน นั่นคือภาษีทางอ้อม หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เราจ่ายทุกวัน ส่วนภาษีทางตรงคือภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา ก็หลบเลี่ยง ยิ่งรวยยิ่งเลี่ยง แต่คนที่เลี่ยงไม่ได้คือคนตัวเล็กๆ คือประชาชนคนส่วนใหญ่ แล้วก็พวก SME ถึงเวลาที่เราต้องลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่สู้เพื่อตัวเอง แต่เราสู้เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.โชว์พลัง นำงานวิจัยนวัตกรรม Innovation Thailand เตรียมพร้อมสู่ Thailand Pavilion ณ World Expo 2025

วช. โชว์พลังนำงานวิจัยนวัตกรรม Innovation Thailand เตรียมพร้อมสู่ Thailand Pavilion ณ World Expo 2025 โดยการสนับสนุนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดงานแถลงข่าว NRCT Talk : Innovation Thailand เรื่อง “เปิดอนาคตไทยใน World Expo : พลังแห่งศิลปะและวิทยาการ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในการเปิดงานแถลงข่าวฯ พร้อมด้วย นางสาวกันยารัตน์ กุยสุวรรณ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวความร่วมมือในการร่วมจัดงาน Osaka World Expo 2025 ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม (วช.)

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) มุ่งมั่นนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่ระดับนานา ชาติ การจัดกิจกรรม NRCT Talk: Innovation Thailand ภายใต้แนวคิด “เปิดอนาคตไทยใน World Expo: พลังแห่งศิลปะและวิทยาการ” ในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นโอกาสของประเทศไทยในเวทีโลก ในด้านผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ โดยการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมนำเสนอและจัดแสดง ณ Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2025 เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ (วช.) ได้รับการสนับสนุนจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการเข้าร่วมงานดังกล่าว พร้อมนี้ การนำเสนอผลงานวิจัย นวัตกรรม และศิลปอัตลักษณ์ไทย สามารถสัมผัสและเรียนรู้ไปพร้อมกัน (วช.) ขอขอบคุณผู้บริหารนักวิจัย ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และทุกภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พร้อมหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาศักยภาพของไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

นางสาวกันยารัตน์ กุยสุวรรณ กล่าวว่า สบส. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดแสดงนิทรรศการประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงาน Expo 2025 ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดศักยภาพของประเทศด้านสุขภาพ การแพทย์ และนวัตกรรมสู่เวทีโลก การจัดนิทรรศการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทย เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และระบบสุขภาพอย่างรอบด้าน จึงได้เชิญ (วช.) ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมเข้าร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยและองค์ความรู้ด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการศักยภาพจากหลายภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการบริการทางการแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพในระดับสากล และยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical and Wellness Hub) และส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ งานแถลงข่าว NRCT Talk : Innovation Thailand เรื่อง “เปิดอนาคตไทยใน World Expo : พลังแห่งศิลปะและวิทยาการ” ประกอบด้วย

  • โขนจิ๋ว สืนสานมรดกชาติ และ นวัตกรรมชุดตรวจสุขภาพอัจฉริยะแบบพกพา โดย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • นวัตกรรมระบบคัดกรองมวลกระดูก โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • นวัตกรรมโดรนแปรอักษรส่งเสริมอัตลักษณ์ไทย โดย สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

ซึ่งนอกเหนือจากนวัตกรรมและงานข้างต้นแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่ (วช.) ให้การสนับสนุน และผ่านมาตรฐานในประเทศญี่ปุ่น จากมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Innovative House มากกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ ร่วมนำไปจำหน่ายใน Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2025 อีกด้วย

NRCT Talk:Innovation Thailand เปิดอนาคตไทย ในงาน World Expo ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่บทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลกผ่านผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การพาณิชย์ และการสร้างคุณค่าทางวัฒนธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมงาน World Expo 2025 ณ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของประเทศไทยในระดับนานาชาติ และจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยสู่ระดับนานาชาติในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สมาคมสื่อต้านโกง” มอบทุนการศึกษา ส่งเสริมอนาคต “ลูกหลาน” ครอบครัวคนข่าวให้เป็นคนดี

สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ จัดประชุมใหญ่ พร้อมมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิกฯ ต่อเนื่องทุกปี ตอกย้ำความมุ่งมั่นส่งเสริมอนาคตเยาวชน “ดร.เอก์” ขอบคุณทุกภาคส่วน ร่วมสนับสนุนครอบครัวคนข่าว “อลงกรณ์” ชี้การศึกษาเป็นรากฐานชีวิตที่มั่นคง

วันที่ 7 มิ.ย.2568 ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิต : สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 พร้อมมอบทุนการศึกษาบุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมฯ และมอบเงินสวัสดิการวิชาชีพสมาชิกฯ โดยมีสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนสื่อ มวลชนทุกแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ เข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง สำหรับการมอบเงินสวัสดิการวิชาชีพให้แก่สมาชิกฯ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้ครอบครัวพี่น้องสื่อมวลชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ดร.เอก์ เหลืองสอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า สมาคมฯ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ซึ่งในวันนี้เป็นอีกครั้งที่เราได้เห็นรอยยิ้มและความสุขของครอบครัวสมาชิกฯ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ยังเป็นการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่ลูกหลานของเพื่อนสมาชิกฯ ซึ่งถือเป็นอนาคตสำคัญของชาติ

ดร.เอก์ฯ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี และทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนทุนการศึกษา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้สมาชิกฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนด้วยความมุ่งมั่นในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นในสังคมไทย และสะท้อนความมุ่งมั่นของสมาคมฯ ในการส่งเสริมการศึกษาและสวัสดิการแก่ครอบครัวคนข่าวอย่างต่อเนื่อง “ขอบคุณผู้บริหารสมาคมฯ และผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาลูกหลานพี่น้องสื่อมวลชน ขอให้ทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญเรื่องการศึกษาที่จะช่วยเพาะบ่มให้ลูกหลานของเราเป็นคนดีและเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต”

ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีต รมช.พาณิชย์ กล่าวให้โอวาทว่า พ่อแม่ของเราไม่ได้ร่ำรวย แต่ให้ภูมิใจเถิดว่าเราอยู่อย่างพอเพียง พออยู่พอกิน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกลุ่มของสื่อ มวลชนพวกเรา ความภูมิใจตรงนี้ เป็นรากฐานจิตใจของลูกหลานทุกคน การศึกษาต่อยอดชีวิตได้ คุณธรรมที่พ่อแม่ได้ฝากฝังไว้กับพวกเรา และภูมิใจในอาชีพสื่อมวลชน เพื่อลูกหลานที่นั่งกันอยู่ข้างหน้า การจัดงานในวันนี้จึงถือว่ามีความสำคัญ อาจจะไม่ใช่งานที่ใหญ่ แต่มีความสำคัญมากกว่าคำว่าเล็กหรือใหญ่ นั่นคืออนาคตลูกหลานเป็นอนาคตของพ่อแม่ และเป็นอนาคตของประเทศชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“มวยการกุศล ยธส.16” เปิดเวทีระดมทุน หนุนคนก้าวพลาดกลับคืนสู่สังคม

“มวยการกุศล ยธส.16” เปิดเวทีระดมทุน หนุนคนก้าวพลาดกลับคืนสู่สังคม

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ที่สนามมวยเวทีลุมพินี ถนนรามอินทรา กรุงเทพมหานคร : หลักสูตรการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 16 (ยธส.16) ได้จัดกิจกรรม “มวยการกุศล ยธส.16” เพื่อระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมของรุ่น และจัดหารายได้ส่วนหนึ่งนำไปสนับสนุนองค์กรที่มีภารกิจในการฟื้นฟูผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ภายในงาน ได้มีการมอบเงินจำนวน 100,000 บาท สมทบกองทุนช่วยเหลือกำลังพลทหารบกที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการสนาม เพื่อแสดงออกถึงความห่วงใย และสนับสนุนผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ

นายสมชาย จรรยา ฝ่ายเลขานุการและประชาสัมพันธ์ ยธส.16 เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญของรุ่นที่มุ่งสนับสนุนภารกิจภาครัฐ ในการช่วยเหลือผู้ที่เคยก้าวพลาด ให้มีโอกาสกลับมาเป็นพลเมืองดี โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน “เราเชื่อว่า ทุกคนสมควรได้รับโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ หากสังคมพร้อมที่จะเปิดใจและยื่นมือช่วย” นายสมชายฯ กล่าว

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานได้กล่าวแสดงความขอบคุณไปยังผู้สนับสนุนให้การสนับสนุนทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กิจกรรมในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน