กรมศุลกากร ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ร่วมตรวจสอบสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล จำนวน 36 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักรวม 736 ตัน

กรมศุลกากรร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ร่วมตรวจสอบสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล จำนวน 36 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักรวม 736 ตัน

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 เวลา 11.00 น. นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร พร้อมด้วย นายเอกวุฒิ นาเอก ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ, นางสาวช่อฉัตร หอวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการตรวจสอบสินค้า ร่วมกับนางสาวนวพร สงวนหมู่ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม, นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, พันตำรวจโทพงศ์อินทร์ อินทรขาว รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พันตำรวจตรีวรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กรมสอบสวนคดีพิเศษ และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ร่วมตรวจสอบสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล จำนวน 36 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักรวม 736 ตัน ณ สำนัก งานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการนำเข้าของเสียอันตราย เพื่อความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน โดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมศุลกากรเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าสินค้าที่เข้าข่ายของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล

โดยการดำเนินการในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซล ทั้งนี้ได้ตรวจสอบตู้สินค้าตกค้างระบุในใบตราส่งสินค้าเป็น ZINC CONCENTRATE จำนวน 36 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนัก 736,425 กิโลกรัม ประเทศต้นทางโมร็อกโก โดยสินค้ามีลักษณะเป็นผงละเอียดสีน้ำตาล มีกลิ่นฉุน บรรจุในถุงกระสอบ ตรวจสอบโดยเครื่อง X-ray fluorescence หรือ XRF พบปริมาณธาตุโลหะหลักเป็นสังกะสี 32.2% เหล็ก 13.5% และมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว 1.24% แคดเมียม 890 ppm และพลวง 540 ppm เข้าข่ายเป็นของเสียอันตรายตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามแดน เพื่อป้องกันการถ่ายโอนของเสียอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้วไปยังประเทศกำลังพัฒนา ตามอนุสัญญาบาเซล

กรณีนี้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ประกาศกระทรวงอุตสาห กรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2556 บัญชีที่ 5.2 ของเสียเคมีวัตถุ ลำดับที่ 2.2 และอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับของเสียอันตรายดังกล่าว กรมศุลกากรจะผลักดันออกนอกประเทศ พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการป้องกันไม่ให้สินค้าอันตรายเข้ามาในประเทศ เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สถิติการจับกุมการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ เศษพลาสติก สังกะสีออกไซด์ ในปีงบประมาณ 2568 (1 ตุลาคม 2567- 9 มิถุนายน 2568) แบ่งเป็น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ จับกุมได้ 37 ราย จำนวน 505,073 กิโลกรัม เศษพลาสติก จับกุมได้ 13 ราย จำนวน 445,122 กิโลกรัม สังกะสีออกไซด์ จับกุมได้ 2 ราย จำนวน 499,649 กิโลกรัม โดยกรมศุลกากรจะบูรณาการความร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าวและตรวจเข้มการนำเข้าส่งออกอย่างเคร่งครัดต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รัฐมนตรี อว. เป็นประธานการประชุม “DBAR 2025” เปิดโลกทัศน์การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน

รัฐมนตรี อว. เป็นประธานการประชุม “DBAR 2025” เปิดโลกทัศน์การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืน ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหาร (อว.) ประกอบด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ, ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ, ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทค โนโลยีแห่งประเทศไทย และ ดร. ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม พร้อมด้วย ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ผู้อำนวยการศูนย์แห่งความเป็นเลิศนานา ชาติ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ ภายใต้การดำเนินงานของ (วช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากร (วช.) เข้าร่วมงาน The 9th Digital Belt and Rode Conference หรือ DBAR 2025 ระหว่างวันที่ 9–11 มิถุนายน 2568 ณ เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีเปิดการประชุม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีกระทรวง (อว.) ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดการประชุมฯ ร่วมกับ Prof. Zhumaliev Kubanychbek,Academician,National Academy of Sciences of the Republic of Kyrgyzstan,Prof. Nana Sarfo Agyemang Derkyi,Vice-Chancellor,the University of Energy and Natural Resources (UENR),Ghana และ Professor XU Qiang,President,Chengdu University of Technology (CDUT),China โดยมี Prof. Guo Huadong, DBAR Chair และ Director General of International Research Center of Big Data for Sustainable Development Goals เป็นผู้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการประชุม

Prof. Guo Huadong กล่าวว่าโครงการ Digital Belt and Road (DBAR) ในปีนี้เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี แห่งความร่วมมือและนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบผ่านโครงการวิทยาศาสตร์ โดยการประชุม DBAR ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 9–11 มิถุนายน 2568 ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนผ่านวิทยาศาสตร์ดิจิทัล” เพื่อเน้นย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือระดับโลกและการมองการณ์ไกลเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าอย่างยั่งยืนไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ปรับปรุงระบบการตัดสินใจ และเสริมสร้างนโยบายที่มีข้อมูลสนับสนุน โดย DBAR มีแผนที่จะสนับสนุนความพยายามและการเติบโตหลังปี 2030 ต่อไป

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรี (อว.) กล่าวว่า ปี 2568 นี้ เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ครบรอบ 50 ปี ไปพร้อมๆ กันกับการฉลองครบรอบ 10 ปี โครง การ DBAR ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์สำคัญนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือที่ยาวนานของประเทศไทยและประเทศจีนในหลากหลายมิติ เกี่ยวกับโครงการ DBAR ประเทศไทย โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้เข้าร่วมโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นดิจิทัล (DBAR) กับประเทศจีน โดยการจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศนานาชาติ ดิจิทัลหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (DBAR-ICoE-Bangkok) ขึ้นเมื่อปี 2561 ซึ่งได้มีการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในประเทศ ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อดำเนินการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ เทคโนโลยีและข้อมูลโลกขนาดใหญ่ (Big Earth Data) จากการสำรวจด้วยดาวเทียมในการทำงานด้านต่างๆ อาทิ การป้องกันคุณภาพสิ่งแวดล้อม การลดความเสี่ยงการบริหารทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง เพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN) โดย นางสาวศุภมาสฯ ได้เน้นย้ำว่าการเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนดำเนินการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั่วโลกนั้นต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการวิจัยเชิงปฏิรูปซึ่งบูรณาการการพัฒนา วิทยาศาสตร์ และระบบความรู้เข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ Prof. Guo Huadong, DBAR Chair ได้มอบแบบจำลองดาวเทียมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน “SDGSAT-1” ให้แก่ รมว.อว. ด้วย ซึ่งเป็นโมเดลที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ปล่อยดาวเทียมดวงนึ้จากศูนย์อวกาศไท่หยวน ทางเหนือของมณฑลซานชี ออกไปโคจรรอบโลกโดยมีกล้องถ่ายภาพสีหลายช่วงคลื่นติดกับดาวเทียม (multispectral cameras) เพื่อเก็บข้อมูลที่จะสามารถนำมาช่วยวิเคราะห์ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ตลอดจนกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เป็นข้อมูลสนับสนุนการประเมินตามตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ภายในงานยังมีการพิธีมอบอุปกรณ์ให้แก่ศูนย์ DBAR ต่างๆ จำนวน 9 ศูนย์ รวมถึง DBAR-ICoE Bangkok ซึ่งตั้งอยู่ที่ (วช.) รวมถึงการแสดงนิทรรศการครบรอบ 10 ปี โครงการ DBAR และภาพถ่ายดาวเทียม SDGSAT-1 ซึ่งมีหน้าที่เก็บข้อมูลที่จะสามารถนำมาช่วยวิเคราะห์ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ตลอดจนกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เป็นข้อมูลสนับสนุนการประเมินตามตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกด้วย

อนึ่ง การประชุมโดย DBAR เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญสำหรับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศตามแนว “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road)” และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยอาศัยข้อมูลขนาดใหญ่ ในขณะที่วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน พ.ศ.2573 เข้าสู่ขั้นตอนที่สำคัญ ให้มีโอกาสมากขึ้นสำหรับความร่วมมือในการร่วมกันบรรลุเป้าหมายอันทะเยอทะยานของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแบ่งปันประสบการณ์ที่เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นของความร่วมมือและการวางกลยุทธ์ แนวคิด โซลูชัน และกลไกต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าความก้าวหน้าในระดับโลกเหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย มอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ประจำปี 2568 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย มอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ประจำปี 2568 แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ, นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ, นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ และคณะกรรมการฯ ร่วมในพิธีมอบเงินสนับสนุนการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา ประจำปี พ.ศ.2568 ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 จำนวน 1,500 ทุนๆ ละ 2,000 บาท รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,000,000 บาท (สามล้านบาทถ้วน) เพื่อช่วยเหลือให้เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเท่าเทียม สามารถศึกษาเล่าเรียนต่อโดยไม่ต้องยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ และเติบโตสร้างอนาคตตามความมุ่งหวังของตนเองและครอบครัวต่อไป โดยมีเยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย ด้วยการมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ได้ช่วยเหลือเสริมสร้างชีวิตให้อนาคตแก่เด็กไทยมากว่า 50 ปี โดยในปีพ.ศ.2568 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดสรรงบประมาณเพื่อมอบ เงินสนับสนุนการศึกษาและทุนส่งเสริมการศึกษา เป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับต่างๆ ได้แก่ เงินสนับสนุนทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ทุนการศึกษาต่อเนื่องในทุกระดับชั้น ทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ชนชั้น และศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง รวมถึงสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ภายใต้ปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม ตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung


** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นายกบางเมือง แถลง 7 นโยบาย ขอบคุณทุกคะแนนเสียง พร้อมเดินหน้าพัฒนาบางเมืองให้เจริญก้าวหน้า

สมุทรปราการ – นายกบางเมือง แถลง 7 นโยบาย ขอบคุณทุกคะแนนเสียงพร้อมเดินหน้าพัฒนาบางเมืองให้เจริญก้าวหน้า

วันที่ 9 มิถุนายน 2568 ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลตำบลบางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ นายพิพัฒน์ อัศวเหม ประธานสภาฯ ได้เปิดประชุมสภาสมัยสามัญ สมัยที่ 1 โดยภายในที่ประชุม ประกอบด้วย คณะผู้บริหารเทศบาล นำโดย นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง และคณะผู้บริหารเทศบาล

นายอิทธิชัย ชูเรณู ปลัดเทศบาล พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้อำนวยการกอง และคณะสมาชิกสภา ทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง จำนวน 12 ท่าน เข้าร่วมรับฟังการแถลงนโยบาย สมัยสามัญ สมัยที่ 1 ประจำปี 2568

โดยในที่ประชุม นาวาเอกอนุศักดิ์ นาคทิม นายกเทศมนตรีตำบลบางเมือง ได้กล่าวแถลงนโยบายทั้ง 7 ด้าน ต่อที่ประชุมสภา ประกอบด้วย

  1. นโยบายด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นสนับสนุนก่อสร้างสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
  2. พัฒนาด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สนับสนุนการเรียนการสอนเพิ่มศักยภาพให้เด็กและเยาชนมีโอกาสเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงขั้นสูงสุด
  3. พัฒนาด้านคุณภาพชีวิต พร้อมจัดระเบียบชุมชน โดยส่งเสริมงานด้านสาธารณสุขขั้นพื้นฐานและมุ่งเน้นความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
  4. พัฒนาด้านเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ประชาชน โดยหนุนให้ความรู้ในการค้าขายสินค้าออนไลน์ ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน
  5. ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการขุดลอกคูคลองป้องกันน้ำท่วม จัดสร้างสวนสาธารณะเพื่อเป็นปลอดคนบางเมือง
  6. ส่งเสริมการท่องเที่ยว นำชุมชนไหว้พระและชมจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ รัชการที่ 9 ภายในโบสถ์วัดบางปิ้ง และ
  7. พัฒนาด้านการเมืองและการบริหาร โดยจัดให้มีการทำบัตรประชาชนของเทศบาล และส่งเสริมประชาชนได้มีส่วนร่วมตามหลักการปกครองตามระเบียบประชาธิปไตย ภายใต้สานงานต่อ ก่องานใหม่ให้ควบคุม 20 หมู่บ้าน 3 ตำบล เพื่อให้ชาวตำบลบางเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นตลอด 4 ปีต่อไป

นอกจากนี้นายกเทศมนตรีตำบลบางเมืองได้ขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชนที่มอบให้และไว้วางใจต่อจากนี้จะดูแลและพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป


*ธนวัต นาคขำ สมุทรปราการ

จนท.รวบ 2 พ่อค้ายาบ้า ยึดของกลาง 6,000 เม็ด ขณะกำลังไปเอายาบ้าที่ซ่อนไว้กลางสนามกอฟล์

เพชรบุรี – จนท.รวบ 2 พ่อค้ายาบ้า ยึดของกลาง 6,000เม็ด ขณะกำลังไปเอายาบ้าที่ซ่อนไว้กลางสนามกอฟล์

วันที่ 10 มิ.ย. พ.ต.อ.อภิรักษ์ เพิ่มชัย ผกก.สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมด้วย พ.ต.ท.ธีระพงษ์ รักษาเวียง รองผกก.สส.สภ.ชะอำ, พ.ต.ต.อติชาติ โพธิอะ สว.สืบสวน นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ร่วมกันจับกุมตัว นายวรวุฒิ หงส์สา อายุ 25 ปี ชาว ต.พระยา อ.ชะอำ และนายอัษฎาวุฒิ วัดน้อย อายุ 28 ปี ชาว ต.ไร่ใหม่พัฒนา อ.ชะอำ พร้อมยึดของกลางเป็น ยาบ้า บรรจุใส่ถุงมีโลโก้999 จำนวน 3 มัด ประมาณ 6,000 เม็ด ได้ที่บริเวณป่าหญ้าริมสนามกอฟล์เลควิว ในพื้นที่ ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ขณะผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย กำลังไปหยิบยาบ้าที่ซุกซ่อนไว้ในป่าข้างสนามกอล์ฟเลควิว

พร้อมทำการสืบสวนขยายผลตรวจค้นบ้านพักของนายวรวุฒิ ในพื้นที่ตำบลสามพระยา ก่อนยึดทรัพย์เป็น รถยนต์กระบะ Isuzu ตอนครึ่งสีบรอน์ ป้ายทะเบียน 3848 เพชรบุรี 1 คัน, รถจักยานต์ จำนวน 3 คัน และพาไปตรวจค้นบ้านนายอัษฏา ในพื้นที่ตำบลไร่ใหม่พัฒนา ก่อนขยายผลยึดทรัพย์เป็นรถยนต์กระบะ 4 ประตู ป้ายทะเบียน 1803 เพชรบุรี 1คัน และรถจักยานยนต์ จำนวน 3 คัน

ก่อน พ.ต.อ.อภิรักษ์ เพิ่มชัย ผกก.สภ.ชะอำ นำตัวต้องหาทั้ง 2 ราย มาสอบสวน ที่สภ. ชะอำด้วยตัวเอง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ พฐ.เพรบุรี ลงพื้นที่เก็บหลักฐาน โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบ สวนได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาบ้าให้วัยรุ่นในหมู่บ้าน จึงทำการสืบสวนติดตามตัว จนทราบตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายนี้ ก่อนวาง แผนจับกุมโดยพบผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เดินทางไปเอายาเสพติดที่ซุกซ้อนไว้ในป่าหญ้ากลางสนามกอล์ฟ จึงทำการแสดงตัวเข้าจับกุมได้พร้อมของกลางเป็นยาบ้าดังกล่าว เบื้องต้น นายวิรุฬ และนายอัษฎาวุฒิ รับสารภาพว่ายาบ้าเป็นของตนจริง

เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1ยาบ้า โดยการมีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าฯ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2รายดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


บรรณรต เพชรบุรี รายงาน

นายกฯ ติดตาม การแก้ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ โครงการน้ำบาดาลขนาดใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เลาขวัญ และอ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี

กาญจนบุรี – นายกฯ ติดตาม การแก้ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ โครงการน้ำบาดาลขนาดใหญ่ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเลาขวัญและอำเภอห้วยกระเจา ณ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อนำไปขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียงและจังหวัดอื่น ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ในทุกพื้นที่

วันนี้ (9 มิถุนายน 2568) เวลา 10.30 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปากชัดหนองบัว ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ให้การต้อนรับ และนายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รายงานปัญหาภัยแล้งและการจัดหาน้ำบาดาลในพื้นที่ฯ พร้อมด้วย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7, ว่าที่ร้อยตรี ศุภมงคล บูชาถ่ายเทศ, นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช /นายสิทธิวีร์ วรรณพฤกษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี, หัวหน้าส่วนราชการ, นายอำเภอ, เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวอำเภอเลาขวัญ ร่วมให้การต้อนรับฯ

จากนั้นได้ชมนิทรรศการการจัดการน้ำบาดาลในพื้นที่ และโครงการน้ำบาดาลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงระบบผลิตน้ำบาดาลและจุดบริการน้ำแร่ หลังจากนั้นรับชมวีดิทัศน์ การจัด การน้ำบาดาลในพื้นที่และรับฟังรายงานปัญหาภัยแล้งและการจัดหาน้ำบาดาลในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นแบบของโครงการ ซึ่งเดิมประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นเวลาหลายสิบปี และเป็น 1 ใน 5 อำเภอของจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอ เลาขวัญ ห้วยกระเจา บ่อพลอย หนองปรือ และพนมทวน ที่ได้ชื่อว่าเป็น “อีสานภาคกลาง” เนื่องจากสภาพภูมิ ประเทศเป็นพื้นที่ราบเชิงเขา และเป็นพื้นที่เงาฝน ไม่มีระบบชลประทาน ประชาชนในตำบลหนองฝ้ายต้องจ้างรถบรรทุกน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภคทำให้มีค่าใช้จ่ายมากกว่า 5 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งปัจจุบัน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลหนองฝ้าย ได้รับประโยชน์กว่า 2,767 ครัวเรือน และพื้นที่บางส่วนของตำบลหนองโสน มีน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภค บริโภค และลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนจากการซื้อน้ำอีกด้วย

จากนั้นเวลา 12.20 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะที่ 2 บ้านหนองบัวหิ่ง ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา พร้อมทั้งเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ OTOP ของอำเภอห้วยกระเจา ชมนิทรรศการความเป็นมา ปัญหาและอุปสรรคในพื้นที่ หลังจากนั้น ได้รับฟังรายงานโครงการน้ำบาดาลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งปัจจุบันโครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระยะที่ 2 บ้านหนองบัวหิ่ง สร้างประโยชน์แก่ประชาชน 15 หมู่บ้าน ครอบคลุม ประมาณ 3,000 ครัวเรือน ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชนในพื้นที่ ให้มีน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรมากขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตภัยแล้ง รวมทั้งความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำบาดาลในพื้นที่หาน้ำยากอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า สำหรับงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านทรัพยากรน้ำ เนื่องจากเป็นการวางราก ฐานที่มั่นคงให้กับประชาชนทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ไม่ใช่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมความมั่นคงและความยั่งยืนในอนาคตด้วย “รัฐบาลพร้อมสนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียงและจังหวัดอื่น ๆ ได้รับประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศอย่างยั่งยืน

พร้อมย้ำการดำเนินงานให้มีความยั่งยืน จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องต้นทุนด้านพลังงานควบคู่กัน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าสำหรับการสูบน้ำ มีแนวโน้มสูงขึ้นและเป็นภาระของชุมชนในระยะยาว โดยได้อนุมัติงบประมาณผ่านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับ สนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะเข้ามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของชุมชน และเสริมสร้างความยั่งยืนของโครงการน้ำบาดาลในพื้นที่ และคาดว่าระบบพลังงานทางเลือกดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการได้ในอนาคตอันใกล้นี้ “รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นน้ำ อาหาร ยารักษาโรค หรือที่อยู่อาศัย และจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงสิ่งจำเป็นเหล่านี้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ”


#/// กัมพล ทันเวลา /& ปชส. กาญจนบุรี ข่าว /ภาพ

อยุธยาซิตี้พาร์ค ชวนร่วมให้โลหิต ในวัน ผู้บริจาคโลหิตโลก

อยุธยาซิตี้พาร์ค รวมใจให้ชีวิต” กิจกรรมเปิดรับบริจาคโลหิตและอวัยวะ ที่ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ร่วมกับ กาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสำนักงานภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 2 จังหวัดลพบุรี เพื่อต้องการนำโลหิตที่ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอการรักษา และรอการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก

และในเดือนมิถุนายนนี้ ตรงกับวันสำคัญ “วันผู้บริจาคโลหิตโลก” จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา มาร่วมบริจาคโลหิต ในวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 14.00 น. ที่ชั้น 2 ข้างร้าน Sizzler ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค

สำหรับท่านใดที่บริจาคโลหิต 2 ครั้งต่อปี จะได้รับพระผงหลวงปู่มั่นภูริทัตโต เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา กับโครงการ 70 พรรษา 70 ล้านซีซี” จากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ตลอดปี 2568 อีกด้วย

อยุธยาซิตี้พาร์คปันน้ำใจสู่สังคม


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

จากแนวหลังสู่แนวหน้า กิจกรรมไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด

จังหวัดลพบุรี – ชาวลพบุรีส่งกำลังใจให้ทหาร ทหารรบพิเศษ รับมอบดอกไม้จากประชาชน จากแนวหลังสู่แนวหน้า ภายใต้กิจกรรม “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” เพื่อให้กำลังใจแก่พี่น้องทหารหาญที่อยู่แนวหน้า

พล.ต.อดุลย์ จันทร์มา รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นผู้แทนผู้บัญชา การหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ นำคณะนายทหารนักรบพิเศษ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สารวัตทหาร จากมณฑลทหารบกที่ 13 ร่วมเป็นตัวแทน หน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ร่วมกันรับมอบ ดอกกุหลาบสีแดง ส่งกำลังใจให้ทหารกล้า จากใจประชาชน ภายใต้กิจกรรม “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”

โดยมีนางอรพิน จิระพันธุ์วาณิช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี เป็นตัวแทน พ่อค้าประชาชนชาวลพบุรี ในนาม กองทัพประชาชน ปกป้อง อธิปไตย เครือข่ายประชาชนคนคิดดี และ พี่น้องประชาชน กลุ่มทหารเอกพระนารายณ์ กว่า 150 คน ที่ออกมาเคลื่อนไหวแสดงพลัง เพื่อให้กำลังใจแก่พี่น้องทหารหาญที่อยู่แนวหน้า ลูกหลานทหารของลพบุรีที่เป็นเมืองทหาร ที่ได้ช่วยกันปกป้องพื้นแผ่นดินไทยเพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า

ทั้งนี้ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ยังได้กล่าวขอบคุณ พี่น้องประชาชน แทนหน่วยทหาร ในจังหวัดลพบุรี และทหารทุกนายซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และ ขอยืนยันว่า…. “ทุกหน่วยในกองทัพบก และทหารไทยทุกนาย พร้อมปกป้องอธิปไตย และจะมุ่งมั่นตั้งใจ ในการปกป้องอธิปไตยของชาติไทย ที่บรรพบุรุษ ได้ห่วงแหนมาเป็นอย่างดี ไว้ด้วยเลือดและชีวิต” พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกันขับเพลงชาติ และโบกสะบัดธงชาติไทยอย่าพร้อมเพรียงกัน ณ บริเวณวงเวียนศรีสุริโยทัย หรือ วงเวียนสระแก้ว อ.เมือง จ.ลพบุรี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ แถลงข่าวความคืบหน้า 10 ยุทธศาสตร์ “Next Move Prachuap” เร่งเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด ย้ำทุกอำเภอ ต้องขับเคลื่อนเต็มกำลัง

ผู้ว่าฯ ประจวบฯ แถลงข่าวความคืบหน้า 10 ยุทธศาสตร์ “Next Move Prachuap” เร่งเดินหน้าปราบปรามยาเสพติด ย้ำทุกอำเภอต้องขับเคลื่อนเต็มกำลัง
 

วันที่ 9 มิถุนายน 2568  ที่ห้องประชุมโรงแรมหาดทอง อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานแถลงข่าวผลการดำเนินงานตามนโยบาย “Next Move Prachuap – ประจวบฯ ต้องไปต่อ” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชนในพื้นที่เข้าร่วม โดยการแถลงข่าวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าของจังหวัดภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 10 ด้าน ที่ครอบคลุมทั้งมิติ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การศึกษา การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว  รวมถึงการสร้างเมืองน่าอยู่ที่ปลอดภัยจากยาเสพติด ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นเร่งด่วนที่ได้รับการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เน้นย้ำว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญที่จังหวัดให้ความสำคัญอย่างสูงสุด คือ “ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด” ซึ่งได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังทั่วทั้ง 8 อำเภอในจังหวัด โดยมีเป้าหมายเพื่อกวาดล้างทั้งเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยและรายใหญ่ ควบคู่ไปกับการพาผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันให้ประจวบคีรีขันธ์ก้าวขึ้นเป็นจังหวัดต้นแบบที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง

ด้าน นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก เปิดเผยถึงปัญหาที่พบในการปฏิบัติงานปราบปรามยาเสพติดว่า เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและแรงต่อต้านจากผู้กระทำผิดในพื้นที่เกือบทุกหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ปกครองชุดปฏิบัติการต้องต่อสู้กับยาเสพติดอย่างเต็มที่ บางครั้งต้องใช้เงินส่วนตัวดูแลผู้ต้องหาในระหว่างการดำเนินคดีก็ต้องทำ เพราะงบประมาณสนับสนุนมีจำกัด การเข้าตรวจค้นก็ต้องมั่นใจว่าได้หลักฐานแน่ชัดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านกฎหมายตามมา เพราะปัญหาการเสพและจำหน่ายยาเสพติดในชุมชนไม่เพียงสร้างความทุกข์ให้กับครอบครัวผู้เสพ แต่ยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาชญากรรม ลักทรัพย์ และความไม่ปลอดภัยในสังคมในวงกว้าง ซึ่งเราจะไม่ปล่อยให้ยาเสพติดกลายเป็นภัยร้ายที่ทำลายชีวิตผู้คน และทำลายความสงบของชุมชน เราจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน ปลัดอาวุโสกล่าว


นครินทร์ ประจวบฯ รายงาน

คลื่นแนวหลัง แห่มอบของให้กำลังใจ ทหารปราสาทตาเมือนธม ไม่ขาดสาย

คลื่นแนวหลัง แห่มอบของให้กำลังใจทหารปราสาทตาเมือนธมไม่ขาดสาย เจ้าของเคกแบรนด์ดัง มาสเตอร์เค้ก รุดมอบขนมเค้กจำนวน 1,000 กล่องให้กำลังใจ จนท.ทหาร

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.68 เวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์ชายแดนด้าน จ.สุรินทร์ โดยเฉพาะที่ปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พบว่าตลอดทั้งวันมีประชาชนนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและน้ำดื่ม มามอบให้กับเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน รวมทั้งยังถือโอกาสเข้าไปเที่ยวชมตัวปราสาทตาเมือนธมอย่างคึกคักอีกด้วย โดยไม่สนใจกับสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นอีกด้วย

ขณะที่ เวลาประมาณ 15.00 น. นายบุญมี อาสาศร เจ้าของผลิตภัณฑ์แบรนด์ “มาสเตอร์เค้ก ชื่อดัง หรือฉายา “มาสเตอร์เค้กสัญจรทั่วไทย” เป็นชาวจังหวัดปทุมธานี อดีตเชฟโรงแรม ช่วงโควิดระบาดผันตัวออกจากโรงแรมหันมาทำเค้กเดินสายขายหิ้วไป ตามบริษัทและหน่วยงานต่างๆจนประสบความสำเร็จในการทำอาชีพขนมเค้ก แลพกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์เค้กแบรนด์มาสเตอร์เค้กชื่ดังในวันนี้

ได้ถือโอกาส ช่วงสถานการณ์ชายแดนดังกล่าว เดินทางจากจังหวัดปทุมธานี เพื่อนำเค้กอร่อยอร่อย ประกอบด้วย ขนมเค้ก เค้กช็อกโกแลต เค้กหน้าฝอยทอง หน้าคอฟฟี่ครีม เค้กหน้าแยม และเค้กผลไม้ จำนวน 1,000 กล่อง คิดเป็นเงินมูลค่า กว่า 100,000 บาท มามอบให้พี่น้องทหารกล้าของไทย ที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ได้ทานและลิ้มลองรสชาติเค้กจากเชฟระดับโรงแรม 5 ดาว และที่สำคัญเพื่อให้กำลังใจให้พี่น้องเจ้าหน้าที่ทหารชายแดนที่ช่วยดูแลรักษาอธิปไตย

โดยเจ้าหน้าที่ทหารต่างพากันชิมเค้กและมีการป้อนเค้กเข้าปากกันอย่างเอร็ดอร่อยอีกด้วย ขณะที่ประชาชนบางราย ต่างถือโอกาสพากันขอถ่ายภาพและให้กำลังจนท.ทหารคนดัง ที่ยืนประจันหน้าโต้เถียงกับทหารกับพูชาตามที่ปรากฎเป็นคลิปในโลกโซเชี่ยลที่ผ่านมา ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนบรรยากาศที่ประตูด่านจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิงฯตลอดทงั้วันพบว่า เป็นไปอย่างเงียบเหงา ชาวกัมพูชาและชาวไทยเดินทางเข้าออกตามปรกติ แต่บางตาลง จะมีการอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นเท่านั้นที่สามารถผ่านเข้า-ออกด่านได้ เช่นรถขนส่งสินค้า สินค้าที่จำเป็นต่างๆ ผู้ป่วย ผู้ที่มาทำธุรกิจค้าขาย โดยมีทหารประจำฐานกลางเป็นผู้คัดกรองอย่างเข้มงวด ส่วนเรื่องมาตรการเปิด-ปิดด่านชายแดนช่องจอม จนท.ในพื้นที่ยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการต่างๆที่จะตอบโต้ประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด

ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาบางราย ได้ปิดร้านค้าที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม เดินทางกลับไปยังประเทศกัมพูชาเพื่อรอให้สถานการณ์ปกติก่นจึงค่อยกลับมาเปิดร้าน แต่ส่วนใหญ่ยังคงเปิดร้านค้าขายกันอยู่ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเหงา ประชาชนและนักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาเที่ยวซื้อสินค้าเหมือนเช่นเดิม เนื่องจากยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ชายแดน


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน