กฟผ.ประจวบฯ จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการผูกผ้าและจับจีบผ้า สู่ครู นักเรียน

ประจวบคีรีขันธ์ – กฟผ.จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการผูกผ้าและจับจีบผ้า สู่ครู นักเรียน

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่โรงเรียนบ้านอ่างทอง ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายวัชระ ถาวรวงศ์ หัวหน้ากองพัฒนาศักยภาพชุมชน ฝ่ายชุมชนสัมพันธ์โครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมพัฒนาทักษะการผูกผ้าและจับจีบผ้ากับนักเรียน คณะครู โรงเรียนบ้านอ่างทอง โรงเรียนบ้านสีดางาม โรงเรียนบ้านทุ่งตาแก้ว และโรงเรียนบ้านหินเทิน รวม 20 คน โดยมี นางสาวศิริพร โพธิ์งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอ่างทอง เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม นายมหยศ โกศิน ตัวแทนจากศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก พร้อมแขกผู้มีเกียรติ ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ

ตามที่ กฟผ. มีภารกิจด้านการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยได้เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญของ กฟผ. จึงได้มีแนวทางในการพัฒนาส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน ร่วมกับหน่วยงานท้องที่ ท้องถิ่น เครือข่ายภาครัฐ และภาคประชาสังคมในพื้นที่

การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการผูกผ้าและจับจีบผ้าในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้คณะครู และนักเรียน มีความรู้ในการผูกผ้า และจับจีบผ้าในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้คณะครู และนักเรียนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ ประดับตกแต่งงานกิจกรรมของโรงเรียน งานประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ งานรัฐพิธี งานมงคล และงานอวมงคลในพื้นที่ เพื่อลดรายจ่ายของหน่วยงาน และหากพัฒนาทักษะจนชำนาญจะสามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับตนเองได้ ทั้งยังเพื่อเป็นการสานสัมพันธ์อันดีระหว่าง กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ และ กฟผ. อีกด้วย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นวันที่ 12-13 มิถุนายน 2568


ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์. 0649646443

สุพรรณบุรี รวมพลังแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา “รวมพลังสุพรรณบุรีสีขาว ปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน ประจำปี 2568” ภายใต้ โครง การรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดจังหวัดสุพรรณบุรี ประจำปี 2568 โดยมีนายเดชะ สิทธิสุทธิ์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี ในนามศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ

นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงของสังคม ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเยาวชนและประชาชน จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งแนวทางสำคัญประการหนึ่ง ที่จะทำให้ การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลเป็นรูปธรรม คือ การทำงานแบบบูรณาการในพื้นที่อย่างจริงจัง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชนภาคประชาชน และหน่วยงานอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนดำเนินงานตามแนวทาง “ห้าเสือ” ประกอบด้วย

  1. ผู้นำชุมชน/หมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ ได้แก่ กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปลัดอำเภอ และนายอำเภอ ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานระดับรากหญ้าเป็นผู้รู้ปัญหาและทำหน้าที่ประสานงาน ดูแลความเรียบร้อยและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่
  2. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งอยู่ภายใต้ การดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี มีหน้าที่ดูแลด้านสุขภาพ การคัดกรองและส่งต่อผู้เสพเข้าไปสู่กระบวนการบำบัดรักษา
  3. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำหน้าที่ปราบปราม เฝ้าระวังและดูแล ความมั่นคงในพื้นที่
  4. ครู และสถานศึกษา ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน
  5. อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกำลังสำคัญในการเฝ้าระวังติดตามผู้เสพ/ผู้ติด และให้คำแนะนำในชุมชน

และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านที่มาร่วมประชุมในวันนี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการพัฒนาพื้นที่ และรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนเอง สามารถที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปขับเคลื่อน เพื่อเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในหมู่บ้านและชุมชนของตนเอง อันจะส่งผลให้ปัญหา ยาเสพติดลดน้อยลงและหมดสิ้นไปได้อย่างรวดเร็ว

การประชุมสัมมนาในวันนี้ได้รับเกียรติจากพลตำรวจโทเรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และนายนิทัศน์ ลีอารีย์กุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ และถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนา มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องที่ และสื่อมวลชน ตลอดจน เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมสัมมนา จำนวน 900 คน


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ผู้สูงอายุ รวมกลุ่มสานตะกร้าไม้ไผ่ ส่งขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

ราชบุรี – ผู้สูงอายุมารวมกลุ่มสานตะกร้าไม้ไผ่ ส่งขายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

               ในวันนี้ (12 มิ.ย. 68) กลุ่มผู้สูงอายุใน ต.พงสวาย อ.เมือง จ.ราชบุรี ได้นำไม้ไผ่สี สุกมาเพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ในวัยชรา ด้วยการนำมาจักสานเป็นของใช้ ของตกแต่งบ้านเรือน อย่างกระจาด ตะกร้า กระบุง ซึ่งไม้ไผ่สีสุกมีคุณลักษณะเด่นเป็นไม้เนื้อแข็งมีสีสวยและความเหนียวคงทนดี ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกบริเวณบ้านตามหัวไร่ ปลายนา ลักษณะต้นแก่จะมีสีเขียวเข้ม แต่เมื่อแก่เต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มเป็นแถบคล้ายเนื้อสุก จึงเรียกว่าไผ่สีสุก นิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ การจักสานได้ดี กลุ่มผู้สูงอายุเทศบาลตำบลหลักเมือง มองเห็นคุณค่าและประโยชน์การใช้สอย จึงนำมาทำเป็นเครื่องจักสาน เป็นงานฝีมือที่ต้องมีใจรัก การทำต้องใช้เวลา ความอดทน จึงจะได้ผลิตภัณฑ์ออกมาในรูปทรงที่สวยงามแปลกตา เป็นที่ต้องการของลูกค้า นำไปใช้ประโยชน์ ทั้งตกแต่งบ้านเรือน อาคาร สถานที่ เป็นของใช้ในครัวเรือนได้อย่างดี

      ทั้งนี้ นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ส.ส.เขต 1 ราชบุรี, นายสินาค รุ่งจรูญ นายกเทศมนตรีตำบลหลักเมือง, นางสาวชูษร โฆษะบดี และนางสาวณัฐวิภา โฆษะบดี รองนายกฯ ได้เดินทางมาเยี่ยมชมกลุ่มผู้สูงอายุหลักเมือง ที่ได้รวมกลุ่มสันทนาการร่วมกัน นำไม้ไผ่สีสุก ที่มีอยู่ในชุมชนมาสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว มีความสุขกับกิจกรรมในครัวเรือน ช่วยลดปัญหาภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี

      ซึ่งนางจำเนียน กันดา อายุ 79 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ 4 ต.พงสวาย เล่าให้ฟังว่า ทำจัก สานมาตั้งแต่สมัยเด็ก หลังออกจากโรงเรียนก็มาฝึกหัดกับพ่อแม่ เรื่อยมา สมัยก่อนจะตัดไม้ไผ่มาจากข้างบ้าน แต่เดี๋ยวนี้ต้องหาซื้อมาทำในราคาลำละ 100 บาท  สมัยก่อนสานตะกร้า กระบุง ขายใบละ 4 บาท  มาปัจจุบันขายส่งอยู่ใบละ 150 บาท  มีหลายขนาด หลายราคา โดยไม้ที่ซื้อมา เลื่อยตัดเป็นท่อนๆ  ตามความต้องการแล้วนำไปผ่าเป็นซีกเล็กๆ ใช้มีดเหลาให้เป็นเส้นบาง ลักษณะเกลี้ยงไม่บาดมือ จะทำหลายขนาด ทั้งแบบเส้นแบนใหญ่  เส้นเล็ก นำมาขึ้นรูปทรงแตกต่างกัน เช่น กระจาด กระบุง ตะกร้า บางคนซื้อกระบุงเอาไปปลูกต้น ไม้ได้  ใส่ของหิ้วไปทำบุญที่วัด หรือนำใส่ของประดับตกแต่งบ้านเรือน ร้านค้า ใส่ของกิน อาหารคาวหวานก็ได้ ซึ่งกิจกรรมรวมกลุ่มจักสาน ช่วยให้รู้สึกเพลิดเพลิน ไม่เหงา และยังมีรายได้เลี้ยงตัวเองด้วย 

        ด้านนางสาวกุลวลี นพอมรบดี ส.ส.เขต 1 ราชบุรี กล่าวว่า ที่นี่ถือเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ  โดยนายสินาด รุ่งจรูญ นายกเทศมนตรีตำบลหลักเมือง และทีมงาน มีการสนับสนุนกิจกรรมของผู้สูงอายุมาโดยตลอด  การทำอาชีพนี้  เป็นอาชีพดั้งเดิม ที่ได้ทำกันมานานแล้ว  โดยงานจักสาน ถือเป็นงานฝีมือที่เรียกว่าหายากไปทุกทีแล้ว  สิ่งหนึ่งที่ได้ผลสัมฤทธิ์คือ ปัจจุบันประเทศไทย ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างรายได้ มีอาชีพแล้ว ยังเป็นการช่วยลดภาวะความตึงเครียดบางครอบครัวที่มีผู้สูงอายุอยู่ อาจจะไม่ได้ดูแล เพราะลูกหลานต้องไปทำงาน อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดี  ที่ชุมชนอื่น ๆ สามารถนำไปเป็นตัวอย่างได้  ที่เทศบาลตำบลหลักเมือง ที่นี่มีแหล่งรองรับ มีตลาดเข้ามารับซื้อที่กลุ่ม เป็น การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และช่วยลดภาวะตึงเครียด ช่วยพัฒนาคุณภาพของผู้สูงอายุได้อีกทางหนึ่งด้วย  ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ อาจจะเข้ามาศึกษาดูงานที่กลุ่มผู้สูงอายุ สามารถนำไปเป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ เพื่อช่วยกันสืบสานภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสนำไปต่อยอดสร้างเป็นอาชีพ สร้างมูลค่าได้

         สำหรับการจักสานนั้นจะเลือกไม้ไผ่สีสุก ลักษณะเนื้อไม้ที่แก่ปานกลาง จะทำให้เนื้อไม้มีความเหนียว   ไม่หดตัว  สานขึ้นรูปทรงดี  หลังจากที่สานได้รูปทรงและได้ความสูงตามขนาดที่ต้องการแล้ว  จะใช้ไม้ไผ่ที่เหลาเกลี้ยงเนียนแล้ว ผูกมัดรอบปากกระบุง แล้วใช้หวายผูกร้อย  รอบปากกระบุงอีกครั้งจนเสร็จเรียบร้อยจากนั้นจะใช้วานิชเคลือบทาไม้และน้ำมันสนทาให้ทั่วเพื่อรักษาเนื้อไม้ ป้องกันมอด แมลงมาทำลาย และช่วยเพิ่มความคงทนสวยงามกับผลิตภัณฑ์ที่มีราคาขายตั้งแต่ราคา 50 บาท ไปจนถึงหลักพันบาท  โดยจะมีพ่อค้า แม่ค้ามารับซื้อที่กลุ่ม

          สำหรับผู้สนใจศึกษาดูงานหรือสั่งซื้อสินค้า สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ นางสาวธนวัน  เกิดบุญมี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลหลักเมือง  086-8115399


ผู้สื่อข่าว ราชบุรี รายงาน

อ.ทับสะแก ต่อยอดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” หรือ โครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยร่วมกับ กฟผ.สร้างห้องน้ำให้ผู้ป่วยติดเตียง

ประจวบคีรีขันธ์ – อำเภอทับสะแก ต่อยอดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” หรือ โครงการจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยร่วมกับ กฟผ.สร้างห้องน้ำให้ผู้ป่วยติดเตียง

วันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่หมู่บ้านสีดางาม หมู่ที่ 3 ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้การอำนวยการของ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประ จวบคีรีขันธ์ ได้จัดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขสร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” หรือ โครง การจังหวัดเคลื่อนที่ ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา และได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านผู้พิการ 1 ราย นายธงทิว ภูยศ พบว่าห้องน้ำชำรุดเสียหายและไม่ถูกสุขลักษณะ จึงได้มอบหมายให้อำเภอทับสะแกโดย นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก และนายบังเอิญ พึ่งโพธิ์ทอง นายกอบต.อ่างทอง เพื่อประมาณการในการก่อสร้าง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การช่วยเหลือผู้พิการรายดังกล่าวต่อไป นั้น

อำเภอทับสะแกพิจารณาแล้ว เพื่อให้การซ่อมสร้างห้องน้ำให้แก่ นายธงทิว ภูยศ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงมีความประสงค์ที่จะขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จากราคาประมาณการ จำนวน 39,500 บาท จาก น.ส.ชิดชนก กอวัฒนาวรานนท์ หัวหน้าแผนกพัฒนา เครือข่ายภาครัฐ ( หพร-พ.) ตัวแทนจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมดำเนินการจัดซื้ออุปกรณ์มามอบให้เพื่อดำเนินการก่อ สร้างในทันที


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

สภ.ลานสัก รวบทันควัน !! หนุ่มฉกเงินซองบุญหน้าโบสถ์ สุดท้ายร้องไห้สำนึกผิด ก้มลงกราบหลวงพ่อที่วัด

อุทัยธานี – สภ.ลานสักรวบหนุ่มทันควัน!! ฉกเงินซองบุญหน้าโบสถ์ได้แล้ว ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง สุดท้ายร้องไห้สำนึกผิด ก้มลงกราบหลวงพ่อที่วัด

เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 13 มิ.ย.68 พ.ต.อ.อำนาจ พวงสวัสดิ์ รองผกก.สส.สภ.ลานสัก, พ.ต.ท.สาคร กันภัย สว.สส.สภ.ลานสัก, ร.ต.อ.พิเชษฐ บุตรลพ รองสว.สส.สภ.ลานสัก, ร.ต.อ. ธนเดช ด่านขจรจิตร รองสว.(ป.)สภ.ลานสัก, ด.ต.สมยศ ทิมทอง, ด.ต.ชนาวุธ เกตุทอง, ส.ต.อ.พนมไพร ทานแสงตะวัน ประสานงานร่วมกันจับกุมผู้ก่อเหตุฉกซองในงานบุญบวชนาคที่วัดปางไม้ไผ่ จึงได้เชิญตัวผู้ก่อเหตุมาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายพร้อมกับของกลางที่ยึดไว้ได้

หลังจากที่ทางผู้เสียหายซึ่งเป็นแม่ของพระ ชื่อนางพรวิภา พร้อมสามี ได้เปลี่ยนใจขอเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้กับ ร.ต.อ.ชาญชัย หนุนพงษ์ ร้อยเวรสภ.ลานสัก ขอให้จับชายก่อเหตุ ที่ฉกเงินซองที่หน้าโบสถ์ในงานบวชนาคมาดำเนินคดีตามกฏหมาย หลังทราบมาว่าผู้ก่อเหตุเคยก่อเหตุคล้ายกันมาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายหลายราย และหากปล่อยไว้อาจเป็นภัยต่อสังคมในวันข้างหน้า

ล่าสุดชุดจนท.ชุดสืบสวนสภ.ลานสักได้เร่งติดตามตัวชายดังกล่าว จากตามรูปพรรณตามคลิปที่เผยแพร่จากการก่อเหตุจนได้เบาะแสว่าผู้ก่อเหตุอาศัยอยู่ที่อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ได้พบกับผู้ก่อเหตุชื่อนายธวัชชัย อายุ 26 ปี ได้ยอมรับสารภาพว่าบุคคลในภาพนั้นเป็นตน เองจริง จึงได้เชิญตัวผู้ก่อเหตุมาสอบปากคำ พร้อมกับยอมรับสารภาพว่าก่อเหตุคล้ายกันมาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 7 พร้อมกับนำตัวผู้ก่อเหตุไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่วัดปางไม้ไผ่ ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พร้อมกับผู้ก่อเหตุได้สำนึกผิด หลั่งน้ำตาไหลออกมา ได้ก้มลงกราบหลวงพ่อสมบูรณ์ พระองค์ใหญ่ที่อยู่ภายในวัดปางไม้ไผ่ เพื่อกราบขอขมาพร้อมกับนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยนายธวัชชัย ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่าตนเองจะคอยฟังข่าวในโซเชียล ว่าวัดไหนมีงานบ้าง หลังจากนั้นได้ใช้รถจยย.มาก่อเหตุตามวัด โดยอาศัยจังหวะที่ชาวบ้านเผลอตัว และช่วงชุลมุน หลังจากนั้นก็ได้กระทำการก่อเหตุ โดยลงมือก่อเหตุเพียงคนเดียว โดยครั้งนี้ตนเองได้เงินซองมาทั้งหมด 3 ซอง เป็นเงินสดจำนวนประมาณ1,600 บาท และอ้างว่าหากได้เงินจากการก่อเหตุแล้ว ก็จะนำไปใช้จ่ายในครอบครัว

ทั้งนี้นางพรวิภา แม่ของพระซึ่งตกเป็นผู้เสียหาย พร้อมกับสามี พอทราบข่าวได้เดินทางมาที่วัดปางไม้ไผ่ และได้ร่วมทำแผนกับผู้ก่อเหตุในวันเกิดเหตุ พร้อมกับได้เปิดเผยว่าตนเองต้องขอให้กฏหมายลงโทษกับผู้ก่อเหตุ หากปล่อยไว้หวั่นชาวบ้านรายต่อไปจะเดือดร้อนและเกิดอันตรายในวัดวาอารามได้ และขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ลานสัก ได้เห็นความเดือดร้อนของประชาชนและได้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาได้ เพียง 1 วัน เพื่อมาดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมายต่อไป


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

รวบสาว 19 คาของกลาง บุหรี่ไฟฟ้า-ยาแก้ไอ เกลื่อนศรีสงคราม เปิดโปงภัยร้ายใกล้ตัวเยาวชน

รวบสาว 19 คาของกลาง บุหรี่ไฟฟ้า-ยาแก้ไอ เกลื่อนศรีสงคราม เปิดโปงภัยร้ายใกล้ตัวเยาวชน

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 ฝ่ายปกครองอำเภอศรีสงครามรวบหญิงสาว 19 ปี คาของกลางบุหรี่ไฟฟ้าและยาแก้ไอ ลักลอบจำหน่ายกลางดึก เตือนภัยเยาวชนตกเป็นเหยื่อ ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวกรณ์กาญจน์ แก้วดี นายอำเภอศรีสงคราม และผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอศรีสงคราม ได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอศรีสงคราม ร่วมกับกำนันตำบลศรีสงคราม สนธิกำลังเข้าจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าและยาแก้ไอในพื้นที่ตำบลศรีสงคราม อำเภอศรีสงคราม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งในระยะเร่งด่วนระยะสั้นและระยะยาว ตามนโยบายของรัฐบาล และเพื่อสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการป้องกันและปราบปรามผู้มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 ราย เป็นหญิงไทย อายุ 19 ปี พร้อมของกลาง ประกอบด้วย บุหรี่ไฟฟ้า 11 ชิ้น, ยาแก้ไอ 31 ขวด และยาแก้อักเสบ 30 แผง (300 เม็ด) หลังจากจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบ คุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางไปทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ศรีสง คราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นายอำเภอศรีสงครามเน้นย้ำถึงอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดแฝง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเยาวชนที่อาจตกเป็นเหยื่อของการชักชวนให้ทดลองใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรงและปัญหาการติดยาเสพติดได้ ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย และยาแก้ไอหากนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือใช้เกินขนาด อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง จึงขอให้ผู้ปกครองและสถานศึกษาเฝ้าระวังบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่หากพบเห็นการกระทำผิด เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย


ข่าว/ภาพ​
ฟร้อง เทพ โอ๋ นครพนม รายงาน

สโมสรไลออนส์โคราช และสโมสรไลออนส์ดุสิตากรุงเทพ มอบกล้องส่องตรวจลำไส้ ให้กับ รพ.จักราช จ.นครราชสีมา

สโมสรไลออนส์โคราช และสโมสรไลออนส์ดุสิตากรุงเทพ มอบกล้องส่องตรวจลำไส้ ให้กับ รพ.จักราช จ.นครราชสีมา ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิไลออนส์สากล (LCIF)

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ณ รพ.จักราช จ.นครราชสีมา พิธีมอบครุภัณฑ์ ทางการแพทย์กล้องส่องตรวจลำไส้แบบคมชัดพร้อมชุดควบคุมสัญญาณภาพ โดยสโมสรไลออนส์โคราช และสโมสรไลออนส์ดุสิตา กรุงเทพ ภาค 310 อี ประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิไลออนส์สากล(LCIF)

โดยมี ล.จุรีพร เศวตอมรกุล นายกสโมสรไลออนส์โคราช พร้อมด้วย ล.สมศักดิ์ โล่ห์วิสุทธิ์ อดีตกรรมการอำนวยการไลออนส์สากล และผู้ประสานงาน LCIFภาครวม 310 ประเทศไทย นายอำเภอจักราช ผอ.รพ.จักราช บุคลากร รพ.จักราช สมาชิกไลออนส์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมกิจกรรม

ล.จุรีพร เศวตอมรกุล นายกสโมสรไลออนส์ กล่าวว่า กล้องส่องตรวจลำไส้แบบคมชัดพร้อมชุดควบคุมสัญญาณภาพ ได้รับการสนับสนุนจาก LCIF 1,500,000 กว่าบาท มีผู้มีจิตศัทธา และสโมสรไลออนส์โคราช 515,000 บาท และจากการแลกเปลี่ยนเงินตรา 100,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 2,160,000 บาท รพ.เฉลิมพระเกียรติได้รับมอบไปแล้ว 2,400,000 บาท เราได้ขยับมา รพ.จักราช แต่เครื่องมือคนละแบบกัน

ล.จุรีพร เศวตอมรกุล ฯ กล่าวต่อไปอีกว่า อดีต ผอ.รพ.จักราช ได้แจ้งความจำเป็นของเครื่องมือแพทย์ กล้องส่องลำไส้ แบบคมชัด พร้อมชุดควบคุมสัญญาณภาพ ที่จะนำไปรักษาผู้ป่วย ซึ่ง รพ.จักราชมีเครื่องมือนี้อยู่แล้ว แต่ไม่ทันสมัย จำนวนผู้ป่วยมีมาก ลองรับประชากรมาก กว่า 200,000 คน ในพื้นที่ 3 อำเภอ คือ อ.จักราช อ.ห้วยแถลง และ อ.เฉลิมพระเกียรติ สโมสรจึงได้จัดประชุม มีมติร่วมกัน ให้จัดทำสนับสนุนจากมูลนิธิไลออนส์สากล(LCIF) โดยส่งโครงการไปยังผู้ว่าการภาค 310 อี ได้รับการช่วยเหลือประสานงานอย่างดีจากท่าน ล.สมศักดิ์.โล่ห์วิสุทธิ์ อดีตกรรมการอำนวยการไลออนส์สากล และผู้ประสานงานไลออนส์สากล ภาครวม 310 ประเทศไทย

ล.สมศักดิ์ โล่ห์วิสุทธิ์ อดีตกรรมการอำนวยการไลออนส์สากล และผู้ประสานงาน LCIF ภาครวม 310 ประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิไลออนส์สากล ได้รับการรับลองจาก สหประชาชาติ ว่า เป็นองค์กรการกุศลที่ โปร่งใสที่สุด


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

“รถพระทำ” ของแท้ พระซ่อมกันเองไม่พึ่งช่าง ช่วยวัดประหยัดเงิน

นครนายก – รถพระทำ ของแท้ พระซ่อมกันเองไม่พึ่งช่าง ช่วยวัดประหยัดเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่วัดศรีจุฬา ต.ศรีจุฬา อ.เมือง จ.นครนายก ได้เห็นพระสงฆ์ภายในวัด ได้ช่วยกันซ่อมแซมราชรถที่ไว้ใช้เข็นศพไปเวียนรอบเมรุ ที่ชำรุด พุพัง พระสงฆ์ช่วยกันเปลี่ยนคานล้อและวงล้อใหม่ ได้มีการตัดเหล็ก อ๊อกเหล็ก ทำกันราวกับมืออาชีพ นี่สิรถพระทำโดยแท้จริง เห็นแล้วน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเป็นพระหนุ่มพึ่งบวชใหม่ที่มีความรู้เรื่องช่างได้ช่วยกันซ่อมแซมอย่างขะมักขเม้น

จากนั้นได้สอบถาม พระครูสิริพัฒนธำรง ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอเมือง เจ้าอาวาสวัดศรีจุฬา ท่านเล่าให้ฟังว่า พระที่วัดนี้จะช่วยกันทำงานพัฒนาวัด จะไม่อยู่เฉยมีอะไรเสียเราก็จะทำกันเอง เพราะถ้าเราไปจ้างช่างเขาคิดเราแพง อย่างพัดลมในโดม 12 ตัว ติดตั้งเดินสายไฟช่างเรียก 15,000 บาท เราก็เลยให้พระทำกันเองไม่ต้องเสียเงินเลย เสียแค่ค่าน้ำหวาน 3-4 ขวดมาเลี้ยงพระแค่นั้น ส่วนมากพระที่มาบวชจะมีอาชีพรับจ้างทั่วไปทำได้ทุกอย่าง พระบางรูปเป็นช่างไฟ ช่างก่อสร้าง ใครเก่งด้านไหนก็ให้ไปทำด้านนั้น ช่วยกันทำไปจะได้ประหยัด นี่แหล่ะเจ้าอาวาสที่เป็นแบบอย่างที่ดี ทำอะไรจะคำนึงถึงความประหยัดเป็นอย่างแรก จนทำ ให้ญาติโยมเกิดความศรัทธาในตัวท่านเจ้าอาวาสรูปนี้เป็นอย่างยิ่ง ขอให้เจริญในธรรม สาธุๆๆ


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

ตชด.235 บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดยาบ้า พร้อมผู้ต้องหา 2 ราย

นครพนม – ตชด.235 บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดยาบ้า พร้อมผู้ต้องหา 2 ราย

วันที่ 12 มิ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.68 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ. วุทธยา สิงห์กิ้ง ผกก.ตชด.23, พ.ต.ท.บัญชา สมัครรัฐกิจ รอง ผกก.ตชด.23, พ.ต.ท.อุดร สุนนทราช ผบ.ร้อย ตชด.235 สั่งการให้ ร.ต.อ.เสถียร พัฒนะโชติ รอง ผบ.ร้อยฯ/หน. ชปข.ร้อย ตชด.235 พร้อมเจ้าหน้าที่ฯ ร่วมกับตำรวจน้ำธาตุพนม และ สภ.เรณูนคร ร่วมกันจับกุม ผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายประภาส หรือ ภาส อายุ 52 ปี ราษฏร หมู่ที่ 9 ต.โพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม (ผู้ต้องหาที่ 1) และนายสุรศักดิ์ฯ หรือ แฮ็ค อายุ 36 ปี ราษฎร หมู่ที่ 1 ต.นาขมิ้น อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม (ผู้ต้องหาที่ 2) พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 6,000 เม็ด และรถยนต์กระบะแคป 1 คัน

โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต (แจ้งต่อผู้ต้องหาที่ 1 และ 2) เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนกฎหมาย (แจ้งต่อผู้ต้องหาที่ 1 และ 2) เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะ (รถยนต์) ขณะมีสารเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ในร่างกายโดยผิดกฎหมาย (แจ้งต่อผู้ต้องหาที่ 1) จับกุมได้ที่ บริเวณถนนสาธารณะสาย บ.นางาม ทิศใต้เส้นทางด้านข้าง อบต.นางาม หมู่ที่ 4 ต.นางาม อ.เรณู นคร จ.นครพนม

จากนั้น ได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เรณูนคร อ.เรณูนคร จ.นครพนม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ
ฟร้อง สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

อบจ.โคราช ขนยางรถยนต์กว่า 500 เส้น มอบทหารพรานที่ 26 อำเภอกาบเชิง

อบจ.โคราช ขนยางรถยนต์กว่า 500 เส้น มอบทหารพรานที่ 26 อำเภอกาบเชิง

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ ชูกระโทก รอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้รับมอบหมายจาก ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ให้ช่วยระดมยางรถยนต์เพื่อนำไปมอบให้กับทหารตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นความห่วงใยจากพี่น้องชาวโคราชและองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมาสู่พี่น้องทหารที่ปกป้องอธิปไตยของชาวไทยทุกคน

โดยทาง รองนายกฯชัยวัฒน์ ได้ดำเนินการประสานกลุ่มเพื่อนๆและพันธมิตร ทั้ง พ่อค้า ประชาชน นักธุรกิจ และเพื่อนนักการเมืองประกอบไปด้วย สจ.อภิชัย อุไรรัมย์ ส.อบจ.อำเภอประคำ จังหวัดบุรีรัมย์, ผู้ใหญ่เล็กจาก บริษัท ยาริศารีไซเคิล จำกัด, หจก.ปรีดาโชค คอนสตรัคชั่น (เจ้น1), เฮียเกียรติ จากโรงโม่หินศิลา ทุ่งอรุณ อำเภอโชคชัย, บริษัทชัยสิทธิ์ รุ่งเรืองจำกัด บริษัท, เชิดพงษ์การโยธา จำกัด และอีกหลายแห่งที่ได้ร่วมบริจาคยางรถยนต์ จำนวนรวมกันกว่า 500 เส้น ในครั้งนี้

ทางด้านรองนายกฯชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปอีกว่า ทางตนได้เดินทางนำยางรถยนต์ จำนวน 500 เส้น ไปมอบให้กับ พันเอกกิตติศักดิ์ บังพิมาย สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 จังหวัดสุรินทร์ เป็นผู้มารับมอบยางจำนวนดังกล่าวที่ทาง อบจ.นครราชสีมา ได้เดินทางนำมามอบที่ด่านชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อนำไปทำบังเกอร์ตามตะเข็บแนวชาย แดนต่อไป และทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ต้องขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่ร่วมบริจาค มาในครั้งนี้ รองชัยวัฒน์กล่าว


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน