“พลิกเกมก่อนพัง” TNDR ชี้ไทยต้องเปลี่ยนวิธีรับมือภัยพิบัติ ก่อนความสูญเสียซ้ำซาก

“พลิกเกมก่อนพัง!” TNDR ชี้ไทยต้องเปลี่ยนวิธีรับมือภัยพิบัติ ก่อนความสูญเสียซ้ำซาก เวทีประชุมวิชาการเครือข่าย 19 มหาวิทยาลัยด้านภัยพิบัติ (TNDR) ครั้งที่ 3 ชี้ชัดประเทศไทยต้อง “เตรียมคน” และ “เชื่อมระบบเตือนภัย” ให้เข้าใจง่าย ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่รอภัยมาแล้วค่อยวิ่งหนี

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย งานประชุม TNDR ภายใต้หัวข้อ “พลิกเกมจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีและเครือข่ายความร่วมมือ” ได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการเขย่าระบบรับมือภัยพิบัติของไทย ด้วยแนวคิดที่ชัดเจนว่า การรับมืออย่างมีประสิทธิภาพต้องเริ่ม “ก่อนภัยจะมา”

หนึ่งในสาระสำคัญของเวที คือการเน้นย้ำว่า “การเตรียมคน” ให้พร้อมรับมือ คือหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ หรือประชาชนทั่วไป ก็ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเมื่อต้องเผชิญภัย ทั้งในระดับหลักสูตรสุขภาพเฉพาะทาง และหลักสูตรพื้นฐานที่เข้าถึงชุมชนได้จริง

ชุมชนเปราะบาง อย่างผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมหรือไฟไหม้ ต้องได้รับการอบรมและเข้าถึงความรู้ภัยพิบัติที่เข้าใจง่าย ทำได้จริง ไม่ใช่แค่พึ่งพาหน่วยงานรัฐในวินาทีฉุกเฉิน

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือระบบ “แจ้งเตือนภัย” ที่ในปัจจุบันมีแอปพลิเคชันหลากหลายจนประชาชนสับสน เครือข่าย TNDR เสนอแนวทางเชื่อมระบบทั้งหมดให้เตือนภัยได้ชัดเจน เข้าใจง่าย พร้อมคำแนะนำที่ “ทำตามได้ทันที” ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือคำศัพท์ทางเทคนิคที่คนอ่านแล้วงง

ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. และประธานเครือข่าย TNDR กล่าวระหว่างอภิปรายว่า ทุกปีที่เกิดภัย ความเสียหายสะสมสูงกว่า 5% ของจีดีพี แต่รัฐกลับใช้งบป้องกันล่วงหน้าไม่ถึง 5%! แบบนี้ประเทศมีแต่จะพัง ถ้าไม่รีบ ‘พลิกเกม’ เรากำลังทุ่มงบไปกับการแจกของ กู้ภัย และหามผู้บาดเจ็บ แทนที่จะลงทุนกับแผน คน และระบบก่อนภัยจะมา

เวที TNDR ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเสนอผลงานวิชาการ แต่เป็นเสียงเรียกร้องถึงภาครัฐ ให้ “เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนวิธีลงทุน” และ เปลี่ยนระบบจัดการภัยพิบัติของไทยอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องสูญเสียงบหลายแสนล้านบาทในทุกๆ ปีจากภัยที่เรารับมือได้ หากเริ่มจากคำว่า เตรียมพร้อม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมฝึกการพูด แห่งประเทศไทย ” The Speech Training Association of Thailand”

สมาคมฝึกการพูด แห่งประเทศไทย ” The Speech Training Association of Thailand”

พ.อ.พิเศษ เกษม รัตนปราณี (นายกสมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย) ชวนมาฝึกทักษะ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง ด้วยการฝึกพูดที่สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย !

วัตถุประสงค์และจุดเด่น :
-พัฒนาทักษะการพูด ให้ตรงประเด็น กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ
-พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
-ควบคุมความประหม่า และความตื่นเต้นขณะพูด
-ปรับปรุงบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็น
-มีไหวพริบในการโต้ตอบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

สถานที่ฝึกอบรม : สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย ทุกวันเสาร์ (1pm–5pm)
ณ อาคารมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย (ถนนสุขุมวิท ซอยทองหล่อ 25) กรุงเทพฯ

เริ่มต้นพัฒนาตัวเองได้แล้ววันนี้!
เพิ่มมูลค่าให้ตัวคุณ ด้วยทักษะการพูดอย่างมืออาชีพ !

สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย,
(อาคารมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียล,
(สุขุมวิท ซอยทองหล่อ 25) กรุงเทพฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ททท. เปิดตัวโครงการ Green Getaway: เที่ยวไป กรีนไป

ททท. เปิดตัวโครงการ Green Getaway: เที่ยวไป กรีนไป จัดหนักส่วนลดสนับสนุนผู้ประกอบการสีเขียวที่ได้มาตรฐาน พร้อมทำภารกิจร่วม “ฟื้นฟู” เปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น กับกิจกรรมเที่ยวด้วยช่วยได้ “Make Your Holiday Worthwhile”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ! ก้าวสู่ยุคใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวสไตล์ Green Generation กับโครง การ Green Getaway: เที่ยวไป กรีนไป ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวแบบฟื้นฟู (Regenerative Tourism) ที่เชื่อว่าพลังเล็กๆ จากนักเดินทางสามารถช่วยเยียวยาธรรม ชาติ สร้างโอกาสให้ชุมชน และหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน

จากวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางอากาศ พื้นที่ป่าไม้ลดลง ปัญหาขยะที่เพิ่มขึ้น ฯลฯ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนว่าธรรมชาติไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เท่าทันจังหวะการใช้ชีวิตของมนุษย์ และถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อโลกที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง

คุณกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.) กล่าวว่า “การเปิดตัวโครงการ Green Getaway: เที่ยวไป กรีนไป จะเป็นกลไกที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ สร้างความเข้าใจว่าทุกคนควรมีบทบาทในการเยียวยาโลก และการท่องเที่ยวในวันนี้ต้องคำนึงมากกว่าการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการรักษาสิ่งแวดล้อม จึงได้นำเสนอแนวคิดการท่องเที่ยวแบบฟื้นฟู (Regenerative Tourism) ซึ่งต่อยอดมาจากการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน (Sustainable Tourism) โดยมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วน ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนได้มีส่วนร่วมในประสบการณ์ท่องเที่ยวสีเขียวไปด้วยกัน”

“ททท. ได้คัดสรรสินค้า บริการ และกิจกรรมการท่องเที่ยวจากทุกภูมิภาคของไทย ซึ่งได้รับการันตีว่ามีการดำเนินงานอย่างใส่ใจสิ่งแวดล้อม ด้วยรางวัล มาตรฐาน หรือตราสัญลักษณ์ที่เชื่อถือได้จากทั้งในระดับประเทศและระดับสากล อาทิ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน STGs,CF-Hotels มาตรฐาน Earth Check การรับรอง Travelife Sustainability in Tourism การรับรอง Green Hotel และอีกมากมาย เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางที่มีความหมายลึกซึ้งสำหรับนักท่องเที่ยวสายกรีน”  

“ไม่เพียงเท่านั้น ททท. ยังได้จับมือพันธมิตร ทั้งแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมทั้งกลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์และ Member Club ต่างๆ เข้ามาร่วมจัดทำแคมเปญ มอบสิทธิประโยชน์ ส่วนลด ของที่ระลึก ฯลฯ เพื่อเป็นแรงจูงใจและรางวัลในการออกเดินทางไปฟื้นฟูธรรมชาติอีกด้วย” คุณกนกกิตติกาฯ กล่าวเสริม

สำหรับดีลพิเศษเอาใจสายกรีนได้แก่

  • เมื่อจองที่พักผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน Traveloka รับโค้ดส่วนลด 200 บาท และพิเศษสำหรับลูกค้าชำระผ่านบัตรเครดิต KTC ใช้คะแนนแลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 13% – เช่ารถยนต์ไฟฟ้ากับ Chic Car Rent รับส่วนลดสูงสุด 400 บาท
  • สำหรับนักท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม ต้องการเที่ยวไป กรีนไป จองรถบัสกับ Eagle The Tour 30 ที่นั่งขึ้นไป รับส่วนลดทันที 10% 
  • Local Alike จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวสายกรีน 10 เส้นทาง ท่องเที่ยวชุมชน ฟื้นฟูป่า สนับสนุนและกระจายรายได้สู่ชุมชน อนุรักษ์และปกป้องสัตว์ป่า พร้อมชมความงดงามของธรรมชาติ พร้อมมอบส่วนลดจองทริปสูงสุด 10%

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดกิจกรรม Green Getaway “Make Your Holiday Worthwhile จังหวัดระยอง” ในวันที่ 6–7 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ร่วมกับพันธมิตร อาทิ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน),Centara Q Resort Rayong,Chic Car Rent, Eagle the tour,KTC และ Local Alike เชิญชวนนักท่องเที่ยวสายกรีน จิตอาสา และคนรักสิ่งแวดล้อม มาร่วมเปลี่ยนวันหยุดธรรมดา ให้กลายเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ โดยมี ไฮไลต์ อาทิ Beach Clean Up ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ อีเวนต์สุดชิลล์ริมชายหาดที่มัดรวมไว้ทั้งการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ การปล่อยปูคืนสู่ทะเล ฯลฯ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มุ่งหวังให้โครงการ Green Getaway: เที่ยวไป กรีนไป เป็นมากกว่าการเดินทางท่องเที่ยว แต่คือภารกิจร่วม “ฟื้นฟู” และเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ติดตามรายละเอียดและกิจกรรมการท่องเที่ยวสีเขียวได้ทาง Facebook Page: Green Getaway เที่ยวไป กรีนไป

GreenGetaway #เที่ยวไปกรีนไป #MakeYourHolidayWorthwhile #Amazingthailand


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจท่องเที่ยว จับมือสมาพันธ์ผู้ขับรถยนต์สาธารณะแห่งประเทศไทย อบรมสร้างเครือข่ายผู้ขับขี่แท็กซี่ ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลนักท่องเที่ยวให้ปลอดภัย

ตำรวจท่องเที่ยวจับมือสมาพันธ์ผู้ขับรถยนต์สาธารณะแห่งประเทศไทย อบรมสร้างเครือข่ายผู้ขับขี่แท็กซี่ ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแลนักท่องเที่ยวให้ปลอดภัย

ตามนโยบาย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ให้กวดขันป้องกันปราบปรามรถรับจ้างสาธารณะที่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการรถรับจ้างสาธารณะและคนขับรถรับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) ร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการดูแลนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2568 : พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้แทนกรมการขนส่งทางบก ผู้แทนกองบังคับ การตำรวจจราจร และสมาพันธ์ผู้ขับรถยนต์สาธารณะแห่งประเทศไทย จัด “การอบรมเครือข่ายรถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่) เพื่อช่วยเหลือนักท่องเที่ยว” ให้แก่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่กว่า 120 ราย ซึ่งให้บริการในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง เพื่อเป็นเครือข่ายสนับ สนุนการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ลดปัญหาการหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบผู้โดยสาร และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศ

พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้กล่าวว่า “การอบรมวันนี้ เริ่มจากกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่บริเวณสนามบินหลักทั้ง 2 แห่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหน้าด่านในการสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่ก้าวแรกๆที่พวกเขาเดินทางมาถึงประเทศไทย กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวมีนโยบายในการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวงจรการท่องเที่ยว ดูแลความปลอดภัยและเป็นเจ้าบ้านที่ดีให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งการสร้างเครือข่ายกับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ผ่านการอบรมครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เข้าใจในกฎระเบียบและบทบาทที่สำคัญของพวกเขาในการดูแลนักท่องเที่ยว รวมถึงการเป็นแนวร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวในการแจ้งเหตุเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวด้วย”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.3 ร่วมกับตำรวจนนทบุรี ระดมกำลังตรวจสอบแรงงานต่างด้าวตลาดบางใหญ่

ตม.3 ร่วมกับตำรวจนนทบุรีระดมกำลังตรวจสอบแรงงานต่างด้าวตลาดบางใหญ่

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 00.10 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3, พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จ.นนทบุรี, พ.ต.ท.รัฐไกร ประยูรศร รอง ผกก.สส. บก.ตม.3, ว่าที่ พ.ต.ท.จตุรโชค เพชรคง สว.กก.สส.บก.ตม.3 นำกำลังเข้าตรวจสอบร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, ตม.จ.นนทบุรี, ฝ่ายปกครองจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานราชการอื่นๆ ในจังหวัดนนทบุรี ตรวจสอบแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่ตลาดบางใหญ่ ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พบแรงงานต่างด้าวจำนวนมากภายในตลาด กำลังทำงานตามแผงร้านค้าต่างๆ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงได้ระดมกำลังรวบรวมแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาตรวจสอบ

พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3 เปิดเผยว่าได้ร่วมกับ พ.ต.อ.พัดธงทิว ดามาพงศ์ ผกก.ตม.จ.นนทบุรีพร้อมกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการตัังแต่เวลา 23.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย.2568 ถึงเวลา 02.30 น. โดยได้นำแรงงานต่างด้าวทั้งสัญชาติกัมพูชา,เมียนมา,ลาว และเวียดนาม จำนวนกว่า 400 คน มาตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีเอกสารประจำตัว และเอกสารการทำงานถูกต้อง ต่อมาได้นำแรงงานต่างด้าวจำนวน 181 คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงมาตรวจสอบโดยละเอียด หากแต่พบแรงงานต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย จำนวน 20 ราย โดยพบคนต่างด้าวสัญชาติเวียดนาม 1 ราย กระทำความผิดฐาน “คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด และคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” และคนต่างด้าวสัญชาติลาวกระทำความผิด จำนวน 3 ราย โดยจำนวน 2 ราย มีความผิดฐาน “คนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” และจำนวน 1 ราย มีความผิดฐาน “คนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของการไม่แจ้งที่พักอาศัยเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางใหญ่ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 ยังเปิดเผยอีกว่า ความผิดในข้อหาดังกล่าวแม้มีโทษเพียงการปรับในชั้นศาล แต่ผู้ถูกจับจะต้องถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ถูกบันทึกเป็นบุคคลต้องห้าม หรือ blacklist ห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร และถูกส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจท่องเที่ยวอีสาน ขยายผลรวบเครือข่ายที่จำหน่ายยาเสพติดให้กับชาวต่างชาติที่กลืนยาบ้าซุกซ่อนในช่องท้อง

ตำรวจท่องเที่ยวอีสาน ขยายผลรวบเครือข่ายที่จำหน่ายยาเสพติดให้กับชาวต่างชาติที่กลืนยาบ้าซุกซ่อนในช่องท้อง

จากกรณี เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2568 Mr.Gantner Wolfgang อายุ 43 ปี สัญชาติ ออสเตรีย ได้มีอาการชักเกร็งที่สนามบินดอนเมือง ต่อมาตรวจพบยาบ้าในช่องท้องและนำออกจากทวารได้รวมทั้งหมด 1,067 เม็ด

พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.เอกภพ อินทวิวัฒน์ ผบก.ทท.2 สืบสวนขยายผลเครือข่ายที่จำหน่ายยาเสพติดให้กับชาวต่างชาติที่กลืนยาบ้า จึงได้ประสานข้อมูลจาก พล.ต.ต.ธนันท์ธร รัตนสิทธิภาคย์ ผบก.น.4

ต่อมา งานสืบสวน กก.1 บก.ทท.2 ได้ประสานข้อมูลกับ งานสืบสวน กก.1 บก.ทท.1, สน. หัวหมาก และ สืบสวน บก.น.4 เพื่อสืบสวนขยายผล จนทราบเครือข่ายที่จำหน่ายยาเสพติดให้กับ Mr.Gantner จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้น ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ 116/2568 และ 117/2568 เข้าตรวจค้นบ้าน ภรรยา ของชาวต่างชาติ และ บ้านผู้ที่จำหน่ายยาเสพติดให้ชาวต่างชาติ จำนวน 2 จุด จากการตรวจค้น พบนายเปรมฯ ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายจำหน่ายยาเสพติดให้กับชาวต่างชาติ พร้อมของกลาง ยาบ้า 244 เม็ด และไอซ์ น้ำหนักรวมถุง 1.47 กรัม รวมของกลาง 9 รายการ และผลการตรวจปัสสาวะพบว่ามีสารเสพติด

จึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ นำตัวพร้อมของกลาง ส่ง พงส.สภ.ห้วยเม็ก ดำเนินคดีตามกฎหมายส่วนในกลุ่มเครือข่ายที่เหลือจะได้ทำการขยายผล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พิธีบวงสรวง งานมอบรางวัล ดาราอินไซด์ อวอร์ด รางวัล “นาคราช”

พิธีบวงสรวงถวายเครื่องสักการะ บูชาพระหลักเมืองและเทพยดา เบิกฤกษ์เบิกชัย เพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ผู้ที่ได้รับการพิจารณารับรางวัล “นาคราช”

วันที่ 15 มิ.ย.2568 ที่ ศาลหลักเมือง (สนามหลวง) กรุงเทพฯ : ท่านโหราจารย์ณฐกร โทนะศรี พร้อมทีมงานดาราอินไชด์ มีเดีย และผู้เข้ารับรางวัล ได้เข้าร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะบวงสรวง พระหลักเมือง พระสยามเทวาธิราช เทพเทวา ครูบาอาจารย์ พระคู่บ้านคู่เมือง ในการทำพิธีบวงสรวงรางวัล “นาคราช” เบิกฤกษ์เบิกชัย เพื่อขอพรให้การจัดงานเป็นไปด้วยความราบรื่น และเป็นการแสดงความเคารพและความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นสิริมงคล เพื่อเสริมสร้างความสำเร็จแก่ผู้เข้าร่วมพิธีและผู้ที่ได้รับรางวัลอีกด้วย พร้อมแถลงข่าวการจัดงานประกาศผลรางวัล

ด้านอาจารย์ ต้น มนต์ภารตะเทวา กล่าวว่า งานประกาศผลและมอบรางวัล “ดาราอินไซด์ อวอร์ด รางวัลนาคราช ครั้งที่ 7” พร้อมกับสมาคมรักสุขภาพไทย จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 2 สิงหา คม 2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ (TOT) เดิม ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โดยมี หม่อมหลวง เรวดี ชยางกูร เป็นประธานพิธีมอบรางวัล โดยจะมอบรางวัลให้แก่ ผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ ให้กับศิลปินดารานักแสดงและผู้ประกาศข่าว ที่ได้รับความนิยมและมีประโยชน์ต่อสังคม

สำหรับอินฟลูเอ็นเซอร์ที่มีความสามารถและได้รับผู้ติดตาม ก็จะได้รับรางวัลในปีนี้นี้ด้วย และปีนี้จะจัดพิธีมอบรางวัลให้กับศิลปินพื้นบ้านเพิ่มขึ้นมา เช่น หมอรำ ลิเก เป็นครั้งแรก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เปิดเวที NRCT Talk “ชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569

วช. เปิดเวที NRCT Talk “ชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 และการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม (NRCT Open House 2025)” ชู 9 ด้านสำคัญ ร่วมขับเคลื่อนประเทศด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดงานแถลงข่าว NRCT Talk เรื่อง “ชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ของ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2569 และการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม (NRCT Open House 2025)” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา กรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาสุขภาพสังคมและสิ่งแวด ล้อม, ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาสุขภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม, ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล กรรมการด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัย และรองศาสตราจารย์ ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร ร่วมเสวนาวิชาการ ณ ศูนย์สาร สนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วช.)

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า (วช.) มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมในหลากหลายมิติ สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลการเปิดรับข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนชี้แจงกรอบการสนับสนุนทุนวิจัยของ (วช.) ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยจะจัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “NRCT Open House 2025” ระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน–1 กรกฎาคม 2568 เพื่อนำเสนอกรอบการวิจัยและนวัตกรรมที่ (วช.) ให้การสนับสนุนครอบคลุมทั้ง 9 ด้านสำคัญ อาทิ ด้านสังคมและความมั่นคง, ด้านเศรษฐกิจและการเกษตร, ด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัยและนวัตกรรม และการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย (วช.) มุ่งหวังให้งานในครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการสื่อสารทิศทางการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2569 ให้แก่เครือข่ายนักวิจัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ

การจัดงานแถลงข่าว NRCT Talk ในครั้งนี้ถือเป็นพื้นที่สำคัญในการชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายในงานยังแสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จของงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์ในระดับชาติในประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาสุขภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม, ประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร และการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัย ผ่านการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “แนวทางการจัดทำกรอบการวิจัยและนวัตกรรม และผลสำเร็จของงานวิจัยและนวัตกรรม” ดำเนินการเสวนา โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา และร่วมเสวนา โดย ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว,ศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล,รองศาสตราจารย์ ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอต สะท้อนบทบาทของ (วช.) ในการยกระดับสังคมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

DSI นำนายวู ผู้ต้องหาคดีนอมินี ตึก สตง.ถล่ม ส่งพนักงานอัยการแล้ววันนี้

DSI นำนายวู ผู้ต้องหาคดีนอมินี ตึก สตง.ถล่ม ส่งพนักงานอัยการแล้ววันนี้ !!!

ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนกรณีอาคารสำนักงาน สตง.ถล่ม ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 (นอมินี) เป็นคดีพิเศษที่ 32/2568 โดยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความเห็นทางคดีเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในฐานความผิดการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ (นอมินี) ทั้งหมด 6 ราย คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงดำเนินการส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการตามกฎหมาย และพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 6 ราย ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 แล้วนั้น

โดยในวันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2568) นายวู (สงวนนามสกุล) สัญชาติจีน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีหมายจับตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญา เป็นผู้ต้องหาที่ 6 ในคดีดังกล่าว ได้มา มอบตัวกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ทำการรับตัวไว้ ควบคุมตัว และแจ้งข้อหาเป็นคนต่างด้าวฝ่าฝืนประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตามบัญชีสาม (10) การก่อสร้าง ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเป็นคนต่างด้าว ซึ่งยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามบัญชีสาม (10) การก่อสร้าง อันเป็นความผิดทางอาญามาตรา 36,37 ประกอบมาตรา 4 (3) (ก) และมาตรา 8 (3) ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบแล้ว ทำการสอบสวนปากคำผู้ต้องหา และเนื่องจากการสอบสวนดังกล่าวพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณา มีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต่อไป


ตม.ดอนเมือง จับกุมชาวจีนตามหมายจับคดีฉ้อโกงกว่า 200 ล้านบาท ขณะเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ

ตม.ดอนเมือง จับกุมชาวจีนตามหมายจับคดีฉ้อโกงกว่า 200 ล้านบาท ขณะเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศ

วันที่ 12 มิ.ย.2568 เวลา 05.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก. ตม.2, พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.อติศักดิ์ ปัญญา ผกก.ด่าน ตม.ทอ. ดอนเมือง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สืบสวนปราบปรามชุดที่ 2 ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง กวดขันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงเชียงราย ตามที่ได้รับเบาะแสว่าจะมีการเดินทางออกนอกประเทศของผู้ต้องหารายนี้ ด้วยสายการบินไลออนแอร์ เที่ยวบิน SL100 ปลายทางประเทศสิงคโปร์

จากการวางกำลังตรวจสอบบริเวณโถงผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ จนกระทั่งเวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตรวจพบชายชาวจีนต้องสงสัย จึงได้แสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง พร้อมแสดงหลักฐานและตรวจสอบจนแน่ชัดว่าบุคคลดังกล่าวตรงตามหมายจับ ซึ่งให้การยอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน

ผู้ต้องหาคือ MR. HUANG (นายหวง) อายุ 39 ปี สัญชาติจีนเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงเชียงราย ที่ 50/2568 ลงวันที่ 16 พ.ค.68 ในข้อหากระทำความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ในระหว่างการจับกุม ผู้ต้องหาสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ตม.ทอ.ดอนเมือง จึงมอบหมายให้ จ.ส.ต.สุวพันธ์ อุตส่าห์ ผบ.หมู่ ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลสิทธิและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดให้ผู้ต้องหารับทราบ

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ผู้เสียหายชาวจีน 2 ราย มอบหมายให้ทนายเข้าแจ้งความที่ สภ.แม่สาย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 เม.ย.2568 ขณะทั้งสองฝ่ายได้พบกันที่อำเภอแม่สาย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับธุรกิจเหรียญดิจิทัล (Bitcoin) และได้มีการโอนเหรียญ Bitcoin จำนวน 2 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท เข้ากระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ต้องหา แต่ผู้เสียหายกลับไม่ได้รับเงินตอบแทนใดๆ จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง

หลังจากการจับกุม เจ้าหน้าที่ ตม.ทอ.ดอนเมือง ได้ประสานส่งตัวผู้ต้องหาให้ สภ.แม่สาย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน