วช.จัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ยิ่งใหญ่ ยกทัพงานวิจัยกว่า 1,000 ผลงานภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

วช. จัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ยิ่งใหญ่ ยกทัพงานวิจัยกว่า 1,000 ผลงานภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)“ งานแสดงผลงานวิจัยระดับชาติที่จัดมาอย่างต่อเนื่องตลอด 2 ทศวรรษ และปีนี้เป็นปีที่ 20 แห่งความภาคภูมิใจ นำเสนอความก้าวหน้าของผลงานวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงสู่การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด “Research for All : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Research for All : พลิกโฉมอนาคตไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม“ พร้อมนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวต้อนรับ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติในปีนี้ วช. มีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนองานวิจัยในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ลดช่องว่างระหว่างนักวิจัยกับประชาชนทั่วไป ด้วยการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้และผลงานวิจัยได้อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับชีวิตประจำวัน เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหา พัฒนาประเทศ และสร้างอนาคตที่ดีกว่า นอกจากนี้ได้คำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงานเป็นสิ่งสำคัญเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับงานวิจัย โดยมีกิจกรรมภายในบริเวณพื้นที่นิทรรศการที่หลากหลาย อาทิ การทดลอง การสาธิต และการเสวนา รวมถึงการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการนำเสนอ เช่น AR/VR และ Interactive display เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้

มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติในปีนี้จัดแสดงผลงานวิจัยพร้อมใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ 6 ธีมหลัก ได้แก่

  • งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
  • งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลังสร้างสรรค์ Soft Power ของประเทศ เพื่อยกระดับและพัฒนาความสามารถด้านความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนไทยให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ และอนุรักษ์ ฟื้นฟู ต่อยอดศิลปวัฒนธรรม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Soft Power 11 สาขา
  • งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 8 ด้าน อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง, ปัญญาประดิษฐ์, ยานยนต์ไฟฟ้า, การแพทย์ชั้นสูง, เศรษฐกิจ, บริการดิจิทัล, อุตสาหกรรมสีเขียว, ความมั่นคงของประเทศ และการพัฒนาต่อยอดเขตเศรษฐกิจพิเศษ
  • งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับการพัฒนาสังคมคนทุกช่วงวัยอย่างครบถ้วน ทั้งด้านสังคม สภาพความมั่นคงระดับครอบครัวและระดับประเทศ
  • งานวิจัยและนวัตกรรมสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ การจัดการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ การพัฒนาด้านการเงิน การตลาด การเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนทุกระดับสู่การสร้างรายได้แบบยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย”, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568,นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา, การประกวดผลงานวิศวกรสังคมพัฒนาชุมชนดีเด่นประจำปี 2568,นิทรรศการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค,นิทรรศการ Research Festival,นิทรรศการศาสตร์และศิลป์งานวิจัย,นิทรรศการ Thailand Research Expo & Symposium 2025 The National RGJ & RRI Conference 2025 และการประชุมสัมมนาในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับงานวิจัยและนวัตกรรมอีกกว่า 150 หัวข้อ ที่เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับฟังประเด็นหัวข้อต่างๆ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

ขอเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เข้าชมงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้-20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00-17.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516 517 (ภาคนิทรรศการ)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศท.5 ชูผลสำเร็จ “กลุ่มปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกหนองบัวแดง” จ.ชัยภูมิ ผลิตกล้วยหอมทอง GI ส่งออก สร้างรายได้กลุ่มกว่าปีละ 36 ล้านบาท

สศท.5 ชูผลสำเร็จ “กลุ่มปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกหนองบัวแดง” จ.ชัยภูมิ ผลิตกล้วยหอมทอง GI ส่งออก สร้างรายได้กลุ่มกว่าปีละ 36 ล้านบาท

นายชายศักดิ์ วุฒิศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดชัยภูมิเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองสำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่สร้างรายได้ให้จังหวัด เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์คอสมอสแซล หรือพันธุ์กาบดำ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ ผลไม่ใหญ่มากพอดีคำ มีเนื้อเหนียวนุ่มละเอียด ผลดิบสีเขียวนวล ผลสุกสีเหลืองนวล ไม่มีจุดดำที่เปลือก เปลือกหนา เนื้อกล้วยจึงไม่ช้ำง่าย รสชาติหอมหวาน จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566 สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้งามให้แก่เกษตรกรในจังหวัดชัยภูมิ เป็นอย่างดี

จากการลงพื้นที่ติดตามของ สศท.5 พบว่า พื้นที่ปลูกกระจายอยู่ในอำเภอหนองบัวแดง อำเภอแก้งคร้อ อำเภอเมือง อำเภอจัตุรัส อำเภอภักดีชุมพล และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ โดยเกษตรกรในพื้นที่มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อบริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน คือ กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็น กลุ่มที่มีการวางแผนการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ ผลผลิตผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP และได้รับการรับรองเป็นสินค้า GI กลุ่มเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร รวม 570 ไร่ (ปลูกเฉลี่ย 5–10 ไร่/ครัวเรือน) มีเกษตรกรสมาชิก 35 ราย โดยมีนายอุดมศักดิ์ เพิงจันดา เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งภายในกลุ่มมีการบริหารจัดการให้ผลผลิตออกสู่ตลอดทั้งปี โดยการหมุนเวียนการปลูกของสมาชิกภายในกลุ่ม ด้านสถานการณ์การผลิตของกลุ่ม ปี 2568 เกษตรกรจัดสรรพื้นที่ปลูก 1 ไร่ ปลูกประมาณ 400 ต้น ระยะเวลาเพาะปลูก จนถึงเก็บเกี่ยว 8–9 เดือน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,950 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต ผลตอบแทนเฉลี่ย 63,608 บาท/ไร่/รอบการผลิต ทั้งนี้ หากคิดเป็นรายได้ของทั้งกลุ่มอยู่ที่ 36.25 ล้านบาท/ปี

ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย ณ เดือนพฤษภาคม 2568 กลุ่มตัดกล้วยหอมทองจำหน่ายแบบยกเครือ แบ่งเป็น 3 เกรด คือ เกรด A (น้ำหนักลูกมากกว่า 110 กรัมขึ้นไป) ราคาอยู่ที่ 17 บาท/หวี,เกรด B (น้ำหนักลูกอยู่ระหว่าง 95-109 กรัม) ราคาอยู่ที่ 13 บาท/หวี สำหรับกล้วยหอมที่ไม่ได้มาตรฐานในการส่งออกจะจำหน่ายภายในประเทศ (น้ำหนักลูกน้อยกว่า 95 กรัม) ราคาอยู่ที่ 10 บาท/กิโลกรัม โดยสัดส่วนของกล้วยหอมทองเกรด A มีมากถึงร้อยละ 79 รองลงมาเกรด B ร้อยละ 20 และกล้วยตกเกรด ร้อยละ 1 โดยกลุ่มมีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกลุ่ม มีการวางแผนการผลิตให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงเน้นการปลูกแบบ 1 แปลง ห่างกัน 2 เดือนต่อเนื่อง ในเกษตรกรแต่ละราย และมีการไว้ผลผลิตตอที่ 2 ประมาณร้อยละ 25 เพื่อลดต้นทุนการผลิต ด้านการจำหน่ายผลผลิต ของกลุ่ม แบ่งเป็น กล้วยหอมทอง ร้อยละ 95 จำหน่ายให้บริษัท เจ เฟรช จำกัด ซึ่งจะเข้ามารับซื้อผลผลิตทุกสัปดาห์ๆละ 1 ครั้งๆละประมาณ 4,000-5,000 กิโลกรัม เพื่อส่งจำหน่ายต่างประเทศ ทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดทั่วไป ประกอบกับกลุ่มรักษามาตรฐานสินค้า GI ทำให้สร้างความมั่นใจเรื่องคุณภาพต่อผู้บริโภค และผลผลิต ร้อยละ 5 ส่งจำหน่ายให้กับพ่อค้าในประเทศ เพื่อส่งต่อให้กับตลาดทั่วไปชึ่งมีทั้งผู้บริโภคทั่วไปและโรงงานแปรรูป

ทั้งนี้ กลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกหนองบัวแดง นับเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการผลิต กล้วยหอมทองเพื่อส่งออก ซึ่งกลุ่มได้มีการพัฒนาคุณภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มยังได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานพลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด เข้ามาสนับสนุนให้ผลผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มได้รับการรับรองเป็นสินค้า GI และที่สำคัญกลุ่มยังพัฒนาและรักษามาตรฐานของผลผลิตเน้นการผลิตโดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจกับคุณภาพกล้วยหอมทอง หากท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตกล้วยหอมทองของกลุ่มแปลงใหญ่กล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกหนองบัวแดง อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นายอุดมศักดิ์ เพิงจันดา โทร 09 4472 4767 ยินดีให้คำปรึกษาทุกท่าน


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา

มจธ. สวทช. พร้อมพันธมิตร เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังสู่ความยั่งยืน ผนึกความร่วมมือระดับโลกผ่านเวที Global Cassava Sustainability Forum 2025

มจธ. สวทช. พร้อมพันธมิตร เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังสู่ความยั่ง ยืน ผนึกความร่วมมือระดับโลกผ่านเวที Global Cassava Sustainability Forum 2025

วันที่ 16 มิถุนายน 2568 กรุงเทพฯ : ประเทศไทยตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมมันสำปะหลังระดับโลกในงาน Global Cassava Sustainability Forum 2025 ซึ่งจัดขึ้นในวันนี้ ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทค โนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) หน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยงานนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ ผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจากหลากหลายประเทศทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เสริมสร้างเครือข่าย และผลักดันความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเกษตร โดยใช้มันสำปะหลังเป็นต้นแบบห่วงโซ่มูลค่า การจัดงาน Cassava Sustainability Forum 2025 ถือเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการ Reinventing University ที่ได้รับทุนจากกระทรวง (อว.) ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัยไทยในระดับโลก และเสริมสร้างบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนประเทศ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (อว.) กล่าวว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สะท้อนศักยภาพด้านการเกษตรของไทย และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของประเทศ ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก โดยในปี 2567 มีมูลค่าการส่งออกกว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมกับกัมพูชาและเวียดนาม เราครองตลาดโลกรวมกันถึง 90% ซึ่งมันสำปะหลังมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมต่างๆ เช่น พลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ อาหาร และเภสัชภัณฑ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (อว.) ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นด้านการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยกล่าวว่า “ในปี 2566 ไบโอเทค (มจธ.) และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ได้ประกาศเจตจำนงร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังลง 30% ภายในปี 2573 และตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ซึ่งเป็นตัวอย่างของความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อความยั่งยืน”

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี (มจธ.) กล่าวถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยภายใต้โครงการ Reinventing University ว่า (มจธ.) มุ่งพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้จริง โดยใช้มันสำปะหลังเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ทั้งในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานทดแทน และการจัดการของเสีย ซึ่ง (มจธ.) และไบโอเทค (สวทช.) มีความร่วมมือในโครงการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงงานต้น แบบผลิตเอทานอล การสร้างองค์ความรู้และปรับปรุงกระบวนการผลิต และการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง พร้อมระบุว่า “การจัดงาน Global Cassava Sustainability Forum 2025 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านศูนย์มันสำปะหลังเพื่อความยั่งยืนอาเซียน (ASEAN Cassava Centre) ซึ่งมีบทบาทในการประสานความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลัง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ และการวางรากฐานของอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังสะท้อนเจตนารมณ์ของ (มจธ.) ในการขยายความร่วมมือระดับนานาชาติ และร่วมกันสร้างองค์ความรู้เพื่อยกระดับห่วงโซ่คุณค่ามันสำปะหลังอย่างยั่งยืน โดยเรามีเครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็งจากทุกทวีปทั่วโลกที่มาร่วมงานครั้งนี้ รวมถึงหน่วยงานและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังตลอดห่วงโซ่มูลค่า และภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการจัดงาน ได้แก่ บริษัท อินกริดิออน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พูนผล จำกัด และบริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค (สวทช.) กล่าวถึงผลสำเร็จของการวิจัยและพัฒนาในภาคมันสำปะหลังว่า “ความร่วมมือที่มีมายาวนานระหว่าง ไบโอเทค (สวทช.) และ (มจธ.) นำไปสู่งานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากมาย อาทิ ส่วนต้นน้ำ มีการพัฒนาสายพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูง ไซยาไนด์ต่ำ เช่น พันธุ์พิรุณ 1, 2 และ 4 ชุดตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการประยุกต์ใช้เพื่อเฝ้าระวังและจัดการควบคุมโรค ส่วนกลางน้ำ มีการดำเนินงานวิจัยกลางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดการและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมันสำปะหลัง รวมถึงการจัดการของเสีย (waste management) ที่เกิดขึ้น เช่น เทคโนโลยีในการเพิ่มความเข้มข้นและทำความสะอาดแป้งโดยเทคโนโลยีไฮโดรไซโคลนประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพประสิทธิภาพสูงจากกากมันสำปะหลัง ส่วนปลายน้ำ มีการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตทรีฮาโลสจากมอลโตสโดยใช้เอน ไซม์ Trehalose synthase แบบขั้นตอนเดียว ซึ่งเป็นกระบวนการที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และให้ผลผลิตสูง โดยใช้วัตถุดิบคือแป้งมันสำปะหลังในการนำมาเปลี่ยนเป็นน้ำเชื่อมมอลโตส

ด้าน ดร.วรินธร สงคศิริ รักษาการรองผู้อำนวยการ ไบโอเทค (สวทช.) กล่าวปิดท้ายว่า เวที Global Cassava Sustainability Forum 2025 มีเป้าหมายในการจัดตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืนในภาคเกษตร (Global Network on Sustainable Bioeconomy in Agri-Business) โดยใช้มันสำปะหลังเป็นต้นแบบความยั่งยืนในการพัฒนาอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพื่อบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ โดยสามารถขยายผลสู่สินค้าเกษตรอื่นๆ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืนทางการเกษตรระดับโลก และเป็นผู้ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก

งาน Global Cassava Sustainability Forum 2025 ตลอดการประชุม 3 วัน ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับการนำเสนอกลยุทธ์เพื่อการสร้างห่วงโซ่คุณค่ามันสำปะหลังโลกที่เข้มแข็งและยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะปลูกสมัยใหม่ ระบบบริหารจัดการโรคพืช การผลิตแป้งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมการประยุกต์ใช้แป้งมันสำปะหลังในการทำอาหาร และการแสดงผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม พร้อมทั้งกิจกรรมศึกษาดูงาน ณ โรงงานผลิตผงชูรส โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลัง และศูนย์ไบโอเทค

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภูมิภาคทั่วโลกกว่า 40 ท่าน อาทิ Prof. Dr. Lene Lange ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชีวภาพระดับนานาชาติจากเดนมาร์ก Prof. em. Dr. Wilhelm Gruissem นักวิจัยผู้มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงพันธุกรรมของมันสำปะหลัง Prof. Dr. Ulrich Schurr ผู้นำศูนย์วิทยาศาสตร์เศรษฐกิจชีวภาพจากเยอรมนี และ Prof. Dr. Hidenari Yasui ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบการจัดการน้ำเสียในอุตสาหกรรมเกษตร

นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน สวทช. และ สถาบัน Forschungszentrum Jülich ประเทศเยอรมนี ได้แถลงข่าวเปิดตัว “ฐานข้อมูลฟีโนไทป์ จีโนไทป์ แหล่งข้อมูลทางพันธุกรรมของการเจริญพัฒนาของรากสะสมอาหารของมันสำปะหลัง (Manihot esculenta Crantz) ภายใต้โครงการ CASSAVASTORE” แก่สื่อมวลชน นักวิจัย และผู้ที่สนใจ โดยหลังจากโครงการสิ้นสุด ประเทศไทยได้ข้อมูลที่สำคัญของมันสำปะหลังทั้งพันธุ์ไทยและพันธุ์จากต่างประเทศกว่า 600 พันธุ์/สายพันธุ์ ที่เก็บรวมรวมไว้ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอนาคต เทคนิค Magnetic Resonance Imaging (MRI) ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ฟีโนไทป์และสรีรวิทยาร่วมกับการพัฒนา VDO box เพื่อถ่ายภาพการเจริญพัฒนาของรากสะสมอาหารของมันสำปะหลังทั้ง 600 พันธุ์/สายพันธุ์โดยศูนย์เทคโน โลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สามารถตรวจสอบปัจจัยและกระ บวนการสำคัญที่มีผลในการเจริญเติบโตและการพัฒนารากสะสมอาหารของมันสำปะ หลังได้อย่างแม่นยำ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในงานวิจัยด้านการเกษตรไทย มากไปกว่านั้น ข้อมูลจีโนไทป์ของเชื้อพันธุกรรมของมันสำปะหลังได้ถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบที่ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand) ไบโอเทค โดยมุ่งหวังให้เป็นแหล่งข้อมูลทางพันธุกรรมของมันสำปะหลังขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก เพื่อรองรับการเข้าถึงแหล่งข้อมูลของนักปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลัง รวมทั้งนักวิจัยที่สนใจงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทางด้านมันสำปะหลัง ยกระดับความสามารถของนักปรับปรุงพันธุ์พืชไทย เพิ่มผลผลิตของมันสำปะหลัง และเสริมสร้างความมั่นคงทางการเกษตรทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ศูนย์มันสำปะหลังเพื่อความยั่งยืนอาเซียน (ASEAN Cassava Centre)
ดร. รื่นรมย์ เลิศลัทธภรณ์ email: aseancassavacentre@gmail.com
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. Email: prd@nstda.or.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมวิทย์ฯ บริการ จัดประชุมผลงานวิจัยการสำรวจไมโครพลาสติกในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568

กรมวิทย์ฯ บริการ จัดประชุมผลงานวิจัยการสำรวจไมโครพลาสติกในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568

วันที่ 16 มิถุนายน 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.โอบเอื้อ อิ่มวิทยา นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ (สอช.) ได้ร่วมบรรยายในหัวข้อ “การสำรวจปริมาณไมโครพลาสติกในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล” (Investigation of Microplastic Contents in Satun Global Geopark) ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025) โดยมีนักวิจัยและบุคลากรจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมฟังกว่า 40 คน ณ ห้อง Lotus Suite 14 ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.โอบเอื้อ อิ่มวิทยา เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการเก็บตัวอย่างไมโครพลาสติกจากแหล่งน้ำทะเล ตะกอนดินทราย และน้ำเสียในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล ครอบคลุม 3 พื้นที่ ได้แก่ เกาะหลีเป๊ะ,เกาะสาหร่าย และศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยครบวงจร เทศบาลตำบลกำแพง จังหวัดสตูล พร้อมทั้งพัฒนาเทคนิคการวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรด (Fourier-transform infrared microscopy: FTIR microscopy) นอกจากนี้ ยังมีการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำในบ่อบำบัดน้ำเสียของศูนย์กำจัดขยะฯ ซึ่งเป็นสถานที่คัดแยกและกำจัดขยะของพื้นที่อุทยานธรณีโลก โดยงานวิจัยครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีรายงานการตรวจพบไมโครพลาสติกในบ่อบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ พร้อมทั้งตรวจพบค่าดัชนีคุณภาพน้ำ เช่น BOD, COD, สี และ pH ที่บางช่วงเวลาเกินค่ามาตรฐาน

กรมวิทย์ฯ บริการ มุ่งหวังให้งานวิจัยดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการขยะพลาสติกในพื้นที่อุทยานธรณีโลก โดยข้อมูลชนิดและปริมาณไมโครพลาสติกที่ได้ จะนำไปใช้สนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบไมโครพลาสติก และจัดทำร่างมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) ด้านวิธีการวิเคราะห์ไมโครพลาสติก เพื่อยกระดับงานบริการทดสอบให้กับภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ในพื้นที่ตำบลอุโมงค์ อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ในพื้นที่ตำบลอุโมงค์ อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2568) นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาลและกระ ทรวงมหาดไทย ต่อเนื่องจากจุดแรก ณ ศูนย์เรียนรู้และอนุรักษ์การทอผ้าไหมลำพูน ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน มา ณ สำนักงานตลาด สาขาลำพูน ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยมี นายบูรณิศ ยุกตะนันทน์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด กล่าวต้อนรับ และรายงานผลการดำเนินงานขององค์การตลาด สาขาลำพูน จากนั้น ได้รับฟังการนำเสนอเรื่อง การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ตำบลอุโมงค์ จากนายขยัน วิพรหมชัย นายกเทศมนตรีตำบลอุโมงค์ การกระจายสินค้าทางการเกษตร และการเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรในพื้นที่จังหวัดลำพูน จากบริษัทประชารัฐสามัคคี จังหวัดลำพูน และ รัยฟังการนำเสนอ เรื่อง ตลาดต้นแบบศูนย์แจ้งเตือนภัยสุขภาพชุมชน เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง จากนายณรงค์ สมทราย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านหลุก ตำบลเหมืองง่า

จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้ไปยัง ศูนย์แจ้งเตือนภัยสุขภาพชุมชน ชั้น 2 องค์การตลาด สาขาลำพูน เพื่อเยี่ยมชมศูนย์แจ้งเตือนภัยสุขภาพชุมชน ชมการสาธิตวิธีการตรวจสารตกค้างในผักและผลไม้ โดยประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านตำบลอุโมงค์ และนักวิทยาศาสตร์ จากนั้น ได้มอบนโยบายและเยี่ยมชมห้องเย็น ณ บริเวณ ชั้น 1 องค์การตลาด สาขาลำพูน โดยรับฟังการนำเสนอแผนการปรับปรุงห้องเย็นเพื่อเก็บรักษาสินค้าทางการเกษตรโดย นายสุฤษฎิ์ วิพรหมชัย เลขาธิการหอการค้าจังหวัดลำพูน ปิดท้าย ณ บริเวณตลาดป่าเห็ว เพื่อเยี่ยมชมสินค้าจากผู้ประกอบการค้าในตลาดป่าเห็ว องค์การตลาด สาขาลำพูน

การลงพื้นที่จังหวัดลำพูนในครั้งนี้ เป็นการตรวจราชการสำคัญตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย อีกทั้ง เป็นการลงพื้นที่เพื่อพบปะ รับฟังข้อคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำไปเป็นแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ตำรวจ PCT ภาค 5 บุกจับ “3หนุ่มจีนเทา” คาบ้านพักหรูย่านสันทราย เนียนเข้าไทยใช้วีซ่านักเรียน แอบกบดานทำเว็บพนันออนไลน์ ปั่นรายได้ฉ่ำ 5 ล้านบาทต่อเดือน

ตำรวจ PCT ภาค 5 บุกจับ “3หนุ่มจีนเทา” คาบ้านพักหรูย่านสันทราย เนียนเข้าไทยใช้วีซ่านักเรียน แอบกบดานทำเว็บพนันออนไลน์ ปั่นรายได้ฉ่ำ 5 ล้านบาทต่อเดือน

โดยการอำนวยการของ พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช. ภ.๕, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช. ภ.5, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช. ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, และ พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่

ก่อนการจับกุมเจ้าหน้าตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งว่ามีคนจีนการลักลอบพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จนเจ้าหน้าที่ ศปอส.ภ.๕ สืบทราบว่ามีการเช่าบ้านในโครงการแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สันทราย จว.เชียงใหม่ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอหมายค้นบ้านหลังดังกล่าว ต่อมาวันที่ 16 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 พร้อมชุดปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโยโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 นำหมายค้นศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบ นายกง สงวนนามสกุล เชื้อชาติ-สัญชาติ จีน อายุ 30 ปี, นายวู สงวนนามสกุล เชื้อชาติ-สัญชาติ จีน อายุ 30 ปี, นายหวัง สงวนนามสกุล เชื้อชาติ-สัญชาติ จีน อายุ 34 ปี กำลังนั่งทำงานอยู่บริเวณห้องนอนชั้น2 เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมหมายค้น ทั้ง 3 คนรับยอมรับว่า ทำหน้าที่เป็นแอดมินตอบคำถามแก้ไขปัญหาลูกค้าที่เข้าเล่นเว็บไซต์พนันออนไลน์

จึงควบคุมตัว แล้วแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ร่วมจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดย ทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานหรือรับ อนุญาตแล้วแต่เล่นพลิกแพลง หรือผู้ใดเข้าเล่นหรือเข้าพนันในการเล่นอันขัดต่อบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ หรือกฎกระทรวง หรือข้อความในใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.๒๔๗๘ มาตรา ๑๒”และนำตัวส่งพงส. สภ. สันทราย จ.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

จากการสอบถามทั้ง 3 คน ให้การว่าเป็นชาวเมืองเจ้อเจียง ประเทศจีน ใช้วีซ่าท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย จากนั้นสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก่อนได้วีซ่านักศึกษาแล้วมาเช่าบ้านหลังดังกล่าวตั้งเป็นสำนักงานทำเว็บพนันให้ลูกค้าชาวจีน โดยได้ค่าจ้างคนละ 50,000 บาทต่อเดือน โดยมีสมาชิกกว่า 4,000 คน โดยจะกลับไปรับเงินเดือนกับบอสชาวจีน 6 เดือนต่อครั้ง แล้วกลับมาทำงานใหม่ ยอมรับว่าทำมาประมาณ 1 ปี มีเงินเดือนหมุนเวียนหลายสิบล้านต่อเดือน

ตำรวจภาค5 #PCTภาค5 #จับกุม #พนันออนไลน์


นที มีเดช รายงาน

สตช.ย้ำ แข่งรถในทาง โทษหนัก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำแข่งรถในทางโทษหนัก หากปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่นำรถไปใช้ เจ้าของรถมีความผิดด้วย รวมทั้งผู้ปกครองปล่อยปละละเลยมีความผิดเช่นกัน

วันนี้ (17 มิถุนายน 2568) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัญหาการแข่งรถในทางของกลุ่มวัยรุ่นหรือเยาวชน เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนและความไม่ปลอดภัยแก่ประชาชนทั่วไปอย่างมาก การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ผิดกฎหมาย แต่ยังสร้างความเดือดร้อนรำคาญจากเสียงดังและความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติ เหตุอีกด้วย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการกำชับเน้นย้ำให้ตำรวจจราจรทุกพื้นที่ร่วมดูแลป้องกันและปราบปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดดังกล่าวอย่างเข้มงวด หากพบจะมีการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่รวมกลุ่มแข่งรถในทาง ร้านรับแต่งรถ และผู้ปกครองยังต้องรับผิดด้วย

กรณีตัวอย่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรพื้นที่ต่างๆ บูรณาการกำลังร่วมกับฝ่ายป้องกันปราบปรามในการกวดขันจับกุมมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่น กรณีเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 13 มิถุนายน 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าโมก ได้รับแจ้งเหตุวัยรุ่นรวมกลุ่มส่งเสียงดังและก่อความเดือดร้อนรำคาญบริเวณบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 1 ต.สายทอง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ซึ่งทั้งสองกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดี โดยเชิญผู้กระทำผิดทั้งหมด และผู้ปกครองมาดำเนินการตามกฎหมายพร้อมทำทัณฑ์บน หากกระทำผิดซ้ำอีกผู้ปกครองจะมีความผิดตาม พ.ร.บ คุ้มครองเด็กและเยาวชนฯ โดยมีเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมจังหวัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 64 กำหนดไว้ชัดเจนว่า เจ้าของรถมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ หากปล่อยให้ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่นำรถไปใช้ โดยระบุว่า “เจ้าของรถห้ามให้หรือยินยอมให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ใช้รถของตน” หากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองควรตระหนักให้มาก

ส่วนผู้ที่จัด สนับสนุน หรือส่งเสริมให้มีการแข่งรถในทาง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานจราจรฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ 10,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับผู้ปกครองของผู้เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หากปล่อยปละละเลยให้กระทำผิด มีโทษเช่นเดียวกันกันกับผู้กระทำความผิดมาตรา 43 ทวิ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2542 มาตรา 26(3) และมาตรา 75 จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเฝ้าระวังพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นและการบูรณาการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เป็นชุมชนแน่นแฟ้น เป็นสิ่งสำคัญในการลดปัญหาอาชญากรรมและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทุกพื้นที่ที่ทำงานเชิงรุกในการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดดังกล่าวอย่างเข้มงวด

หากประชาชนพบพฤติกรรมต้องสงสัย หรือเหตุร้ายในพื้นที่ สามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือขอความช่วยเหลือด้านจราจรและความปลอดภัยได้ที่ สายด่วนกองบังคับการตำรวจจราจร 1197 และสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


นที มีเดช รายงาน

สตช.และภาคี ร่วมแถลงผลการส่งคลิปกล้องหน้ารถ โครงการ “อาสาตาจราจร” ย้ำผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติและภาคีร่วมแถลงผลการส่งคลิปกล้องหน้ารถ โครงการ “อาสาตาจราจร” ย้ำผู้ขับขี่ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

วันนี้ (17 มิถุนายน 2568) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ แจ้งอริยวงศ์ รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, พล.ต.ต.สหัสสชัย โลจายะ ผู้บังคับการกองแผนงานความมั่นคง, พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง, พ.ต.อ.ณัฐพงศ์ เชื้อเดช รองผู้บังคับการตำรวจจราจร และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ, คุณพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน), สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ.91, สถานีวิทยุ จส.100 และ พล.ต.ท.อนันต์ ศรีหิรัญ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/คณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน

วุฒิสภา ร่วมแถลงผลการขับเคลื่อนโครงการ “อาสาตาจราจร” ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยยังคงมอบเงินรางวัลให้กับเจ้าของคลิปกล้องหน้ารถที่บันทึกอุบัติเหตุทางถนนหรือการกระทำผิดกฎจราจรที่เป็นเหตุการณ์สำคัญ ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี หรือเป็นคลิปที่เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนเกิดการตระหนักรู้ในการขับขี่ตามกฎจราจร โดยงานวันนี้มีการมอบรางวัลให้กับคลิปที่ได้รับการคัดเลือกประจำเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2568 รวม 20 รางวัล เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 100,000 บาท โดยบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุน ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ท.สำราญฯ กล่าวว่า คลิปที่ประชาชนส่งมา เป็นส่วนสำคัญที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในการติดตามตัวผู้ขับขี่ที่เป็นผู้กระทำผิด ตลอดจนเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล หากไม่มีคลิปเหล่านี้ การจะชี้ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ทำผิดกฎจราจรอาจจะพิสูจน์ลำบาก แต่คลิปที่ประชา ชนส่งมาทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ใดเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น คลิปที่ได้รับรางวัล 1 ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กรณีเกิดอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 17.05 น. บริเวณหน้าตลาดยิ่งเจริญ ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร จากกรณีรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถยนต์ ขณะเดียวกันผู้ขับขี่รถยนต์ลงมาจากรถเปิดประตูจนทำให้รถจักรยานยนต์ที่วิ่งตามหลังมาหักหลบ ทำให้เสียหลักจนเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนอีกหลายคัน จากเหตุการณ์ดังกล่าวเมื่อเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้ ผู้ใช้รถใช้ถนนต้องเพิ่มความระมัดระวังรู้จักสังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัว เมื่อพบว่าด้านหน้ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นให้ชะลอรถ และไม่สมควรขับรถเข้าไปใกล้จุดเกิดเหตุหรือหยุดเพื่อดูเหตุการณ์ ทั้งนี้ ขอขอบคุณพลเมืองที่เร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้ทันท่วงที

สำหรับโครงการนี้มุ่งหวังให้ผู้ประชาชนช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ปลอดภัย สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม สามารถส่งคลิปมายังช่องทางเพจอาสาตาจราจร, เพจตำรวจทาง หลวง, เพจกองบังคับการตำรวจจราจร รวมถึงเพจเครือข่ายที่ร่วมโครงการ ทั้งเพจมูลนิธิเมาไม่ขับ, สวพ.91 และ จส.100 โดยคลิปที่มีเนื้อหาน่าสนใจผ่านการคัดเลือก นอกจากได้รับเงินรางวัลแล้ว ยังได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะพลเมืองดี ช่วยส่งพยานหลักฐานเพื่อช่วยคนดีชี้คนผิด เป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุทางถนน

ทางด้าน นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันนอกจากการบังคับใช้กฎหมายแล้ว มาตรการ Social Sanction เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ช่วยสร้างการตระหนักให้ผู้ใช้ทางปฏิบัติตามกฎจราจร เพราะหากฝ่าฝืนกฎหมายเมื่อใด จะมีตาจราจรคอยบันทึกเหตุการณ์ นอกจากส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีแล้ว ยังอาจมีคลิปปรากฏในสื่อโซเชียลได้อีก ดังนั้น จะทำให้เกิดความยับยั้งไม่ทำผิดกฎจราจร และยืนยันพร้อมขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อไปเป็นปีที่ 4 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่จะช่วยกันสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน ขอให้ปฏิบัติตามกฎจราจรโดยเคร่งครัด โดยนอกจากโครงการ “อาสาตาจราจร” แล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้ดำเนินการ “โครงการถนนปลอดภัย” ซึ่งกำหนดให้ทุกกองบังคับการ/ตำรวจภูธรจังหวัด เลือกถนนหน่วยละ 1 เส้นทาง เพื่อเป็นถนนสำหรับการรณรงค์ด้านความปลอดภัยให้ผู้ใช้รถใช้ทางปฏิบัติตามกฎหมายจราจร 100 % โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย ซึ่งถนนในโครงการนี้มีทั้งหมด 94 เส้นทาง ขอฝากประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันรณรงค์และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรในถนนเส้นดังกล่าว โดยเฉพาะข้อหาความผิดเน้นหนัก ได้แก่ ดื่มแล้วต้องไม่ขับ รัดเข็มขัด สวมหมวกนิรภัย ปฏิบัติตามสัญญาณไฟ และขับรถตามความเร็วที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและสร้าง ความปลอดภัยบนท้องถนนร่วมกัน


นที มีเดช รายงาน

มทบ.34 จัดกิจกรรมแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ของทหารใหม่ผลัดที่ 1/68

มณฑลทหารบกที่ 34 จัดกิจกรรมแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ของทหารใหม่ผลัดที่ 1/68

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 มณฑลทหารบกที่ 34 จัดพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะของทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 ของหน่วยทหารในค่ายขุนเจืองธรรมิกราช ประกอบด้วย หน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 34, หน่วยฝึกทหารใหม่กรมทหารราบที่ 17 และหน่วยฝึกทหารใหม่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 17 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 โดยมี พลตรี กิตติ ด้วงแจ่ม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นประธาน ณ แหล่งสมาคมค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เพื่อให้ทหารใหม่ที่นับถือศาสนาพุทธ ได้มีโอกาสประกาศตนเป็นผู้ที่ยึดถือคำสอน ตามหลักพุทธศาสนา และให้ทหารใหม่ทุกนาย ได้พร้อมใจกันแสดงตนเป็นพุทธมามะกะ ต่อหน้าสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตลอดจนผู้บังคับบัญชา

ทั้งนี้ได้มีการรับฟังโอวาทธรรมจาก พระครูศรีวรพินิจ เจ้าคณะอำเภอปง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการ มจร.พะเยา เพื่อเป็นหลักธรรมนำใจ และความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ซึ่งมี เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 ,รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34 ,เสนาธิการกรมทหารราบที่ 17 ,ผู้แทน ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 17 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 4 ,หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการมณฑลทหารบกที่ 34 ,หัวหน้าหน่วย, ฝ่าย, แผนก, และกำลังพลร่วมกิจกรรมฯ ในครั้งนี้

โดยหลังจากเสร็จพิธีฯ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 ได้พบปะและกล่าวให้โอวาทแก่ทหารใหม่ที่เข้าร่วมพิธี ฯ เพื่อเป็นแนวทางในการดำรงตนเป็นพุทธมามกะที่ดีต่อไป

#ทหารใหม่ ผลัด 1/68 แสดงตนเป็นพุทธมามกะ #มณฑลทหารบกที่ 34 #กองทัพภาคที่ 3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เน้นย้ำ สร้างการรับรู้และกำหนดเขตคุ้มครองนกเงือกในพื้นที่อมก๋อย

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เน้นย้ำ สร้างการรับรู้และกำหนดเขตคุ้มครองนกเงือกในพื้นที่อมก๋อย

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียง ใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าวในการประชุมสื่อมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 17 โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการสร้างการรับรู้และกำหนดขอบเขตพื้นที่อนุรักษ์นกเงือกในเขตบ้านทีเนอะ ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกกก (Great Hornbill) นกเงือกหายากที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า “นกเงือกเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ใกล้สูญพันธุ์ การอนุรักษ์ไม่สามารถเกิดผลได้ หากขาดการมีส่วนร่วมและความเข้าใจจากชุมชนในพื้นที่” พร้อมระบุว่า อดีตพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นแหล่งปลูกพืชต้องห้าม แต่หลังจากมีการรณรงค์และสร้างความรู้ความเข้าใจกับชาวบ้าน ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปในทางที่ดี จึงต้องต่อยอดแนวทางเหล่านี้ไปสู่การรักษาแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือกให้มั่นคง

“เราจำเป็นต้องกำหนดขอบเขตพื้นที่ให้นกเงือกอยู่อย่างสงบ ไม่ถูกรบกวน ไม่ว่าจะจากนักท่องเที่ยวหรือกิจกรรมของชาวบ้าน โดยเฉพาะการทำไร่หมุนเวียน การเผาป่า และการตัดไม้ใหญ่ ซึ่งกระทบต่อการทำรังและเลี้ยงลูกของนก” รองผู้ว่าฯ กล่าว พร้อมเสนอให้ใช้ความรู้ของกลุ่มนักดูนกและนักวิชาการมาเผยแพร่แก่ชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจ และขยายเครือข่ายการอนุรักษ์ให้ยั่งยืน

ด้านการดำเนินงานในพื้นที่ นายกฤตภาส นัขทะธงสกุลดี เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2562 มีรายงานการพบเห็นนกกกในพื้นที่บ้านทีเนอะอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนักดูนก อาทิ ผศ.จรัลศักดิ์ ลอยมี นายศราวุธ นนทธิ และ น.สพ.ขจรพัฒน์ บุญประเสริฐ (หมอเหยี่ยว) ซึ่งช่วยยืนยันการใช้โพรงรังตามธรรมชาติของนกกก และเฝ้าติดตามจนถึงปัจจุบัน

ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 เริ่มมีความกังวลว่ากิจกรรมของชาวบ้านใกล้โพรงรังอาจกระทบต่อลูกนกที่กำลังเติบโต ซึ่งโดยเฉลี่ยมีเพียง 1 ตัวต่อครั้ง หากเกิดการรบกวนอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้นกเงือก “ทิ้งรัง” และลดโอกาสรอดในธรรมชาติ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 เพื่อหารือแนวทางอนุรักษ์ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาชน นักวิชาการ และองค์กรเอกชนร่วมประชุม ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ อำเภออมก๋อยเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ, ชุมชนบ้านทีเนอะและองค์การบริหารส่วนตำบลนาเกียนเป็นผู้ดำเนินการหลักในพื้นที่, ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนด้านความรู้ กฎหมาย งบประมาณ และการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นกกกเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ซึ่งห้ามล่า เลี้ยง หรือครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังถือเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า หากถิ่นอาศัยถูกรบกวน ก็จะกระทบต่อระบบนิเวศโดยรวม

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้เน้นย้ำปิดท้ายว่า “ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนในพื้นที่มีความเข้าใจและมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการตีกรอบพื้นที่อนุรักษ์ให้ชัดเจน และการสร้างการรับรู้ให้กับคนในชุมชนว่า พื้นที่เหล่านี้เป็นบ้านของสัตว์ป่าหายากที่เราต้องช่วยกันปกป้อง” สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ยังคงเดินหน้าสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและเครือข่ายอนุรักษ์ในระดับพื้นที่ เพื่อให้ “นกกก” อยู่คู่ผืนป่าเชียงใหม่อย่างยั่งยืนต่อไป



สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่
นที มีเดช รายงานน