อว. หนุน Research University Network : RUN โชว์ผลงานวิจัยสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568

อว. หนุน Research University Network : RUN โชว์ผลงานวิจัยสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต ในงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 : ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้หัวข้อ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่ออนาคตประเทศไทย” (Creative Economy for Thailand Tomorrow) พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัต ประธานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย และเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN) ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้การต้อนรับ ซึ่งจัดแสดงภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า อว. และ วช. มีความยินดีที่จะสนับสนุน RUN ที่มุ่งทำงานด้วยการรวบรวมองค์ความรู้ความสามารถจากนักวิจัยของมหาวิทยาลัยในเครือข่าย สร้างการแบ่งปันองค์ความรู้ เน้นทำงานร่วมกันเป็นทีม ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของการสร้างงานด้านวิชาการและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยได้นำผลงานวิจัยเข้าร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ที่จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละปีจะมีผลงานที่มีคุณภาพ โดดเด่น น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภูมิภาคและประเทศชาติเป็นอย่างมาก ทั้งทางด้านวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการวิจัยและนวัตกรรม อันเกิดจากจากเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัยอย่างแท้จริง

รองศาสตราจารย์ ดร. ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร กล่าวว่า ภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงผลงานวิจัยที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ ทั้งในมิติวิชาการ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จำนวนทั้งสิ้น 24 ผลงานวิจัย จาก 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี (9 ผลงาน): นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและการประยุกต์ใช้จริง เช่น นวัตกรรมการสกัดสารจากสมุนไพรอย่างยั่งยืน แบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์ช่วยเหลือผู้สูงอายุ ด้านศิลปวัฒนธรรม (9 ผลงาน): ต่อยอดภูมิปัญญาไทยและ Soft Power เช่น งานออกแบบผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ การพัฒนาโคมล้านนา และการศึกษาเชิงลึกด้านวัฒนธรรมเควียร์ ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (6 ผลงาน): สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อาทิ การผลิตพลังงานสะอาด การพัฒนาสาหร่ายขนนกเพื่อชุมชน และการจัดการฝุ่น PM 2.5

ทั้งนี้ จะมีจัดกิจกรรมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “RUN for Soft Power: Impactful creative economy, high value added by research and innovation” มีการบรรยายพิเศษ 2 หัวข้อย่อย ได้แก่การบรรยายพิเศษ เรื่อง Premiumization Soft Power Thai ผ่านงานวิจัย และ เรื่อง Premiumization Muay Thai by Research and Innovation โดยงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568” ระหว่างวันที่ 16–20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารแนะ “ป้องกันตนเองไม่ให้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ในช่วงฤดูฝน”

แพทย์ทหารแนะ “ป้องกันตนเองไม่ให้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ในช่วงฤดูฝน”

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วงฤดูฝนมักพบการระบาดของกลุ่มโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโรคโควิด 19 และไข้หวัดใหญ่ ซึ่งโรคระบบทางเดินหายใจส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางละอองฝอยจากการไอหรือจาม การสัมผัสกับสิ่งของที่ติดเชื้อ และการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ซึ่งข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 พฤษภาคม 2568 มีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 338,352 ราย อัตราป่วย 521.25 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 44 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย 0.013 กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยสูงสุด ได้แก่ อายุ 5 – 9 ปี รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 0 – 4 ปี และกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี ตามลำดับ

โดยข้อมูลจากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคไข้หวัดใหญ่ พบว่า เชื้อที่เป็นสาเหตุการระบาดส่วนใหญ่เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A/H1N1 (2009) ส่วนโรคโควิด 19 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 22 พฤษภาคม 2568 พบผู้ป่วยสะสม 149,190 ราย อัตราป่วย 229.83 ต่อประชากรแสนคน มีรายงานผู้เสียชีวิต 31 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.02 กลุ่มที่พบอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อายุ 0 – 4 ปี (375.44) รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 30 – 39 ปี (346.05) และกลุ่มอายุ 20 – 29 ปี (319.37) ตามลำดับ

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร มีความห่วงใยจากภัยดังกล่าว ต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงขอให้ดูแลสุขภาพและป้องกันตนเอง รวมทั้งดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และกลุ่ม 608 หากมีอาการสงสัย เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แยกตัวไม่ใกล้ชิดกับผู้อื่น และรีบพบแพทย์โดยเฉพาะในกลุ่ม 608 เนื่องจากอาจมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้ สำหรับประชาชนทั่วไปที่ยังไม่มีอาการ สามารถป้องกันตนเองได้ โดยหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์, หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัด หรือกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก, สวมหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ, หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ หากมีอาการป่วย ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และขอให้รีบไปพบแพทย์

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส


กองทัพภาคที่ 3 จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายตัดไม้ทำลายป่า

ตามที่ได้มีพลเมืองดีแจ้งเข้ามาใน Applications Line “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” (ID Line : ISOC3) เรื่องขอร้องเรียนการพบเห็นผู้กระทำผิดกฎหมายตัดไม้ทำลายป่า ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

กองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ได้ประสาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมกับ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ กพ.1 (น้ำดิบ), 3 (ไตรตรึงษ์), กพ.4 (เพชรนิยม), ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ จังหวัดกำแพงเพชร, กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม และฝ่ายปกครอง อำเภอคลองลาน เข้านำการตรวจสอบในพื้นที่บ้าน ตลาดม้ง หมู่ที่ 16 ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ตรวจพบมีการกระทำผิดจริง จึงได้ทำการจับกุมผู้กระทำผิด จำนวน 1 คน เป็นชาย อายุ 24 ปี พร้อมตรวจยึดไม้ประดู่แปรรูปจำนวน 14 แผ่น ปริมาตร 0.34 ลูกบาศก์เมตร, ไม้ประดู่ท่อนจำนวน 17 ท่อน ปริมาตร 1.01 ลูกบาศก์เมตร และอุปกรณ์ในการกระทำผิด เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์จำนวน 2 เครื่อง จึงได้ควบคุมตัว และส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุน รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้าน และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นการลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ หรือปัญหาด้านความมั่นคงอื่นๆ ขอความกรุณาได้แจ้งข้อมูลผ่านระบบ Applications Line ชื่อ “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 เพื่อรับทราบข้อมูลและนำไปสู่การปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย สร้างความมั่นคงให้สังคมไทยสืบไป


ร่วมแสดงความยินดีกับเยาวชน โครงการเพชรในตม ประจำปี 2568 ในพื้นที่ภาคเหนือ

ร่วมแสดงความยินดีกับเยาวชน โครงการเพชรในตม ประจำปี 2568 ในพื้นที่ภาคเหนือ

โครงการเพชรในตม ได้เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2529 โดย พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชา การทหารสูงสุด รักษาราชการ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดทำโครงการ “เพชรในตม” โดยได้เล็งเห็นว่าการให้การศึกษาแก่ประชาชนในหมู่บ้านที่ห่างไกล จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ จึงได้ประสานความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดรับสมัครนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) มีผลการเรียนดี มีความสามารถ มีความประพฤติดี แต่ครอบครัวมีฐานะยากจน สมัครใจเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 จนถึงปัจจุบัน ได้ผลิตนิสิตโครงการเพชรในตม มาแล้ว 39 รุ่น จำนวน 360 คน

จากการติดตามผลการปฏิบัติงานของบัณฑิตที่จบการศึกษาไปแล้ว พบว่าได้รับคำชมเชยและยอมรับว่า มีคุณค่าจากโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งเป็นการบ่งบอกและแสดงถึงความร่วมมือของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นความภาคภูมิใจของสังคมเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบัน ได้ประกาศผลบุคคลเข้าเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2568 TCAS รอบที่ 2 Quota โครงการเพชรในตม คณะศึกษาศาสาตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รุ่นที่ 40 เพื่อเข้าศึกษาต่อสาขาวิชาเอกการประถมศึกษา หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 จากผู้สมัครที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 34 คน เรียบร้อยแล้ว ดังนี้.-

  1. นางสาว มัฐสิกาญจน์ สุขเอม จังหวัดกำแพงเพชร
  2. นางสาว ญาณิศา คำบุญมี จังหวัดกำแพงเพชร
  3. นางสาว วรณัฏฐ์ จันทร์พูล จังหวัดเชียงใหม่
  4. นางสาว กันยา แซ่หมี จังหวัดเชียงใหม่
  5. นาย ศิวกร คุณควน จังหวัดเชียงราย
  6. นางสาว กัญญารัตน์ ท่อเจริญไชยกุล จังหวัดเชียงราย
  7. นางสาว ภัทรา วงศ์วีระชาติ จังหวัดตาก
  8. นางสาว สุภากรณ์ ล่าบัว จังหวัดตาก
  9. นางสาว ธนาภา พัฒนพูนผล จังหวัดน่าน
  10. นาย พรรณกร แก้วกันทา จังหวัดน่าน
  11. นางสาว วรัญญา ขาวทอง จังหวัดนครสวรรค์
  12. นางสาว ฑิฆัมพร แผ่นทอง จังหวัดนครสวรรค์
  13. นางสาว ชฎาพร มูลคลัง จังหวัดพิจิตร
  14. นางสาว ปิ่นอนงค์ นันตา จังหวัดพิจิตร
  15. นางสาว โสภิตา ปานพลอย จังหวัดพิจิตร
  16. นางสาว สุนิสา คัมภีร์ จังหวัดเพชรบูรณ์
  17. นาย รัตนพล กันทรัพย์ จังหวัดเพชรบูรณ์
  18. นาย ชยากร ขัติคำ จังหวัดพะเยา
  19. นางสาว บุญจิรา เชียงแรง จังหวัดพะเยา
  20. นางสาว ขวัญทิพย์ บุญทิพย์ จังหวัดแพร่
  21. นางสาว กุลปริยา วงศ์ยะ จังหวัดแพร่
  22. นางสาว ปริยกร อริยะดิบ จังหวัดพิษณุโลก
  23. นางสาว วชิราภรณ์ รอดพ่าย จังหวัดพิษณุโลก
  24. นาย โสมนัส คำสม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  25. นางสาว รพีพร แลงามตา จังหวัดแม่ฮ่องสอน
  26. นางสาว ชฎาพร สมผิว จังหวัดลำปาง
  27. นางสาว สโรชา ราหุรักษ์ จังหวัดลำปาง
  28. นาย กฤษฎากรณ์ แต้มดื่ม จังหวัดลำปาง
  29. นางสาว จิรัชญา สุวรรณแพร่ จังหวัดลำพูน
  30. นางสาว สาวิกา ประสุนิง จังหวัดอุตรดิตถ์
  31. นางสาว พลอยแพรวา บ่าวมี จังหวัดอุตรดิตถ์
  32. นางสาว สุธีกนก ขิงหอม จังหวัดอุตรดิตถ์
  33. นางสาว ชนม์นิภา เริงเกษตรกิจ จังหวัดอุทัยธานี
  34. นาย ณัฐพงษ์ นิลบรรหาร จังหวัดอุทัยธานี

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.swu.ac.th หรือสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ทุกแห่งใกล้บ้านท่าน จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุน รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้าน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนสืบไป


เมืองพัทยา จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ยกพลบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข สู่ผู้สูงวัย

เมืองพัทยา จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ยกพลบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข สู่ผู้สูงวัย

เวลา 09.30 น. วันที่ 18 มิถุนายน 2568 ที่ เฮลท์ แลนด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา จ.ชลบุรี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยผู้บริหารสมาชิกเมืองพัทยา หัวหน้าส่วนงานราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นประธานเปิดโครงการสุขภาพดีมีสุข ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี ร้อยตำรวจเอกหญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยา กล่าวรายงาน

ด้วยสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่าย ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมมือกัน จัดกิจกรรม เพื่อมุ่งหวังขับเคลื่อน
“BETTER PATTAYA” 4 เป้าหมาย 15 นโยบาย ของท่านนายกเมืองพัทยา โดยสอดรับกับเป้าหมายที่ 2 คือ “ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพัทยา แก้ปัญหาน้ำท่วม และสิ่งแวดล้อม”อีกทั้งสอดรับกับนโยบายที่ 7 คือ “ทีมสุขภาพเข้าถึงทุกพื้นที่ หมอถึงบ้านพยาบาลถึงเรือน”

โดยการจัดกิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุของเมืองพัทยาอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งเน้นการนำบริการด้านการแพทย์ และสาธารณสุข สู่ผู้สูงวัย และผู้ที่เตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุ เริ่มตั้งแต่การสร้าง การรับรู้ปัญหา สุขภาพ และนำไปสู่การดูแลหรือการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยลด ภาระค่าใช้จ่าย ของครอบครัวในการดูแลสุขภาพ ตลอดจนการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพต่อไป


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าวอาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

วช. ผนึกกำลัง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย–TBCSD-สมาคม PPP Plastics จัดเสวนา “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty)”

วช. ผนึกกำลัง สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย–TBCSD-สมาคม PPP Plastics จัดเสวนา “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty)” ค้นหาแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ สู่การยุติมลพิษพลาสติกตามสนธิสัญญาพลาสติกโลก

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน สมาคม PPP Plastics และ สมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม จัดการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศ ไทยกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty)” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน นำโดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อม, รศ.ดร.สัญญา สิริวิทยาปรกรณ์ ภาควิชาวิศวกรสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ดร.ผานิต รัตสุข ผู้อำนวยการกองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ, ดร.ภานุวัฒน์ อ่อนเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์จัดการมูลฝอย สำนักงานสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร,คุณสายัณห์ รุ่งเรือง รองประธานวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านเอื้ออาทรระยอง (วังหว้า) และคุณวีระ ขวัญเลิศจิตต์ เลขาธิการสมาคม PPP Plastics ร่วมเสวนา ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025) ครั้งที่ 20 ภายใต้แนวคิด “Research for all : เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ณ ห้อง World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

การเสวนาในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้หน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนผู้ที่สนใจได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานที่ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืนด้วยหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty) เป็นมาตรการด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำกับให้ทุกประเทศมีการแก้ไขปัญหามลพิษพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรมอันจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การยุติมลพิษพลาสติก

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษจากพลาสติก ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องเปลี่ยนเป็นโอกาสผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนตามสนธิสัญญาพลาสติกโลก ส่งเสริมการลดใช้พลาสติกแบบครั้งเดียว (single-use plastic) การรีไซเคิลและพัฒนาพลาสติกชีวภาพ รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ วช. หวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงการเสวนาเรื่อง “ความพร้อมของประเทศไทยกับสนธิสัญญาพลาสติกโลก (Global Plastic Treaty)” มีการนำเสนอข้อมูลใน 2 หัวข้อ โดยในหัวข้อ “ปัญหาและนโยบายขยะพลาสติกและความพร้อมประเทศไทย” เป็นการนำเสนอเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศด้านมลพิษจากพลาสติก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางทะเล และงานวิจัยที่ชี้บ่งปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาพลาสติกในสิ่งแวดล้อม โดย รศ. ดร. สัญญา สิริวิทยาปกรณ์ และ ดร.ผานิต รัตสุข และการเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับเชิงพื้นที่” เป็นการนำเสนอเกี่ยวกับความพร้อมของ อปท. ในการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน และบทบาทภาคเอกชนในการเดินหน้าสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนของพลาสติกให้เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งชุมชนต้นแบบด้านการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดย ดร.ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ และ นายสายัณห์ รุ่งเรือง

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา นายกสมาคมความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน กล่าวว่า สมาคมฯ มีความมุ่งมั่นในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกของประเทศไทยบนพื้นฐานของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมสร้างการบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) สำหรับพลาสติกให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนระบบการจัดการพลาสติกตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมกับการตอบรับกับนโยบาย EPR เพื่อการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรและตอบสนองต่อทิศทางนโยบายของประเทศตามมาตรการด้านมลพิษจากพลาสติก (Global Plastic Treaty) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การยุติมลพิษพลาสติกพร้อมทั้งได้ร่วมกับองค์กรสมาชิกสมาคมฯ ประกาศความร่วมมือ “Building Ecosystem for Plastic Circularity” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงพลังความร่วมมือในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนและร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

(วช.) ขอเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เข้าชมงานได้แล้วตั้งแต่วันนี้-20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00-17.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516 517 (ภาคนิทรรศการ)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือ พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนซอยสุคันธาราม 23 เขตดุสิต กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนซอยสุคันธาราม 23 เขตดุสิต กรุงเทพฯ

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรม การและเลขาธิการฯ, นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการฯ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ นำทีม แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนซอยสุคันธาราม 23 เขตดุสิต กรุงเทพฯ รวมจำนวน 14 ครอบครัว 30 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 8 ชุด รายบุคคล 6 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 134,000 บาท

ในการนี้ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล ร่วมมอบเงินสด คนละ 400 บาท มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 500 บาท และพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมการช่วยเหลือทั้ง 4 องค์กรคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 159,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นเก้าพันบาทถ้วน) โดยมี อาสาสมัครกิตติมศักดิ์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ณ บริเวณชุมชนซอยสุคันธาราม 23 เขตดุสิต กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ผู้การฯตม.3” เดือด ผนึกกำลัง สภ.พัทยาบุกรวบ แก็งค์ทรชนจีน เหิมเปิด กาสิโนคอมแพล็ก ครบวงจร

“ผู้การฯตม.3” เดือด ผนึกกำลัง สภ.พัทยาบุกรวบ แก็งค์ทรชนจีน เหิมเปิด กาสิโนคอมแพล็ก ครบวงจร

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 : พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3 เปิดเผยว่า จากนโยบายของพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ให้ สตม. เร่งรัดปราบปราม การกระทำความผิดขบวนการชาวต่างชาติ ทั้งข้อสั่งการกำชับให้เร่งสืบสวนจับกุมขบวนการต่างๆ ของ พล.ต.ต. ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม.ฯ สืบเนื่องจากกรณีได้รับการประสานจาก สภ.เมืองพัทยา ว่ามีการลักลอบเล่นการพนันของคนต่างด้าวที่ โรงแรมอันไถ ฮอลิเดย์ (พัทยากลาง) ซ. เพนียดช้าง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และได้ประสานให้ กก.สส.บก.ตม.3 พร้อมด้วย ตม.จว. พัทยา ร่วมกันวางแผนตรวจสอบ จึงได้ทดลองสายลับเข้าสังเกตุการณ์จนพบว่าที่สถานที่ดังกล่าวมีบุคคลต่างด้าวเคลื่อนไหวในเวลากลางคืนพลุกพล่านเชื่อว่ามีการลักลอบเล่นการพนันจริง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และวางแผนเข้าจับกุม

ต่อมาเมื่อ 16 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 23.30 น. ตนสั่งการให้ พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รองผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3, พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณีผกก.ตม.จ.ชลบุรี พร้อมด้วยกำลัง กก.สส.บก.ตม.3 และ ตม.จ.ชลบุรี ร่วมกับ พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา และ พ.ต.ท.โกสละ งามผ่อง รอง ผกก.(สอบสวน) รรท. ผกก.สภ.พัทยา และกำลังตำรวจ สภ.พัทยา และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบางละมุงนำโดย นายณฐาภพ ยมจินดา, นายนัธทวัฒน์ โสภณ นายธฤต จันทร์จรูญ ปลัดอำเภอบางละมุง เข้าตรวจค้นจับกุม

ผลการตรวจสอบปรากฏว่าที่เกิดเหตุเป็นอาคาร 8 ชั้น พบคนต่างด้าวในส่วนต่างๆ แยกส่วนพิจารณาดำเนินการเบื้องต้นดังต่อไปนี้

  • ในส่วนชั้น 1 เป็นส่วนห้องรับรองและแผนกต้อนรับ มีพนักงานเป็นคนไทยรับจองที่พัก
  • ในส่วนชั้น 2 เป็นส่วนที่มีการจัดให้มีการพนันพบนักพนันเป็นคนต่างด้าว จำนวน 20 คน ได้แก่ คนจีน 16 คน, คนเวียดนาม 3 คน ,สิงคโปร์ 1 คน รวมประมาณ 20 คน พบอุปกรณ์โต๊ะเล่นไพ่โป๊กเกอร์ และชิบแทนเงินสดจำนวนมาก
  • ส่วนชั้น 3-7 เป็นส่วนที่มีห้องพัก ดำเนินคดีในความผิดตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 จำนวน 24 คน ได้แก่ คนจีน 16 คน (ม.37), สิงคโปร์ 2 คน(ม.37), กัมพูชา 1 คน (ทำงาน) และเมียนมาร์ 5 คน (แบ่งเป็น ม.37 จำนวน 2 รายและหลบหนีเข้าเมือง 3 ราย) และ
  • บนชั้น 8 เป็นส่วนที่มีคนจีนจำนวน 6 คน นั่งทำงานออนไลน์

ตรวจพบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ว่าทำงานเป็นพนักงานลอกส่งลิงค์ให้บริษัทเอกชนในจีนกดเพื่อปล่อย ransomware จึงได้จับกุมในความผิดฐาน “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปก ปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย (เป็นอั้งยี่) และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวน 9 เครื่อง โทรศัพท์มือถือจำนวน 15 เครื่อง

ในชั้นนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและจัดทำบันทึกจับกุม หากมีรายละเอียดเป็นประการใดจะได้แจ้งให้ทราบต่อไป “ผบก.ตม.3 กล่าว”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จักรวาลโคราช หนองคาย มุกดาหาร ทำถึงมาก มงลง ‘MISS UNIVERSE’ นครราชสีมา-หนองคาย-มุกดาหาร ปี2025

จักรวาลโคราช หนองคาย มุกดาหาร ทำถึงมาก!! มงลง ‘MISS UNIVERSE’ นคร ราชสีมา-หนองคาย-มุกดาหาร ปี2025 เริ่ดทั้ง 3 มง ปาย MUT หนองคาย, แอมมี่ MUTมุกดาหาร ,ตุ๊กตา MUT นครราชสีมา

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 : บรรยากาศการประกวด Miss Universe จังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดหนองคาย และจังหวัดมุกดาหาร 2025 ณ โรงแรมเซนเตอร์ พอยต์ เทอมินอล 21 โคราช ห้อง Centre Point Ballroom ชั้น 4 คึกคัก และน่าสนใจมากจากเหล่าสาวงามที่เข้าชิงมง และแขกผู้มีเกียรติ พร้อมด้วยเหล่าผู้ให้การสนับสนุนการจัดงาน บรรดาด้อม กองเชียร์ ทำให้ห้อง Centre Point Ballroom แน่นขึ้นถนัดตา

ด้วยความปังพลังเยอะมากๆของ คุณเอมมี่โกะ-ดร.วงศ์ฉัตรอมต คงพรรณศิริ ผู้ถือลิขสิทธิ์มิสยูนิเวิร์ส 3 จังหวัด นครราชสีมา หนองคาย มุกดาหาร 2025 พร้อมด้วยสาวงามชื่อดัง โกโก้ อารยะ ศุภฤกษ์ ทำให้ค่ำคืนนี้สร้างสีสันแห่งจักรวาล โดยมี ม.ร.ว.ปณิธาน จรูญโรจน์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กองประกวด ฯขึ้นบนเวทีกล่าวเปิดงาน และเปิดตัวกรรมการตัดสิน ซึ่งมีสปอนเซอร์ โรงแรมเซนเตอร์ พอยต์ ,เทอมินอล 21,World Star Thailand และ อีกหลายแบรนด์ชั้นนำที่ให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้

การประกวด Miss Universe จังหวัดนครราชสีมา,จังหวัดหนองคาย และจังหวัดมุกดาหาร 2025 เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้สาวงามได้แสดงความสามารถและศักยภาพของตนเอง เพื่อคัดเลือกตัวแทนสาวงามระดับจังหวัด เข้าสู่การประกวดในระดับประเทศ คือ การประกวด Miss Universe Thailand ซึ่งผู้ชนะการประกวด จะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดเวทีMiss Universe ในระดับนานาชาติ ต่อไป

สำหรับการประกวด Miss Universe จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดหนองคาย และจังหวัดมุกดาหาร 2025 มีการจัดประกวดรอบชุดว่ายน้ำ การประกวดรอบชุดราตรี นอกจากนี้ การประกวดครั้งนี้ได้สร้างความสนุกสนานและตื่นเต้นให้กับผู้ชม ผู้เชียร์ที่ส่งกำลังใจให้สาวงามบนเวที ร่วมลุ้นกันไปตั้งแต่ต้น จนถึงวินาที มงลง โดยเฉพาะรอบตอบคำถามที่สะท้อนถึงความงามและความสามารถแนวคิดพิสูจน์กึ๋นสาวงามแต่ละคน !

  • ตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์สหนองคาย 2025 ปาย ปรียากร จีนดอน
  • ตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์สมุกดาหาร 2025 แอมมี่ สุนีพร เจริญชัย
  • ตำแหน่ง มิสยูนิเวิร์สนครราชสีมา 2025 ตุ๊กตา จุฬาลักษณ์ พลเรือง
  • รองอันดับ1 มิสยูนิเวิร์สหนองคาย 2025 หงส์ ณัชชา ไชยชาติ
  • รองอันดับ1 มิสยูนิเวิร์สมุกดาหาร 2025 พิมพลอย ภัณฑิลา หวังชิวกลาง
  • รองอันดับ1 มิสยูนิเวิร์สนครราชสีมา 2025 เบล พลอยนภัส ปพรวพรรณนภาช์

ขอแสดงความยินดีกับมิสยูนิเวิร์สทั้ง 3 จังหวัด ซึ่งต้องเตรียมความงามให้พร้อม ผู้สนับสนุนให้เพียบ เพื่อไปประชันการประกวดในระดับประเทศ Miss Universe Thailand 2025
ผลการประกวดครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงความเป็นสาวงามยุคใหม่ที่มีคุณสมบัติ หุ่นสวย หน้าสวย สมองดีมีวิสัยทัศน์ ขายของเก่ง มาร่วมลุ้นร่วมเชียร์ ปาย MUT หนองคาย,แอมมี่ MUTมุกดาหาร,ตุ๊กตา MUT นครราชสีมา ให้เข้ารอบลึก ไปต่อ เต็งมงใหญ่กัน!!


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กองทุน FTA อนุมัติงบ 24.98 ล้านบาท หนุนโครงการนำร่องถั่วเหลืองอินทรีย์–แฟร์เทรด ยกระดับต้นแบบการผลิต เพิ่มขีดแข่งขันภาคเกษตรไทย

กองทุน FTA อนุมัติงบ 24.98 ล้านบาท หนุนโครงการนำร่องถั่วเหลืองอินทรีย์–แฟร์เทรด ยกระดับต้นแบบการผลิต เพิ่มขีดแข่งขันภาคเกษตรไทย

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาความเป็นไปได้ของโครง การนำร่องศูนย์ต้นแบบการผลิตถั่วเหลืองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและแฟร์เทรด ของกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ กองทุน FTA ณ อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี โดยทางคณะกรรมการบริหารกองทุน FTA ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 24.98 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการนำร่องต้นแบบการผลิตถั่วเหลืองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและแฟร์เทรด

สำหรับโครงการนำร่องต้นแบบการผลิต ถั่วเหลืองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและแฟร์เทรด ทางกรมวิชาการเกษตร และวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์แฟร์เทรดศรีสะเกษ อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ ได้ขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศ งบประมาณ 24,978,860 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับโครงสร้างกระบวนการผลิตถั่วเหลืองของเกษตรกร สมาชิกวิสาหกิจชุมชน ด้วยโมเดลต้นแบบ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงและแปลงผลิตได้การรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลและแฟร์เทรด มุ่งพัฒนาเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนให้สามารถผลิตเมล็ดและเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองอินทรีย์หมุนเวียน รองรับความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เพิ่มรายได้ของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจากการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตถั่วเหลืองอินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลการเกษตร

โครงการฯ มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2568-2572) มีหน่วยงานในพื้นที่ร่วมดำเนินงานดังนี้
1) วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์แฟร์เทรดศรีสะเกษ
2) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรศรีสะเกษ ตำบหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
3) ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี
4) ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช ขอนแก่น
5) ศูนย์วิจัยและพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรขอนแก่น
6) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 และ
7) กองวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่ง

โครงการมีกิจกรรมในการดำเนินงาน ประกอบด้วย 4 กิจกรรม ได้แก่

  • กิจกรรมที่ 1 ต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองเพื่อความยั่งยืนตามมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์
  • กิจกรรมที่ 2 พัฒนาเกษตรกรและเพิ่มผลผลิตถั่วเหลือง (หลังนา) ตามมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สากลและแฟร์เทรด (5 ปี)
  • กิจกรรมที่ 3 พัฒนาเกษตรกสู่ระบบเกษตรอินทรีย์สากลและแฟร์เทรด และ
  • กิจกรรมที่ 4 เงินกู้สำหรับกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกถั่วเหลืองในแปลงเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานสากลและแฟร์เทรดเพื่อความยั่งยืน

“จากความสำเร็จของโครงการนำร่องต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล EU/NOP ด้วยวิธีบริหารจัดการน้ำเพื่อการทำเกษตรอินทรีย์ จึงเชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าว จะสามารถนำร่องต้นแบบการผลิตถั่วเหลืองตามมาตรฐานอินทรีย์ให้วิสาหกิจชุมชนฯ มีเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองชั้นพันธุ์จำหน่ายสำหรับปลูกหลังนาพื้นที่ 500 ไร่ ในปีที่ 2-4 และหากประสบความสำเร็จ จะสามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย และชีวภัณฑ์ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ได้ผลผลิต ถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นจากเดิม 49 กก./ไร่ เป็น ได้ผลผลิตไม่น้อยกว่า 200 กก./ไร่ในปีที่ 5 อีกทั้งเกิดโอกาสในการจำหน่ายสร้างรายได้เพิ่ม นำความรู้และประสบการณ์ผลิตถั่วเหลืองในระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ EU/NOP ไปใช้ในแปลงผลิตของตนเอง จัดการผลิตได้อย่างเหมาะสม สามารถผลิตและมีแหล่งปุ๋ยอินทรีย์ และชีวภัณฑ์ สำหรับใช้ในแปลงถั่วเหลืองในพื้นที่ต่อไป โดยสศก. จะมีการติดตามโครงการต่อเนื่องในทุกไตรมาส เพื่อให้โครงการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถบรรลุทุกวัตถุประสงค์ของโครงการที่ตั้งไว้ต่อไป” เลขาธิการ สศก. กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์ / ข้อมูล : สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร