รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง อัญเชิญผ้าไตรและสิ่งของพระราชทาน ไปถวายแด่เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และ วัดยางกวง จังหวัดเชียงใหม่

รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง เชิญผ้าไตร เครื่องไทยธรรม และพระราชกระแสอนุโมทนาพระราชทานในโครงการ “เรือหลวงแห่งธรรม สู่การตื่นรู้ ยุโรป“ ภาคประชาชน ของในหลวง ไปถวายแด่เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ และ วัดยางกวง จ.เชียงใหม่

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง เป็นผู้อัญเชิญผ้าไตรและสิ่งของพระราชทาน ไปถวายแด่เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร และ วัดยางกวง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยในเวลา 09.00 น. พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ได้อัญเชิญผ้าไตร พร้อมด้วยเครื่องไทยธรรม และพระราชกระแสอนุโมทนาพระราชทานในโครงการ “ เรือหลวงแห่งธรรม สู่การตื่นรู้ ยุโรป“ ภาคประชาชน ไปถวายแด่พระธรรมเสนาบดี เจ้าคณะภาคเจ็ด เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวิหาร ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่

จากนั้นในเวลา 10.00 น. พลอากาศตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง ได้อัญเชิญผ้าไตร พร้อมด้วย เครื่องไทยธรรม และพระราชกระแสอนุโมทนาพระราชทานในโครงการ “ เรือหลวงแห่งธรรม สู่การตื่นรู้ ยุโรป“ (ภาคประชาชน) ไปถวายแด่พระครูปลัดธีร์นวัช ณาณสิทธิวาที เจ้าอาวาสวัดยางกวง ณ วัดยางกวง ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่

พร้อมกันนี้ ยังได้มีการตรวจติดตามการบูรณะองค์พระประธานและพระอุโบสถของวัดยางกวง ภายหลังจากได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะองค์พระประธานที่ได้รับความเสียหายหนัก มีสภาพแตกร้าวทั่วบริเวณ ชั้นปูนภายในองค์พระเสื่อมสภาพ และยังพบการแตกร้าวในส่วนของฐานองค์พระอีกด้วย ซึ่งขณะนี้กรมศิลปากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการบูรณะ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 210 วัน และใช้งบประมาณบูรณะในครั้งนี้กว่า 2.1 ล้านบาท

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานหลักธรรมะ ธรรมนาวา “วัง” เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า ให้เป็นหลักปฏิบัติตน ดำรงตนในสัมมาอริยมรรค ทางแห่งความดับทุกข์ สิ้นทุกข์ เพื่อประโยชน์และคุณค่าอันสูงสุด อันจะได้รับจากหลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าผ่านโครงการในพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธรรมนาวา “วัง” ซึ่งเป็นหลักธรรมปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ รวมทั้งได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดโครงการ “เรือหลวงแห่งธรรมสู่การตื่นรู้ ยุโรป” (ภาคพระธรรมทูต) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 และภาคประชาชน ในวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรม Hilton Munich City นครมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี


นที่ มีเดช รายงาน

สถานการณ์การประสานความร่วมมือ ในการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่ถูกหลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในเมียนมา

สถานการณ์การประสานความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือบุคคลที่ถูกหลอกลวงไปทำงานผิดกฎหมายในเมียนมา

ตามที่ กองกำลังนเรศวร สนับสนุน ศูนย์อำนวยการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน(ศอ.ปชด.) ในการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจภูธรจังหวัดตาก, ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก, ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตาก, สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตาก, ฝ่ายปกครองจังหวัดตาก และฝ่ายปกครองอำเภอแม่สอด และกลไกของศูนย์สั่งการชายแดนประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จังหวัดตาก ในการอำนวยความสะดวกการส่งบุคคลที่ถูกชักชวนไปทำงานผิดกฎหมายในเมืองเมียวดีกลับภูมิลำเนา ผ่านจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ ไทย – เมียนมา แห่งที่ 2

โดยวันที่ 17 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา ได้อำนวยความสะดวกบุคคลชาวต่างชาติ 4 สัญชาติ จำนวน 136 ราย ได้แก่ สัญชาติแคมเมอร์รูน 8 ราย, สัญชาติกาน่า 2 ราย, สัญชาติเวียดนาม 70 ราย และ สัญชาติเอธิโอเปีย 56 ราย ทั้งนี้ตั้งแต่ห้วงเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน ได้อำนวยความสะดวกในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือบุคคลสัญชาติ ไปแล้ว รวม 8,811 ราย จาก 39 สัญชาติ มากที่สุดคือสัญชาติจีน 5,816 ราย รองลงมาเป็นสัญชาติเอธิโอเปีย 1,383 ราย และอยู่ระหว่างการประสานงานในการวางแผนส่งตัวกลับอีกประมาณ 1,424 ราย

บุคคลจำนวนดังกล่าวพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตาก ได้ดำเนินการสัม ภาษณ์คัดกรองร่วมกับทีมสหวิชาชีพ สัมภาษณ์คัดกรองคำนึงถึงการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และตามขั้นตอน NRMเพื่อเก็บข้อมูลบุคคล อัตลักษณ์ บันทึกลงในระบบสาร สนเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ในการคัดกรองบุคคลเดินทางเข้า-ออกประเทศต่อไป


นที มีเดช รายงาน

วช. ชี้ทางรุ่ง! การส่งออกทุเรียนไทยสู่จีนในงาน Thailand Research Expo 2025

วช. ชี้ทางรุ่ง! การส่งออกทุเรียนไทยสู่จีนในงาน Thailand Research Expo 2025

วันที่ 18 มิถุนายน 2568 : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ และพันธมิตร จัดเสวนาในหัวข้อ “จะรุ่งหรือจะร่วง : การส่งออกทุเรียนไทย” เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยในการปรับตัวท่ามกลางความท้า ทายจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และ ระเบียบการนำเข้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดของไทย งานนี้จัดขึ้นใน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025) วันที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้อง Lotus 11 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิแถวหน้าของเมืองไทย รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร คุณสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เจ้าของ “ดรากอน เฟรช ฟรุท” จังหวัดจันทบุรี คุณนงนุช สุขใจเจริญกิจ Chief Executive Officer บริษัท คิง เฟรช ฟาร์ม จำกัด และคุณฉัตรกมล มุ่งพยาบาล เกษตรกรจากจังหวัดชุมพร ไฮไลต์ของงาน วิเคราะห์อนาคตการส่งออกทุเรียนไทย: โอกาสและความท้าทายในตลาดจีน แนวทางปรับตัวของเกษตรกร: เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ. แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเกษตรกรและผู้ประกอบการชั้นนำในอุตสาหกรรมทุเรียน

รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ กรรมการดำเนินงาน (วช.) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก รศ.ดร. กล้าณรงค์ ศรีรอต ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเปิดงานว่า“ ‘จะรุ่งหรือจะร่วง : การส่งออกทุเรียนไทย’ เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความท้าทายของเกษตรกรไทยในการเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและกฎระเบียบการนำเข้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน (วช.) ได้ร่วมมือกับศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมทุเรียนไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกทุเรียนไทยให้เติบโตต่อไป”

รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ ภายใต้การสนับสนุนของ (วช.) มีเป้าหมายในการยกระดับอุตสาหกรรมทุเรียนไทยผ่านนวัตกรรมและงานวิจัย การเสวนาครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการวิเคราะห์ความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและระเบียบการนำเข้าของจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของทุเรียนไทย เราต้องการให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงเทค โนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย และรักษาคุณภาพสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลก”

คุณสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เจ้าของ “ดรากอน เฟรช ฟรุท” จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า “การส่งออกทุเรียนไทยไปจีนเผชิญกับความท้าทายทั้งในด้านคุณภาพและการปฏิบัติตามระเบียบการนำเข้าที่เข้มงวดมากขึ้นทุกปี สมาคมฯ มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต การใช้เทคโนโลยี เช่น การควบคุมอุณหภูมิและการบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ช่วยให้ทุเรียนไทยรักษาคุณภาพได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศทำให้ผลผลิตผันผวน เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศและเทคนิคการปลูกที่ยั่งยืน การเสวนาครั้งนี้ช่วยให้เราได้แลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อแข่งขันในตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

คุณนงนุช สุขใจเจริญกิจ Chief Executive Officer บริษัท คิง เฟรช ฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้ประกอบการด้านการส่งออกทุเรียน เราเห็นว่าตลาดจีนมีความต้องการสูง แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านคุณภาพและระยะเวลาการขนส่ง บริษัทของเราเน้นการใช้เทค โนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เช่น การแปรรูปทุเรียนแช่แข็งและอบแห้ง เพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษา การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต แต่เราสามารถรับมือได้ด้วยการวางแผนการเพาะปลูกและใช้ระบบชลประทานที่ทันสมัย การเสวนาครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีในการเชื่อมโยงนวัตกรรมจากนักวิจัยสู่ภาคปฏิบัติ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมทุเรียน”

นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล เกษตรกรจากจังหวัดชุมพร กล่าวว่า “ในฐานะเกษตรกรรายย่อย การปลูกทุเรียนในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก บางปีฝนตกหนัก บางปีภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตไม่แน่นอน ผมได้เรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพและระบบน้ำหยดจากงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต การส่งออกไปจีนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวด ผมหวังว่างานเสวนาครั้งนี้จะช่วยให้เกษตรกรอย่างผมเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการปลูกและส่งออกทุเรียนให้ได้มาตรฐานสากล”

ผลลัพธ์และการตอบรับงานนี้ได้รับการตอบรับอย่างคึกคักจาก เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมทุเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศไทย ผู้เข้าร่วมได้รับข้อมูลเชิงลึก

ขอเชิญชวนเข้าร่วมงาน – (วช.) ขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมชมงาน Thailand Research Expo 2025 ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09:00 – 17:00 น. ลงทะเบียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516, 517 (ภาคนิทรรศการ)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“พิชัย” เปิดงาน “Crafts Bangkok 2025” หนุน SACIT ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางหัตถกรรมแห่งอาเซียน จุดประกายคนรุ่นใหม่ สู่ตลาดโลก

“พิชัย” เปิดงาน “Crafts Bangkok 2025” หนุน SACIT ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางหัตถกรรมแห่งอาเซียน จุดประกายคนรุ่นใหม่ สู่ตลาดโลก

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้ายกระดับศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล เปิดตัวงาน “Crafts Bangkok 2025” อย่างยิ่งใหญ่ มุ่งผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหัตถกรรมแห่งอาเซียน ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยและนวัตกรรม สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Crafts Bangkok 2025” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในงานมี Mr.Melihcan Ersen อุปทูตสถานทูตตุรกีประจำประเทศไทย Ms.Soohyun Kim Regional Director (UNESCO) นายวรวงศ์ รามางกูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.เสรี นนทสูติ ประธานกรรมการ SACIT ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการ SACIT และผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม

นายพิชัยฯ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “Soft Power” ของไทย โดยเฉพาะงานศิลปหัตถกรรมซึ่งมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มสูง และเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง

“SACIT ทำได้ดีมาก งานหัตถกรรมควรเป็นสิ่งที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน มีความร่วมสมัย และน่าภาคภูมิใจเหมือนสินค้าแบรนด์เนมระดับโลก เราต้องการเห็นผลิตภัณฑ์แบบ ‘Louis Vuitton แห่งไทย’ ที่สามารถมอบเป็นของขวัญให้แขกบ้านแขกเมืองได้ ขอชื่นชมการพัฒนาของ SACIT ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากรากฐานท้องถิ่นสู่ระดับสากล ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเต็มที่ นี่คือภาพลักษณ์ของประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาที่ต้องแตกต่าง มีเอกลักษณ์ และมีมูลค่า” นายพิชัยฯ กล่าว

โดยงาน “Crafts Bangkok 2025” จัดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)หรือ SACIT ได้ผลักดันให้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 นับเป็นอีกหนึ่งงานแสดงสินค้าที่รวบรวมผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย จากทั่วทุกภูมิภาคของไทย จะช่วยสร้างการรับรู้ ความตระหนักในคุณค่าและภูมิปัญญางานหัตถกรรมไทย กระตุ้นให้เกิดไอเดียสร้างสรรค์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สู่การพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวถึง การจัดงาน Crafts Bangkok 2025 ภายใต้แนวคิด “Weaving Past to the Future” การถักทออดีตสู่อนาคต ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของ SACIT ในการยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้ก้าวสู่ความเป็นสากล โดยการผสมผสานดีไซน์และการปรับองค์ประกอบใหม่ๆ เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการจับมือเดินเคียงข้างจากชุมชนสู่เมือง จากฝีมือสู่แบรนด์ จากท้องถิ่นสู่สากล เสมือนนักปั้นดาวแห่งหัตถศิลป์ไทย เพื่อให้ผลงานจากภูมิปัญญาไทยเหล่านี้ ยังคงอยู่และเติบโต เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง

สำหรับไฮไลต์และกิจกรรมภายในงาน Crafts Bangkok 2025 ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ อันน่าประทับใจกับเสน่ห์แห่งหัตถศิลป์ไทยที่หลากหลาย จากผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย มากกว่า 320 คูหา โดยแบ่งออกเป็นโซนกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. Silpacheep : ส่วนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
  2. SACIT Craft Space : ส่วนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยร่วมสมัย มากกว่า 300 คูหา ผู้เข้าชมงานจะได้เลือกซื้องานศิลปหัตถกรรมที่มีคุณภาพจากผู้ผลิตทั่วประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 3 โซน ดังนี้
    1. Meet the masters : งานฝีมือชั้นครู สะท้อนให้เห็นถึงทักษะฝีมือ แห่งมรดกภูมิปัญญา ตั้งแต่ต้นกำเนิดจนถึงการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน
    2. Be conscious : งานฝีมือที่สะท้อนความยั่งยืนผสานความคิดสร้างสรรรค์ ผ่านคลื่นลูกใหม่ของงานฝีมือ สะท้อนศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดของความคิดสร้างสรรค์
    3. Trendy look : งานฝีมือแห่งอนาคต สะท้อนเสน่ห์ของงานฝีมือที่เชื่อมต่อคนหลาย Generation ร้อยเรียงแก่นแท้ของงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรม
  3. SACIT Studio : พื้นที่แห่งการสร้างแรงบันดาลใจแบ่งเป็น 3 ส่วน
    1. สร้างแรงบันดาลใจกับผลงานการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทย SACIT Concept 2025
    2. ชื่นชมงานศิลปหัตถกรรมไทยกับช่างฝีมือรุ่นใหม่ New Young Craft 2025 ที่สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยด้วยทักษะและภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับแนวคิดและนวัตกรรม
    3. ร่วมพูดคุยกับชุมชนที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และสืบทอดองค์ความรู้ด้านงานหัตถกรรมไทยจากรุ่นสู่รุ่น
  4. The Craft Connect : ส่วนจัดแสดงเมืองสร้างสรรค์ (Creative City) ของ UNESCO ทั้ง 7 ประเภทเมืองสร้างสรรค์ของไทย ที่มีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของเมือง,การจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมจากประเทศตุรกีเป็นต้น
  5. Weaving Past to the Future : พื้นที่่รวบรวมผลิตภัณฑ์ และเรื่องราวของช่างฝีมือไทยที่ฝึกฝนพัฒนาผลิตภัณฑ์งานศิลปหัตถกรรม สู่ชิ้นงานคุณภาพ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษภายในงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมไทย อีกมากมาย อาทิ กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยจากกลุ่ม New Young Craft 2025, กิจกรรมลุ้นรับของรางวัลทั้งในรูปแบบ On Ground และ Online, กิจกรรมจำหน่ายสินค้าผ่าน Social Media รวมถึงกิจกรรมร่วมสนุกและความบันเทิงจากศิลปิน และกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ตลอดการจัดงาน ทั้งนี้ SACIT คาดหวังว่าตลอดการจัดงานจะมีเงินสะพัดภายในงานมากกว่า 100 ล้านบาท และมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 30,000 ราย อีกทั้ง จะเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ ไปสู่ตลาดโลก ผลักดันมูลค่าการส่งออกงานหัตถกรรมไทยให้เติบโตในตลาดสากลต่อไป

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมร่วมสมัยฝีมือคนไทย ที่คงคุณค่าในอัตลักษณ์ความเป็นไทย ภายในงาน Crafts Bangkok 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.สนับสนุนเครือข่าย RUN โชว์พลังวิจัย–นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง สู่ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568

วช. สนับสนุนเครือข่าย RUN โชว์พลังวิจัย–นวัตกรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง สู่ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “RUN for Soft Power: Impactful Creative Economy, High Value Added by Research and Innovation” เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่เวทีโลก

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ (วช.) กล่าวในพิธีเปิดว่า “การจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ซึ่งปีนี้ครบรอบ 20 ปี เป็นเวทีสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของเครือข่ายวิจัย โดยเฉพาะ RUN ซึ่งเป็นการรวมตัวของ 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่ผลักดันผลงานวิจัยคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม” เครือข่าย RUN ประกอบด้วย มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยา ลัยสงขลานครินทร์

ดร.วิภารัตน์ กล่าวปิดท้ายว่า “วช. และ RUN มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับงานวิจัยให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ของไทย หวังว่างานนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน”

รองศาสตราจารย์ ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ประธานเครือข่าย RUN กล่าวว่า “RUN ภูมิใจที่ได้นำเสนอ 24 ผลงานวิจัยเด่น ภายใต้แนวคิด ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่ออนาคตประเทศไทย’ โดยจัดแสดงในนิทรรศการชั้น 22 แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรมและเทคโนโลยี – แสดงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม–สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่เวทีโลก และ การพัฒนาอย่างยั่งยืน–เชื่อมโยงกับเป้าหมายชุมชนเข้มแข็ง”ทั้งนี้ เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย RUN ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “RUN for Soft Power” โดยแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อย่อยที่น่าสนใจ ได้แก่ หัวข้อ “Premiumization Soft Power Thai ผ่านงานวิจัย” โดย คุณนิติพันธุ์ ดารกานนท์ ประธานบริษัท Sonite Innovative Surfaces และรองศาสตราจารย์ ดร.ชาคร ประพรหม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนานวัตกรรมที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่มีเอกลักษณ์ สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การต่อยอดงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์และมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศในเวทีโลก

หัวข้อ “Premiumization Muay Thai by Research and Innovation” โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนจากบริษัททีวีบูรพา ค่ายมวยบัญชาเมฆ ร่วมเสนอแนวทางการยกระดับมวยไทยให้เป็นสินค้าวัฒนธรรมระดับพรีเมียม ด้วยการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ทั้งด้านเทค นิคการฝึกซ้อม การสร้างแบรนด์ และการขยายตลาดสู่ระดับโลก ความร่วมมือนี้ยังเน้นการใช้ Soft Power ไทยเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์คุณค่าทางวัฒนธรรมของมวยไทยอย่างยั่งยืน

หัวข้อ “Global Festival ทำให้เจ๋ง ทำให้ปังได้ ต้องมีงานวิจัยขับเคลื่อน?” โดย คุณกราสิก สมิตะสิริ จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองศาสตราจารย์ ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองศาสตรา จารย์ ดร.อารวรรณ แดงบุบผา จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้ Soft Power เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเน้นว่า เทศกาลระดับโลกจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยงานวิจัยที่แข็งแรง ทั้งด้านคอนเทนต์และกลยุทธ์ การผสานองค์ความรู้จากหลากหลายสาขาจะช่วยสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาดโลก ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทย ส่งเสริม Soft Power ไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล

งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–20 มิถุนายน 2568 โดยครอบ คลุมประเด็นวิจัยทั้งด้านสังคม พาณิชย์ และอุตสาหกรรม เน้นการต่อยอดสู่ซอฟต์พาวเวอร์ในมิติใหม่ ๆ ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ในอนาคต ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี ที่ https://researchexporegistration.com


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ตม.สุวรรณภูมิ” ปิดเกมรวบโจรแบรนด์เนม 10 ล้าน! หลังฮ่องกงประสานจนมุมที่ไทย

“ตม.สุวรรณภูมิ” ปิดเกมรวบโจรแบรนด์เนม 10 ล้าน! หลังฮ่องกงประสานจนมุมที่ไทย

เมื่อวันพุธที่ 18 มิ.ย. 68 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 เปิดเผยว่า ตามนโยบาย พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร และ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. กรณีมาตรการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ บก.ตม.2 ได้รับการประสานงานจาก ตำรวจเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ว่า นาย Su สัญชาติจีน ผู้ต้องหาคดีชิงทรัพย์สุดอุกอาจ ได้เดินทางเข้ามายังประเทศ ไทย พร้อมทรัพย์สินของกลางมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

คนร้ายรายนี้ก่อเหตุในร้านกระเป๋าแบรนด์เนมหรู ณ ใจกลางเมืองฮ่องกง โดยแสร้งทำทีเป็นลูกค้าขอทดลองสินค้า เมื่อสบโอกาสได้ใช้ผ้าพันคอพันปากและจมูกพนักงานหญิงจนหมดสติ ก่อนขนกระเป๋าแบรนด์หรูหลบหนีออกจากร้าน แล้วขึ้นเที่ยวบิน TG629 ของสายการบิน ไทย เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 18 มิ.ย.68 เวลา 17.43 น.

จึงได้สั่งการ พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคง เข้าควบคุมการปฏิบัติ โดย พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีสุข ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2 และ พ.ต.อ.เนาวรัตน์ เฉลิมศรี ผกก.ฝ่าย ตม.ขาเข้า ด่าน ตม.ทอ.สุวรรณภูมิ จัดกำลังสืบสวนร่วมปฏิบัติการค้นหาผู้ต้องหาในพื้นที่อาคารผู้โดยสารอย่างเร่งด่วน

จนกระทั่งเจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้ต้องหาได้สำเร็จ โดยมี พ.ต.ท.หญิง กมลทิพย์ เข็มนาค สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 เป็นหัวหน้าชุดนำปฏิบัติการ จนสามารถควบคุมตัว นาย Su ได้ภาย ในสนามบิน พร้อมของกลางกว่า 20 รายการ ได้แก่

• กระเป๋าถือสุภาพสตรี ยี่ห้อแอร์เมส จำนวน 14 ใบ
• สร้อยข้อมือแบรนด์ Van Cleef & Arpels 2 เส้น
• เงินสดหลากหลายสกุล รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 10 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ ตม. จึงได้ทำการปฏิเสธการเข้าเมือง และดำเนินการผลักดันส่งตัวกลับประเทศเพื่อส่งตัวกลับ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากฮ่องกงจะเดินทางมารับตัวพร้อมของกลางในช่วงเช้าของวันที่ 19 มิ.ย.นี้

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านกฎหมายคนเข้าเมืองและการสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ พล.ต.ต.เชิงรณฯ ยังเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.68 ถึงปัจจุบัน บก.ตม.2 ได้ปฏิเสธการเข้าเมืองของบุคคลกลุ่มเสี่ยงไปแล้วกว่า 10,581 ราย และสัมภาษณ์คัดกรองเชิงลึกอีกกว่า 22,000 ราย เพื่อให้เกิดผลตามนโยบาย ผบ.ตร และ ผบช.สตม.ที่กำชับไม่ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งซุกซ่อนของอาชญากร


นาย ธนวัต นาคขำ จ.สมุทรปราการ

ชาวบ้านบางปะหัน ประท้วงเรื่อง บ่อขยะ กลิ่นเหม็น เหลือทน

วันที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 11.00 น. เทศบาลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชาวบ้านเขตบางปะหันนับร้อยคน เดินสายประท้วง เรื่องบ่อขยะกลิ่นเหม็น อบต.แม่ลา ปรับโยนให้เทศบาลอำเภอนครหลวง โดยมีกำนันธิติมา กรองทิพย์ แกนนำชาวบ้านมาขอความเป็นธรรม กลิ่นเหม็นชาวบ้านเหลืออด เดินทางไปหา นายกอบต.แม่ลา โดนเสือกไสไล่ส่งมาที่ เทศบาลนครหลวง แต่ทางเทศบาลนครหลวงไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็รับปากจะช่วยดูแลและแก้ไข ให้ประชาชน อย่างเร็วที่สุด แต่ละที่แต่ละอบต.ที่มาทิ้งขยะทำให้ส่งกลิ่นเหม็น เชื้อรา เทศบาลนครหลวง ตัดไปแล้วหลายรายไม่ให้มาทิ้ง แต่ที่เหลือ จะดูแล และแก้ไขปรับปรุง พอได้ยินปลัดเทศบาลนครหลวงได้พูดกล่าวว่าจะดูแลให้ เลยแยกย้าย กันกลับ


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

สส.อนุชา เข้าเยี่ยม รพ.นครชัยศรี เพื่อร่วมกันหารือในการปรับ ปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบโรงพยาบาล

สส.อนุชา สะสมทรัพย์ พร้อมด้วยสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม(กลุ่มชาวบ้าน) และผู้นำส่วนท้องถิ่น ได้เข้าเยี่ยมโรงพยาบาลนครชัยศรี เพื่อร่วมกันหารือในการปรับ ปรุงภูมิทัศน์บริเวณรอบโรงพยาบาล พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงาน และผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาฯ

พร้อมกันนี้ กลุ่มคนรักอนุชา ทีมงานคุณหนิงชัยศรี และ สจ. บรรทูล สนน้อย ( สจ.จั้น) ได้ร่วมกันนำอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาล ซึ่งมีจำนวนมาก และขอขอบคุณโรงพยาบาลนครชัยศรี ที่อำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม และขอเป็นกำลังใจให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อประชาชนครับ


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สุพรรณบุรี เชิญเที่ยวงานเมืองเหน่อเฟสติวัลส่งเสริมต่อยอดเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี

จังหวัดสุพรรณบุรี เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมต่อยอดสุพรรณบุรี เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรียูเนสโก “เมืองเหน่อ เฟสติวัล” ระหว่างวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2568

นายเชษฐา ขาวประเสริฐ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานแถลงข่าวกิจกรรมส่งเสริมต่อยอดสุพรรณบุรี เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative City of Music) “เมืองเหน่อ เฟสติวัล” โดยมีนางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี, นายเมธี แย้มเกษร ผู้แทน ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 7 อู่ทอง, นางดวงใจ กาญธีรานนท์ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานสุพรรณบุรี, นายราชันย์ ทิพเนตร ผู้แทนเครือข่ายด้านดนตรี, นายนภัทร อินทร์ใจเอื้อ ศิลปินเพลงชาวสุพรรณบุรี และนางสำเนียง ชาวปลายนา ศิลปินเพลงพื้นบ้านชาวสุพรรณบุรี ร่วมแถลงข่าว ณ หอประชุมมหา วิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี มีหัวหน้าส่วนราชการ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนภาคเอกชน เยาวชน และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมจำนวนมาก

กิจกรรมส่งเสริมต่อยอดสุพรรณบุรี เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีของยูเนสโก “เมืองเหน่อ เฟส ติวัล” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2568 ณ วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อำเภอเมืองสุพรรณบุรี เพื่อพัฒนาต่อยอดจังหวัดสุพรรณบุรี เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative City of Music) สู่การส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับผู้ประกอบอาชีพด้านดนตรี ศิลปินดนตรีทุกแขนง กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มช่องทางการขายสินค้าชุมชน สร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงออกทางด้านดนตรี สร้างเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ ๆ สร้างรายได้ให้เหมาะสมกับความต้องการที่มาจากการท่องเที่ยว โดยการใช้เสน่ห์ภูมิปัญญา วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นรายได้ พร้อมการแสดงดนตรี นำเสียงเพลงมาเป็นส่วนหนึ่งของการส่งความสุขให้กับกลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มผู้ประกอบการค้าภายในงาน

จังหวัดสุพรรณบุรี มีรากฐานและสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมทางด้านดนตรีที่มีความเข้มแข็ง ประกอบด้วย สายธารดนตรีเรียกได้ว่าเป็น “เบญจภาคีดนตรีสพรรณ” ที่มีตั้งแต่ศิลปินแห่งชาติเพลงไทยเดิม พ่อเพลง-แม่เพลงพื้นบ้าน ราชา-ราชินีเพลงลูกทุ่ง ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต ไปจนถึงศิลปินเพลงสมัยใหม่ทั้งป๊อปร็อค ไปจนถึงเพลงแร๊ป อีกทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ด้านดนตรีขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative City of Music) ประจำปี พ.ศ. 2566 แห่งแรกของประเทศไทย

นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมีการดำเนินการจัดกิจกรรมในส่วนขยาย ได้แก่

  1. พิธีแสดงมุทิตาจิตแก่ศิลปินแห่งชาติ และครูอาวุด้านดนตรี
  2. กิจกรรมดนตรีบำบัดเพื่อกลุ่มเปราะบาง ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ
  3. กิจกรรมผลิตเครื่องตนตรีจากวัสดุในท้องถิ่น เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ
  4. กิจกรรมพัฒนาเยาวชนด้านดนตรีของจังหวัดสุพรรณบุรี

ในส่วนของกิจกรรมหลังของโครงการ กิจกรรมส่งเสริม ต่อยอดสุพรรณบุรีเมืองสร้างสรรค์ดนตรียูเนสโกงานมหกรรมวัฒนธรรมดนตรีนานาชาติ “เมืองเหน่อ เฟสติวัล 2568” (Suphanburi Creative City of Muslc) ได้ยกขบวนความบันเทิงจากศิลปินและการแสดงดนตรีจากถิ่นสุพรรณบุรี ร้านค้าชื่อดัง การจำหน่ายสินค้าผลิตภัตภัณฑ์ ทางวัฒนธรรม “ของดีบ้านฉัน สุพรรณบุรี ตลอดจนร้านค้าชื่อดังและกิจกรรมการประกวดดนตรีลูกทุ่ง เงาเสียง พร้อมขบวนแห่ “เมืองเหน่อ เฟสติวัล”สุดตระการตา


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานวโรกาส “สมเด็จพระสังฆราช” เฝ้าฯ ถวายเหรียญพระบรมรูป

วันนี้ (วันจันทร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๘ ) เวลา ๑๘.๐๔ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยคณะ เฝ้า และเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เนื้อทองคำ และเนื้อเงิน แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี กับถวายเหรียญเนื้อทองแดง สำหรับพระราชทานตามพระราชอัธยาศัย และพระราชทานให้แก่ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พุทธศาสนิกชน และประชาชน

เหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะสงฆ์ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีมังคลาภิเษกเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๘ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง

โดยคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ดำเนินการออกแบบและจัดสร้างเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงพระดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และเป็นที่ระลึกแห่งมงคลสมัย กับเพื่อเฉลิมพระบารมี

เหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีลักษณะเป็นรูปทรงเสมา ขนาดความสูง ๓.๗ เซนติเมตร (รวมห่วง) ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านหลังมีอักษรพระปรมาภิไธย วปร. และข้อความ “คณะสงฆ์ ถวายเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗” ประกอบด้วย เนื้อทองคำ ๗๓ องค์ เนื้อเงิน ๗๓๐ องค์ และเนื้อทองแดง ๗๓๐,๐๐๐ องค์

#ทรงพระเจริญ#สืบสานรักษาต่อยอด


พระลาน