ออเดอร์ล้น ทุเรียนเมืองละโว้ อร่อย หอมหวานคุณภาพดี


ลพบุรี ก็มีทุเรียน เกษตรกรร่วมกลุ่ม เป็นเกษตรกรทุเรียนแปลงใหญ่ แห่แรกของลพบุรี จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรในชุมชน และผู้สนใจในการปลูกทุเรียน ได้เข้ามาศึกษาดูงานกันอย่างต่อเนื่อง

นายประยูร ศิริวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางสาววัลภา ปันต๊ะ เกษตรจังหวัดลพบุรี นำ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานแปลงปลูก ของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน แปลงใหญ่ ของสวนทุเรียนบุญล้น และ สวนทุเรียนบ้านไร่แสงทอง ในพื้นที่ ต.หัวลำ อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี เพื่อเตรียมส่งเสริมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สวนทุเรียนแปลงใหญ่ แปลงแรกในเขตภาคกลาง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทุเรียนคุณภาพ ให้แก่เกษตรกรชาวสวน

ซึ่งจุดเริ่มต้น ของ ทุเรียนแปลงใหญ่ เกิดจากมีเกษตรกรการนำทุเรียน สายพันธุ์ต่างๆ มาทดลองปลูก ในพื้นที่ พร้อมพืชไม้ผลชนิดอื่น ผ่านไป 4 ปี ทุเรียนเริ่มทยอยให้ผลผลิต มีรสชาติดี หอม มันหวาน กลิ่นไม่แรง เมื่อเกษตรกรเห็นว่า…ดินในพื้นที่ ซึ่งเคยปลูกพืชไร่ อย่าง อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ มันสำปะหลัง สามารถปลูกทุเรียนได้ จึงได้แบ่งพื้นที่ทำการเกษตรพืชไร่ที่ทำอยู่ มาทดลองปลูก ปรากฏว่ามีทั้งรายที่ประสบความสำเร็จให้ผลผลิต และประสบปัญหาต้นทุเรียนตาย ทุเรียนไม่ให้ผลผลิต รายที่ประสบความสำเร็จ ได้ขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มการผลิต จึงได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เพื่อดูแลกัน

ด้าน นางสาววัลภา ปันต๊ะ ท่านเกษตรจังหวัดลพบุรี กล่าวว่าสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี โดยเกษตรอำเภอท่าหลวง ได้เข้ามามีส่วนร่วมส่งเสริมให้เกษตรกร ผู้ปลูกทุเรียน ในพื้นที่ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ให้มีการร่วมกลุ่มกัน เป็นเกษตรกรแปลใหญ่ ผู้ปลูกทุเรียน แปลงแรกของจังหวัดลพบุรี เพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุน ซึ่งปัจจุบัน มีสมาชิก 32 ราย พื้นที่เพาะปลูกร่วมกัน 225 ไร่

ซึ่งการรวมตัวกันเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่ เพื่อแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในการเพาะปลูกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การตลาดที่ดี สามารถกำหนดราคาร่วมกันได้ เป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกรกับพ่อค้าคนกลางได้ในอนาคต….อีกทั้งยังช่วยพัฒนาเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีการพัฒนาเชิงพื้นที่ตามศักยภาพ… เนื่องจาก ทุเรียนอำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี มีลักษณะเด่นในเรื่องของรสชาติทีดี มีเนื้อที่แห่ง หอม มันหวาน กลิ่นไม่แรง ไม่แพ้ไปจากทุเรียนของจังหวัดใดๆ

ขณะที่ นางสาวฉวีวรรณ บุญล้น วัย 34 ปี ในฐานะ ผู้จัดการเกษตรกรแปลงใหญ่ ผู้ปลูกทุเรียน ในพื้นที่ตำบลหัวลำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ซึ่งจบการศึกษาในรับปริญญาตรี สาขาการบัญชี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และเคยทำงานเป็นนักการบัญชีให้กับบริษัทเอกชน แต่สนใจด้านการเกษตร จากทุนเดินที่ทางบ้าน ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และคุณปู่ คุณย่า มีอาชีพเป็นเกษตรกรทำพืชไร่ อยู่ก่อนแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากบริษัท มาใช้ชีวิตทำการเกษตร เพื่อจะได้อยู่กับธรรมชาติ โดยอาศัยประสบการณ์ จากที่ได้ไปศึกษาดูงานมาจากที่ต่างๆ จึงได้ของแบ่งพื้นที่บางส่วนจากครอบครัว มาปลูกพืชสวน แทนพืชไร่ โดยเริ่มจากการนำต้น ทุเรียน พันธุ์หมอนทอง จากจันทบุรี มาทดลองปลูก จำนวน 2 ไร่ เมื่อปี 2562 ก่อนจะขยายพื้นที่เป็น 10 ไร่ ปัจจุบันได้สามารถเก็บผลผลผลิตได้แล้วบางส่วน โดยในแตะละปีจะมีผู้สนใจมาสั่งจองถึงสวน และบางส่วนมีการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งตนเองรู้สึกภูมิใจ ที่สามารถนำไปบอกต่อ ได้ว่า….. “ลพบุรี ก็มีทุเรียน” จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้เกษตรกรในชุมชนและผู้สนใจในการปลูกทุเรียน ได้เข้ามาศึกษาดูงานกันอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน นางสาวฉวีวรรณ บุญล้น ยังได้ได้รับการคัดเลือก จากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ Young Smart Farmer ให้เข้าร่วมโครงการศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2568 ในช่วงเดือน ส.ค.- ก.ย. 2568 เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่น และมีความรู้ในการปลูกพืชไร่ และไม้ผล ให้เป็นสินค้ามีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการจัดการแปลงปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นแบบให้เยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อนำความรู้ และเทคโนโลยีด้านการเกษตร จากการศึกษาดูงานในประเทศญี่ปุ่น มาปรับใช้ให้เหมาะสมแก่เกษตรกรในพื้นที่ ด้วย

สำหรับ “ทุเรียนท่าหลวง” จ.ลพบุรี นอกจากจะมีลักษณะเด่น ในเรื่องรสชาติ หอมหวาน เนื้อแห้ง เมล็ดเล็ก เปลือกบาง กลิ่นไม่แรง ….. เกษตรกรยังมีการเทคนิคการปลูกแบบ เป็นต้นคู่ เพื่อให้เกิดการพยุงรากของต้นทุเรียนให้แข็งแรง เมื่อต้นทุเรียนโต ก็จะตัดแต่งทรงพุ่มให้เป็นต้นเดียวกัน อาศัยการให้น้ำ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านระบบสปริงเกอร์ มีการปลูกหญ้า ซึ่งเป็นหญ้านวลน้อย เพื่อคุมดินในแปลงปลูกในสวน เพื่อรักษาความชื้นที่เหมาะสมให้กับดิน โดยจะมีการติดตั้งเครื่องตรวจวัดความชื้นไว้ภานในสวนด้วย สำหรับผลผลิตจะออกสู่ท้องตลาด ในช่วง สิ้นเดือนมิถุนายน ต่อเนื่อง ไปจนถึง กรกฎาคม นี้

ปัจจุบันแปลงใหญ่ผู้ปลูกทุเรียน อ.ท่าหลวง จ.ลพบุรี มีสมาชิกจำนวน 32 ราย มีพื้นที่เพาะปลูก 225 ไร่ มีทั้งที่ให้ผลผลิต และเริ่มเพาะปลูก ผลผลิตใบปีที่ผ่านมาประมาณ 7,000 กิโลกรัม ราคาขาย เฉลี่ย กิโลกรัมละ 150 บาท ผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากทุเรียนมี รสชาติดี หอม มันหวาน กลิ่นไม่แรง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และจะถูกสั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่ผลขนาดเล็ก มีการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์
ซึ่งหน่วยงานภาครัฐ โดยเกษตรอำเภอท่าหลวง เตรียมส่งเสริมสนับสนุนพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และผลักดันให้ทุเรียนอำเภอท่าหลวง เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ สินค้า GI ในอนาคต


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

เด็กม.2 สู้ชีวิต อาศัยในเพิงพักกับย่า เก็บดอกมะลิขายหารายได้ไปเรียนหนังสือ

เด็กม.2 สู้ชีวิต อาศัยในเพิงพักกับย่า เก็บดอกมะลิขายหารายได้ไปเรียนหนังสือ

จากกรณีที่มีผู้ใช้ติ๊กต๊อกชื่อ ครูเบิร์ด มีการแชร์เรื่องราวของเด็กนักเรียนชั้น ม.2 ของโรงเรียนชุมชนวัดรางบัว แหลมราษฎร์บำรุง ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่ต้องอาศัยอยู่ในเพิงสังกะสีเล็กๆกับย่า 2 คน และอาศัยเก็บดอกมะลิไปขายเพื่อหาเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเรียนหนังสือ โดยมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

       ในวันนี้( 19 มิ.ย. 68 ) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่เพิงพักของน้องนักเรียนชั้นม.2  ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านหนองกิ่ว หมู่ 13 ต.รางบัว อ.จอมบึง และพบว่านางสาวพิมพ์รักข์ สามคุ้มพิมพ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดรางบัว และนายธเนศ พงษา ครูประจำชั้น ม.2 ก็กำลังเดินทางมาที่เพิงพักแห่งนี้เหมือนกัน  ซึ่งเพิงพักของน้องเรียนชั้นม.2  นั้นปลูกเป็นเพิงหมาแหงนเล็กๆ ใช้สังกะสีปิดแทนผนังด้านเดียว  ภายในเพิงพักก็จะมีแคร่ไม้สำหรับนอนพร้อมที่นอน หมอน และมุ้ง  และมีครัวเล็กๆติดกับแคร่ไม้  มีไฟส่องสว่างเพียงดวงเดียว ไม่มีห้องน้ำ ส่วนไฟฟ้าก็อาศัยต่อมาจากเพื่อนบ้าน ซึ่งชีวิตความเป็นอยู่นั้นไม่ถูกสุขลักษณะ รอบๆเพิงพักก็จะเป็นแปลงเกษตรที่ปลูกมะลิ และดอกดาวเรือง

     จากการสอบถามนางนางสมใจ บัวขาว อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นย่าของเด็กชายอาชาไนย  เอี่ยมงาม หรือน้องปาล์ม อายุ 13 ปี นักเรียนชั้นม.2  ก็เล่าให้ฟังว่า ทุกวันหยุดน้องปาล์มจะเก็บดอกมะลิที่ปลูกเอาไว้ในเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่  ซึ่งขอเช่าไว้โดยจะเก็บรวมรวมและเมื่อได้สัก 500 กรัม ก็จะนำไปฝากกับเพื่อนบ้านที่ไปขายของที่ตลาดให้ช่วยขายให้พอได้เงินมาก็จะให้น้องปาล์มเก็บเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายเวลาไปโรงเรียน บางครั้งก็พอชน 1 อาทิตย์ บางครั้งก็ไม่พอเพราะดอกมะลินั้นออกไม่แน่นอนบางครั้งออกมาบางครั้งออกน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่น้องปาล์มทำมานานแล้ว รู้สึกภูมิใจที่หลานชายไม่เกเร แล้วยังช่วยทำงานหาเงินมาช่วยแบ่งเบาภาระของตนเองไปได้มาก ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้าหากตนเป็นอะไรไปก็ยังเป็นห่วงว่าหลานชายจะอยู่ยังไง ทำให้ทุกวันนี้ก็พยายามสอนหลานในเรื่องของการทำมาหากิน โดยปลูกดอกมะลิ  สอนให้รดน้ำใส่ปุ๋ยฉีดยา เพื่อหลานจะได้มีอาชีพในการทำมาหากินในวันที่ไม่มีย่าแล้ว  ส่วนเพิงพักนั้นส่วนใหญ่ก็แค่อาศัยหลบแดด หลบฝน และอาศัยนอนตอนกลางคืนเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ตนก็จะอยู่แต่ในไร่มะลิ และไร่ดอกดาวเรือง ส่วนหลานก็ไปโรงเรียน แต่หากจะมีผู้ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือก็จะมีห้องน้ำ เพราะทุกวันนี้ก็ใช้แบบธรรมชาติ

      ส่วนเด็กชายอาชาไนย  เอี่ยมงาม  หรือน้องปาล์ม  อายุ 13 ปี นักเรียนชั้นม.2  ก็เล่าให้ฟังว่าจะทุกวันหยุดจะตื่นแต่เช้าไปเก็บดอกมะลิ  รวบรวมไว้ประมาณ 2 วัน ก็นำไปฝากคนรู้จักขาย  ส่วนเงินที่ได้ย่าก็จะให้เก็บเอาไว้  เวลาไปโรงเรียนตอนเช้าย่าจะขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปส่งที่ปากซอยให้กับตู้ตำรวจสายตรวจเพื่อรอรถประจำมารับ  ซึ่งระยะทางจากบ้านไปถึงโรงเรียนก็จะประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งตนก็จะทำอย่างนี้เป็นประจำและไม่อายที่เพื่อนๆจะรู้ว่าตนเก็บดอกมะลิขายหายรายได้ไปโรงเรียน   สิ่งที่ตนอยากได้หากจะมีผู้ใจบุญช่วยเหลือ ตนอยากได้ห้องน้ำและทำผนังเพิงพักให้เป็นมิดชิดกว่านี้เพราะเวลาที่ฝนตกลมแรงฝนก็จะสาดเข้าไปในเพิงพักก็จะเปียกหมด

    ด้านนายธเนศ พงษา  ครูประจำชั้น ม.2 ที่น้องปาล์มเรียนอยู่  ก็บอกว่าทางโรงเรียนมีโครงการออกเยี่ยมบ้านเด็กนักเรียน ซึ่งเมื่อมาเยี่ยมบ้านน้องปาล์มมาเห็นสภาพบ้านพักก็รู้สึกจุกในอกว่า น้องลำบากขนาดนี้เลยเหรอ และยิ่งเมื่อสอบถามย่าของน้อง ถึงได้รู้ว่าน้องนั้นต้องทำงานเก็บดอกมะลิหาเงินไปโรงเรียนเอง ห้องน้ำก็ไม่มี การขับถ่ายต้องใช้แบบธรรมชาติ ซึ่งไม่ถูกสุขลักษณะไฟฟ้าก็อาศัยต่อจากข้างบ้าน ใช้แสงสว่างแค่ดวงเดียว จึงได้นำเรื่องราวชีวิตของน้องไปลงในโซเซียลเพื่อหวังว่าจะมีผู้ใจบุญเข้ามาช่วยเหลือน้องบ้าง  โดยตนเองนั้นจะช่วยดูแลทำบัญชีเรื่องค่าใช้จ่ายให้กับน้องให้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

     ส่วนนางสาวพิมพ์รักข์  สามคุ้มพิมพ์  ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดรางบัว  ก็บอกว่าโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนขยายโอกาสในชุมชนที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง มีรายได้ไม่แน่นอน  ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ครอบครัวมีฐานะยากจน  ซึ่งทางโรงเรียนก็ส่งเสริมอาชีพให้กับเด็กด้วย  ซึ่งมีเด็กหลายคนที่ต้องช่วยที่บ้านทำงานทำให้มีรายได้ระหว่างเรียน  ซึ่งครูที่ลงเยี่ยบ้านนักเรียนถ้าพบว่าเด็กคนไหนมีปัญหาทางโรงเรียนก็จะให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นทุกราย   แต่สำหรับน้องปาล์มนั้นทราบว่าต้องทำงานหาเงินเองโดยการเก็บดอกมะลิไปขายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของย่า  ซึ่งทางโรงเรียนก็ลงไปตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นอย่างที่มีการแชร์ในโลกออนไลน์  และน้องปาล์มก็เป็นเด็กเรียนซึ่งทางโรงเรียนก็จะสนับสนุนน้องปาล์มให้เต็มที่ ซึ่งไม่ใช่แค่น้องปาล์มแต่เด็กทุกคนที่ขาดแคลนโรงเรียนก็จะดูแลเต็มที่

สำหรับผู้ใจบุญต้องการช่วยเหลือน้องปาล์ม  หรือเด็กชายอาชาไนย  เอี่ยมงาม  อายุ 13 ปี  สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่เบอร์ 0814446988   ชื่อนายธเนศ พงษา  ครูประจำชั้นของน้องปาล์ม  หรือสามารถบริจาคได้ที่ธนาคารออมสิน  สาขาจอมบึง  ชื่อบัญชี  ด.ช.อาชาไนย  เอี่ยมงาม  หมายเลขบัญชี  200052747573  


การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ยกระดับความปลอดภัยตู้ทำน้ำดื่มในโรงเรียน สังกัด สพฐ.

นครปฐม – การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบและปรับปรุงระบบไฟฟ้า ตู้ทำน้ำดื่ม ให้กับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. จังหวัดนครปฐม ภายใต้โครงการชุมชนปลอดภัยใช้ไฟ PEA ประจำปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน 2568 เวลา 09.30 น. นายพานุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขต 3 ร่วมเป็นเกียรติในพิธีการส่งมอบโครงการตรวจสอบและปรับปรุงตู้น้ำดื่มโรงเรียนในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายใต้โครงการ “ชุมชนปลอดภัยใช้ไฟ PEA” ณ โรงเรียนอนุบาลกำแพงแสน ตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย นายรณภพ เวียงสิมมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นางพัชรี เรือนอินทร์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม นางสาวฉันทนา ภุมมา ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลกำแพงแสน ผู้บริหาร กฝก.3 และคณะทำงาน

ในการนี้ นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วยปลัดอำเภอกำแพงแสน ผู้แทนส่วนราชการ นางสมพิศ ยืนนาน นายกเทศมนตรีตำบลกำแพงแสน นายสมเกียรติ อ.สงวน ผู้จัดการไฟฟ้าสวนภูมิภาค อำเภอกำแพงแสน

ได้เป็นเกียรติร่วมพิธีการส่งมอบโครงการดังกล่าว และติดสติกเกอร์ “ผ่านการตรวจสอบโดย PEA” บริเวณตู้น้ำดื่มและร่วมกดน้ำเพื่อประชาสัมพันธ์ถึงความเชื่อมั่นในการใช้ตู้น้ำดื่มที่มีความปลอดภัย กิจกรรมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งานระบบไฟฟ้า, การทำ CPR การใช้งานตู้น้ำดื่ม และข้อควรระวัง (สำหรับนักเรียน) และสอนวิธีการตรวจสอบ RCBO เบื้องต้น (สำหรับครู/เจ้าหน้าที่โรงเรียน)


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เสธ.หมึก มอบประกาศนียบัตรให้เยาวชน โครงการ Youth Sport Leaders Training Camp

สุพรรณบุรี – เสธ.หมึกมอบประกาศนียบัตรให้เยาวชนโครงการ Youth Sport Leaders Training Camp

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี พลเอก เดชา เหมกระศรี รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิค แห่งประเทศไทย รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC) นายกสมาคมกีฬา จักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตร ให้ผู้เข้ารับการสัมมนา โครงการ Youth Sport Leaders Training Camp และ ปิดค่ายสัมมนา สำหรับเยาวชน โครงการ Youth Sport Leaders Training Camp โดยมีนายขัตติยะ ศรีโสดา เจ้าหน้าที่สมาคมกีฬาจักรยานฯ กล่าวรายงาน วัตถุประสงค์

สำหรับการจัดสัมมนาสำหรับเยาวชน โครงการ Youth Sport Leaders Training Camp จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมการโอลิมปิค แห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมวาสิฏฐี จังหวัดสุพรรณบุรี มีผู้เข้าร่วมจำนวน 30 คน โดยมุ่งหวังส่งเสริมศักยภาพผู้นำในเยาวชน ผ่านกิจกรรมเชิงประสบการณ์ โดยมีวิทยากรจากสถาบันวิทยา การ โอลิมปิคไทย มาบรรยายให้ความรู้ในการสัมมนาครั้งนี้ กิจกรรมมุ่งเน้นให้เยาวชนเข้าใจขบวนการโอลิมปิก พัฒนาทักษะทางสังคม ความมั่นใจ ภาวะผู้นำ และการวางแผนพัฒนาตนเองตามแมวมวคิด Long-Term Athlete Development (LTAD) เพื่อให้นักกีฬาเยาวชนนำองค์ความรู้ที่ได้ต่อยอดในการพัฒนาตนเองทั้งด้านกีฬาและการเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต

ด้านพลเอก เดชา เหมกระศรี กล่าวว่าตามที่คณะกรรมการดำเนินงานการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ กิจกรรมตามโครงการ Youth Sport Leaders Training Camp ต้องขอขอบคุณในความตั้งใจของผู้จัดโครงการฯ ที่ได้ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ อาทิ การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขบวนการโอลิมปิก การพัฒนาทักษะการเข้าสังคม การทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนการปลูกฝังแนวคิดการพัฒนานักกีฬาในระยะยาวซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตทั้งในด้านกีฬาและคุณลักษณะผู้นำที่ดี โดยมีวิทยากรของสถาบันวิทยาการโอลิมปิคไทย มาให้ความรู้ถ่ายทอดประสบการณ์และเป็นผู้นำกิจกรรมตลอดการสัมมนาตลอดระยะเวลา 3 วัน โดยหวังว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถนำความรู้ที่ได้ ไปใช้ต่อยอดในการพัฒนาตนเองทั้งด้านกีฬาและการเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตต่อไป


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

บก.สส.ภ.1 จับกุมผู้ต้องหา ลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์มูลค่าความเสียหาย 714,100 บาท

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2568 เวลาประมาณ 10:00 น. บก.สส.ภ.1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รองผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ. พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.นภธร วาชัยยุง ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.1, ชุดตรวจค้นประกอบด้วย ว่าที่ พ.ต.ต.เกริกเกียรติ ฮวดกุล สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.ภ.1 พร้อมกำลัง ร่วมกันตรวจค้นตามหมายค้นศาลอาญาอนุมัติหมายค้น ที่ 460/2568 ลง 16 มิ.ย. 2568 ให้ตรวจค้น บ้านเลขที่ 2/19 ซ.วัฒนานิเวศน์ 1/1 แขวงสามเสนนอก เขตห้วย ขวาง กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 17 มิ.ย.2568 โดยจับกุมผู้ต้องหา น.ส.อมิตา อายุ 29 ปี บ้านซอยรังสี แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

พร้อมของกลาง 1.เครื่องสูบบุหรี่ไฟฟ้า ยี่ห้อ ไอคอส (IQOS) จำนวน 10 ชิ้น ราคา 40,000 บาท, 2.ไส้บุหรี่ ยี่ห้อ TEREA จำนวน 321 คอตตอน ราคาคอตตอนละ 2,100 บาท รวมราคา 674,100 บาท, 3.เทปกาว 63 ม้วน, 4.ที่ตัดเทป และเครื่องปริ้นออเดอร์ 2 เครื่องปากกา 1 ด้าม, 5.กล่องพัสดุแพ็คของ 240 กล่อง พร้อมด้วยของกลางทั้งหมด 6 รายการ จำนวน 637 รายการ มูลค่าของกลางรวม 714,100 บาท

ด้วยเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.1 ได้สืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านทางสื่อออนไลน์ พบผู้ต้องหาเสนอขายบุหรี่ไฟฟ้าทางช่องทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ล่อซื้อไส้บุหรี่ จำนวน 1 คอตตอน ราคา 2,100 บาท ให้จัดส่งสินค้ามาพื้นที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ต่อมาเมื่อได้รับพัสดุ จึงได้ลง ปจว. ที่ สภ.บางบัวทอง ไว้แล้ว และได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า บุหรี่ของกลางได้ส่งออกมาจากได้จัดส่งมาจากบริษัท J&T Express สาขา S_01Huai Khwang001 ที่อยู่ 601/24 ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2568 และสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาได้นำของออกมาส่งจากบ้านเลขที่ 2/19 วงวัฒนานิเวศน์ 1/1 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ

ต่อมาวันนี้ 17 มิ.ย.68 เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เข้าทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ 2/19 ซ.วัฒนานิเวศน์ 1/1 แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. ตามหมายค้นของศาลอาญา ที่ 460/68 ลงวันที่ 16 มิ.ย.68 จากการตรวจค้นพบของกลางตามบันทึกจับกุม/ตรวจยึด มูลค่าความเสียหาย 714,100 บาท และได้ทำการจับกุม น.ส.อมิตา นำส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันขายหรือให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าหรือตัวยาบารากู่ น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า ตาม พ.ร.บ. คุ้ม ครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2562)ประกอบคำสั่งคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 และซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าในราชอาณาจักร” ตามมาตรา 246 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร บก.น.2 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ภ.จว.ปทุมธานี จัดประชุม โครงการ “รอบรั้วมหาวิทยาลัยปลอดภัย” เพื่อบูรณาการความร่วมมือ และหาแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในหมู่นักศึกษา

ภ.จว.ปทุมธานี จัดประชุม โครงการ “รอบรั้วมหาวิทยาลัยปลอดภัย” เพื่อบูรณาการความร่วมมือ และหาแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในหมู่นักศึกษา

วันนี้ (13 มิ.ย.68) เวลา 10.00 น. พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.วิษณุรักษ์ พรหมเมศร์, พ.ต.อ.อธิเมศร์ ไชยศรัญวิชญ์ ผกก.สภ.คลองหลวง, พ.ต.อ.ปริญญา ทองมา ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พร้อมด้วย รอง ผกก., สว. ประชุมร่วม มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

โดยมีผู้บริหารของทางมหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่ง และอาจารย์ฝ่ายกิจกรรมนักศึกษา เป็นผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อบูรณาการความร่วมมือ และหาแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในหมู่นักศึกษา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งในปีการศึกษา 2568 จะมีนักศึกษาใหม่เข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัยทั้ง 2 แห่งดังกล่าว รวมกว่า 20,000 คน ณ ห้องประชุม A7-101 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

สศท.8 เผยผลศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากมังคุด ตามแนวทาง BCG Model เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

สศท.8 เผยผลศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากมังคุด ตามแนวทาง BCG Model เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

นายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาคใต้เป็นแหล่งเพาะปลูกสินค้าเกษตรหลายชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะมังคุด เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการส่งออกและสร้างรายได้ให้ประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก โดยสถานการณ์มังคุดของ 14 จังหวัดภาคใต้ ปี 2568 (ข้อมูลจากคณะทำงานย่อยเพื่อพัฒนาระบบข้อมูลและโลจิสติกส์ภาคใต้ ครั้งที่ 2/2568 ณ พฤษภาคม 2568) คาดว่าจะมีเนื้อที่ให้ผล 224,806 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มี 226,931 ไร่ (ลดลง 2,125 ไร่ หรือร้อยละ 0.94) เนื่องจากเกษตรกรทยอยโค่นต้นมังคุดที่ปลูกผสมกับทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ เพื่อดูแลทุเรียนซึ่งเป็นพืชหลักหรือปลูกพืชอื่นที่มีราคาดี ปริมาณผลผลิต 109,697 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มี 119,305 ตัน (ลดลง 9,608 ตัน หรือร้อยละ 8.05) เนื่องจากฝนตกในช่วงดอกบานทำให้ดอกร่วงและแตกยอดอ่อน ซึ่งผลผลิตมังคุดของภาคใต้ในฤดูจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม 2568 จำนวน 86,997 ตัน คิดเป็นร้อยละ 79 และมังคุดนอกฤดูอีกร้อยละ 21 ทั้งนี้ มังคุดของภาคใต้ พบปลูกมากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ให้ผล 93,567 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 42 ของเนื้อที่ให้ผลมังคุดในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด สร้างมูลค่าให้จังหวัดปีละ 1,217 ล้านบาท

สถานการณ์การผลิตและตลาดมังคุดของภาคใต้ที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายผลผลิตมังคุด ในรูปแบบผลสดแบบคัดเกรด คละขนาด และตกเกรด ซึ่งผลผลิตแบบตกเกรดมาจากปัจจัยหลายด้าน อาทิ ผลผลิตเน่าเสียง่าย สุกเร็ว สภาพอากาศที่แปรปรวน ผลผลิตเสียหายระหว่างเก็บเกี่ยวและขนส่ง ส่งผลให้เกิดของเหลือทิ้งที่เป็นวัสดุเกษตร (Agricultural Waste) จำนวนมากตามไปด้วย ซึ่งผลมังคุดประกอบด้วยเปลือกแข็งประ มาณร้อยละ 17 เปลือกอ่อน ร้อยละ 48 เนื้อมังคุดร้อยละ 30 ขั้วร้อยละ 4 และส่วนที่เกิดการสูญเสียร้อยละ 1 ในแต่ละปีคาดว่ามีวัสดุเหลือทิ้งจากมังคุด ร้อยละ 65 ของปริมาณผลผลิตมังคุดที่ออกสู่ตลาดจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่ง สศท.8 ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับห่วงโซ่คุณค่าวัสดุเหลือใช้จากมังคุดของวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ปี 2567 เนื่องจากเล็งเห็นว่ามังคุดเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าสูงทั้งในระดับประเทศและเชิงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตร ให้เกิดประสิทธิภาพตามแนวทาง BCG Model ตลอดจนเป็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นและมีความมั่นคงในอาชีพ สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

จากผลการศึกษาของ สศท.8 โดยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิสาหกิจชุมชนผู้รวบรวมแปรรูปมังคุดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 5 แห่ง ที่มีการรับซื้อมังคุดทั้งจากเกษตรกรชาวสวนมังคุดที่เป็นสมาชิกกลุ่มและเกษตรกรทั่วไป และนำผลผลิตมังคุดในฤดูช่วงที่ราคาตกต่ำมาแปรรูป โดยขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ BCG Model แปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของกลุ่มพบว่า กลุ่มเป็นผู้รวบรวมและรับซื้อวัสดุเหลือใช้จากมังคุด ได้แก่ มังคุดผลดำ ตกเกรด และเปลือกมังคุดเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยแบ่งสัดส่วนเป็น ร้อยละ 85 รับซื้อจากเกษตรกรสมาชิกกลุ่ม รองลงมา ร้อยละ 12 รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั่วไป และอีกร้อยละ 3 รับซื้อผลผลิตจากพ่อค้ารวบรวมมังคุดในพื้นที่ โดยพบว่าปริมาณการใช้เปลือกมังคุดสด 1 กิโลกรัม สามารถนำไปแปรรูปเป็นผงเปลือกมังคุด ได้ 0.83 กิโลกรัม สร้างรายได้ 361 บาท/กิโลกรัม หรือรายได้สุทธิ (กำไร) 184 บาท/กิโลกรัม ผลิตสบู่ ได้ 3.33 กิโลกรัม สร้างรายได้ 188 บาท/กิโลกรัม หรือรายได้สุทธิ (กำไร) 113 บาท/กิโลกรัม และผลิตน้ำหมักชีวภาพได้ 10 กิโลกรัม สร้างรายได้ 10 บาท/กิโลกรัม หรือรายได้สุทธิ (กำไร) 5 บาท/กิโลกรัม ด้านสถานการณ์ตลาด ส่วนใหญ่ร้อยละ 54 จำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าโดยตรงผ่านช่องทางหน้าร้าน รองลงมาร้อยละ 35 จำหน่ายออนไลน์ผ่าน Facebook ของกลุ่มและของเกษตรกรเอง อาทิ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปไม้ผลต้นน้ำตาปี วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย กลุ่มบ้านวิสาหกิจชุมชนบ้านสมุนไพรคีรีวง ร้อยละ 6 จำหน่ายให้ผู้ประกอบการโรงแรมรีสอร์ทในพื้นที่ภาคใต้ และอีกร้อยละ 5 จำหน่ายในการออกบูทของหน่วยงานภาครัฐ โดยจากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้จากมังคุดในทุกผลิตภัณฑ์สร้างรายได้ให้กลุ่มเฉลี่ย 940,500 บาท/ปี

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนผู้รวบรวมแปรรูปมังคุดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้ามุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ได้มาตรฐาน อย. อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ สศท.8 ยังให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนากลุ่ม คือ การสร้างความร่วมมือและการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกลุ่มกับเครือข่ายผู้ผลิตและแปรรูปวัสดุเหลือใช้จากมังคุดในจังหวัด ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐควรส่งเสริมให้กลุ่มจัดการผลผลิตมังคุดตกเกรดในช่วงที่ราคาตกต่ำด้วยการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แทนการกำจัดทิ้ง ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และวิธีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ตลาดต้องการ ตลอดจนสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ในการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ให้กลุ่มที่เข้มแข็งเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในจัดการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพตามแนวทาง BCG Model อีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดผลการวิจัยเชิงลึก สอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 โทร. 0 7731 1373 หรืออีเมล Zone8@oae.go.th


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มทบ.37 จัดกิจกรรม “มอบด้วยใจ เติมรอยยิ้ม สร้างรายได้ ให้กับประชาชน”

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน จัดกิจกรรม “มอบด้วยใจ เติมรอยยิ้ม สร้างรายได้ ให้กับประชาชน” ด้วยการนำพันธุ์กบมามอบให้กับประชา ชน บ้านแม่คำ หมู่ 4 และ บ้านไร่ หมู่ 7 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานงานคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง พร้อมกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชีนี 3 มิถุนายน 2568

โดยได้จัดกิจกรรม “มอบด้วยใจ เติมรอยยิ้ม สร้างรายได้ ให้กับประชาชน” บรูณาการร่วมกับ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมงและเจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดเชียง ราย พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง นำพันธุ์กบ จำนวน 3,000 ตัว มามอบให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจนได้นำไปเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารภายในครอบครัว วัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการลดรายจ่ายให้กับประชาชนในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น การสร้างรายได้ให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจนได้มีรายได้โดยการนำไปจำหน่าย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตร และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน การเพิ่มปริมาณผลผลิต และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและราษฎรในพื้นที่รับผิดชอบด้วย โดยได้มอบ พันธุ์กบให้กับประชาชนจำนวน 10 ครัวเรือน

ทั้งนี้ ประชาชนได้กล่าวขอบคุณประมงจังหวัดเชียงราย และคณะ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้นำสิ่งดีๆ มามอบให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอื่นใด ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

กองบิน ๔๖ มอบทุนการศึกษา ร.ร.วัดบึงกอก อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก

กองบิน ๔๖ นำชมรมแม่บ้านกองบิน ๔๖ และจิตอาสา ๙๐๔ หน่วยมิตรประชา กองบิน ๔๖ ออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มอบทุนการศึกษา อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์การศึกษา และมอบอาคาร โดม ศูนย์การเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวัดบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

วันอังคารที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๘ นาวาอากาศเอก เสรวรรถ คล้ายพุฒ ผู้บังคับการกองบิน ๔๖ ในฐานะ หัวหน้าคณะหน่วยมิตรประชากองบิน ๔๖ พร้อมด้วย รองผู้บังคับการกองบิน เสนาธิการกองบิน ๔๖, รองประธานชมรมแม่บ้านกองบิน ๔๖ และจิตอาสา ๙๐๔ นำหน่วยมิตรประชา กองบิน ๔๖ พิษณุโลก ออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ตำบลบึงกอก อำเภอบาง ระกำ จังหวัดพิษณุโลก

ในการนี้ ได้มีพิธีมอบอาคาร โดม ศูนย์การเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวัดบึงกอก ตามโครงการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ให้กับชุมชนในพื้นที่ โดยมีจิตอาสา ๙๐๔ หลักสูตรพื้นฐาน (ภาค ๓ ) รุ่นที่ ๒/๖๕ ,รุ่นที่ ๓/๖๖ และรุ่นที่ ๕/๖๘ และจิตอาสาพระราชทาน กองบิน ๔๖ ร่วมกิจกรรมหน่วยมิตรประชา ออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก

นอกจากนั้นมีกิจกรรมการแสดงดนตรีของวงดุริยางค์ทหารอากาศ กองบิน ๔๖, การบริการตรวจโรคเบื้องต้น, บริการตัดผมชาย-หญิง,พิธีมอบทุนการศึกษา, อุปกรณ์กีฬา, อุปกรณ์การศึกษา และเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนและ มอบผ้าห่มกันหนาว ชุดยาสามัญประจำบ้าน ให้กับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ ณ โรงเรียน วัดบึงกอก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก


ผู้ว่าฯ พะเยา ขานรับนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในห้วงฤดูฝน 2568

ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ขานรับนโยบายรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการทุกฝ่ายเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในห้วงฤดูฝน 2568

หลังจากประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในห้วงฤดูฝน และติดตามการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุมกรมป้องกันและบรรเทาทางสาธารณะภัยและผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

มีนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้วผู้แทนองค์กรที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ส่วนของจังหวัดพะเยานายรัฐพล นราดศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา พร้อมด้วย มณฑลทหารบกที่ 34 หัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนเข้าร่วมประชุม

ปีนี้คาดการณ์จะมีฝนมากกว่าปีที่แล้วเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5 โดยประเทศไทยตอนบนจะมีพายุหมุนเขตร้อนเข้ามามีผลกระทบประมาณ 1-2 ลูก ทั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาด ไทยเน้นย้ำให้เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมให้เฝ้าระวังพื้นที่ท่วมซ้ำซาก ให้มีการฝึกเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ อีกทั้งถอดบทเรียน ให้ทุกจังหวัดรวบรวมพื้นที่เสี่ยงดินสไลด์ และใช้ประสิทธิภาพของเซลล์บอร์ดแคส โดยขอให้ทำความเข้าใจกับประชาชน อีกทั้ง download application ของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ให้ประชาชนดาวน์โหลดลงมือถือ ซึ่งประชาชนต้องรู้จุดอพยพและการเตรียมตัวก่อนเกิดภัยอย่างครอบคลุม ทั่วถึง โดยให้ประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง ทั้งสื่อโซเชียล หอกระจายข่าว สื่อหลัก สื่อบุคคลและอื่นๆ

ด้าน นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวภายหลังการประชุมว่า ขอให้นายอำเภอทุกอำเภอจัดทำแผน เรียกประชุมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำรวจพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม และดินสไลด์ซึ่งในจังหวัดพะเยามีทั้ง 9 อำเภอ 51 ตำบล กว่า 300 หมู่บ้าน ประชาชนทุกคนจะต้องทราบทั้งสถานที่อพยพ มีแผนเผชิญเหตุร่วมกัน และปฏิบัติตนถูกเมื่อเกิดภัย ต้องเตรียมทั้ง คน วัสดุ อุปกรณ์ เตรียมศูนย์อพยพพักพิง แจ้งพื้นที่เสี่ยง วางแผนการแจ้งเตือนประชาชน โดยยกตัวอย่างบ้านแม่กา แถวๆ หน้ามหาวิทยาลัยพะเยา และพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ ซึ่งดำเนินการวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นอย่างดี นอกจากนี้ขอให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพะเยา ประสานภาคเอกชนที่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น สกู๊ตเตอร์ หรืออากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งหากเกิดเหตุจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ให้บริหารจัดการน้ำในกว๊านพะเยาให้เกิดความสัมพันธ์ทั้งปริมาณที่กักเก็บและปริมาณน้ำที่จะปล่อย โดยจังหวัดพะเยามีลุ่มน้ำสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ลุ่มน้ำอิง กับลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะลุ่มน้ำยมอยู่ในเขตอำเภอเชียงคำ อำเภอปง และอำเภอเชียงม่วน ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับประชาชนที่ส่วนใหญ่มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวนมากต้องทำความเข้าใจกับประชาชนแต่เนิ่นๆ ก่อนเกิดภัย


นที มีเดช รายงาน