ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมทบ.36 ตรวจความพร้อมบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาภัยพิบัติรับมือสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 36 นำกองร้อยมณฑลทหารบกที่ 36 กองสรรพาวุธเบากองพลทหารม้าที่ 1 กองพันทหารช่างที่ 8 ตรวจความพร้อมบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาภัยพิบัติรับมือสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 36 มอบหมายให้ กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 36 ดำเนินการตรวจความพร้อมของกำลังพลและอุปกรณ์กองร้อยบรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 36 ณ ลานพื้นแข็ง กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 36 ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติ ได้ทันเวลา อย่างเหมาะสมทุกสถาน การณ์

จากนั้น ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 36 มอบหมายให้ กองสรรพาวุธเบากอง พลทหารม้าที่ 1 ได้ดำเนินการตรวจความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ในการเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย ในพื้นที่รับผิดชอบ เนื่องจากเข้าสู่ภาวะฤดูฝนที่มีฝนตกหนัก เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยเฉียบพลัน ณ บริเวณลานพื้นแข็งหน้าแหล่งรวมรถ กองสรรพาวุธเบากองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์

และ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 36 มอบหมายให้ กองพันทหารช่างที่ 8 กองพลทหารม้าที่ 1 ได้ดำเนินการตรวจสภาพความพร้อมกำลังพล และยุทโธปกรณ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบภัยพิบัติ ในพื้นที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉลับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ให้เกิดความรวดเร็วและคลี่คลายสถานการณ์ ได้ทันเวลา ณ ค่ายพ่อขุนผาเมือง ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์


นที มีเดช รายงาน

หอการค้าน่าน จัดอบรมสมาชิกใหม่ YEC รุ่นประจำปี 2568 &CONNECT THE DOTS DINNER

น่าน – หอการค้าน่าน โดยผู้ประกอบการรุ่นใหม่จัดอบรมสมาชิกใหม่ YEC รุ่นประจำปี 2568 &CONNECT THE DOTS DINNER ผู้นำคลื่นลูกใหม่ Young Public and Private Collaboration (YPC) ประจำปี 2568 ในการพัฒนาองค์กร และเศรษฐกิจทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ

22 มิถุนายน 68 ที่โรงแรมเทวราช อำเภอเมือง จังหวัดน่าน หอการค้าน่าน โดยนางสาววัชรี พรมทอง ประธานหอการค้าน่าน นายปวริศร์ รักษ์อัศวโภคิน ประธานกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC หอการค้าน่าน จัดโครงการอบรมสมาชิกใหม่ รุ่นประจำปี 2568 &CONNECT THE DOTS DINNER เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ แนะแนวการดำเนินการ กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการพัฒนาธุรกิจ และสร้างเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ พร้อมทั้งแนวทางการประสานความร่วมมือในการพัฒนาจังหวัดร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้นักธุรกิจรุ่นใหม่จังหวัดน่าน 27 ท่าน ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิก YEC หอการค้าจังหวัดน่าน รุ่นปี 2568 ได้เพิ่มพูนความรู้ในเรื่อง YEC DNA เราคือผู้นำนักธุรกิจรุ่นใหม่

โดย คุณปริม จิตจรุงพร กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ็นด์ไลน์ เม็ทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด, คุณชัยศิริ ภาวสถาพร ประธานชมรมธนคารจังหวัดน่าน และผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาน่าน มาให้ความรู้ในเรื่อง “การลงทุนในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน” การเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์จากอดีตสู่ปัจจุบัน โดย นายธนกร รัชตานนท์ พ.ศ.2548 -2549, นายสมบัติ ชินสุขเสริม พ.ศ.2558 – 2561, นายศรีรุ่ง รัตนศิลา พ.ศ.2562 – 2567 อดีตประธานหอการค้าจังหวัดน่าน

จากนั้น นาย ชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน.ได้ให้โอวาท “สร้างแรงบันดาลใจและแนะแนวทางการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในจังหวัด” มอบป้ายสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำคลื่นลูกใหม่ Young Public and Private Collaboration (YPC) ประจำปี 2568

นางสาววัชรี พรมทอง ประธานหอการค้าน่าน ลำดับที่ 11 คนปัจจุบัน กล่าวว่า วันนี้เป็นการจัดงานเปิดตัวน้อง ๆ YEC รุ่นใหม่ ที่ได้รับเข้ามาในวาระการบริหารสมัยปี 2568 นำร่องชุดแรก 27 คน ทั้งเป็นทายาทของนักธุรกิจในพื้นที่ และ YEC ในพื้นที่หลากหลายธุรกิจอาทิ อสังหาริมทรัพย์ การแปรรูป ท่องเทียว นำโดย นายปวริศร์ รักษ์อัศวโภคิน ประธานกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC หอการค้าน่าน พร้อมทั้งได้เชิญ คุณปริม จิตจรุงพร กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอ็นด์ไลน์ เม็ทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด มาให้ความรู้ YEC DNA เราคือผู้นำนักธุรกิจรุ่นใหม่

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำคลื่นลูกใหม่ (Young Public and Private Collaboration: YPC) คือ โครงการที่จัดตั้งโดยหอการค้าไทย ร่วมกับหอการค้าจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐในส่วนภูมิภาคต่างๆ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาคราชการและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ สร้างเครือข่าย และร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ YPC มุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ในภาคราชการและภาคเอกชน ให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ทันสมัย รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อร่วมกันวางแผนและขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน

สมาชิก YEC น่าน (Young Entrepreneurs Chamber of Commerce) คือ กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่อยู่ในจังหวัดน่าน. YEC น่าน เป็นส่วนหนึ่งของหอการค้าจังหวัดน่าน และมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัด.

นายปวริศร์ รักษ์อัศวโภคิน ประธานกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC หอการค้าน่าน กล่าวถึงจุดประสงค์ของการ อบรมสมาชิกใหม่ YEC รุ่นประจำปี 2568 &CONNECT THE DOTS DINNER กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของจังหวัดน่าน ที่ได้รวมตัวกันเพื่อช่วยกันในเรื่องการทำธุรกิจรวมถึงเป็น “เครือข่ายฟังก์ชัน” (Network Function) เพื่อช่วยเหลือจังหวัดน่าน มาจากหลากหลายอาชีพหลายสาขาไม่ว่าจะเป็น โรงแรม ท่องเที่ยว ค้าปลีก ค้าส่ง ภาคการเกษตร เรามารวมกลุ่มกันเป็น Community YEC เพื่อช่วยเหลือกัน ส่งเสริมกัน ในการทำธุรกิจ Action Function ในการช่วยกันพัฒนาจังหวัดน่าน ให้ยั่งยืน


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN
รที มีเดช รายงาน

ทหารใหม่ มทบ.37 ประกอบพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ของทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2568

ทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 37 ประกอบพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะของทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2568

พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 มอบหมายให้ พ.อ. โรมรัน ชูก้าน รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานในพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะของทหารใหม่ ผลัดที่ 1 ประจำปี 2568 ณ ห้องอบรม หน่วยฝึกทหารใหม่ มทบ.37 จำนวน 104 นาย โดยได้กราบนิมนต์ พระครูเขมสุทธิธรรม เจ้าอาวาสวัดเม็งรายมหาราช เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ รวม 5 รูป นำประกอบพิธีฯ

โดยมี คณะผู้บังคับบัญชา, ฝ่ายเสนาธิการ มทบ.37,ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง มทบ.37 และครูฝึก/ผู้ช่วยครู ทหารใหม่ ร่วมในพิธีฯ เพื่อแสดงถึงการยอมรับนับถือต่อพระพุทธเจ้า รับเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก และนำหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการฝึกฝนพัฒนาจิตใจ พร้อมทั้งรับฟังบรรยายธรรม ในหัวข้อ “ศีล 5 ในการใช้ชีวิตประจำวัน ” เป็นการปลูกฝังคุณธรรมประจำใจและการปฏิบัติตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ทั้งนี้ทหารใหม่ได้ปฏิบัติตามหลักศีลธรรมอันดีงามของพระพุทธศาสนา ในฐานะที่ตนเป็นพุทธมามกะ และจะได้เป็นกำลังพลที่ดีมีคุณภาพของหน่วย กองทัพ และประเทศชาติสืบต่อไป ทั้งนี้ มียอดทหารใหม่ มากระทำพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะฯ ทั้งสิ้น


นที มีเดช รายงาน

สศก.มุ่งพัฒนาข้อมูลเอกภาพด้านการเกษตร สร้างความเชื่อมั่น ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ เชื่อถือได้

สศก. มุ่งพัฒนาข้อมูลเอกภาพด้านการเกษตร สร้างความเชื่อมั่น ด้วยข้อมูลที่แม่นยำ เชื่อถือได้

นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า (สศก.) มีภารกิจหลักในการจัดทำและบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศการเกษตร โดยจัดทำข้อมูลเอกภาพปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ เพื่อให้ผู้บริหารนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนการพัฒนาภาคเกษตรโดยรวมได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งผู้ใช้ข้อมูลทั่วไปและเกษตรกรสามารถนำไปพัฒนาและปรับปรุงการผลิตสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มีการจัดทำข้อมูลเอกภาพในสินค้าเกษตรรวม 30 ชนิด ประกอบด้วย ข้อมูลเอกภาพสินค้าพืช 21 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี, ข้าวนาปรัง, มันสำปะหลังโรงงาน, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ถั่วเหลือง, สับปะรดปัตตาเวีย, ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, มะพร้าวผลแก่, กาแฟ, พริกไทย, ทุเรียน, มังคุด, เงาะ, ลองกอง, ลำไย, ลิ้นจี่, กระเทียม, หอมแดง, หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ประกอบด้วยรายละเอียดเนื้อที่ ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ สินค้าปศุสัตว์ 5 ชนิด ได้แก่ โคเนื้อ, โคนม, ไก่เนื้อ, ไก่ไข่ และสุกร ประกอบด้วยรายละเอียดปริมาณการผลิตในรอบปี และจำนวนตัวของแต่ละสินค้า นอกจากนี้ ยังมีสินค้าประมง 4 ชนิด ได้แก่ กุ้งขาวแวนนาไม, กุ้งกุลาดำ, ปลานิล และปลาดุก ประกอบด้วยรายละเอียดเนื้อที่เลี้ยง ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่

(สศก.) ให้ความสำคัญต่อข้อมูลเป็นอย่างยิ่ง ต้องมีความถูกต้อง แม่นยำ ตรงตามความเป็นจริงให้มากที่สุด โดยสินค้าพืชไร่และพืชสวนที่เป็นข้อมูลสถิติจะผ่านการดำเนินงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ (สศท.) 1-12 ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลภาคสนามจากแหล่งผลิต เพื่อให้ทราบถึงปริมาณและสถานการณ์การผลิต จากการสำรวจด้วยตัวอย่าง (List Frame Survey) และการสำรวจผลผลิตต่อไร่โดยวิธีการตั้งแปลงเก็บเกี่ยวผลผลิต (Crop Cutting Survey) ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีความแม่นยำ โดยดำเนินการเฉพาะพืชไร่เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

หลังจากรวบรวมข้อมูลภาคสนามเรียบร้อยแล้ว จะต้องผ่านการกลั่นกรองความถูกต้องของข้อมูล โดยดำเนินการผ่านคณหาะกรรมการสารสนเทศการเกษตร ซึ่งมีผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศการเกษตรเป็นประธานและมีหน่วยงานภายใน สศก. ร่วมพิจารณาข้อมูล และผ่านคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ด้านพืช ระดับภาค จำนวน 6 ภาค ได้แก่ ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคกลาง, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันตก และภาคใต้ ซึ่งมีผู้อำนวยการ (สศท.) ในแต่ละพื้นที่เป็นประธานร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว และการยางแห่งประเทศไทย

จากนั้นข้อมูลจะผ่านคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ด้านพืช ซึ่งมีรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นประธานและมีผู้แทนระดับกรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมพิจารณา สุดท้ายจึงผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานและมีอธิบดีหรือผู้แทนกรมต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกรรมการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลสถิติย้อนหลัง เนื่องจากต้องผ่านกระบวน การข้างต้น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลปัจจุบันหรือข้อมูลพยากรณ์จะมีแนวทางจัดทำและกลั่นกรองที่แตกต่างกันออกไป โดยไม่ผ่านคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ด้านพืช ระดับภาค เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ต้องการความรวดเร็ว แต่ยังมีการตรวจสอบความถูกต้อง แม่นยำ กับรายงานภาวะการผลิตสินค้าเกษตรจากในพื้นที่โดยตรง แล้วจึงผ่านคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ด้านพืช และคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร เช่นเดียวกับข้อมูลสถิติ

สำหรับข้อมูลเอกภาพสินค้าปศุสัตว์และสินค้าประมง จัดทำโดยกรมปศุสัตว์และกรมประมง ผ่านการกลั่นกรองความถูกต้องของข้อมูลจากคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ด้านปศุสัตว์ และด้านประมง สุดท้ายจึงผ่านคณะกรรมการพัฒนาคุณ ภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรก่อนจะมีการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันทุกสินค้า ดังนั้น ข้อมูลเอกภาพ จึงเป็นข้อมูลที่มีความถูกต้อง แม่นยำ เนื่องจากเป็นการบูร ณาการของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลเอกภาพของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์สารสนเทศการเกษตรสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร. 0 2561 2870 หรืออีเมล prcai@oae.go.th


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายางาน

ปรมาณูเพื่อสันติ อว. เข้าควบคุมสถานการณ์จนปลอดภัย หลังพบวัสดุกัมมันตรังสี Cs-137 ในโรงงานรับซื้อของเก่า

ปรมาณูเพื่อสันติ อว. เข้าควบคุมสถานการณ์จนปลอดภัย หลังพบวัสดุกัมมันตรังสี Cs-137 ในโรงงานรับซื้อของเก่า ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดี (วศ.) รรท. เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา (ปส.) ได้รับแจ้งจากโรงงานแห่งหนึ่ง ณ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งประกอบกิจการโรงงานรับซื้อของเก่า ว่าพบวัสดุต้องสงสัยเป็นวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 (Cs-137) ภายในบริเวณโรงงาน ซึ่งทันทีที่ได้รับแจ้ง ทีมผู้เชี่ยวชาญของ (ปส.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการควบคุมสถานการณ์โดยเร็ว ปัจจุบันวัสดุดังกล่าวได้ถูกจัดเก็บในถังภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและแยกจัดเก็บในพื้นที่ควบคุมของบริษัทเรียบร้อยแล้ว โดยสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด

นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวเพิ่มเติมว่า “(ปส.) มีศักยภาพและความพร้อมในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์และรังสี เพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ และหากประชาชนพบเห็นวัสดุที่มีสัญลักษณ์รังสี หรือเศษโลหะที่อาจเป็นวัสดุกัมมัน ตรังสีโดยสังเกตจากสัญลักษณ์ทางรังสีที่ติดอยู่กับวัสดุดังกล่าว อย่าสัมผัสหรือเข้าใกล้โดยเด็ดขาด และแจ้ง (ปส.) ทันทีที่สายด่วน 1296 ตลอดชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ ปส. สามารถดำเนินการตรวจสอบและจัดการสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที”

ทั้งนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากพบข้อมูลเพิ่มเติมจะรีบแจ้งให้ประชาชนทราบโดยเร็ว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายางาน

วช. ร่วมกับ Thai PBS และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลอง หนุนการแข่งขันโดรน ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ นำปัญญาประดิษฐ์เสริมศักยภาพเยาวชน

วช. ร่วมกับ Thai PBS และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลอง หนุนการแข่งขันโดรน ‘หนูน้อยจ้าวเวหา’ นำปัญญาประดิษฐ์เสริมศักยภาพเยาวชน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และสถานีโทรทัศน์ Thai PBS จัดการแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ รายการ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2568 รอบคัดเลือกสนามที่ 2 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมนี้ เข้าร่วมกิจกรรมและให้การต้อนรับ โดยนางสาวนิตยนันท์ อัครวรรณโรจน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครปฐม เขต 2 นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ณ โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ (วช.) ได้สนับสนุนให้สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และสมาคมเยาวชนนักประดิษฐ์ (ประเทศไทย) ดำเนินการจัดกิจกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะความสามารถของเยาวชนไทย ในทักษะด้านเทคโนโลยีอากาศยาน รวมถึงส่งเสริมการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในรูปแบบโค้ด สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเรียนรู้เทคโนโลยียุคดิจิทัล พร้อมกันนี้ กิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นการฝึกคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และเรียนรู้การทำงานเป็นทีม เยาวชนจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเพิ่มพูนประสบการณ์จากการแข่งขัน เพื่อฝึกฝนให้เยาวชนมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ประดิษฐกรรมและเทคโนโลยีในอนาคต

ด้าน นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ขอขอบคุณ (วช.) ที่ให้การสนับสนุนการสร้างศักยภาพเยาวชนไทยด้วยปัญญาประดิษฐ์ ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทยให้เข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ การแข่งขันในครั้งนี้ มุ่งหมายความก้าวหน้าในการพัฒนาเยาวชนด้านการควบคุมและออกแบบอากาศยานไร้คนขับ ทั้งในด้านความแม่นยำ ความเร็ว และการวางแผน สมาคมฯ มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้เชิงประยุกต์ให้แก่เยาวชน และหวังว่าองค์ความรู้ที่ได้รับจะสามารถต่อยอด และพัฒนาทักษะสมรรถนะอย่างยั่งยืน

ภายในงาน ได้มีการมอบรางวัลใน 3 ประเภทการแข่งขัน ได้แก่ ประเภทปีกหมุนประลองปัญญา ประเภทยุทธวิธี และประเภทปีกหมุนประลองทักษะ ดังนี้

  • ประเภทปีกหมุนประลองปัญญา
    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมพี่เทนนิส&น้องปิงปอง จาก โรงเรียนวารินชำราบและโรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม จังหวัดอุบลราชธานี
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมกล้วย กล้วย จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม GiftedKC – TOT จากโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ จังหวัดยโสธร
    • รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีมลูกเจ้าพ่อไทรเงิน 6 จากโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และทีมลูกเจ้าพ่อไทรเงิน 4 จากโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
  • ประเภทยุทธวิธี
    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม CIS จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมอ้อมน้อยเวหาทีม จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมอ้อมน้อย จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทศบาลอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร
    • รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีมลูกเจ้าพ่อไทรเงิน 2 จากโรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี และทีมพระปฐมวิทยาลัย ทีม C จากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม
  • ประเภทปีกหมุนประลองทักษะ
    • รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมพระปฐมวิทยาลัย ทีม A จากโรงเรียยนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมใบหนาด จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม ดว.วาเลนเซีย จากโรงเรียนดงหลวงวิทยา จังหวัดมุกดาหาร
    • รางวัลชมเชย ได้แก่ ทีม Thirty-Two จากโรงเรียนมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และทีม GiftedKC – 4 จากโรงเรียนคำเขื่อนแก้วชนูปถัมภ์ จังหวัดยโสธร

ทั้งนี้ การแข่งขันเครื่องบินจำลองวิทยุบังคับ รายการ “หนูน้อยจ้าวเวหา” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประจำปี 2568 รอบคัดเลือกสนามที่ 2 จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเยาวชนให้พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีอากาศยาน หุ่นยนต์ และการเขียนโปรแกรมคอม พิวเตอร์ รวมถึง ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ผ่านกิจกรรมการแข่งขันที่สนุกและท้าทาย และเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายางาน

ลุยต่อเนื่อง ป.ป.ส.–กทม. ผนึกกำลังจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต Music Against Drugs 2025 จุดพลังเยาวชนร่วมต้านภัยยาเสพติด

ลุยต่อเนื่อง ป.ป.ส.–กทม. ผนึกกำลังจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต Music Against Drugs 2025 จุดพลังเยาวชนร่วมต้านภัยยาเสพติด

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรมคอนเสิร์ตต่อต้านยาเสพติด “Music Against Drugs 2025” ครั้งที่ 2 ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อปลุกพลังคนรุ่นใหม่และสร้างกระแสการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมี นายมานะ ศิริพิทยาวัฒน์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., แพทย์หญิงภาวิณี รุ่งทนต์กิจ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร, นางเมทินี พัฒนภักดี เลขานุการกรม สำนักงาน ป.ป.ส., พันตำรวจเอก ศิริชาติ จันทร์พรหมมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม มากกว่า 2,500 คน

นายยู่สินฯ กล่าวระหว่างพิธีเปิดว่า“การแก้ไขปัญหายาเสพติดจะเกิดผลอย่างแท้จริงและยั่ง ยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ ซึ่งการรวมตัวกันในวันนี้คือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง พลังที่สร้างกระแสให้ทุกคนตื่นตัวและลุกขึ้นมาร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน และสร้างสังคมไทยให้ปลอดภัยจากยาเสพติด”

ภายในงานมีการแสดงจากกลุ่มศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเยาวชน อาทิ JustmineNika, PERSES และ INDIGO รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านการป้องกันยาเสพติดจากหน่วยงานภาคีต่างๆ เช่น บูท “BE SMART SAY NO TO DRUGS” ของสำนัก งาน ป.ป.ส. การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และบูทรับเชิญพิเศษจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุน เครื่องดื่ม Red Bull Soda Energy Drink ฟรี! ตลอดทั้งงาน และไฮไลท์สำคัญที่คนให้ความสนใจไม้แพ้บูทอื่นๆ นั่นก็คือ บูทเกมงานวัด ได้แก่ ปาบอล ปาลูกโป่ง ที่มีความสร้างสรรค์และออกแบบสอดแทรกสาระความรู้ด้านยาเสพติดได้อย่างแยบยล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้ผลดีอย่างชัดเจน

นายยู่สินฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดกิจกรรม Music Against Drugs 2025 ในครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จจากปีที่ผ่านมา และเป็นก้าวสำคัญในการสื่อสารเชิงรุกที่เน้นให้เด็ก และเยาวชนเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนสังคมให้ปลอดภัยจากยาเสพติดที่ยั่งยืน และเสียงเพลงในวันนี้ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือพลังบวกที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่

ลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ห่างไกลยาเสพติด โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมผ่านการแจ้งเบาะแสยาเสพติดโดยโทรสายด่วน 1386 และแอปฯ ทางรัฐ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางใหม่ในการแจ้งเบาะแสยาเสพติดที่สะดวก ปลอดภัย และสามารถเลือกแจ้งแบบไม่ระบุตัวตนของผู้แจ้งได้”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายางาน

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 3 คดี ยาบ้า 10,460,000 เม็ด

ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 3 คดี ยาบ้า 10,460,000 เม็ด

นโยบายรัฐบาล ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร โดยตัดต้นตอการผลิต สกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้า ตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด ปราบปรามและยึดทรัพย์ผู้ค้า รวมทั้งติดตามดูแลช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดไม่ให้กลับไปสู่วงจรอีก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร./ประธานอนุ กรรมการป้องกันปราบปรามการพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ตอนในและสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้, พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. และพล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ปปส.

ได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ตอนในรอบกรุงเทพฯ รวม 9 จังหวัด X-ray พื้นที่ เพื่อปราบปรามทำลายแหล่งพักคอยและรวบรวมยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดนเข้ามายังพื้นที่ตอนใน และให้เข้มงวดกวดขันในการสกัดกั้น .ตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดที่จะส่งต่อให้กับลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ตำรวจภูธรภาค 1 จึงได้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2568 ถึง 17 มิ.ย.2568 ได้ทำการจับกุมยาเสพติดรวมจำนวน 17,572 คดี ผู้ต้องหารวม 17,601 คน /ของกลาง เป็นยาบ้ารวม 128 ล้านเม็ดเศษ, ไอซ์รวม 4,337 กก., เคตามีนรวม 245 กก. และของกลางอื่นๆ อีกหลายรายการ และได้ตรวจยึดทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 740 ล้านบาทเศษ

โดยในวันนี้ วันที่ 23 มิ.ย.2568 เวลา 11.00 น. ตำรวจภูธรภาค 1 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พล.ต.ต.นฤนาท พุทไธสง ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก. ภ.จ.สระบุรี และนายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ ผอ.ปปส.ภาค 1 ขอแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ จำนวน 3 คดี ได้ยาบ้ารวม 10,460,000 เม็ด ดังนี้

คดีที่ 1 จับกุมยาบ้า 6 หมื่นเม็ด ทีมโกดังยาเสพติด “เอก หนองยาว” ส่งมอบกันในพื้นที่ จ.สระบุรี : คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมแหล่งพักยาเสพติด “โกดังเปรม ปชน.” ได้ผู้ต้องหา 1 คน ตรวจยึดไอซ์ 217 กก.,ยาบ้า 560,000 เม็ด, ยาอี 3,163 เม็ด, เคตามีน 88 กรัม จับกุมได้ที่บริเวณอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทราบว่ามีกลุ่มของนายเอกรัตน์ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.สระบุรี เคยเดินทางมารับยาเสพติดจากแหล่งพักยาเสพติด “โกดังเปรม ปชน.” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนเฝ้าติดตามพฤติการณ์กลุ่มของนายเอกรัตน์ หรือ “เอก หนองยาว” มาโดยตลอด

จนกระทั่งในวันที่ 20 มิ.ย.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1 ชุดที่ 2 นำโดย พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จ.สระบุรี สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ประกอบด้วย ภ.จ.สระบุรี /กก.สส.ภ.จ.สิงห์บุรี /บก.ขส.บช.ปส., หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ นำโดย พ.อ.สุพจน์ สวาคฆพรรณ ผบ.ขกท.ศปก.นสศ., กองพันข่าวกรองทางทหาร นำโดย พ.อ.พูลศักดิ์ พรประเสริฐ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส.ภาค 1 นำโดยนายปริญญา ปิดเมือง นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ

ร่วมกันจับกุมทีมโกดังยาเสพติด “เอก หนองยาว” ได้ผู้ต้องหา จำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายสุรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี, น.ส.สุทธิดา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี และนายเอกรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี พร้อมด้วยของกลาง (เฉพาะรายการที่สำคัญ) ดังนี้ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) รวมจำนวนประมาณ 60,000 เม็ด, วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เคตามีน) น้ำหนักรวมประมาณ 1.91 กรัม, รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีเทา จำนวน 1 คัน (เป็นรถที่ใช้ขนยาเสพติดมาส่ง), รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว จำนวน 1 คัน (เป็นรถที่มารับยาเสพติด), โทรศัพท์มือถือ จำนวน 5 เครื่อง และตราชั่งดิจิทัล จำนวน 1 เครื่อง โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป, มีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา

สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหากลุ่มนี้ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 00.50 น. นายเอกรัตน์ (ผู้ต้องหาที่ 3) ได้ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีเทา (ของกลางลำดับที่ 3) นำยาบ้าที่ใส่ไว้ ในกล่องกระดาษสีน้ำตาล มาวางไว้ที่จุดนัดหมาย บริเวณริมถนนสาย 3021 ต.หนองยาว อ.เมือง จ.สระบุรี เมื่อวางกล่องยาบ้าเรียบร้อยแล้วได้รีบขับรถออกไป หลังจากนั้นอีกประมาณ 10 นาทีต่อมา ได้มีนายสุรัตน์ (ผู้ต้องหาที่ 1) และน.ส.สุทธิดา (ผู้ต้องหาที่ 2) ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีขาว (ของกลางลำดับที่ 4) มายังจุดที่วางกล่องยาบ้าไว้ และ น.ส.สุทธิดา เป็นผู้ลงมาหยิบกล่องยาบ้าขึ้นรถแล้วพากันขับออกไป เมื่อมีการส่งและรับยาบ้ากันเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยร่วมปฏิบัติซึ่งได้สะกดรอยติดตามดูพฤติการณ์ ในทุกขั้นตอนอยู่แล้ว ได้ติดตามรถยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว เมื่อถึงสถานที่ปลอดภัย จึงได้แสดงตัวและเข้าทำการตรวจค้นรถยนต์คันที่นายสุรัตน์ และ น.ส.สุทธิดา นำมารับยาบ้า

ผลการตรวจค้นพบยาบ้า จำนวน 60,000 เม็ดบรรจุอยู่ในกล่องวางอยู่ในรถ ส่วนเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งที่ได้สะกดรอยติดตามรถยนต์ของนายเอกรัตน์ (ผู้ต้องหาที่ 3) ซึ่งเมื่อนำมายาบ้ามาวางไว้ที่จุดนัดหมายแล้วได้เดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระ บุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดสระบุรีเข้าทำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นภายในบ้านและภายในรถยนต์ พบเคตามีนน้ำหนักรวมประมาณ 1.91 กรัม จึงทำการจับกุมแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตามข้อกล่าววหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสืบสวนขยายผลหาตัวผู้สมคบ สนับสนุน และช่วยเหลือในคดีนี้ต่อไป

คดีที่ 2 จับกุมยาบ้า 7.2 ล้านเม็ด ที่โกดังแหล่งพักยาเสพติดในพื้นที่ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี : คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 พ.ค.2568 เวลาประมาณ 06.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นแหล่งพักยาเสพติดในพื้นที่ ต.ราชคราม อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ผลการตรวจค้นพบยาบ้า 40 กระสอบ คิดเป็นจำนวนยาบ้าประมาณ 8,732,000 เม็ด และยาไอซ์ 18 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 720 กิโลกรัม และจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 1 ชุดที่ 1 นำโดย พ.ต.อ.จักรพันธ์ โอสถากันต์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.1 และชุดขยายผลฯ ของศอ.ปส. ภ.จ. พระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกันทำการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทราบว่า เครือข่ายของแหล่งพักยาเสพติด ต.ราชคราม ดังกล่าว ได้ไปรับยาเสพติดมาจากภาคเหนือ และมาเช่าโกดังซึ่งอยู่ที่บริเวณ ริมถนนพหลโยธิน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ไว้เพื่อรอรับยาเสพติดเตรียมส่งต่อให้แก่ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ของเครือข่ายดังกล่าวตลอดมา

จนกระทั่งในวันที่ 21 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดยพ.ต.อ. จักรพันธ์ โอสถากันต์ ผกก.ปพ.บก.สส.ภ.1 และ พ.ต.อ.พีรพัสส์ ชูช่วยผกก.สส.ภ.จ.พระนคร ศรีอยุธยา ได้สนธิกำลังเข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 ริมถนนพหลโยธิน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ผลการตรวจค้น พบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 7,200,000 เม็ด และจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน ซึ่งกำลังจัดเตรียมยาบ้าเพื่อส่งให้แก่ลูกค้า นายกมล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี และ นายโชคชัย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี โดยแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสืบสวนขยายผลหาตัวผู้สมคบ สนับสนุน และช่วยเหลือในคดีนี้ต่อไป

คดีที่ 3 ตรวจยึดยาบ้า 3.2 ล้านเม็ด ในพื้นที่ ต.หน้าพระลานน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี : คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 22.25 น. สภ.หน้าพระลาน จ.สระบุรี ได้รับแจ้งว่า พบรถยนต์แบบเอนกประสงค์ (SUV) ยี่ห้อเชฟโรเลต สีแดง เกิดอุบัติเหตุชนกับขอบทางบริเวณริมถนนสายหน้าพระลาน-หนองจาน ต.หน้าพระลาน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ภายในรถมีสิ่งของคล้าย ยาเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จึงได้เข้าทำการตรวจสอบและเก็บรวบรวมพยานหลักฐานภายในรถยนต์ ผลการตรวจสอบได้ทำการตรวจยึดสิ่งของซึ่งอยู่ภายในรถยนต์คันดังกล่าว (เฉพาะรายการที่สำคัญ) ดังนี้ ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 8 กระสอบ รวมประมาณ 3,200,000 เม็ด,อาวุธปืนพกสั้น ยี่ห้อ COLT จำนวน 2 กระบอก พร้อมกระสุนปืน จำนวน 10 นัด,โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งรัดทำการสืบสวนขยายผลหาตัวผู้กระทำความผิด ผู้สมคบ สนับสนุน และช่วยเหลือโดยเร่งด่วนต่อไป

ตำรวจภูธรภาค 1 จะได้สืบสวนปราบปราม และ X-ray พื้นที่ ไม่ให้เป็นแหล่งพักคอย รวมทั้งจะเข้มงวดกวดขันสกัดกั้น ตัดตอนการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ตอนในอย่างต่อเนื่องต่อไป และใคร่ขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน หากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติด

สามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป

“ตำรวจภูธรภาค 1 เป็นหนึ่ง พึ่งได้ ทันสมัย ดูแลความปลอดภัย เพื่อประชาชน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายางาน

ด่วน !! สนง.ปรมาณู ย้ำสถานการณ์ในไทยปกติ ปลอดภัยจากอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเฝ้าระวังใกล้ชิด หลังข่าวการโจมตีระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน

ด่วน..สนง.ปรมาณู ย้ำสถานการณ์ในไทยปกติ ปลอดภัยจากอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเฝ้าระวังใกล้ชิด หลังข่าวการโจมตีระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 : นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดี วศ. รรท. เลขาธิการสำนัก งานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากกรณีสื่อมวลชนต่างประเทศรายงานสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน รวมถึงประเด็นการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์นั้น ปส. ขอแจ้งว่าขณะนี้ ยังไม่พบความเสียหายหรือความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย และเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา นายราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้รับการแจ้งยืนยันจากหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีของอิหร่านว่า ไม่มีการเพิ่มขึ้นของระดับกัมมันตภาพรังสีนอกสถานที่หลังจากการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านสามแห่งเมื่อเร็วๆ นี้ รวมทั้งโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมฟอร์โดว์

นายแพทย์รุ่งเรืองฯ กล่าวต่อไปว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะหน่วยงานหลักด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยจากพลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ และยังมีระบบเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์และรังสีที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเฝ้าระวังระดับโลก ได้แก่ ระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ (International Monitoring System; IMS) และเครือข่ายสถานีตรวจวัดของ ปส. ทั่วประเทศ รวมถึงศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Center; NDC) ที่สามารถประมวลผลและตอบสนองได้อย่างรวดเร็วในกรณีเกิดภัยทางนิว เคลียร์และรังสี นอกจากนี้ เพื่อเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ปส. จะดำเนินงานเฝ้าระวังผ่าน 2 สถานีหลักภายใต้ IMS ได้แก่

  1. สถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี RN65 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
  2. สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ PS41 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ

นอกจากนี้ ปส. ยังมี สถานีเฝ้าระวังรังสีอีก 22 แห่งทั่วประเทศ ทั้งในอากาศและในน้ำทะเล ซึ่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยนายแพทย์รุ่งเรืองฯ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังภัยทางนิวเคลียร์และรังสีที่มีประสิทธิภาพ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติยังคงติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด และจะรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสบายใจให้แก่ประชาชนไทยต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายางาน

นายก ทม.หนองปรือ แถลงนโยบายชู 7 ด้าน เพื่อความเป็นเลิศ นำหนองปรือก้าวหน้าพัฒนาคู่ EEC

นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ แถลงนโยบายชู 7 ด้านเพื่อความเป็นเลิศนำหนองปรือ ก้าวหน้าพัฒนาคู่ EEC เพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

เวลา 10.00 น. วันที่ 23 มิถุนายน 2568 ที่ห้องประชุมสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ อ.บางละ มุง จ.ชลบุรี นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ ได้แถลงนโยบาย ในการพัฒนาก่อนเข้ารับตำแหน่ง นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ โดยชูนโยบาย 7 ด้านในการพัฒนา ให้ประชาชน มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความปลอดภัย ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อให้สมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ ได้รับทราบ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นำหนองปรือ ก้าวหน้าพัฒนาคู่ EEC เพื่อสร้างรอยยิ้มให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

นายวินัย นายกเทศบาลเมืองหนองปรือ เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำนโยบายที่จะพัฒนาเทศบาลเมืองหนองปรือ แถลงต่อสภาฯ เพื่อให้สมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ ทั้ง 18 คน และข้าราชการ เพื่อบริหารงานตามเจตนารมณ์ของประชาชนตำบลหนองปรือ ภายใต้ระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยยึดหลักการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล 7 ประการคือ หลักความสุจริตโปร่งใส, หลักความถูกต้องดีงามคุ้มค่า, หลักนิติธรรมเน้นความเสมอภาค, หลักคุณธรรมและประสิทธิภาพในการทำงาน, หลักการความคิดร่วมทำมีส่วนร่วม, หลักความรับผิดชอบ, หลักเมตตาธรรมและไมตรีจิต ให้มีเสถียรภาพเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชา ชนตำบลหนองปรือ

โดยชูนโยบาย 7 ด้านในการที่จะพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ ประกอบไปด้วย 1. ด้านนโยบายเป็นเมืองสิ่งแวดล้อมดี 2.ด้านการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน 3.ด้านนโยบายเมืองคุณ ภาพชีวิตดี 4.ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไร้อาชญากรรม 5.ด้านการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมประเพณี 6.ด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยวรุ่งเรือง ส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยววิถีชุมชน กระจายรายได้สู่ชุมชน และ 7. ด้านความโปร่งใส บริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

โดยทั้ง 7 ด้านนั้นจะครอบคลุมทุกภารกิจตามที่เทศบาลเมืองหนองปรือ รับผิดชอบและมี หน้าที่ต้องดำเนินการ ในการ “สร้างเมือง สร้างคน สร้างอนาคต” จะเป็นการบริหารงานราชการตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันวางรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชนเป็นต้นแบบของการพัฒนาไปสู่เมืองน่าอยู่ ที่มีการเจริญเติบโต ตลอดจนมุ่งเน้นการพัฒนา คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน บนพื้นฐานของความเป็นจริงที่สามารถทำได้ทันทีอันนำไปสู่เมืองที่มีการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

ภายหลังจากแถลงนโยบายเสร็จสิ้นมีข้าราชการ พนักงาน เทศบาลเมืองหนองปรือ พร้อมทั้ง พลังมวลชล พ่อค้าประชาชน ผู้นำชุมชน ร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีต่อคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาลฯ ชุดใหม่อบอุ่นและเป็นกันเอง….


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าวอาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน