“ผอ.ศปป.3” ลงพื้นที่กระบี่-ภูเก็ต สกัดแผนบึ้มสนามบิน–ชี้เป้าใช้มัสยิดเป็นฐานวางแผน

“ผอ.ศปป.3” ลงพื้นที่กระบี่-ภูเก็ต สกัดแผนบึ้มสนามบิน–ชี้เป้าใช้มัสยิดเป็นฐานวางแผน

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2568 : พล.ท.ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามการก่อความไม่สงบ (ศปป.3) กอ.รมน. นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงด้านความมั่น คงใน จ.ภูเก็ตและใกล้เคียง หลังพบวัตถุต้องสงสัยที่ลานประติมากรรมไม้มะหาด อ.เมืองกระบี่ พร้อมประมวลข้อมูลข่าวกรอง พบเบาะแสสำคัญกลุ่มก่อเหตุมีแผนบึ้มสนามบินภูเก็ตเปิดแผนเครือข่ายก่อเหตุ

  • กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้มัสยิดเป็นจุดพัก-วางแผน สลับยานพาหนะ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม
  • เชื่อมโยงการลักลอบขนอาวุธสงครามจากชายแดนใต้เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจหลัก
  • แผนการก่อเหตุหากสำเร็จ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ

มาตรการเร่งด่วนที่ ศปป.3 เสนอ กอ.รมน.ภาค 4

  1. คุมเข้มเส้นทางจากชายแดนใต้
    1. ตั้งด่านสกัดถาวร-จุดตรวจลอย ในเส้นทางเชื่อม 3 จชต. สู่สงขลา ตรัง กระบี่ ภูเก็ต
    2. ตรวจรถต้องสงสัยเข้ม พร้อมใช้ระบบตรวจจับอัตโนมัติและ CCTV
  2. เสริมข่าวกรองลึก
    1. ปูพรมตรวจสอบเครือข่ายต้องสงสัย เชื่อมโยงเหตุร้าย
    2. ใช้ชุมชน มัสยิด ผู้นำศาสนา ร่วมสอดส่องพฤติกรรมผิดปกติ
  3. สกัดการใช้ศาสนสถานเป็นฐานก่อเหตุ
    1. ตรวจสอบมัสยิดในพื้นที่เสี่ยง ปัตตานี-สงขลา
    2. เฝ้าระวังบุคคลแฝงตัวในศาสนสถานโดยไม่มีเหตุจำเป็น
  4. สร้างเครือข่ายป้องกันร่วมทุกภาคส่วน
    1. ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา–เปิดช่องแจ้งเบาะแสลับ
    2. ผู้นำชุมชน-ศาสนา-เจ้าหน้าที่ ทำงานเชิงรุกร่วมกัน
  5. เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์
    1. ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในจุดสำคัญ เช่น ด่านตรวจ พื้นที่เศรษฐกิจ
    2. เตรียมกำลังพล-อุปกรณ์พิเศษ ปรับแผนทันต่อภัยคุกคาม

มาตรการที่ ศปป.3 เสนอ มุ่งสกัดขบวนการก่อเหตุตั้งแต่ต้นทาง พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากประชาชนและทุกหน่วยในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุร้ายในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น ภูเก็ต ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์และรายได้หลักของประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.ร่วม ม.เชียงใหม่ ส่งมอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” สนับสนุน 4 มูลนิธิ สร้างสุขเพื่อสังคมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วช. ร่วม ม.เชียงใหม่ ส่งมอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” สนับสนุน 4 มูลนิธิ สร้างสุขเพื่อสังคมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม “นวัตกรรม (วช.) สร้างสรรค์ สร้างสุขเพื่อสังคม : NRCT Shares Innovation for All” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร วช. เข้าร่วมพิธี ทั้งนี้ (วช.) ได้มอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” และเงินบริจาคจากกิจกรรมภาย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025) แก่มูลนิธิ 4 แห่ง ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม (วช.)

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งมอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) โดยออกแบบขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มเปราะบางที่ต้องเผชิญกับมลภาวะทางอากาศ อาทิ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และประชาชนทั่วไป มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างอากาศที่สะอาดให้แก่ผู้ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากมลภาวะทางอากาศ

และในโอกาสนี้ (วช.) ได้มอบเงินบริจาคจากกิจกรรมภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 มิถุนายน 2568 ให้แก่มูลนิธิ 4 แห่ง ได้แก่

  1. มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเด็กและเยาวชน
  2. มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาของผู้พิการทางสายตา
  3. มูลนิธิสายธารสุขใจเพื่อคนชรายากไร้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ขาดแคลน
  4. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ถัดมา เป็นช่วงเสวนาในกิจกรรม NRCT Talk โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ บุญเชียง รองคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” ที่ออกแบบโดยใช้หลักการ “ห้องแรงดันบวก (Positive Pressure)” ร่วมกับการควบคุมทิศทางการไหลของอากาศ เพื่อให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นละอองในสภาพแวด ล้อมที่ไม่สามารถติดตั้งเครื่องฟอกอากาศได้อย่างทั่วถึง

(วช.) มุ่งหวังให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลงานวิจัยที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของสังคม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณ ภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ (วช.) ขอแสดงความขอบคุณต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะนักวิจัยผู้คิดค้นนวัตกรรม ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสังคมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมประชุมกับ บช.น. เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติของสื่อฯภาคสนาม กับการชุมนุมฯ

สมาคมข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมประชุมกับ บช.น.เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติของสื่อฯภาคสนาม กับการชุมนุมฯ
 

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นางอุษา มีชารี อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย เปิดเผยว่า ได้นำคณะตัวแทนสมาคมนักข่าวฯ ประกอบด้วย นายชำนาญ ไชยศร อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กรรมการสมาคมนักข่าวฯ,นายวิษณุ นุ่นทอง กรรมการสมาคมนักข่าวฯ และอนุฯฝ่ายสิทธิ์,นายสุเมธ สมคะเน เลขาธิการสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย และคณะอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และดร.โศภชา เอี่ยมโอภาส อนุฯฝ่ายสิทธิ์ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. และ พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา  ผบก.น.1  ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการปฎิบัติร่วมกันต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กรณีกลุ่มมวลชนในนาม “คณะรวมพลังปกป้องอธิปไตย” นัดชุมนุมใหญ่เรียกร้องให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
 

โดยนางอุษาฯ กล่าวภายหลังการหารือว่า ได้รับมอบหมายให้นำแนวปฏิบัติของ 6 องค์กรสื่อประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย,สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย,สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ที่ได้เคยออกแนวปฏิบัติไว้โดยเน้นในเรื่องสัญลักษณ์ปลอกแขน ที่ออกให้โดยศูนย์ประสานงานสื่อมวลชนในสถานการณ์การชุมนุม (ศปสช.) จัดตั้งขึ้นโดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนองค์กรวิชาชีพสื่อ 6 องค์กร ในการปฏิบัติหน้าที่พื้นที่ที่มีการชุมนุม ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบ  ว่า มีลักษณะ “สีฟ้า” ทาบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวว่า “PRESS” มีแถบสะท้อนแสงสีเทา ปลอกแขนจะมีตัวเลข (Serial Number) ที่บ่งบอกว่า เป็นนักข่าวสังกัดสำนักข่าวใด สามารถตรวจสอบความได้
 

ทั้งนี้ ปลอกแขนสำหรับสื่อมวลชนดังกล่าว ใช้ในการลงพื้นที่ทำข่าวการชุมนุมเป็นไปตามหลักสากลที่สื่อมวลชนหลายประเทศพึงใช้ที่ต้องการเสรีภาพในการทำข่าวการชุมนุม ผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับปลอกแขนไม่ได้มีสิทธิพิเศษมากกว่าบุคคลทั่วไป กรณีมีการใช้ปลอกแขนผิดจุดประสงค์ หรือกระทำผิดซึ่งหน้า ถือเป็นความผิดตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง
 

จากการหารือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ครั้งนี้ ได้แนวทางปฏิบัติร่วมกันดังนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะช่วยอำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวของสื่อมวลชนได้อย่างอิสระ แต่หากมีเหตุการณ์เพิ่มระดับไม่ปลอดภัย จะมีการประกาศให้ทราบทุกครั้งก่อนปฏิบัติการในแต่ละขั้นตอนตามข้อบังคับของกฎหมาย ทาง บชน.ได้ขอให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุม ต้องสวมปลอกแขนสื่อมวลชนที่ 6 องค์กรสื่อได้ออกให้ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อความชัดเจน  
 

นางอุษาฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสื่อมวลชนผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ยังไม่ได้ปลอกแขน ให้ทางสำนักงานต้นสังกัดตรวจสอบและขอตามหลักเกณฑ์ที่ 6 องค์กรสื่อได้กำหนดไว้แล้ว เพื่อการตรวจสอบตัวตนและป้องกันการแอบอ้าง ปัจจุบันนี้มีองค์กรสื่อมวลชนที่ได้ติดต่อ ลงทะเบียนและขอรับปลอกแขนไปแล้วจำนวน 995 ชิ้น 88 องค์กร ทั้งนี้อยากให้สำนักข่าวที่รับไปแล้ว สำรวจเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าปฏิบัติหน้าที่และความปลอดภัยของบุคลากรในองค์กรสื่อเอง “กรณีที่มีการสูญหาย หรือชำรุดเสียหาย ต้นสังกัดนั้นๆ ต้องดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และนำแจ้ง ศปสช. หรือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้ทราบโดยทันที เพื่อป้องกันบุคคลผู้ไม่หวังดีนำปลอกแขนสัญลักษณ์สื่อไปใช้นอกเหนือจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในทำนองการกระทำผิดกฎมาย” นางอุษาฯ กล่าว
 

สำหรับสื่อมวลชนองค์กรใดที่ประสงค์ขอรับปลอกแขนให้สำนักข่าว/ต้นสังกัด ออกหนังสือรับรองการเป็นพนักงานของสื่อมวลชน ที่มีความจำเป็นลงพื้นที่รายงานข่าวการชุมนุม โดยมีรายละเอียดที่ต้องระบุ คือ ชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ อีเมล และไอดี Line ระบุในเอกสารรับรอง จัดส่งเอกสารทางอีเมล์สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย tjareporter@gmail.com เพื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนจะได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมชุมนุม  ว่าเป็นผู้ที่เข้าไปทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนตามจริยธรรมวิชาชีพ  ไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของคู่ขัดแย้งไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รางวัลอินฟลูเอนเซอร์ อวอร์ด “Influencer Awards” ประจำปี 2568

วันที่ 25 มิ.ย.2568 นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย และผู้ก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมนักข่าววิจัยและพัฒนา สำนักนวัตกรรมการสื่อสาร ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้นายเสาหฤท เลิศเศรษฐการ (บอสเบลล์) เจ้าของเฟสบุ๊ค Bangsaen Fight Club ผู้ติดตาม 2.1 แสนคน ซึ่งได้รับรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ อวอร์ด “Influencer Awards” ประจำปี 2568

นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ กล่าวอีกว่าในยุคดิจิตอลได้เกิดรูปแบบการสื่อสารแนวใหม่ เรียกว่า โซเชียลมีเดีย (สื่อสังคมออนไลน์) มีผู้ประกอบการ ที่เป็นเจ้าของแฟลตฟอร์ม หรือ แอปพลิเค ชัน (Application) อย่าง Facebook,X,Instagram,TikTok,Youtube,Line ฯ โดยเป็นแหล่งรวมตัวกันของผู้ใช้ทั่วโลก ทุกชาติ ทุกเพศ ทุกวัย ข้อมูล ณ ต้นปี 2568 ประชากรโลกมีอยู่ราวๆ 8,100 ล้านคน มีคนประมาณ 5,000 ล้านคน ใช้โซเชียลมีเดีย เมื่อคำนวณแบบคร่าวๆ ก็ประมาณ 50-60 % ส่วนประเทศไทยเอง จัดว่าใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ทั้งนี้เพื่อให้ เข้ายุค เข้าสมัย ศูนย์ฝึกอบรมนักข่าว วิจัยและพัฒนา สำนักนวัตกรรมการสื่อสาร ภายใต้สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จึงจัดทำโครงการจัดงานมอบรางวัล อินฟลูเอนเซอร์ อวอร์ด “Influencer Awards” ขึ้น มีวัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาการเผยแพร่ข้อมูล ในสื่อโซเชียลมีเดีย
  2. เพื่อส่งเสริม “Influencer” อินฟลูเอนเซอร์
  3. เพื่อพัฒนาการประชาสัมพันธ์ ผู้สนับสนุน ในสื่อโซเชียลมีเดีย

โดยกำหนดหลักเกณฑ์ “Influencer” อินฟลูเอนเซอร์ หมายถึงมีความโดดเด่น ด้านยอดผู้ติดตาม ความเสมอต้น เสมอปลาย ความต่อเนื่อง มีอิทธิพลทางความคิดอย่างแท้จริง ภายใต้ความสร้างสรรค์ทั้งระดับชาติ และระดับนานาชาติ

ด้านนายเสาหฤท เลิศเศรษฐการ กล่าวว่า รู้สึกดีใจ กับการได้รางวัลซึ่งการได้รางวัลก็แสดงว่ามีคนเห็นว่าสิ่งที่เราทำไปเป็นสิ่งที่ดี รางวัลก็เหมือนการชื่นชมก็เป็นกำลังใจที่ดีครับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กลุ่ม บ.น้ำตาลครบุรี โคราช จัดกิจกรรม รวมน้ำใจ สู่ชายแดนตาเมือนธม

น้ำตาลครบุรีผนึกพลังชาวครบุรี รวมพลรถบรรทุกอ้อยขนยางเก่า รวมน้ำใจสู่ชาย แดน”ตาเมือนธม”

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด(มหาชน) โดยทีมงานมวลชนสัมพันธ์ได้ดำเนินกิจกรรม ” ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด ชาวครบุรี โคราช รวมน้ำใจให้แนวหน้า ระดมยางรถเก่าสร้างบังเกอร์“ เพื่อร่วมส่งกำลังใจจากแนวหลังให้แก่เหล่าทหารหาญประจำการอยู่แนวหน้า ที่กำลังตั้งมั่นปกป้องอธิปไตยในแถบพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

สำหรับการดำเนินโครงการนี้ประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยได้รับความร่วมมือร่วมใจอย่างเต็มที่จากองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พี่น้องประชาชนตำบลจระเข้หิน อำเภอครบุรี และคณะจิตอาสาพระราชทานอำเภอครบุรี จัง หวัดนครราชสีมา ร่วมด้วยช่วยกันระดมเสบียง ข้าวปลาอาหาร น้ำดื่ม น้ำตาล ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ เครื่องปั่นไฟสนาม กระสอบปุ๋ย กระสอบน้ำตาล น้ำมันรถบรรทุกสนับสนุนโดยโรงงานน้ำตาลครบุรี ก่อนเคลื่อนคาราวานรวมน้ำใจให้แนวหน้าออกจากลานจอดรถบรรทุกอ้อยของโรงงานน้ำตาลครบุรีนำไปส่งมอบให้แก่กองทัพที่ปราสาทตาเมือนธม


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

หอมฟุ้งทั่ววัด “สลากภัตรทุเรียน” วัดศรีจำปา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 มิ.ย.68 ที่ศาลาการเปรียญวัดศรีจำปา บ้านดงย่าปา หมู่ 6 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ชาวบ้านทั้งชายและหญิง เด็กเล็ก คนเฒ่าคนแก่ จากหลายหมู่บ้านของตำบลบ้านตึก กว่า 100 คน ต่างหอบหิ้วปิ่นโตอาหารคาวหวาน และ ผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ สับปะรด แก้วมังกร โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์หมอนพระร่วงและหลงหลิน ลับแลที่เป็นพระเอกของงาน ซึ่งชาวบ้านต่างคัดชนิดพิเศษ เนื้อสุกกำลังดี กลิ่นหอมกรุ่นละมุนอ่อนๆ ต่างหอบหิ้วกันมาเป็นจำนวนมาก เพื่อทำบุญเลี้ยงเพลพระบนศาลาการเปรียญกว่า 30 รูป ที่นิมนต์มาจากวัดต่างๆภายในตำบลบ้านตึกโดยมีนายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ อดีตส.ส. และอดีตที่ปรึกษาร.ม.ว.มหาดไทย และนายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัยร่วมงานด้วย

โดยเมื่อชาวบ้านมาถึงบริเวณวัด จะนำทุเรียนขึ้นมาวางรวมกัน บนศาลาการเปรียญก่อนที่จะร่วมทำบุญกับทางวัดและจับสลาก หากได้หมายเลขใด ก็จะนำปิ่นโต สำรับคาวหวาน ไปวางรอที่หน้าอาสนะหมายเลขนั้น เมื่อพระสงฆ์ขึ้นมาถึงก็ทำพิธีถวาย และระหว่างพระสงฆ์กำลังฉันภัตราหาร ชาวบ้านจะเริ่มคัดแยกทุเรียน วางเป็นกองๆใว้ ให้ครบจำนวนพระ หลังจากพิธีสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะถวายให้พระสงฆ์นำกลับวัดไปด้วย จากนั้นชาวบ้านจึงร่วมกันรับประทานอาหารและปอกทุเรียนแจกจ่ายกันรับประทานกันทั่วหน้า และร้องรำทำเพลง เต้นรำ ร่วมกัน อย่างสนุกสนาน อิ่มบุญกันทั่วหน้า ท่ามกลางกลิ่นทุเรียนที่หอมกรุ่น ละมุนไปทั่วทั้งศาลาการเปรียญ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปีนี้ทุเรียนของชาวบ้านให้ผลผลิตดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ แต่ราคาตกต่ำเหลือเพียงก.ก.ละ 80 กว่าบาทเท่านั้น หนำซ้ำช่วงเดือนที่ผ่านมาประสบปัญหาพายุพัดถล่ม ต้นทุเรียนโค่นล้มเสียหายไปบางส่วน แต่ชาวบ้านยังมีจิตศรัทธานำผลผลิตมาร่วมงานบุญสลากภัตร เพื่อเป็นการอนุรักษ์ สืบสานประเพณีอันดีงามนี้ใว้ โดยจะหมุนเวียนกันจัดงานสลากภัตรนี้ไปจนครบทุกวัดในตำบลบ้านตึก และวันที่ 5กรกฎาคม68ที่จะถึงนี้ จะจัดที่วัดห้วยตม หมู่ 7 ตำบลบ้านตึก ซึ่งชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านก็จะไปร่วมบุญกันอีกเช่นเคย


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

รมว.กค. ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน รวมไปถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่ อ.เมือง กาญจนบุรี

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงพื้นที่ติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน รวมไปถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี

วันนี้(28 มิถุนายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะ ลงพื้นที่ติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ เพื่อติดตามการดำเนินงานของด่านพรมแดนบ้านพุน้ำร้อน รวมไปถึงปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

โดยมี นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งรายงานข้อมูลทั่วไปในพื้นที่ฯ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคมนายอำเภอ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรงมหาดไทย สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี และเทศบาลเมืองทั้ง 3 แห่ง ร่วมให้การต้อนรับฯ

จากนั้นเวลา 11.50 น. นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม เจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้น ป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกประเภท ถือปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และห้ามเจ้าหน้าที่ เกี่ยวข้องกับขบวนการขนคน ลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติดฯ


/// กัมพล ทันเวลา & ปชส. ก จ.

ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว กำชับเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชน

ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมกองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว กำชับเตรียมความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและดูแลประชาชน

วันนี้ (25 มิ.ย.68) พลเอก วสุ เจียมสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่กองกำลังบูรพา อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยทหารที่รับผิดชอบพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในเขตจังหวัดสระแก้ว โดยมี พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ให้การต้อนรับ

ภายหลังรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่และผลการปฏิบัติงานที่สำคัญตามนโยบายของกองทัพบกแล้ว ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้พบปะให้กำลังใจกำลังพล พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น เพื่อสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวแสดงความชื่นชมต่อความเสียสละ อดทน และความมุ่งมั่นของกำลังพล ซึ่งต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง และเป็นกำลังสำคัญของกองทัพบกในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงการเฝ้าระวังและรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงในทุกรูปแบบ ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และพิทักษ์รักษาอธิปไตยของไทยให้มั่นคงต่อไปอย่างยั่งยืน



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

เลขาธิการ กปร. เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ที่จังหวัดเชียงใหม่

เลขาธิการ กปร. เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ เขตพื้นที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้สามารถดำเนินการตามความต้องการของราษฎร หน่วยงาน และพื้นที่ได้อย่างชัดเจนครบถ้วน

วันนี้ (25 มิ.ย. 68) ที่ห้องหอคำทวี Horizon Village Resort สวนพฤกษศาสตร์ทวีชล เชียงใหม่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ เขตพื้นที่ภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ เขตพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีพื้นที่นำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตลอดจนผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และราษฎรในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุม

โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนและจัดทำแผนพัฒนาต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเชิงพื้นที่ ได้ดำเนินการจัดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 15-16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 และสำหรับวันนี้เป็นการจัดครั้งที่ 3 ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการรวบรวมข้อมูลภาพรวมตั้งแต่เป้าหมาย แนวคิด การดำเนินงาน และผลการดำเนินงานขอโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขตพื้นที่ภาคเหนือ อีกทั้งเป็นการถอดบทเรียนด้านการปฏิบัติสำหรับวิเคราะห์ปัญหา และแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐและราษฎรในการร่วมวางแผน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมดำเนินการกันในระดับพื้นที่ ให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถดำเนินการตามความต้องการของราษฎร หน่วยงาน และพื้นที่ได้อย่างชัดเจนครบถ้วน

ทั้งนี้ นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ครองราชย์เป็นระยะเวลากว่า 70 ปี ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงงานด้านการพัฒนาในหลากหลายมิติ และได้มีพระราชดำริเพื่อเพิ่มโอกาสและทางเลือกในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ จำนวนทั้งสิ้น 5,201 โครงการ กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำหรับ จังหวัดเชียงใหม่ มีจำนวน 668 โครงการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท โดยมีพระบรมราโชบายในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย


นที มีเดช รายงาน

ลำพูน ถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฯ ในปีต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ลำพูน ถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฯ ในปีต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน 2568) เวลา 09.30 น. ณ กัซซัน ขุนตาล กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ มอบหมายให้ นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจังหวัดลำพูน ปี 2568 โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จำนวน 75 คน เพื่อถอดบทเรียน สรุปผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงาน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของปีต่อไป ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน อย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ และนำไปสู่แนวทางที่ปฏิบัติได้เป็นรูปธรรมเพื่อจะได้นำไปประมวลใช้เป็นแนวทางในการกำหนดมาตรการของจังหวัดต่อไป

จังหวัดลำพูนได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองระดับจังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังและแจ้งเตือนสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง รวมทั้งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟฟ้าและหมอกควันตามแนวทาง “มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองปี 2568” ซึ่งจะมีการเน้นย้ำการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย การประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ การตรวจวัดควันดำจากยานพาหนะ การเฝ้าระวังฝุ่นละอองจากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการระบายมลพิษทางอากาศ การเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผาในพื้นที่จังหวัดลำพูน การสนับสนุนอากาศยานปีกหมุนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองทัพภาคที่ 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ การจ้างงานราษฎรในพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงการลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยการจัดทำห้องปลอดฝุ่น และมุ้งสู้ฝุ่น

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีการบรรยายให้ความรู้ ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีอวกาศ และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า โดยวิทยากรผู้มีความรู้จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และแบ่งกลุ่มเพื่อถอดบทเรียนผลการดำเนินงานความสำเร็จ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ โดยแบ่งกลุ่มตามพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ป่า พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ชุมชนอื่นๆ


นที มีเดช รายงาน