สส.เขต3 จ.นครปฐม พร้อมคุณแม่สุภาพร สะสมทรัพย์ มอบแบรนด์รังนกให้กับผู้ที่มาใช้บริการทาง รพ.กำแพงแสน

สส.เขต 3 จ.นครปฐม พร้อมคุณแม่สุภาพร สะสมทรัพย์ มอบแบรนด์รังนกให้กับผู้ที่มาใช้บริการทางโรงพยาบาลกำแพงแสน

คุณแม่สุภาพร สะสมทรัพย์ พร้อมกับดร. พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สส.เขต 3 จ.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา และภรรยาท่าน สส.และ สจ. ธนพันธ์ โชคดำรงสุข, สจ. จักรพันธุ์ จำเล, นายณัฏฐ์คเณศ คงคาเพชร ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลกำแพงแสน, นายปวิทย์ ยวงเงิน ตำแหน่งนายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ป่วยที่โรงพยา บาลกำแพงแสน ในกิจกรรมครั้งนี้ได้นำแบรนด์รังนกมามอบ เพื่อเป็นกำลังใจกับพี่น้องประชา ชนที่มาใช้บริการทางโรงพยาบาลกำแพงแสนและเป็นกำลังใจให้กับทีมแพทย์พยาบาล ทีมงานของโรงพยาบาลกำแพงแสนทุกๆท่าน


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

จนท.หลายหน่วยรวบพ่อค้ายาบ้าคาของกลาง 1 หมื่นเม็ด ยาไอร์ 10 จี นำตัวดำเนินคดีตามกฎมาย

จนท.หลายหน่วยรวบพ่อค้ายาบ้าคาของกลาง 1 หมื่นเม็ด ยาไอร์ 10 จี นำตัวดำเนินคดีตามกฎมาย

วันที่ 30 มิย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.อัคราวัส สีห์ธนบุญอุบล ผกก.ตชด14 พร้อมด้วย พ.ต.ต.วริทธิ์ธร ชูนาค ผู้บังคับหน่วยกองร้อยตำรวจตระแวนชายแดนที่144 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ตชด.14 ร่วมกับ ชุดปฏิบัติการข่าวกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่144 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอท่ายาง ได้ว่างแผนล่อซื้อพ่อค้าลักลอบจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ได้ 1 ราย คือ นายนพกรานต์ (หรือกานต์) รำทะแย อายุ 29 ปี เป็นชาวบ้านหมู่5 ต.ท่าคอย อ.ท่ายาง ได้ที่บริเวณหน้าปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ท่าคอยอ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ก่อนยึดของกลางเป็นยาไอซ์ จำนวน 10 กรัม โดยผู้ต้อง หารับสารภาพว่าของกลางดังกล่าวเป็นของตนจริงก่อนให้การเป็นประโยชน์กับทางราชการ

จนสามารถวางแผนล่อซื้อยาบ้า และจับกุมพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ ต.หนองจอก อ.ท่ายางฯ ได้ที่ 1 ราย คือ นายธนโชติ (หรือไม้) เกตุเมือง อายุ 17 ปี ในพื้นที่หมู่5 ต.ดอนขุนห้วย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมตรวจยึดของกลาง เป็นยาบ้าจำนวน 5 มัด รวม 10,000 เม็ด (จำนวนเงินล่อซื้อ 87,000 บาท) รถจักยานยนต์ ฮอนด้าเว สีแดง 1 คัน(ผู้ต้องหาหลบหนีการจับกุม) โทรศัพย์ ยี่ห้อไอโฟน 1 เครื่อง (ของผู้ต้องหาหลบหนี) รถจักยานยนต์กูปปี้ สีทอง(ผู้ถูกจับกุม) ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ดำเนินคดีตามกฎมายต่อไป ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีไปได้ 1 ราย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมรู้ตัวแล้วอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐาน ออกหมายจับมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


บรรณรต เพชรบุรี

เทศกาลดนตรี “แกะดำ MUSIC FESTIVAL 2” พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวปลายปี อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เทศกาลดนตรี “แกะดำ MUSIC FESTIVAL 2” พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวปลายปี อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ “แกะดำ MUSIC FESTIVAL 2” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นใน วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ ไร่ B.N. เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ งานนี้ไม่เพียงแต่จะมอบประสบ การณ์ทางดนตรีที่หลากหลาย แต่ยังตั้งเป้าเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ช่วงปลายปี

“แกะดำ MUSIC FESTIVAL 2” นำเสนอความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยไลน์อัพศิลปินชื่อดังที่ครอบคลุมทุกแนวเพลง อาทิ PUN, VIOLETTE WAUTIER, NUM KALA, BEDROOM AUDIO, BANK PREETI, KLEAR, URBOYTJ, จ๊ะ นงผณี และ LOMOSONIC ซึ่งจะมาสร้างความสุขและความมันส์ให้กับผู้ร่วมงานตลอดค่ำคืน โดย ความพิเศษของงานนี้อยู่ที่การมอบโชคให้กับผู้เข้าร่วมงาน บัตรเข้าชมทุกใบมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลทองคำรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท โดยหมายเลขหลังบัตรจะเป็นเลขนำโชคสำหรับการจับรางวัลใหญ่ในงาน กิจกรรมนี้เพิ่มความตื่นเต้นและสร้างสีสันให้กับเทศกาลได้อย่างมาก

สำหรับบรรยากาศและสถานที่จัดงาน ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ ไร่ B.N. เขาค้อ เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม อากาศบริสุทธิ์ และบรรยากาศที่เงียบสงบ การจัดงานท่ามกลางธรรมชาติเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้ร่วมงานได้ดื่มด่ำกับเสียงเพลงไปพร้อม ๆ กับการพักผ่อนอย่างแท้จริง งานนี้ยังไม่จำกัดอายุเข้างาน ทำให้เหมาะสำหรับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนที่ต้องการมาร่วมสนุกและสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน

ผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ได้ที่ https:// ticket.eventpass.co/t/kaedumfest2 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Inbox: m.me/251613544704465 และ LINE Official Account: @kaedummusicfes หรือคลิก https://lin.ee/BzJjY6g

การจัดงานเทศกาลดนตรี “แกะดำ MUSIC FESTIVAL 2” ครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมายังจังหวัดเพชรบูรณ์จำนวนมาก ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า และธุรกิจบริการต่าง ๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคัก และสร้างรายได้ให้กับชุมชนในช่วงปลายปี


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

ป้า 62 ร้องผู้ว่าฯโคราช เชือดกำนันแหนบทองคำ หลอกสวมชื่อที่ดิน สปก. สูญเงิน 2.2 แสน จ่อลงโทษทางวินัย

ป้า 62 ร้องผู้ว่าโคราชเชือดกำนันแหนบทองคำ หลอกสวมชื่อที่ดิน สปก. สูญเงิน 2.2 แสน จ่อลงโทษทางวินัย

วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางลมหวน คลื่นสูงเนิน อายุ 62 ปี ชาวบ้าน ต.บ้านใหม่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา พร้อมครอบครัว หอบเอกสารยื่นขอความเป็นธรรมกับ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุมภ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กรณีถูกกำนันรางวัลแหนบทองคำนายหนึ่ง ร่วมขบวนการกับผู้หญิงที่อ้างตัวว่าเป็นอาจารย์ระดับด๊อกเตอร์ และเจ๊ใหญ่ หลอกลวงเงินรวม 220,000 บาท อ้างว่าสามารถทำเรื่องเปลี่ยนชื่อในเอกสารสิทธิ์ สปก. (ใบจริง) เพื่อเป็นเจ้าของที่ดิน สปก. โดยสมบูรณ์ จากนั้นจะสามารถนำใบจริง สปก. ที่เป็นชื่อของป้าลมหวน ไปดำเนินการทำเรื่องลงทะเบียนเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินตามนโยบายรัฐบาลได้ แต่สุดท้ายไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ต้องสูญเสียเงินเปล่า จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีกับกำนัน และผู้ร่วมขบวนการ รวม 3 คน ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยมีปลัดอาวุโส ปฏิบัติหน้าที่หน้าห้อง รับเรื่องเพื่อเสนอให้ผู้ว่าฯทราบ

เหตุการณ์เริ่มต้นตั้งแต่ นางลมหวน ใช้เงินเก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต ซื้อที่ดิน 13 ไร่ ต่อจากเจ้าของเดิม ในราคาไร่ละ 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,170,000 บาท แต่เป็นที่ดินเอก สารสิทธิ์ สปก. ต่อมามีกำนันแหนบทองคำรายหนึ่งมาติดต่ออ้างว่า สามารถทำเรื่องเปลี่ยนชื่อในเอกสารสิทธิ์ สปก. จากชื่อของเจ้าของเดิม เป็นชื่อของนางลมหวนได้ โดยมีผู้ร่วมขบวนการ ทั้งอาจารย์ด๊อกเตอร์และเจ๊ใหญ่ อ้างตัวว่า รู้จักสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่สปก.โคราช ช่วยทำเรื่องให้ แต่มีค่าดำเนินการทำเอกสารใหม่ทั้งหมดเป็นเงิน 120,000 บาท จึงตกลงทำพร้อมกับจ่ายเงินก้อนแรก เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2566

ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2566 มีผู้หญิงอ้างว่าเป็นอาจารย์ระดับด๊อกเตอร์ ถือเอกสารใบ สปก.ตัวจริง (ใบแข็ง) ที่ยังเป็นชื่อของเจ้าของเดิม (ยังเปลี่ยนชื่อไม่ได้) มาหานางลมหวน อ้างว่า มีคนนำใบ สปก.ฉบับนี้ เอาไปกู้เงิน 100,000 บาท ถ้าอยากได้ใบ สปก.(ใบแข็ง)คืน ก็ให้จ่ายเงินมา 100,000 บาท นางลมหวนกลัวว่าจะไม่ได้ใบ สปก.คืน จึงยอมจ่ายเงินให้ เพราะกลัวจะไม่ได้อะไรเลย เพราะลงทุนซื้อที่ดินในราคา 1,170,000 บาท และจ่ายเงินไปครบแล้ว
สุดท้ายมารู้ว่า กำนันแหนบทองคำ อาจารย์ด๊อกเตอร์ และเจ๊ใหญ่ ผู้ร่วมขบวนการรวม 3 คน มาหลอกเอาเงินรวมทั้งสิ้น 220,000 บาท ซ้ำยังไม่สามารถทำเรื่องเปลี่ยนชื่อในใบ สปก.ได้ จึงนำหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง 3 คน ที่ สภ.หนองบุญมาก เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566

ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ตำรวจสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง จนสรุปสำนวนคดีส่งอัยการพิจารณาสั่งฟ้องศาล ขณะที่ทางอำเภอหนองบุญมาก หน่วยงานปกครอง มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดกำนันแหนบทองคำรายนี้ เพราะเป็นตัวการสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน และน่าเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการ มีชาวบ้านหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อมาแล้วหลายราย

ก่อนหน้านี้ นายพงษ์เทพ จันทร์นอก นายอำเภอหนองบุญมาก ชี้แจงว่า ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้พบว่า มีมูลความผิด กำนันรายนี้มีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายหลอกลวงชาวบ้านจริง อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ก่อนเสนอเรื่องถึงผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนแล้ว

ด้านกำนันรางวัลแหนบทองคำ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว แต่ได้แจ้งทางโทรศัพท์ว่า ขอ รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมจะคืนเงินทั้งหมดแก่ นางลมหวน ผู้เสียหาย แต่อยู่ระหว่างการหารวบรวมเงินก่อน.


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ลูกสาวเศร้า !! ร่ำไห้หมดหนทาง หลังแม่เครียด หายออกจากบ้านนาน 3 วัน

อุทัยธานี – ลูกสาวเศร้า!! ร่ำไห้หมดหนทางหลังแม่เครียดเหลนที่บ้าน หายออกจากบ้านนาน 3 วัน หยิบรูปแม่มีเพียงใบเดียว กราบไหว้เจ้าแม่การุ้งช่วยตามหาที

เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่บ้านใหม่คลองไทร หมู่ 3 ต.เมืองการุ้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ได้พบกับนางสาวลูกอ๊อด อายุ 45 ปี ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่สภ.เมืองการุ้ง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ว่าแม่ของตนเองแท้ๆ ชื่อนางสาวเกษร อายุ 64 ปี ได้หายออกจากบ้านไปตั้งแต่วันที่ 30 มิ ย.2568 เป็นเวลาเกือบ 3 วันแล้ว ขณะนี้ผู้นำชุมชนในหมู่บ้าน นำกำลังช่วยกันออกกันตามหานางสาวเกษร ผู้สูญหาย แต่ยังไรวี่แวว

ทั้งนี้นางสาวลูกอ๊อด ผู้เป็นลูกสาวของแม่ซึ่งเป็นผู้สูญหาย ได้เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ผู้เป็นแม่ เคยบ่นเครียดเด็กๆ ซึ่งเป็นเหลน ทั้ง 2 คน และเป็นหลานของตนเอง ซึ่งเป็นเด็กกำลังซนตามภาษาเด็ก ว่าตัวแม่เองไม่ได้หลับไม่ได้นอน เกิดความรำคาญเด็กเล็กมาโดยตลอด และหลัง ๆ มาตนเองได้นำหลานออกไปทำงานรับจ้างด้วย เพื่อเป็นการผ่อนคลายเพื่อให้แม่หายเครียด โดยไม่ให้แม่เห็นเหลนอยู่ภายในบ้าน ล่าสุดวันที่ 30 มิ ย.68 ช่วงเย็น ตนเองได้นำหลานซึ่งเป็นเหลนของแม่ตนเอง ได้นำออกไปทำงานนอกบ้านด้วย พอหลังจากช่วงประมาณห้าโมงเย็นไปแล้ว ตนเองพร้อมหลานได้กลับมาบ้านปรากฏว่าไม่เจอแม่แล้ว จึงเข้าไปดูภายในบ้านพบว่าเสื้อผ้าของแม่หายไป จึงเป็นสาเหตุในครั้งนี้ คาดว่าตัวแม่เองน่าจะเครียดจากเด็กๆ

ล่าสุด 3 วันแล้ว ตนเองและผู้นำชุมชนพร้อมชาวบ้าน ได้ออกตามหาผู้สูญหาย ขณะนี้ยังไม่พบเจอตัวผู้สูญหาย ตนเองจึงได้เดินทางไปกราบไหว้เจ้าแม่เมืองการุ้ง ที่ชาวบ้านนับถือ โดยนำรูปของแม่ที่ตนเองถ่ายไว้เพียงรูปเดียว และมีแค่ 1 ใบ ที่ถ่ายเก็บได้ทั้งชีวิต ได้นำไปกราบไหว้เจ้าแม่เมืองการุ้ง เพื่อขอวิงวอนให้เจ้าแม่เมืองการุ้งช่วยตามหาแม่ที


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

อดีตพระ ถูกหลานชายป่วยจิต กระทืบจนเสียชีวิตริมถนน เหตุดื่มเหล้าแล้วผิดใจกัน

นครพนม – อดีตพระ ถูกหลานชายป่วยจิต กระทืบจนเสียชีวิตริมถนน เหตุดื่มเหล้าแล้วผิดใจกัน

วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 เวลา 07.00 น. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 6 หมู่ 8 ต.กุรุคุ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งเป็นที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนายรีระพล เหม็นชา หรือลุงพล หรือคูบาพล อายุ 54 ปี ที่ถูกหลานชายนายอนุวัฒ นาบุญ อายุ 19 ปี เป็นชาวบ้านหมู่ที่ 4 บ้านวังกระแส ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม ทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อริมถนนคอนกรีตในหมู่บ้าน เวลาประมาณทุ่มเศษของวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

จากการสอบถามนางวารุณี เหม็นชา อายุ 49 ปี น้องสาวของผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่าอดีตพี่ชายเป็นเป็นพระนานถึง 17 พรรษา เพิ่งสึกออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 67 เนื่องจากแม่ป่วยจึงอยากมาดูแล และก็ไม่ได้กลับไปบวชอีกเลย ชาวบ้านจึงเรียกกันว่าคูบา(ภาษาอีสานหมายถึงคนที่บวชเป็นพระ) ช่วงเกิดเหตุตนอยู่ที่บ้าน มีคนมาเรียกให้ไปดู พบว่าร่างไม่ไหวติง ใบหน้าปูดบวมไปหมด ส่วนคนที่ทำร้ายก็เป็นเครือญาติกัน

ด้าน นายวีระศักดิ์ แย้มประดิษฐ์ ผู้ใหญบ้านหมู่ 8 ต.กุรุคุ เล่าว่า สอบถามเบื้องต้นก่อนเกิดเหตุ ทั้งนายพลและนายบอยสองลุงหลาน ได้ไปนั่งดื่มเหล้าด้วยกันที่ร้านซ่อมรถจักรยาน ยนต์ในหมู่บ้าน ปรากฏว่าเกิดมีปากเสียงทะเลาะวิวาทถึงขั้นจะลงไม้ลงมือ ทางเจ้าของบ้านเห็นท่าไม่ดีจึงไล่นายบอยออกไป แต่ลุงพลไม่ยอมเลิกราลุกเดินตามไป กระทั่งมีการชกต่อยกันขึ้น ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ และมีชาวบ้านขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาเห็น นายพลนอนจมกองเลือดอยู่ริมถนน จึงรีบมาแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบดังกล่าว “ผมถามผู้ก่อเหตุแล้ว อ้างว่าทีแรกก็ไม่คิดจะสู้ แต่คนตายจะเอาเรื่องให้ได้ จึงชกต่อยกันและลุงพลเสียหลักล้มลง ประกอบกับอาจจะเมาด้วย เลยถูกนายบอยใช้กำปั้นต่อย และเอาเท้ากระทืบๆจนเสียชีวิต” นอกจากนี้ทราบว่านายบอยผู้ก่อเหตุ เคยมีประวัติบำบัดยาเสพติดมาครั้งหนึ่ง ซึ่งขณะอยู่ในสถานบำบัดก็เคยทำร้ายเพื่อนที่บำบัดด้วยกัน พอกลับมาก็เคยคลุ้มคลั่งทำร้ายเด็กนักเรียน ล่าสุดก็ก่อเหตุทำร้ายลุงพล ซึ่งเป็นเครือญาติกันเสียชีวิตคาที่

เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ได้มีเหตุทำร้ายร่างกายกันถึงแก่ความตายที่บริเวณถนนคอนกรีต ซอยหน้าอนามัย หมู่ 8 บ้านกุรุคุ ต.กุรุคุ อ.เมืองนครพนม พบผู้ตายชื่อนายรีระพล เหม็นชา อายุ 54 ปี เสียชีวิตในลักษณะนอนหงาย ใส่เสื้อยืดสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ใบหน้าคล้ายถูกของแข็งทำร้าย ส่วนผู้ก่อเหตุคือนายอนุวัฒ นาบุญ หรือบอย อายุ 19 ปี มีประวัติการรักษาป่วยจิตเวช ก่อนเกิดเหตุทั้งคู่นั่งดื่มสุราด้วยกัน จนเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกัน โดยผู้ก่อเหตุใช้เท้ากระทืบจนถึงแก่ความตาย ต่อมา พ.ต.ต. ศักดา ต้นจันทน์ สวป.สภ.เมืองนครพนม ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งศพของลุงพลญาติจะฌาปนกิจในวันนี้


ฟร้อง เทพ โอ๋ นครพนม รายงาน

หนุ่ม พกยาบ้าเข้าด่าน ลืมใช้คาถาบังตา โดนรวบคาจุดตรวจ พร้อมของกลาง

นครพนม/บ้านแพง หนุ่ม พกยาบ้าเข้าด่านลืมใช้คาถาบังตา เจ้าหน้าที่ ฝ่ายปกครองพร้อมอส รวบ คาจุดตรวจ พร้อมของกลาง#นโยบายการป้องกัน/แก้ไขปัญหายาเสพติดและสร้างความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่

วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ตามนโยบายของ นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม, นายนันทวิทย์ นาคแสง ปลัดจังหวัดนครพนม โดยการอำนวยการของ นายราชวัชร์ เพ็ชร์ไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง/ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านแพง มอบหมายให้ นายพงศ์เพชร มีจิตต์ใส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำสมาชิก อส. กองอาสารักษาดินแดนบ้านแพงที่ 5 ออกปฏิบัติการตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณตำบลนาเข เพื่อป้องกันการลักลอบกระทำผิดกฏหมาย พบชายคนหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์มายังบริเวณที่เจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจจุดสกัด มีพฤติการณ์น่าสงสัยจึงได้ทำการขออนุญาตค้นโดยได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ จนเป็นที่พอใจแล้วจึงยอมให้ทำการค้นตัว

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 17 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในบริเวณหัวกางเกงที่สวมใส่อยู่ จึงได้สอบถามได้ความว่าชื่อนายเจษฎา (ขอสงวนนามสกุล) บ้านอยุ่ตำบลหนองแวง ยอมรับว่าเป็นของตนเองจริง และยอมรับว่าได้เสพยามาก่อนหน้าที่แล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่ามียาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และได้นำของกลางทั้งหมด พร้อมผู้ต้องหา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ฟร้อง เทพ โอ๋ นครพนม รายงาน

วิวาทะเดือด!! ไม่ยอมรับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ยันทำตามคำสั่งคณะสงฆ์ ไม่กลับจำวัดหน้าโบสถ์

วิวาทะเดือด!! ไม่ยอมรับเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ยันทำตามคำสั่งคณะสงฆ์ ไม่กลับจำวัดหน้าโบสถ์
 

2 ก.ค. 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นที่วัดบ้านทุ่งเคล็ด (โบสถ์เหรียญบาท) อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังกลุ่มญาติติธรรมได้นำ พระประสิทธิ์ ถิรมโน เจ้าอาวาสองค์ใหม่ เข้ามายังวัดตามคำสั่งแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคม ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่รวมตัวกันขัดขวาง ไม่ยินยอมให้พระองค์ใหม่เข้าจำวัดในกุฏิสงฆ์ เป็นเหตุให้สถานการณ์ตึง เครียด เมื่อทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงกันยืดเยื้อหลายชั่วโมง จนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและทหารต้องเข้ามาระงับเหตุ ก่อนสถานการณ์จะบานปลาย

ระหว่างนั้นทีมกฎหมายของพระประสิทธิ์ ได้ชี้แจงกับชาวบ้านถึงคำสั่งจากเจ้าคณะจังหวัดที่ 7/2568 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ซึ่งแต่งตั้งพระประสิทธิ์ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งเคล็ดแทนพระมหาอาทิตย์ อิสสรญาโญ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน พร้อมนำเอกสารทางราชการมาแสดง แต่กลุ่มชาวบ้านยังไม่ยอมรับ โดยอ้างว่าคำสั่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์แอบแฝง เนื่องจากวัดกำลังจะจัดงานปิดทองฝังลูกนิมิต

ซึ่งสาเหตุความขัดแย้งครั้งนี้ มีรายงานทราบว่ามาจากกรณี พระมหาอาทิตย์ ได้กู้เงินจากกลุ่มทุนหลายล้านบาท โดยอ้างนำมาใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ภายในวัด แต่ไม่ชำระตามกำหนดจนเกิดคดีความ และกลุ่มทุนร้องเรียนต่อเจ้าคณะจังหวัด จนนำมาสู่การตั้งกรรมการสอบสวน และมีคำสั่งปลดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ 001/2568 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568
ขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความตึงเครียดขึ้น เมื่อฝ่ายญาติติธรรมพาพระประสิทธิ์ มาตั้งเต็นท์จำวัดชั่วคราวที่บริเวณหน้าโบสถ์ เนื่องจากยังไม่สามารถเข้าจำวัดในกุฏิสงฆ์ได้ ทำให้คณะกรรมการวัดบางส่วนไม่พอใจ พยายามสั่งรื้อเต็นท์ จนเกิดการโต้เถียงกันซ้ำ จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง

ล่าสุด กลุ่มชาวบ้านและญาติติธรรมยังคงปักหลักค้างแรมบริเวณวัด โดยไม่ยินยอมให้พระประสิทธิ์เข้าจำวัดในกุฏิ ขณะที่มีเสียงวิจารณ์ว่า คณะกรรมการวัดควรจัดหาที่พักที่เหมาะสมให้กับเจ้าอาวาสตามคำสั่งมหาเถรสมาคม และควรปล่อยให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ควรปลุกปั่นให้ชาวบ้านเกิดความแตกแยกในชุมชน

คุณลุงสุขเกษม ชนะภัย อายุ 64 ปี ชาวบ้านทุ่งเคล็ด ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า “ครอบครัวของผมเป็นผู้ยกที่ดินผืนนี้ถวายให้กับวัด เพื่อใช้ในการก่อสร้างโบสถ์เหรียญบาทในปัจจุบัน ด้วยความตั้งใจที่จะอุทิศบุญกุศลให้กับบิดาและมารดา เพื่อให้ท่านได้ไปสู่สุคติบนสวรรค์ตามความเชื่อของเรา ไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์ขึ้นภายในวัด จนทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่เครือญาติ เพราะมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ดังกล่าว ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่าจะดำ เนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เนื่องจากเครือญาติบางคนของผมถูกหลอกลวงจนหมดตัว และบางรายยังต้องรับภาระหนี้สินที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ เนื่องจากได้ไปค้ำประกันเงินให้กับเจ้าอาวาส”

ด้านพระประสิทธิ์ เจ้าอาวาสองค์ใหม่ของวัดดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นลำดับที่ 3 ต่อจากพระสงฆ์อีกสององค์ที่เคยได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าอาวาสก่อนหน้านี้ แต่ทั้งสององค์ก็ไม่สามารถเข้ามาจำวัดหรือปฏิบัติหน้าที่ภายในวัดได้ เนื่องจากประสบปัญหาการต่อต้านจากชาวบ้านกลุ่มเดิม ที่ไม่ยินยอมให้พระภิกษุที่ได้รับการแต่งตั้งจากภายนอกเข้ามาทำหน้าที่ภายในวัด และเมื่อมีการแต่งตั้งพระประสิทธิ์เป็นเจ้าอาวาสองค์ใหม่ กลุ่มชาวบ้านกลุ่มเดิมก็ดูเหมือนว่าจะเตรียมการต่อต้านในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พระประสิทธิ์ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกหวาดหวั่นหรือกังวลใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวมากนัก เนื่องจากท่านเองก็เป็นคนในพื้นที่ เป็นชาวบ้านในละแวกวัดนี้มาก่อน ก่อนจะตัดสินใจอุปสมบทเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ จึงมีความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ และเชื่อมั่นว่าชาวบ้านบางส่วนยังพร้อมให้ความร่วมมือ หากมีการพูดคุยทำความเข้าใจอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ หากไม่สามารถเข้าจำวัดภายในอาคารของวัดได้ตามปกติ พระประสิทธิ์ระบุว่า ท่านก็พร้อมจะปักกลดเพื่อจำวัดอยู่บริเวณหน้าโบสถ์ของวัดแทน โดยจะเฝ้ารอดูสถานการณ์อย่างสงบ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าอาวาสตามที่เจ้าคณะได้มอบหมายอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและสันติในกิจการคณะสงฆ์ของวัดดังกล่าว

ในส่วนของคณะกรรมการวัดนั้น พระประสิทธิ์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า เนื่องจากมีคำสั่งให้ปลดเจ้าอาวาสองค์เดิมพ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จึงส่งผลให้คณะกรรมการวัดชุดเดิม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าอาวาสองค์เดิม ต้องพ้นจากตำแหน่งไปโดยอัตโนมัติด้วย ดังนั้น จะต้องมีการดำเนินการสรรหาคณะกรรมการวัดชุดใหม่ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการงานต่าง ๆ ของวัดตามระเบียบและแนวทางของคณะสงฆ์ต่อไป



นัครินทร์/รายงานข่าว

ชุดปฏิบัติการพิเศษ อ.พัฒนานิคมบูรณาการจับกุมผู้ค้าผู้เสพยาอาวุธปืน

จังหวัดลพบุรีเดินหน้าเอาจริงกับปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และกรมการปกครอง โดยไม่ละเว้นหรือให้พื้นที่ปลอดภัยแก่ผู้กระทำผิด

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ถึง วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้สั่งการให้นายธนณัฐ อาจิณกิจ นายอำเภอพัฒนานิคม ว่าที่ร้อยตรีกานต์ พิทักษ์เตชกุล ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นายอธิบดี หัสดิสาร ปลัดอำเภอพัฒนานิคม ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอพัฒนานิคม (ฟ้าทะลายโจร) พร้อมด้วยชุดปฎิบัติการพิเศษจังหวัดลพบุรี ออกปฏิบัติหน้าที่กวาดล้างยาเสพติด อาวุธปืน และสิ่งอบายมุขในพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม โดยได้ประสานสายลับเฉพาะกิจ ซึ่งเคยหลงผิดตกเป็นทาสยาเสพติด ยินยอมเข้ารักการรักษา บำบัดจนหายเป็นปกติ ที่มีความประสงค์ที่จะช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ช่วยเหลือทางราชการโดยการเป็นผู้ติดต่อล่อซื้อ

ซึ่งการบูรณาการร่วมกันในครั้งนี้ได้มีนายปรัชญา เปปะตัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี นายพิษณุ ประภาธนานันท์ ปลัดจังหวัดลพบุรี และนายยศวิน บำรุงเวช ป้องกันจังหวัดลพบุรี ชุดปฏิบัติการพิเศษอำเภอโคกสำโรง โดยนายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล นายอำเภอโคกสำโรง ร่วมในการปฎิบัติ เริ่มตั้งแต่บ่ายของวันที่ 30 มิถุนายน จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญได้ 1 รายทราบชื่อนายทวีพงษ์ หรือโต้งหัวดง ดีวิเศษ อายุ 39 ปี ในพื้นที่บ้านหัวดง ตำบลคลองเกตุ อำโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี และกลุ่มมั่วสุมเสพยาเสพติด พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 194 เม็ด อาวุธปืนลูกซองยี่ห้อเรมิงตัน จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนขนาด 11 มม. จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกซอง กระสุนขนาด 11 มม. และกระสุนขนาด 9 มม. จำนวนมาก อีกทั้งยังตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์การเสพ และรถยนต์เก๋งจำนวน 1 คัน

แจ้งข้อหาจำหน่ายยาเสพติด มีอาวุธปืนและเครืองกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกสำโรง อีกทั้งยังได้นำผู้เสพที่มีผลตรวจสารเสพติดในร่างกาย เจ้าหน้าที่ได้ทำประวัติ และส่งเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูตามระบบ บสต. เพื่อคืนคนดีสู่สังคม อีกจำนวน 6 ราย

ทั้งนี้การดำเนินการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและข้อสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่อย่างยั่งยืน อำเภอพัฒนานิคมต้องปลอดภัยปลอดยาเสพติดเพื่อคุณภาพชีวิตของที่ดีของประชาชนทุกคน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

มาแล้ว เทศกาลดนตรีปลายปีที่ห้ามพลาด! แกะดำ MUSIC FESTIVAL 2 รวมทุกแนวเพลง ทุกอารมณ์ กับศิลปินระดับแนวหน้า

เพชรบูรณ์ – มาแล้ว เทศกาลดนตรีปลายปีที่ห้ามพลาด! แกะดำ MUSIC FESTIVAL 2 รวมทุกแนวเพลง ทุกอารมณ์ กับศิลปินระดับแนวหน้า

แกะดำทำถึง พิเศษ! บัตรทุกใบมีสิทธิ์ลุ้นทองคำ มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท หมายเลขหลังบัตร คือเลขนำโชค ลุ้นรางวัลใหญ่ในงาน เริ่มขายบัตร 1 ก.ค. 68 เวลา 08.30 น.
ราคาใบเดียว 1,390, เซต 5 ใบเพียง 6,450 (เฉลี่ยเพียง 1,290) โปรแก๊งค์แกะใหญ่ ซื้อบัตร 10 ใบ เป็นเงิน 12,900 บาท (เฉลี่ยเพียง 1,290 บาท) รับไปเลย หมวกแกะดำสุดเท่ห์ 1 ใบ เด็กสูงเกิน 110 CM ต้องซื้อบัตร

กดบัตรคลิกลิงค์ : https://ticket.eventpass.co/t/kaedumfest2
inbox : m.me/251613544704465
Line : @kaedummusicfes
หรือคลิกลิงค์ : https://lin.ee/BzJjY6g

LINE UP จัดเต็ม!
PUN / VIOLETTE WAUTIER / NUM KALA / BEDROOM AUDIO
BANK PREETI / KLEAR / URBOYTJ / จ๊ะ นงผณี / LOMOSONIC
อย่ารอช้า! มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งเสียงเพลงและโชคทองกับแกะดำ!ใครจะเป็นผู้โชคดีคว้าทองไปครอง? อาจเป็นคุณ!


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน