วช.ร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วช. ร่วมภาคีเครือข่ายจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน “มุ่งเป้าอนาคตประเทศ ไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย“ ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 และน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้งใน 10 จังหวัด” ตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติเป็นประธานในพิธีเปิด

พร้อมนี้ผู้บริหารที่เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), ดร.วิจารณ์ สิมาฉายา ประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญของเป้าหมาย สำคัญฯ เรื่อง “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมกับ ผู้บริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน ผู้บริหาร (วช.) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และคณะนักวิจัย ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวถึง (วช.) ได้ร่วมกับ (สวก.) ดำเนินการการขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) ในประเด็น “ประ เทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” และ “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ในพื้นที่จังหวัดเป้าหมาย โดยกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการลดจุดความร้อน ฝุ่น PM2.5 และผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระดับตำบล ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และหน่วยงานท้องถิ่น มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการองค์ความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากงานวิจัยไปใช้แก้ปัญหาเชิงพื้นที่ (วช.) มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานทุกระดับ เพื่อให้การวิจัยตอบโจทย์ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม. ความร่วมมือนี้ยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นอย่างจริงจัง และส่งเสริมการพัฒนาอย่างครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ภายในงาน ได้มีการกล่าวจุดมุ่งหมายของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ โดย

  1. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
  2. นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน
  3. ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
  4. นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1
  5. นายวีรยุทธ ปิ่นแก้ว รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
  6. นายวัลลภ นามวงศ์พรม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
  7. นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่
  8. นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน
  9. นายพงษ์เทพ มนัสตรง ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน
  10. นายภาณุพงศ์ ไชยวรรณ์ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดลำพูน

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “มุ่งเป้าอนาคตไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (ววน.) โดยส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ที่ (วช.) และ (สวก.) ให้การสนับสนุนผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์ปัญหาเชิงพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลเพื่อใช้ในการวางแผนเชิงนโยบาย และเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พร้อมนี้ มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯร่วมกันใน 2 จังหวัด

  • จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), จังหวัดเชียงใหม่, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1, องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่, สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และสภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่
  • จังหวัดลำพูน ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน),จังหวัดลำพูน,สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1,องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน,สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน และสภาลมหายใจจังหวัดลำพูน

การลงนามร่วมกันของภาคีเครือข่าย ณ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูนในครั้งนี้ เป็นการมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางการทำงานร่วมกันกับภาคีเครือข่าย “การขับเคลื่อนมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ใน 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็น : น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง และประเด็น : ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญของเป้าหมาย สำคัญฯ เรื่อง “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด” นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ผู้บริหารส่วนราชการในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน และคณะนักวิจัย

ทั้งนี้ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และกิจกรรม “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาดน้ำมั่นคง” จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการรวมพลังทุกภาคส่วนในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ “แก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” และ “ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน” ผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดีพร้อม” ดันซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นไทย คัด 3 แบรนด์ ชนะเลิศ ชูศักยภาพนักออกแบบไทย โชว์ผลงานสู่ระดับสากล ตามนโยบาย รมว.เอกนัฏ

“ดีพร้อม” ดันซอฟต์พาวเวอร์แฟชั่นไทย คัด 3 แบรนด์ชนะเลิศ ชูศักยภาพนักออกแบบไทย โชว์ผลงานสู่ระดับสากล ตามนโยบาย รมว.เอกนัฏ

นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้รับมอบหมายจาก นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีปิดกิจกรรมพัฒนานักออกแบบดีพร้อมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (DIPROM Thai Designer Lab) โดยมี นางสาวนันท์ บุญยฉัตร ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ (DIPROM) ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ ลาน Co-Event Space Zone A ชั้น G ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ ลาดพร้าว

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการตามนโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ของนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการสนับสนุนพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศไทย ผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมไทยด้วย 6 กลไกที่สำคัญ คือ

  1. การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytic)
  2. การเทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ (Technology /Digital /Innovation /Creative)
  3. การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน (Funding)
  4. การเชื่อมสิทธิประโยชน์ (Privilege)
  5. การเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร (Networking) และ
  6. การผลักดันธุรกิจสู่สากล (Connect to the world) เพื่อให้วิสาหกิจไทยในระบบการพัฒนาสามารถ “สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างเครือข่าย” เพิ่มศักยภาพวิสาหกิจไทยให้สามารถยกระดับธุรกิจให้เติบโต และแข่งขันได้อย่างมั่นคง

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ดีพร้อม โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (กส.กสอ.) ได้จัดกิจกรรมพัฒนานักออกแบบดีพร้อมในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ DIPROM Thai Designer Lab มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักออกแบบให้มีการต่อยอดองค์ความรู้ สามารถนำเครื่องมือเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ทั้งในด้านการออกแบบ กระบวนการผลิต การตลาด สามารถสร้างความโดดเด่นเป็นอัตลักษณ์ให้กับแบรนด์ของตนเอง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่รู้จักในระดับสากล สอดคล้องตามนโยบาย “ปฏิรูปอุตสาหกรรม” ด้วยการเสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทาน สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาทักษะบุคลากร รวมถึงการสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันของ SMEs ไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผู้ประกอบการไทยสู่สากล ของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 มีผู้ประกอบการได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 28 ราย ยกระดับผ่านหลักสูตรสำหรับพัฒนานักออกแบบ ประกอบด้วย

  1. การฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการทำธุรกิจแฟชั่น การสร้างแบรนด์ การออกแบบ การสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า และการตลาดที่สามารถตอบสนองตามความต้องการของผู้บริโภค
  2. การศึกษาดูงาน ณ LV The Place Bangkok และ OHM Thailand เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบ
  3. การจัดกิจกรรมค่ายปฏิบัติการออกแบบ (Design Lab) โดยมีนักออกแบบมืออาชีพในการให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก บ่มเพาะไอเดียสร้างสรรค์ เสริมเทคนิค และแนวคิดด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการสู่ระดับสากล
  4. การให้คำปรึกษาแนะนำด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ และ
  5. การจัดประกวดผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ในหัวข้อ Soft Power

โดยมีผลงานผ่านการคัดเลือกได้รับรางวัลชนะเลิศ จำนวน 3 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์ Feel Youth แบรนด์ PAKAPAN.s และแบรนด์ LUUMI ซึ่งทั้ง 3 แบรนด์ จะได้รับโอกาสในการ นำสินค้าไปจัดแสดงที่งาน Lifestyle Week Tokyo Big Sight ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2568 ณ ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บุกตรวจ! โรงงานลอบผลิตเหล็กไฟเบอร์ดำไร้มาตรฐาน เสี่ยงอันตรายทั่วประเทศ

บุกตรวจ! โรงงานลอบผลิตเหล็กไฟเบอร์ดำไร้มาตรฐาน เสี่ยงอันตรายทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 : ชลบุรี ทีมข่าวเฉพาะกิจ ลงพื้นที่ติดตามกรณีโรงงาน เอส เอส อาร์ ที 2009 จำกัดในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี หลังมีผู้บริโภคร้องเรียนว่ามีการผลิตสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังคงเดินเครื่องจักรผลิตเหล็กไร้มาตรฐานถูกส่งขายไปแล้วในหลายพื้นที่ จากการตรวจสอบพบว่าเหล็กที่ผลิตถูกส่งต่อให้บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร บริษัทดังกล่าว มีการลักลอบผลิต “เหล็กไฟเบอร์ดำ” (GFRP) โดยไม่ได้มาตรฐาน และไม่ได้รับอนุญาต โรงงานไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4)ไม่มีระบบควบคุมมลพิษ ทั้งฝุ่น เสียง และน้ำเสียส่งกลิ่นเหม็นและเสียงดังรบกวนชุมชน ไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ไม่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (มอก.) โดยภายหลังผู้บริโภคมีการร้องเรียนและแจ้งความไว้ที่ สภ.กระทุ่มแบน โดยได้ส่งคืนสินค้าให้กับโรง งานแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินคืน และอยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย

โดยการตรวจสอบครั้งนี้ดำเนินการโดย สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาคี ได้แก่ เทศบาลตำบลห้วยใหญ่,สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี,ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี (ตม.),กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.),พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการร่วมกันเข้าตรวจสอบ บริษัทเอส.เอส.อาร์.ที 2009 จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 21/4 ม.5 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี นายสุวัฒน์ (ขอสงวนนามสกุล) วิศวกร เป็นผู้นำตรวจสอบภายในโรงงาน

ผลการตรวจสอบปรากฎ ดังนี้ บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการผลิตไฟเบอร์ GFRP และตะแกรงสาน GFRD สำหรับใช้ในงานก่อสร้าง (ลักษณะคล้ายเหล็กเส้นแต่ใช้เส้นใยแก้วเป็นส่วนประกอบ) ขณะตรวจสอบมีคนงานปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 13 คน มีการใช้เครื่องจักรในการประกอบกิจการทั้งสิ้น 107.62 แรงม้า

อุตสาหกรรม จ.ชลบุรี พบว่าบริษัทฯ ไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งและประกอบกิจการโรงงาน ลำดับ 32(2) ตาม พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 ไม่พบการติดตั้งระบบ ขจัดมลพิษทางอากาศ ในโรงงานมีกลิ่นเหม็น มีแรงงานต่างด้าว จำนวน 9 คน มีเอกสาร ครบถูกต้อง แต่นายจ้างไม่ได้แจ้งที่พักอาศัยฯ

อุตสาหกรรม จ.ชลบุรี ได้เก็บตัวอย่างวัสดุคล้ายเหล็กเส้น จำนวน 3 ชิ้น ไปตรวจสอบ หากว่ามีการกระทำความผิด เพิ่มเติม จะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อ พงส.เมืองพัทยา ให้ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 139(2) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541 จึงขอเชิญ กรรมการหรือตัวแทนที่ได้รับมอบหมาย ไปพบในวันที่ 9 ก.ค.2568 ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน

เจ้าหน้าที่ ตม.จ.ชลบุรี ได้ร่วมจับกุมตัว นายธเนศ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 22 ปี ที่อยู่ 136/78 ต.หนองปลาไหล อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยกล่าวหาว่า เป็นเจ้าบ้านเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคหะสถานหรือผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเข้าพักอาศัย ไม่แจ้งคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชม. ตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

เทศบาลตำบลห้วยใหญ่ ได้แจ้ง ให้บริษัทฯ ทราบว่า จัดตั้งและประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และสั่งให้บริษัทฯ หยุดดำเนินการ ในทันที


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พปชร. ช่วยผู้ประสบภัยอุทกภัย จ.เชียงราย

“พรรคพลังประชารัฐ” ลงพื้นที่แม่เปา จ.เชียงราย มอบถุงยังชีพ 1,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมส่งแรงใจช่วยฟื้นฟู

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เพื่อนำสิ่งของอุปโภคบริโภค อาทิ น้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมจำนวน 1,000 ชุด มอบให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมบ้านเรือน

โดยสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ตำบลแม่เปา ขณะนี้ระดับน้ำที่เคยท่วมได้ลดลงหมดแล้ว แต่ยังคงมีความเสียหายหลงเหลืออยู่หลายจุด โดยเฉพาะดินโคลนที่ไหลมากับกระแสน้ำได้ทิ้งร่องรอยไว้ในบ้านเรือน ถนน และพื้นที่เกษตรทำให้ขณะนี้ประชาชนและหน่วยงานทีเกี่ยว ข้องอยู่ระหว่างการฟื้นฟู ทำความสะอาดและกู้คืนความเป็นปกติในชุมชน

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ ได้เร่งประสานงานกับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐเพื่อจัดเตรียมถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นเร่งด่วนมาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยย้ำว่า พรรคฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมประสานทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“นกเค้าแมว วปอ.66” เติมสุขเด็กกำพร้า มอบน้ำสะอาด-เลี้ยงอาหารกว่า 1,000 ชีวิต

อ่างทอง – “นกเค้าแมว วปอ.66” เติมสุขเด็กกำพร้า มอบน้ำสะอาด-เลี้ยงอาหารกว่า 1,000 ชีวิต

วันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่อาคารเทพกาญจนา สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าวัดสระแก้ว อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง กลุ่ม “หมู่นกเค้าแมว” จากหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 66 นำโดย ดร.วิกร ภูวพัชร์ หัวหน้าหมู่ ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ภายใต้โครงการ “มอบเครื่องกรองน้ำ – เลี้ยงอาหารกลางวันเด็กกำพร้า”

โดยกลุ่มนกเค้าแมว วปอ.66 ได้มอบเครื่องกรองน้ำรวม 6 เครื่อง แก่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าและโรงเรียนในพื้นที่ ได้แก่ วัดสระแก้ว 3 เครื่อง, วัดโบสถ์วรดิตถ์ 1 เครื่อง, โรงเรียนบางเสด็จ 1 เครื่อง และวัดเจ้าบุญเกิด 1 เครื่อง โดยมีนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราช การจังหวัดอ่างทอง และสมาชิกกลุ่มฯ ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญในการประสานงาน นอกจากมอบน้ำสะอาด กลุ่มยังได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียนกว่า 1,015 คน พร้อมทั้งถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์

ดร.วิกร ภูวพัชร์ฯ เผยว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการรวมพลังทำความดี คืนกำไรให้สังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน เพื่อส่งเสริมคุณค่าของการเสียสละ ความสามัคคี และจิตสำนึกแห่งการเป็น “ผู้ให้” “เราเชื่อว่าการให้…แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ในหัวใจใครหลายคนได้” ดร.วิกร ภูวพัชร์

หัวหน้าหมู่เค้าแมว วปอ.66 กล่าวทิ้งท้าย ขอบคุณทุกมือที่ยื่นให้ ขอบคุณทุกใจที่พร้อมแบ่งปัน เพราะทุกความดีไม่มีคำว่าน้อยเกินไป เราเพียงหวังให้เด็กๆ ได้ดื่มน้ำสะอาด อิ่มท้อง และอุ่นใจว่าบนโลกนี้…ยังมีคนห่วงใยเขา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เอกนัฏ” บินตรงลงพื้นที่เมืองสองแคว โชว์ผลสำเร็จการยกระดับฐานราก พร้อมเดินเครื่องเพิ่มทักษะอาชีพ สร้างรายได้ชุมชน

จ.พิษณุโลก – นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำคณะผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่ตรวจราชการจ.พิษณุโลก เยี่ยมชมผลสำเร็จการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเดินเครื่องเพิ่มทักษะ 2 ชุม ชนในพื้นที่อำเภอวัดโบสถ์และอำเภอวังทอง ดึงอัตลักษณ์และวัตถุดิบพื้นถิ่นต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของดีเมืองสองแคว หวังสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับศักยภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทั่วประเทศผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมขานรับนโยบาย พร้อมเร่งเดินหน้ายกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยในทุกระดับ ผ่านการผลักดัน “ซอฟต์พาวเวอร์อาหาร” ซึ่ง เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนา และยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งสอด คล้องกับแนวทางการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานราก

ทั้งนี้ จังหวัดพิษณุโลกถือเป็นอีกหนึ่งเมืองรองที่มีศักยภาพสูงของประเทศ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยว และธรรมชาติอันงดงาม ถูกหล่อหลอมให้เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างมีเสน่ห์และสามารถต่อยอดเป็นพลังสร้างสรรค์ ในระดับสากล

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนต้องสร้างพลังแห่งสมดุลครอบคลุมทั้ง 4 มิติ สำคัญ ทั้งความสามารถในการแข่งขัน การได้รับการยอมรับจากชุมชนและสังคม การตอบโจทย์กติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมอุตสาห กรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เร่งเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น (Crop) อาหารพื้นถิ่น (Food) หัตถกรรมพื้นบ้าน (Craft) สมุนไพรประจำถิ่น (Herb) และวัสดุพื้นถิ่น (Material) ด้วยการประยุกต์ใช้ทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา นวัตกรรม และเทคโนโลยีสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ รวมถึงสร้างภาพลักษณ์และการรับรู้ผ่านการสร้างแบรนด์ และนำเสนอเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ตลอดจนขยายโอกาสทางธุรกิจด้วยการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งจะทำให้ชุมชนเกิดการสร้างรายได้และสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง อีกทั้ง ยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อย ซึ่งจะเป็นกลไกเสริมสร้างการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรมและทั่วถึง อันจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค (Local Economy) ได้อย่างยั่งยืน

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ดีพร้อม ได้มุ่งเน้นในการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างครบวงจรเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาห กิจชุมชนแต่ละพื้นที่ ภายใต้นโยบาย “ดีพร้อมคอมมูนิตี้ ที่นี่มีแต่ให้” ผ่านกลยุทธ์ 4 ให้ ได้แก่ 1.ให้ทักษะใหม่,2.ให้เครื่องมือทันสมัย,3.ให้โอกาสโตไกล และ 4.ให้ธุรกิจที่ดีคู่ชุมชน ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร

โดย ดีพร้อมได้เข้าไปส่งเสริมการนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยการดึงอัตลักษณ์และทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในพื้นที่มาต่อยอด ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ รวมถึงผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนได้มาตรฐานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับจังหวัดพิษณุโลกมีศักยภาพที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการเกษตรและทรัพยากรน้ำ รวมถึงโอกาสในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่ง ดีพร้อม ได้มองเห็นโอกาสในการที่ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งด้วยการ นำทรัพยากรและวัตถุดิบพื้นถิ่นผนวกกับอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สามารถสร้างรายได้และสร้างอาชีพเสริมไปสู่อาชีพหลักให้ชุมชนได้อย่างยั่งยืน ผ่าน “โครงการเสริมทักษะอาชีพ สู่ Soft Power ชุมชน ให้ดีพร้อม” ในพื้นที่ 2 ชุมชน ได้แก่

  1. ชุมชนอำเภอวัดโบสถ์ เป็นการอบรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การย้อมสีธรรมชาติจากต้นตาล พื้นฐานภูมิปัญญาพื้นถิ่น เช็คอินวิถีชุมชน” โดยมุ่งเน้นการให้ทักษะเชิงปฏิบัติในการสร้างสรรค์การย้อมสีจากวัตถุดิบพื้นถิ่นอย่างต้นตาลผสานภูมิ ปัญญาพื้นถิ่นให้มีความร่วมสมัย เพิ่มคุณค่า และสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจของชุมชนด้วยแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ที่จะสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดพิษณุโลกอย่างชัดเจน อันเป็นจะเป็นการปลุกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แฝงอยู่ในวัฒนธรรมพื้นถิ่นของชุมชนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
  2. ชุมชนอำเภอวังทอง เป็นการอบรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “อาหารพื้นบ้าน ทำง่าย ขายคล่อง Soft Power ไทย” ด้วยการให้ทักษะและองค์ความรู้และเครื่องมือที่จำเป็นในการยกระดับอาหารไทยผ่านการส่งเสริมการใช้อัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัตถุดิบท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ ไข่เค็ม ปลาส้ม และน้ำพริกสมุน ไพร ทำให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

“ดีพร้อมมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ – เอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง เกิดการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงกระตุ้นให้เกิดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจชุมชนและเกิดกระจายรายได้อย่างทั่วถึงอันจะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงในอนาคต” นางสาวณัฏฐิญาฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สาวร้อง!! มูลนิธิกระจกเงา อดีตสามี หอบลูกหนี กก.ดส.ตามรวบทันควัน พบอุปกรณ์เสพยาเพียบ

สาวร้อง!! มูลนิธิกระจกเงา อดีตสามี หอบลูกหนี กก.ดส.ตามรวบทันควัน พบอุปกรณ์เสพยาเพียบ!

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2568 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ได้รับแจ้งจากมูลนิธิกระจกเงาว่า น.ส.อมิตา อายุ 29 ปี อยู่ม.3 ต.บางขนุน อ.บาง กรวย จ.นนทบุรี ถูกอดีตสามีชื่อ นายชัยณรงค์ หรือต้น อายุ 34 ปี นำบุตรสาวทั้ง 2 คนของ น.ส.อมิตา ไปจากตน โดยอดีตสามีได้พาบุตรสาวทั้ง 2 คนไปที่โรงแรมรอยัลซิตี้ ห้องเลขที่ 1716 ชั้นที่ 17 ถ.บรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร และอดีตสามี มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจึงเกรงว่าบุตรทั้ง 2 คนจะเกิดอันตราย เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรีจึงเข้าช่วยเหลือ

ภายใต้การอำนวยการ พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส.บช.น., พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล, พ.ต.ท.มโรดม์ ขวัญเมือง รอง ผกก.ดส.บช.น. ชุดปฎิบัติการที่ 5 นำโดย พ.ต.ต.ณรงค์ยศ รุ่งแจ้ง สว.กก.ดส.บช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 5 ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายชัยณรงค์ หรือต้น ผ่องน้อย ขณะมียาเสพติดในครอบครองและอยู่กับบุตรสาวทั้ง 2 คน พบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ชนิดเม็ด กลมแบน สีส้ม ด้านหนึ่งพิมพ์อักษร WY ด้านหนึ่งผิวเรียบ บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใสแบบเปิด-ปิดได้ จำนวน 1 เม็ด และอีกจำนวน 2 ซีก และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใสแบบเปิด-ปิดได้ จำนวน 1 ถุงเล็ก ชั่งน้ำหนักรวมถุงได้ 0.8 กรัม ตรวจผลการตรวจปัสสาวะมีผลเป็นบวก พบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน ของนายชัยณรงค์หรือต้น ผ่องน้อย

ต่อมานำตัวผู้ต้องหาพร้อมผู้เสียหายทั้งหมดมาที่กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี จากนั้นได้เชิญเจ้าหน้าที่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมคัดกรอง คัดแยกเหยื่อและผู้เสียหาย จนกระทั่งมีข้อตกลงผู้ต้องหาและผู้เสียหายว่าเพื่อสวัสดิ ภาพของเด็กทั้ง 2 จึงให้เด็กทั้ง 2 อยู่ในความปกครองของ น.ส.อมิตา พูลศิลป์ ซึ่งเป็นมารดาที่แท้จริงดูแล

ส่วนนายชัยณรงค์หรือต้น ซึ่งกระทำความผิดฐาน

  1. มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ยาบ้าและไอซ์ ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
  2. เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไอซ์ โดยผิดกฎหมาย นำตัวส่ง สน.บางพลัด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รองต่อ ภาพ/ข่าว
อ็อด อินทรีย์พเนจร รายงาน

รพ.พญาไท 3 ร่วมกับ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย และคณะศิษย์เก่าสวนกุหลาบ รุ่น 99 จัดอบรมการปฐมพยาบาล และช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

โรงพยาบาลพญาไท 3 ร่วมกับโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และคณะศิษย์เก่าสวนกุหลาบ รุ่น 99 จัดอบรมการปฐมพยาบาลและ ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 โรงพยาบาลพญาไท 3 จัดอบรมการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ อภิชัย โตวณะบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลพญาไท 3 และ คุณภูมิสิษฐ์ สุคนธวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยคุณวิรัช อาชวกุลเทพ ประธานที่ปรึกษา ศิษย์เก่าสวนกุหลาบ รุ่น 99 ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ

การเข้าอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน และผู้ประสพเหตุหมดสติ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ภายในงานมีการสอนวิธีช่วยเหลือชีวิตขั้น พื้นฐาน CPR ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดการใช้เครื่อง กระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) ให้ผู้ร่วมเข้ารับการอบรมได้ปฏิบัติจริง ทำให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยได้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พว.ดวงพร แหล่งหล้า พยาบาลชำนาญการ และ ทีมพยาบาล รพ.พญาไท3 เป็นผู้ให้ความรู้ในครั้งนี้ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

โรงพยาบาลพญาไท3 มีความยินดีอย่างยิ่งที่ไว้วางใจให้เราได้ดูแล และหวังว่านักเรียนทุกท่านจะได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ในการดูแลประชาชน ช่วยเหลือสังคมต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ปี 2569

วช. ชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ปี 2569 และการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม “ด้านการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM)”

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมเปิดบ้านชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 (NRCT Open House 2025) และการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม “ด้านการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM)” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย ตลอดจนผู้สนใจด้านการจัดการความรู้การวิจัยฯ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ภายใต้ กระทรวง (อว.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์จากการวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในหลากหลายมิติ โดยการจัดการความรู้การวิจัยและการถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM) มุ่งเน้นให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคส่วนต่างๆ อย่างยั่งยืน โดยกระบวนการมีส่วนร่วมและบูรณาการความร่วมมือจากภาคประชาชน ภาครัฐ และเอกชน ซึ่งกรอบทุน KM ในปีงบประมาณ 2569 (วช.) เปิดรับข้อเสนอโครงการใน 4 มิติการใช้ประโยชน์ ได้แก่ เชิงความมั่นคง, เชิงชุมชน สังคม, การพัฒนาชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ และเชิงนโยบายสาธารณะ ตามแผนงานด้านการพัฒนาสังคมสูงวัย การรับมือกับภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่พร้อมไปสู่การขยายผล แก้ไขปัญหา และพัฒนาตามโจทย์ความต้องการของพื้นที่ผู้ใช้ประโยชน์ และได้ผลสัมฤทธิ์สำคัญตามแผน (ววน.)

ภายในงาน ประกอบด้วยการเสวนา เรื่อง “แนวทางการเขียนและพิจารณาข้อเสนอโครงการ ด้านการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM) ประจำปีงบประมาณ 2569” ใน 4 ประเด็น ดังนี้

  1. ประเด็น “กรอบการใช้ประโยชน์เชิงชุมชน สังคม” โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศน์ ผู้ทรงคุณวุฒิ (วช.)
  2. ประเด็น “กรอบการใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาชุมชนพึ่งตนเองตามแนวพระราชดำริ โดย ศ.(พิเศษ) ดร.กาญจนา เงารังษี ผู้ทรงคุณวุฒิ วช.
  3. ประเด็น “กรอบการใช้ประโยชน์เชิงความมั่นคง” โดย คุณวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
  4. ประเด็น “กรอบการใช้ประโยชน์เชิงนโยบายสาธารณะ” โดย คุณแน่งน้อย เวทยพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช.
  5. ประเด็น “การเขียนข้อเสนอโครงการให้ตรงกรอบทุน KM” โดย ผศ.ดร.วีรสิทธิ์ สิทธิไตรย์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการจัดทำแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณ คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.)

ในการเสวนาครั้งนี้ มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้จากผลการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ โดยระบุเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการเขียนข้อเสนอให้ตรงจุด

จากนั้น ได้มีการนำเสนอวีดิทัศน์ “แนะนำการใช้งานระบบ NRIIS” โดย กองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และวีดิทัศน์ “แนะนำเรื่องมาตรฐานการวิจัยและจริยธรรมการวิจัย” โดย กองมาตรฐานการวิจัยและสถาบันพัฒนาการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมความเข้าใจในการยื่นข้อเสนอโครงการอีกด้วย

ถัดมา เป็นการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM) โดย นางสาวภาวณี คำชาลี ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งได้เล่าถึงผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในการสนับสนุนทุน KM และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วม รวมถึงสะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ตรงในการบริหารจัดการทุนส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM)

ในช่วงบ่าย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเขียนข้อเสนอโครงการ KM ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

  • ผลงาน เรื่อง “การจัดการความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการฟอก ย้อม พิมพ์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์เส้นใยขนแกะ” โดย รศ.ดร.รัตนพล มงคลรัตนาสิทธิ์ คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอ และออกแบบแฟชั่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
  • ผลงาน เรื่อง “ต้นแบบแหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์ รักษา สืบสานป่าชุมชนและอาชีพทางเลือกการเลี้ยงชันโรงของชุมชนพึ่งตนเองตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” โดย ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
  • ผลงาน เรื่อง “การจัดการความรู้การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้งในลุ่มน้ำย่อยคลองนาท่อม” โดย รศ.ดร.ไชยวัฒน์ รงค์สยามานนท์ คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • ผลงาน เรื่อง “การยกระดับแผนพัฒนาชุมชนคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนด้วยองค์ความรู้การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์ และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนข้อเสนอโครงการด้านการจัดการความรู้ โดยนักวิจัยได้ร่วมกันให้แนวทางในการจัดทำข้อเสนอ ตลอดจนตอบข้อซักถามที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเสวนาในวันนี้

วช. ขอเชิญร่วมงาน “NRCT Open House 2025” กิจกรรมเปิดบ้านชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งยังคงมีการจัดกิจกรรมอีก 3 ด้านสำคัญ ดังนี้ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม (29 มิถุนายน 2568) ด้านการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) (30 มิถุนายน 2568) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (1 กรกฎาคม 2568) ณ ห้องจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 และรับชมผ่าน Facebook LIVE : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ฯประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 2 เรื่อง

“ตำรวจภูธรภาค 1 ตำรวจของประชาชนทำงานเพื่อประชาชน ตามสโลแกนของตำรวจภูธรภาค 1 ดังว่า… “เป็นหนึ่ง พึ่งได้ ดูแลความปลอดภัย เพื่อประชาชน…. “

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการควบคุมการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์ข่าวของ ตร.ภ.1 เปิดเผยว่า ตามนโยบายของ พลตำรวจโท สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 และ พลตำรวจตรี ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงษ์ รอง ผบช.ภ. 1 ซึ่งรับผิดชอบ บก. อก. ภ.1 ได้มีนโยบายในการทำงานดูแลความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 ทั้งหมด 9 จังหวัด คือ สมุทรปราการ, ปทุมธานี, นนทบุรี, พระนครศรี อยุธยา, สระบุรี, สิงห์บุรี, ลพบุรี, ชัยนาท, อ่างทอง ทั้งในด้านงานสืบสวนสอบสวนป้องกันปราบปราม ตลอดจนงานมวลชนสัมพันธ์ช่วยเหลือประชาชนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับหน่วยงานและให้ประชาชนเกิดความสุขและการปลอดภัยในการทำงานของตำรวจภูธรภาค 1ทุกมิติและทุกรูปแบบสามารถจับต้องเป็นรูปธรรมได้

โดยวันที่ 2 ก.ค. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 2 เรื่อง คือ

1.) พิธีเปิดการฝึกอบรม โครงการฝึกอบรมเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันที่ 2 ก.ค. 68 เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.กิตติ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พร้อมข้าราชการตำรวจหัวหน้าสถานีในสังกัด ภ.1 ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการฝึกอบรม “โครงการฝึกอบรมเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568“ โดยมี พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค. 68 ณ โรงแรมดีวารี จอมเทียนบีช พัทยา จว.ชลบุรี

2.) สภ.โคกสำโรง​ ภ.จว.ลพบุรี

ร.ต.อ.ศักรินทร์ คำสถิตย์ พร้อมกำลัง ได้ช่วยเหลือประชาชนรถยนต์สตาร์ทไม่ติด เจ้าหน้าที่ทำการช่วยเหลือพ่วงแบต จนสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ติด เดินทางไปต่อได้ หน้าร้านพฤกษ์อำนวยการยาง ถนน สุรนารายณ์

#ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ #ช่วยเหลือประชาชน


พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

หัวหน้าฝ่ายอำนวยการที่แถลงข่าวประชาสัมพันธ์ข่าวตำรวจภูธรภาค 1