เงาะโรงเรียนบ้านวังไทรทอง “หวาน กรอบ ล่อน” ออเดอร์สุดปัง เก็บขายแทบไม่ทัน

เพชรบูรณ์ – เงาะโรงเรียนบ้านวังไทรทอง “หวาน กรอบ ล่อน อร่อยดี” ออเดอร์สุดปัง ผู้บริโภคสั่งซื้อสั่งจอง จนเก็บขายแทบไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนเงาะโรงเรียน ของ นายสมส่วน ด้วงคำจันทร์ อายุ 66 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 บ้านวังไทรทองหมู่ 1 ตำบลซับเปิบ อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ กลับได้รับความนิยมในขณะนี้ เมื่อผลผลิตในสวน ที่กำลังสุกงอม แดงเต็มต้น ต่างได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เข้ามาสั่งซื้อสั่งจองถึงหน้าสวน และผ่านช่องทางออนไลน์ จนแทบเก็บขายไม่ทัน คาดผลผลิตปีนี้ เกินเป้า ไม่ต่ำกว่า 5 ตัน

นายสมส่วน ด้วงคำจันทร์ เผยว่า แรกเริ่มเดิมที พื้นที่ตรงนี้ รวม 25 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ติดกับเชิงเขาปู่ จะใช้สำหรับเพาะปลูกข้าวโพด ซึ่งในแต่ละปี ก็พอได้เงินเลี้ยงครอบครัว แต่ว่าการปลูกข้าวโพดนั้น ต้องใช้ต้นทุนสูง ประกอบกับมีความเสี่ยงต่อสภาพดินฟ้าอากาศ จึงคิดหาแนว ทางปลูกพืชอย่างอื่น ประกอบกับตนเองนั้น เป็นคนชอบกินเงาะโรงเรียนมาก เลยคิดอยากลองปลูก จึงไถปรับพื้นที่บางส่วน พร้อมสั่งซื้อต้นพันธุ์เงาะโรงเรียน มาทดลองปลูกดูก่อน จำนวน 50 ต้น แล้วก็หมั่นดูแล รดน้ำ บำรุงรักษาควบคู่ไปกับทำข้าวโพดเช่นเดิม กระทั่งเงาะที่ปลูกไว้เริ่มให้ผลผลิต สามารถเก็บกิน เก็บขายได้ และที่สำคัญ เงาะที่ปลูกก็มีเอกลักษณ์ รสชาติเฉพาะตัว เนื้อหนากินได้ “หวาน กรอบ ล่อน อร่อยดี” เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค จึงตัดสินใจขยายพื้นที่เพาะปลูก อีกประมาณ 5 ไร่ แล้วตอนนี้ปลูกเงาะโรงเรียนไว้ ทั้งหมด 110 ต้น และพื้นที่ส่วนที่เหลือ ก็เลิกทำข้าวโพด แล้วเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลทั้งหมด เช่น ส้มโอ ลองกอง ทุเรียน ลำไย มะขามหวาน เป็นต้น

จากการสอบถาม นายสมส่วน ด้วงคำจันทร์ อายุ 62 ปี กล่าวว่า ปกติเป็นคนชอบกินเงาะมาก จึงคิดอยากปลูก เลยได้ไปดูสภาพพื้นที่แถวจันทบุรี ซึ่งมีทั้งภูเขา ที่เนิน ที่ราบ คล้ายกับพื้น ที่บ้านตนเอง จึงทดลองนำต้นพันธุ์เงาะโรงเรียนมาปลูกก่อน 50 ต้น แทนพื้นที่ปลูกข้าว โพดเดิม ซึ่งเป็นพืชเชิงเดี่ยว ทุกปีต้องลงทุนสูง ผลปรากฎว่า เงาะที่ปลูกไว้ ออกลูก เนื้อหนา กินได้ รสชาติ “หวาน กรอบ ล่อน อร่อยดี” จึงขยายพื้นที่เพิ่มเติม เป็น 5 ไร่ ปลูกเพิ่มรวมทั้ง หมด 110 ต้น และก็ได้เก็บผลผลิตขายเรื่อยมาทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ ฟ้าฝนดี เงาะดกมาก คาดว่าผลผลิตที่ได้ ไม่ต่ำกว่า 5 ตัน เปิดขายในราคาเดียว กิโลกรัมละ 35 บาท หรือ 3 กิโล 100 บาท ตั้งขายหน้าบ้านตนเอง ซึ่งมีผู้บริโภคสั่งซื้อสั่งจองเข้ามาไม่ขาดสาย จนเก็บไม่ทัน ลูก ค้าบางคนต้องเดินทางเข้าซื้อที่สวนเลย บางคนถึงต้องลงทุนขึ้นต้นเก็บเลย เงาะโรงเรียนของตนที่ปลูกไว้ที่มันออกลูกดกตนเองไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีแต่ตนได้ใช้ปุ๋ยชีวภาพฉีดทางใบ ปลอดสารพิษ

ด้านนายวิชิต ใจเฉื่อย เกษตรอำเภอวังโป่ง เผยว่า ทางเกษตรอำเภอ ก็ได้เข้ามาร่วมให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ในการผลิต การดูแลรักษา ผลผลิตในสวนเงาะ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ ในเรื่องของการตลาด ก็มีการช่วยประชาสัมพันธ์ เปิดช่องทางขายตามหน่วยงาน ผ่านทางเฟส ทางไลน์ และตลาดออนไลน์ แต่ขณะนี้ พบว่าแค่ตลาดในชุมชน ผลผลิตก็แทบไม่เพียงพอต่อความต้องการแล้ว เพราะเงาะที่สวนนี้ มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เนื้อหนา “หวาน กรอบ ล่อน อร่อยดี” ในส่วนของทางเกษตรจะมีแนวทางเกษตรกรปลูกผลไม้ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำพืชไร่มาปลูกผลไม้สร้างมูลค่าสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรหนึ่งพื้นที่


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

ARMY OPEN HOUSE กิจกรรมเปิดบ้านทหารปืนใหญ่ ต้อนรับญาติทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68

ARMY OPEN HOUSE กิจกรรมเปิดบ้านทหารปืนใหญ่ ต้อนรับญาติทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 กองพลทหารม้าที่ 1 โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 จัดกิจกรรม ARMY OPEN HOUSE กิจกรรมเปิดบ้านทหารปืนใหญ่ ต้อนรับญาติทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 โดยกิจกรรมประกอบไปด้วย การมอบใบประกาศเกียรติคุณให้กับทหารใหม่ที่มีคุณลักษณะทางทหารดีเด่น, ทหารใหม่ที่มีผลการทดสอบสมรรถภาพร่างกายดีเด่น, ทหารใหม่ที่มีผลการยิงปืนดีเด่น, รางวัลครูทหารใหม่ดีเด่น, รางวัลครูนายสิบดีเด่น และเยี่ยมชมการแสดงโชว์ของน้องๆทหารใหม่ อาทิ เช่น การแสดงการฝึกยุทโธปกรณ์ประจำหน่วย, การตั้งเสา RC-292 ฯ

โดยมี พันโท วานิช เงินดวง ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 เป็นประธานฯ และร่วมพบปะ พูดคุย กับญาติทหารใหม่ เพื่อเป็นการสร้างความประทับใจ ให้กับครอบครัวและญาติทหารใหม่ รวมถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยทหาร, ผู้บังคับบัญชา และครอบครัวทหารใหม่

โดยในกิจกรรมในครั้งนี้ พ่อแม่และญาติของน้อง ๆ ทหารใหม่มีความรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก ที่หน่วยได้มีการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยม ณ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 ค่ายพระศรีพนมมาศ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์


นาคา คะเลิศรัมย์ /รายงาน

เชิญกราบไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชคลาภ อุโบสถเก่าแก่ 100 วัดมะขามโพรง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา

พระนครศรีอยุธยา – เชิญกราบไหว้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โชคลาภ อุโบสถเก่าแก่ 100 วัดมะขามโพรง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.00 น. ปัจจุบัน พระอธิการจตุรงค์ สันต์จิตโตเจ้าอาวาสวัด มะขามโพรง อดีตกำนัน จีระ พิมพ์สุวรรณ ตำบลท่าเจ้าสนุก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรี อยุธยา และเป็น ไวยา วัสกร วัดมะขามโพรง ภาพนี้คือซากปรักหักพังของอุโบสถเก่าแก่วัดมะขามโพลง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ในตำบลท่าเจ้าสนุก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

วัดมะขามโพลง เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย และตั้งเป็นวัดเมื่อปี พ.ศ. 2425.
ภายในอุโบสถมีพระประธานให้กราบสักการะเพื่อเสริมสิริมงคล วัดนี้มีจุดเด่นคือใบเสมายันต์อุณาโลม ซึ่งเชื่อว่าช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย. เชิญกราบไหว้ หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ อุโบสถเก่าแก่ ให้โชคให้ลาภ ประชาชนที่มากราบไหว้ซื้อพวงมาลัยวนอุโบสถเก่าแก่ 3 รอบแล้วก็ขอ สิ่งที่ต้องการจะได้สมความปรารถนา


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

ประจวบฯ เปิดตลาดด่านสิงขรคึกคัก ชาวไทย-เมียนมา นำสินค้ามาวางขายกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน 2 ประเทศ

ประจวบฯ – เปิดตลาดด่านสิงขรคึกคัก ชาวไทย-เมียนมา นำสินค้ามาวางขายกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน 2 ประเทศ

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.68 บรรยากาศการเปิดตลาดการค้าด่านสิงขร วันแรก ที่บริเวณจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร บ้านไร่เครา ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบฯ เริ่มคึกคัก มีบรรดาผู้ค้าทั้งชาวไทยและชาวเมียนมาพากันนำสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร สินค้าพื้นถิ่นมาวางจำหน่าย โดยครั้งนี้เป็นการนำร่องเปิดตลาด 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 4-13 ก.ค.68 จากนั้นจะมีการเปิดตลาดทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย-เมียนมา ผ่านช่องทางด่านสิงขร อีกครั้ง หลังจากทางเมียนมาได้มีการปิดด่านมูด่อง อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับช่องทางสิงขรไปนานตั้งแต่ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อเนื่องมาถึงการเกิดสถานการณ์ความไม่สงบในฝั่งเมียนมา โดยผ่อนปรนให้เฉพาะการขนส่งสินค้าข้ามแดนเท่านั้น แต่ปัจจุบันสถานการณ์ฝั่ง จ.มะริด เป็นปกติจึงมีการกลับมาเปิดด่านให้บุคคลสามารถเดินทางข้ามแดนระหว่างกันได้

นายวิษณุลักษณ์ คุ้มเดช และ นางสาวอุไร อีคฮูท ประชาชนที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ด่านสิงขร กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เห็นด่านสิงขรกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังจากที่เงียบเหงาไปนานตั้งแต่ช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 วันนี้เป็นวันแรกที่เปิดตลาด ผู้ค้าอาจจะยังไม่มาก ประกอบกับนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยรู้มากนัก เชื่อว่าถ้าเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ บรรยากาศน่าจะคึกคักมากกว่านี้ โดย จ.ประจวบฯ มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง มาที่นี่แล้วก็สามารถที่จะเดินทางต่อไปเที่ยวที่อื่นได้อีก ส่วนตัวชอบที่ชาวเมียนมามักจะนำต้นไม้แปลก ๆ มาวางขาย อยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาที่ด่านสิงขรกันมาก ๆ เพื่อให้มีความคึกคัก มีการจับจ่ายใช้สอยอุดหนุนสินค้าของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ด่านตรงนี้มีความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล และหากเป็นไปได้ก็อยากจะเดินทางข้ามไปท่องเที่ยวที่ฝั่งเมียนมาเช่นกัน

ทั้งนี้ ศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านด้านเมียนมา จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้มีคำสั่งที่ 1/2568 เรื่องการกำหนดมาตรการในการใช้ช่องทางผ่านแดน ณ จุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบฯ ในช่วงวันที่ 4-13 ก.ค.68 โดยอนุญาตให้บุคคลสัญชาติเมียนมา สามารถเดินทางเข้ามาในฝั่งไทยได้ตั้งแต่เวลา 06.30 น. และต้องเดินทางกลับภาย ในเวลา 18.30 น. โดยใช้หนังสือรับรองบุคคล บัตรผ่านแดนและบัตรผ่านแดนชั่วคราว และอนุญาตให้เข้าถึงเฉพาะบริเวณพื้นที่บ้านไร่เครา ต.คลองวาฬ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น

โดยให้ที่ทำการปกครอง อ.เมืองประจวบฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งจุดตรวจจุดสกัดเพื่อป้องกันการหลบหนีออกนอกพื้นที่และตรวจสอบสิ่งของผิดกฎหมายลักลอบนำเข้า จัดรถรับส่งบุคคลและสินค้า เพื่อบริการประชาชนทั้ง 2 ประเทศ และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยตลอดระยะเวลาจัดกิจกรรม ขณะเดียวกัน บุคคลสัญชาติไทยสามารถเดินทางออกไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาได้ ตั้งแต่เวลา 06.30 น. ด้วยการใช้บัตรผ่านแดนและบัตรผ่านแดนชั่วคราว และต้องเดินทางกลับภายในเวลา 18.30 น. เช่นกัน


นัครินทร์/รายงานข่าว

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตาม สถานการณ์น้ำสาย ที่สะพานมิตรภาพ แห่งที่ 1 ไทย – เมียนมา ระดับน้ำยังทรงตัว-ลดลงเล็กน้อย

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตาม สถานการณ์น้ำสาย ที่สะพานมิตรภาพ แห่งที่ 1 ไทย – เมียนมา ระดับน้ำยังทรงตัว-ลดลงเล็กน้อย

เช้าวันนี้ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสาย ซึ่งระดับน้ำยังไม่พนังกั้นน้ำ แต่มีน้ำไหลเข้าท่อระบายน้ำจำนวน 3 จุด คือ 1.บริเวณอาคารสีเหลือง 2.บริเวณตึกแม่สายคอมเพล็กซ์ 3.บริเวณที่สามซอย ไม้ลุงขน 12 โดยทั้ง 3 จุด เจ้าที่จากกรมการทหารช่าง เทศบาลแม่สาย อำเภอแม่สาย และชาวบ้าน ได้ร่วมกันนำกระสอบทรายอุดรางระบายน้ำดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ในการนี้ ศูนย์ราชการเหตุการณ์อุทกภัยอำเภอแม่สายได้แจ้งเตือนพี่น้องประชาชน ให้ยกของขึ้นที่สูงพร้อมเคลื่อนย้ายรถยนต์ สัตว์เลี้ยงไปยังที่สูง พร้อมทั้งอพยพกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการ ผู้ป่วย ไปในจุดที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ ระดับน้ำที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 ไทย-เมียนมา มีระดับสูงที่สุด ณ เวลา 11.00 น. วัดได้ 396.88 ม.รทก. (เมตร ระดับน้ำทะเลปานกลาง) และล่าสุดเวลา 16.00 น. วัดได้ 396.83 ม.รทก. ระดับน้ำลดลงเล็กน้อย ส่วนที่บ้านโจตาดาใน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา วัดได้ 513.87 ม.รทก. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก และบ้านดอยต่อคำ 403.52 ม.รทก. อยู่ในเกณฑ์ปกติ


นที มีเดช รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2568

กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมเพื่อแสดงความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณา ธิคุณ และถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2568

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 7 จังหวัดพิษณุโลก พลตรี คณิศร อาสมะ รองแม่ทัพน้อยที่ 3 ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในการจัดกิจกรรมถวายความจงรักภักดี มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้จัดกิจกรรมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมทั้งถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติของ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

โดยมีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ร่วมพิธีฯ มีพันโท เสรี ทองคู่ หัวหน้าแผนกผลิต สถานีวิทยุกระจายเสียงกองทัพภาคที่ 3 /รองหัวหน้าฝ่ายประชา สัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นพิธีกรผู้ดำเนินพิธีฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดกิจกรรม “กลาโหมพบสื่อ” สานสัมพันธ์เพิ่มความร่วมมือในยุคข้อมูลข่าวสาร

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกิจกรรม “กลาโหมพบสื่อ” สานสัมพันธ์เพิ่มความร่วมมือในยุคข้อมูลข่าวสาร


เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธานการจัดกิจกรรม “กลาโหมพบสื่อ” เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (โดยเฉพาะหน่วยทหาร) กับสื่อมวลชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ และผลการดำเนินงานของหน่วยในสังกัดกลาโหม เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางการประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสมต่อสาธารณชน ประชาสัมพันธ์ผลงานและความคืบหน้ากิจกรรมสำคัญในพื้นที่

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ของกระทรวงกลาโหม ให้เกิดความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความร่วมมืออันดีในทุกระดับ ณ ห้องอาหารเฮือนคำแดง ร้านเอกโอชา อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย


นที มีเดช รายงาน

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ม.ราชภัฏ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นประจำปี 2568

องคมนตรี ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นประจำปี 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม

วันนี้ (2 ก.ค. 68) พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นประจำปี 2568 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมี นายชัชวาลย์ ปัญญารอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ

โดยในช่วงเช้า องคมนตรี ได้รับฟังการบรรยายสรุปการยกระดับคุณภาพการศึกษาของคณะต่างๆ ทั้ง 6 คณะ และ 1 วิทยาลัย ประกอบด้วย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ , คณะวิทยาการจัดการ , คณะเทคโนโลยีการเกษตร , คณะครุศาสตร์ , คณะพยาบาลศาสตร์ , คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาลัยแม่ฮ่องสอน ภายใต้เป้าหมายการขับเคลื่อนการพัฒนานักศึกษาด้านคุณภาพ คุณธรรม และคุณค่า สู่ปรัชญาการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ส่วนในช่วงบ่าย องคมนตรี ได้รับฟังสรุปงานการขับเคลื่อนกิจการนักศึกษาทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับคณะที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะชีวิตและอำนวยการให้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่เป็นบ้านแห่งความภาคภูมิใจ โดยใช้หลักการที่ว่า “1 นักศึกษา 1 อาชีพสำรอง 1 ศิลปวัฒนธรรม 1 การพัฒนาท้องถิ่น” กล่าวคือ นักศึกษาทุกคนมีช่องทางอาชีพสำรองที่สอดคล้องกับสาขาวิชาเอกอย่างน้อย 1 อาชีพ มีศิลปวัฒนธรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริงจนเป็นความสามารถพิเศษ 1 เรื่อง และมีการลงพื้นที่ปฏิบัติงานหรือทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามบทบาทภารกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 1 พื้นที่ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างให้นักศึกษารักและผูกพันกับท้องถิ่นแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้องค์ความรู้สู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมกับบริบททางภูมิสังคมที่แท้จริงได้ด้วย

ขณะเดียวกัน องคมนตรี ยังได้ร่วมประชุมหารือเป็นการส่วนตัวกับกลุ่มผู้นำนักศึกษา ประกอบด้วย นายกองค์การนักศึกษา ประธานสภานักศึกษา และประธานสโมสรนักศึกษาทั้ง 6 คณะ 1 วิทยาลัย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมยกระดับศักยภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ยังเดินทางลงพื้นที่ไปยังอุโบสถกลางทุ่ง วัดสบเปิง ตำบลสบเปิง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยี่ยมชมโครงการพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัย อาทิ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรประเภท “ไพล” พื้นถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าสมุนไพรไทย / โครงการ “สานพลังวิศวกรสังคมขับเคลื่อนธนาคารเวลา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ” และโครงการ “เรียนรู้ทักษะอาชีพเกษตรและอาหารชุมชนเพื่อคนมีรายได้น้อย” เป็นต้น


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ตร.ชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ 9 นาย มี Mindset ความเป็นตำรวจ พบอุบัติเหตุซึ่งหน้า รีบให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทันท่วงที

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ 9 นาย มี Mindset ความเป็นตำรวจ พบอุบัติเหตุซึ่งหน้า รีบให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทันท่วงที

วันนี้ (2 กรกฎาคม 2568) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจ (นสต.) ที่เข้าให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 18.00 น. โดยขณะที่นักเรียนนายสิบตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมกลาง กองร้อยที่ 1 และกองร้อยที่ 2 รวม 9 นาย ประกอบด้วย นสต.เกริกเกียรติ จำนงจิต, นสต.ณัฐพงศ์ แพงมาก, นสต.ยศกร เพชรกาศ, นสต.วงศ์วรัณ มณีฉาย, นสต.อิทธิชัย นพรัตน์, นสต.วรพล ลาพรมมา, นสต.วัฒนา พูนอยู่, นสต.วุฒิชัย พาโคตร และ นสต.สรวิศ พรมรินทร์ ยืนรอรถโดยสารบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเดินทางกลับที่พัก ได้พบเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุ นักเรียนนายสิบตำรวจ ทัง 9 นาย จึงได้ร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในเบื้องต้น แจ้งประสานหน่วยกู้ภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ สถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจ และจิตสาธารณะต่อสังคม เป็นต้นแบบและเป็นแบบอย่างที่ดี ตาม Mindset แนวคิดใหม่ของความเป็นตำรวจตามที่มอบแนวนโยบายไว้

ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการกำชับหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียนการสอน การฝึกอบรม ต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษา ครูฝึก ผู้บรรยายให้ความรู้ด้านต่าง ๆ รวมทั้งฝ่ายปกครองที่เป็นต้นแบบในการขัดเกลา หล่อหลอม ปลูกฝังการเป็นตำรวจที่ดีให้สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความสามารถและแนวคิดให้กับข้าราชการตำรวจ ในส่วนของนักเรียนหรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมทุกหลักสูตรซึ่งเป็นกำลังหลักของข้าราชการตำรวจ ต้องยึดมั่นในหลักกฎหมาย มีภาวะผู้นำ ดำรงตนด้วยหลักคุณธรรม จริยธรรม พร้อมปกป้อง รักษา ภาพลักษณ์ และชื่อเสียง ให้เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการตำรวจและพี่น้องประชาชน ให้สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง

ด้าน พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการศึก ษา ในฐานะเป็นหน่วยที่มีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา การเรียนการสอน การฝึกอบรม ได้ขับเคลื่อนข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด การเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บของนักเรียนนายสิบตำรวจในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยยึดหลักปรับแนวคิดใหม่ มี Mindset 6 ด้าน ตามข้อสั่งการของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนักเรียนนายสิบตำรวจทั้ง 9 นาย ได้รับการถ่ายทอดปลูกฝังจากครูฝึก แล้วนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอชื่นชมนักเรียนนายสิบตำรวจทั้ง 9 นาย ในการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนนายสิบตำรวจที่จะก้าวเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มีคุณภาพต่อไป


มช. จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านนโยบายสาธารณะ “ICPP 2025″

มช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านนโยบายสาธารณะ “ICPP 2025″ แลกเปลี่ยนความรู้ด้านนโยบายสาธารณะระดับนานาชาติ ส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่น

วันนี้ (2 ก.ค. 68) ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จ.เชียงใหม่ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรมอุดม ศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) พร้อมด้วย ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยา ลัยเชียงใหม่, ผช.ศ.ดร. อรอร ภู่เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, M Ramesh Président IPPA, Evangelia Petridou IRPP Editor, Philippe Zittoun General Secretary ได้ร่วมกันเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านนโยบายสาธารณะ “ICPP 2025” หรือ The 7th International Conference on Public Policy (ICPP 2025) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–4 กรกฎาคม 2568 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะระดับนานาชาติ ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่

การประชุม ICPP จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี โดยหมุนเวียนไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก และในปีนี้ประเทศไทยได้เจ้าภาพจัดการประชุม ICPP ครั้งที่ 7 นับเป็นเวทีสำคัญระดับโลกที่รวบ รวมนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านนโยบายสาธารณะจากทั่วโลกกว่า 90 ประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ด้านนโยบายสาธารณะ และนอกจากประเด็นดังกล่าว ภายในงานผู้เข้าร่วมงานยังได้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ส่งเสริมการวิจัย และนวัตกรรม ตลอดจนสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ ในด้านการศึกษา การพัฒนา และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่จะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติความเหลื่อมล้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคม

ทั้งนี้ นอกจากการประชุมทางวิชาการแล้ว ภายในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ การจัดบูธแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่เชียงใหม่ กิจกรรม workshop และอีกมากมาย นอกจากนี้ ในวันอื่นๆ ยังมีกิจกรรม Pre-conference ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานเลี้ยงต้อนรับ ณ ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ Gala Dinner ณ คุ้มขันโตก และงานเลี้ยงส่ง ณ CMECC ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ


นที มีเดช รายงาน