พุทธศาสนิกชนชาวพุทธ แห่เข้าวัด ตักบาตรทำบุญเนื่องในวันอาสาฬหบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลกันอย่างคึกคัก เนื่องจากตรงกับช่วงวันหยุดยาว

พุทธศาสนิกชนชาวพุทธแห่เข้าวัด ตักบาตรทำบุญเนื่องในวันอาสาฬหบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลกันอย่างคึกคัก เนื่องจากตรงกับช่วงวันหยุดยาว

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวเมืองพัทยาใน อ.บาง ละมุง จ.ชลบุรี และนักท่องเที่ยวทั้งไทยเทศหลายร้อยคน ร่วมกันนำข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารหวานคาว ดอกไม้ธูปเทียน ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันอาสาฬหบูชาที่วัดบุญสัมพันธ์ ซอยเขาน้อย โดยมีนายวันชัย แสนงาม รองนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลเมืองหนองปรือ เข้าร่วมทำบุญตักบาตร ซึ่งทางวัดได้จัดให้มีการทำบุญตักบาตรในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนที่ต้องการทำบุญสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของพระพุทธศาสนาเอาไว้

โดยพุทธศาสนิกชนทั้งไทยเทศที่เข้าร่วมในพิธีนั้น ส่วนใหญ่เดินทางมาเป็นครอบครัว นำอาหารหวานคาว ข้าว สาร อาหารแห้ง มาร่วมกันตักบาตรถวายเป็นพุทธบูชา ซึ่งได้ร่วมกันสวดมนต์อาราธนา ศีล ฟังธรรม ก่อนจะร่วมกันถวายสังฆทานและกรวดน้ำ และในช่วงค่ำของคืนเดียวกันทางวัดยังได้จัดประกอบพิธีเวียนเทียนรอบอุโบสถและงานหล่อเทียนพรรษาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาอีกด้วย

สำหรับวันอาสาฬหบูชาตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกและเป็นวันแรกที่พระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือมีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าว อาวุโส
สำนักข่าวความมั่นคง รายงาน

ประเดิมศาลาใหม่ศพแรก!! ฝนตกสาดโลงศพ ชาวบ้านช่วยย้ายโลงกันวุ่น หวั่นไฟช็อต วอนผู้ใจบุญช่วยสร้างกระจกเพียง 5 ช่อง

อุทัยธานี – ประเดิมศาลาใหม่ศพแรก!! ฝนตกสาดโลงศพ ชาวบ้านช่วยย้ายโลงกันวุ่น หวั่นไฟช็อตวอนผู้ใจบุญช่วยสร้างกระจกเพียง 5 ช่อง

วันที่ 10 ก.ค 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานที่ศาลาสวดศพ วัดทันสมัยพัฒนาราม หมู่ 15 ต.น้ำรอบ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี หลังทางวัดพึ่งสร้างศาลาสวดศพขึ้นมาใหม่ โดยก่อนหน้านี้ทางวัดไม่เคยมีศาลาสวดศพเลย แต่ยังขาดกระจกเพียง 5 ช่อง ถึงแล้วเสร็จ เนื่องจากเป็นจุดที่จะต้องนำศพไปตั้งไว้ตามทิศทางบริเวณนั้นพอดี

ล่าสุดที่วัดได้มีคนเสียชีวิต จึงได้ตั้งทำพิธีสวดศพที่ศาลา โดยเป็นศพแรก ได้เกิดพายุลมฝนตกสาดเข้ามาใส่โลงศพ ขณะทำพิธีสวดศพ ชาวบ้านจึงช่วยกันย้ายโลงศพ เนื่องจากเป็นโลงเย็น และต้องใช้ปลั๊กเสียบไฟฟ้า หวั่นจะถูกฝน แล้วทำให้ไฟช็อตได้ จึงเกิดความลำบากให้กับญาติโยมในงาน เนื่องจากขณะนี้ทางวัด ได้แก้ปัญกาเบื้องต้น โดยนำผ้าดำผืนใหญ่มาขึง กั้นไว้เพียงชั่วคราว

ทั้งนี้ทางวัดจึงขอวิงวอนกับผู้ใจบุญที่อยากจะช่วยเหลือในเรื่องของกระจก 5 ช่อง สามารถติดต่อ พระคชรพล ฐิตธัมโม เจ้าอาวาสวัดทันสมัยพัฒนาราม ได้ที่เบอร์ 0800868466 หรือเดินทางมาทำบุญที่วัดได้ตลอดเวลา


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังรับเรื่องร้องเรียนนายทุนรุกป่ากว่า 500 ไร่

DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังรับเรื่องร้องเรียนนายทุนรุกป่ากว่า 500 ไร่ 

              ในวันนี้(8 ก.ค. 68) นายเทวา จุฬารี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 7 กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือDSI พร้อมด้วยนายไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการแผนที่และภูมิ ศาสตร์สารสนเทศ กองเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ, นายลือชา วงศ์เปี่ยม ปลัดอำเภอปากท่อ, นายสุขกระแส ทันวงศ์ ผู้แทนสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง), เจ้าหน้าที่กอ.รมน.จ.ราชบุรี, องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ได้ร่วมประชุมหารือที่ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่7 กรมสอบสวนคดีพิเศษ อ.เมือง จ.ราชบุรี  กรณีมีการร้องเรียนเรื่องที่นายทุนไปบุกรุกที่ดินทำกิน ประมาณ 10 แปลง เขตติดต่อระหว่างตำบลอ่างหิน และตำบลทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี รวมพื้นที่ 500 ไร่  มีการแสดงภาพถ่ายทางอากาศแต่ละแปลงทำกินในพื้นที่ ส่วนใหญ่ทำไร่ปลูกสับประรด มีแนวเขตติดต่ออุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีลำห้วยธรรมชาติ  อยู่ในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ บางจุดมีการติดป้ายแสดงแนวเขตการปลูกป่าของกรมป่าไม้

               ต่อมาทางคณะได้เดินทางลงพื้นที่เข้าตรวจสอบตามพิกัดแต่ละแปลงในแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเส้นทางเข้าไปค่อนข้างลำบาก ด้านในเป็นถนนลูกรัง ผ่านแปลงปลูกมันสำปะหลัง  ข้าวโพด  ส้มโอ สับปะรด กล้วย  และไม้ผลต่าง ๆ  จนไปถึงพื้นที่ปลูกสับปะรดที่อ้างถึง เจ้าหน้าที่ได้ใช้โดรนบินจับพิกัดแผนที่ และให้ตัวแทนของผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้า ของที่ดินมาอำนวยความสะดวก ชี้จุดในการตรวจสอบพื้นที่แต่ละแปลง สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ติดภูเขา เป็นที่ราบเนินเขา มีลำห้วย  มีการปลูกสับปะรด มีการติดตั้งโซล่าเซลล์ ไว้ตามจุดต่าง ๆ  บางจุดเพิ่งจะมีการไถปรับพื้นที่เพื่อเตรียมปลูกสับปะรดใหม่ ๆ บางจุดมีการฝังท่อเพื่อให้น้ำไหลผ่านสะดวกลงไปด้านล่าง 

         นอกจากนี้บางจุดที่รถวิ่งผ่าน แนวป่านอกพื้นที่ปลูกสับประรด พบมีการติดป้ายเขียนว่า พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ บ้านหนองตาจอน ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ  จุดดูงาน ป่าชุ่มชื้น ดินชุ่มน้ำ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยความร่วมมือกับกรมการทหารช่าง  ในป้ายมีการระบุความเป็นมาว่า  ป่าต้นน้ำหุบมะหาดเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ และแหล่งน้ำต้นทุนที่เติมน้ำลงสู่ลำห้วยคต ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนบ้านหนองตาจอน เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน และเขตป่าสงวนแห่งชาติ พุยาง – พุสามซ้อน ครอบคลุมพื้นที่ 205,463.9 ไร่  ในอดีตมีสัมปทานป่าไม้ทำให้ป่าต้นน้ำเสื่อมโทรม นอกจากนี้ยังพบป้ายแนวเขตพื้นที่แปลงปลูกป่าโครงการปลูกป่าเฉลิม พระเกียรติ โดยสำนักงานป่าไม้เขตบ้านโป่ง กรมป่าไม้ ปักไว้ในแนวเขตพื้นที่ด้วย

            จากการสอบถามนายเทวา จุฬารี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 7  กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือDSI ก็บอกว่าได้รับเรื่องมาจากศูนย์ป้องกันเครือข่ายของDSI สเตชั่นของราชบุรี มีผู้ร้องเข้ามาและส่งเรื่องเข้ามาให้ช่วยพิจารณา ทางศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 7 ประมวลเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาและอนุมัติให้สืบสวน จึงเป็นที่มาของการขอความร่วมมือผู้ครอบครองพื้นที่เพื่อเข้ามาตรวจสอบ ตรวจสอบเบื้องต้นพื้นที่ 10 แปลงประมาณ 500 ไร่ จากการสืบสวนทราบว่ามีเอกสาร นส 3 ก.  แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมาสืบ สวนเชิงลึกว่า นส 3 ก. ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร เบื้องต้นออกโดยวิธีเดินสำรวจตามมาตรา 59 ทวิ โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์เดิมแจ้งการครอบครอง อ้างเพียงแต่ว่ามีการครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาก่อนปี 2497 ส่วนนี้จะดำเนินการให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านแปลภาพถ่ายวิเคราะห์ว่ามีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่จริงก่อนปี 2497  หรือไม่อย่างไร 

              หากข้อเท็จจริงพบว่าไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์อยู่จริงในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็อาจจะกระทำการออกโฉนดโดยไม่ชอบ ผิดเงื่อนไขกฎหมายก็ต้องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ปปช. แต่ในเรื่องของเอสารสิทธิ์ที่ออกไม่ชอบ ก็จะประมวลส่งเรื่องให้กับอธิบดีกรมที่ดินเพื่อพิจารณาเพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61  ต่อไป 

           จากการตรวจสอบวันนี้พบว่ามีการปลูกไร่สับประรดค่อนข้างเต็มพื้นที่บางส่วน การเปลี่ยนแปลงคงสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่ กับข้อมูลที่ได้ร้องเข้ามา  ณ  เวลายืนยันว่าเป็นที่มีเอกสารสิทธิ์เป็นของเอกชน ซึ่งถือครองและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาช่วยพิสูจน์ข้อเท็จจริง เพราะผู้ถือครองรายปัจจุบันได้ซื้อต่อมาอีกมือหนึ่ง  เราคงต้องให้ความเป็นธรรมว่าผู้ซื้อต่อยังไม่ได้อยู่ในข่ายที่จะไปเป็นฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐ

           ส่วนรายละเอียดอื่นๆยังไม่ชัดเจน  ซึ่งจะต้องดูเรื่องการครอบครองทำประโยชน์ก่อน ซึ่งเบื้องต้นได้รับรายงานจากผู้เชี่ยวชาญว่าการครอบครองทำประโยชน์ที่ออกในปี 2497  ข้อมูลเบื้องต้นยังไม่เป็นทางการ  น่าจะไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในปี 2497 เพิ่งมีช่วงปีหลัง ๆ ดังนั้นข้อมูลที่ออกมาอาจจะยังไม่สอดคล้องกับกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์


สายชล ราชบุรี รายงาน

อำเภอนครหลวง จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา อย่างยิ่งใหญ่

เทศบาลนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 เวลา 8.30 น. สีสันของอำเภอนครหลวง จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา อย่างครึกครื้น และยิ่งใหญ่ โดย นายบุญส่ง กลิ่นสวาทหอม นายกเทศมนตรี อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมรองนายก เทศมนตรี ผู้บริหาร ข้าราชการและลูกจ้าง และประชาชน ร่วมขบวนแห่เทียนพรรษา ณ ประสาทนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขบวนแห่เทียนพรรษา เทศบาลนครหลวง จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เป็นประจำทุกปี

ซึ่งการจัดงาน มีวัตถุประสงค์ เพื่อสืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี พื้นบ้าน ให้คงอยู่สืบไป และเพื่อ การมีส่วนร่วมและความสามัคคีรวมถึง สร้างสัมพันธ์อันดีของ ชาวอำเภอนครหลวง และชุมชนหมู่บ้าน เป็นหนึ่งอันเดียวกัน


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

การฝึกและประเมินผลการฝึกเป็นหน่วย กองร้อยปืนใหญ่สนาม ประจำปี 2568

จ.อุตรดิตถ์ – “การฝึกและประเมินผลการฝึกเป็นหน่วย กองร้อยปืนใหญ่สนาม ประ จำปี 2568”

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 กองพลทหารม้าที่ 1 โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 ได้กระทำพิธีเปิดการฝึกและประเมินผลการฝึกเป็นหน่วย กองร้อยปืนใหญ่สนาม ประจำปี 2568 โดย คณะกรรมการกองทัพบก (ศูนย์การทหารปืนใหญ่) โดยมี พันเอก จิตรเทพ ตรีวิมล ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 เป็นประธานฯ ได้ดำเนินการตรวจสภาพความพร้อมรบ และตรวจสอบการปฏิบัติงานเป็นชุด การเคลื่อนย้ายเข้าที่รวมพลขั้นต้น ณ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 ค่ายพระศรีพนมมาศ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์


“ประชาธิปัตย์” ในวันที่ความนิยมดิ่งสุด!

บทความนี้เป็นเสียงเตือนจากผมในฐานะสมาชิกที่ยังรักและศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ และอยากเห็นพรรคกลับมายืนหยัดอย่างสง่างามอีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป ผมไม่โทษใคร แต่ผมขอพูด

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อโจมตีใครในพรรค เพราะผมรู้ว่าแต่ละคนก็ทำงานเต็มที่ในแบบของตน แต่ผมเขียนในฐานะสมาชิกที่ยังรักพรรค ที่ยังเชื่อว่า “ประชาธิปัตย์” ไม่ควรจบแบบนี้ ที่ยังหวังว่าพรรคของเราจะไม่กลายเป็นแค่พรรคที่มีป้ายเก่าๆ ให้ระลึกถึง

นิด้าโพลรายไตรมาส ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568 ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนิยมเพียง 2.68%รั้งอันดับที่ 8 กลายเป็น “พรรคท้ายแถว” ไปโดยปริยาย

สำหรับใครบางคน อาจมองเป็นแค่ผลสำรวจหนึ่ง แต่สำหรับผม ในฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง นี่คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา นี่ไม่ใช่การสะดุดชั่วคราว แต่มันคือวิกฤตศรัทธาที่ถ้าพรรคไม่หยุดฟังตัวเอง และหันมาฟังประชาชน เราจะไม่เหลือที่ให้ยืนในอนาคตอีกเลย

พรรคที่เคยเป็นความหวัง กลับกลายเป็นคำถาม!

ครั้งหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์เคยชนะใจชาวกรุงเทพฯ เคยยึดภาคใต้ไว้ทั้งภูมิภาค เคยถูกมองว่าเป็นพรรคของ “คนมีหลักการ” แต่วันนี้ คนจำนวนมากเริ่มถามว่า “พรรคนี้ยังมีหลักการเดิมอยู่หรือเปล่า?” หรือที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “พรรคนี้ยังมีจุดยืนอะไรให้ยึดอยู่ไหม?”

เมื่อประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย คำถามนั้นก็ยิ่งชัดขึ้น… และหนักขึ้น ผมไม่เถียงว่า การร่วมรัฐบาลอาจมีเหตุผลทางยุทธศาสตร์ แต่สิ่งที่พรรคลืมไปคือ “ฐานเสียงของเราเคยเชื่ออะไร” เราเคยวิจารณ์เพื่อไทยอย่างหนัก เราเคยบอกว่าจะไม่ยอมอยู่ใต้ระบอบทักษิณ เรายืนอยู่ตรงข้ามเขามาหลายสิบปี

แต่วันนี้เรากำลังร่วมโต๊ะเดียวกัน โดยไม่มีคำอธิบายที่ฐานเสียงยอมรับได้ ฐานเสียงเดิมจึงรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็มองว่าเรา “ไร้จุดยืน”

ผลลัพธ์ที่เห็นชัดก็คือคะแนนนิยมดิ่งสุดเหลือแค่ 2.68% อยู่อันดับ 8 จากผลโพลของนิด้า

ใช่ครับ… ยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น พรรคไม่สามารถสื่อสารกับสังคมยุคใหม่ได้ทัน เรายังยึดวิธีคิดแบบเก่าๆ ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว

ทางรอดยังมี ถ้าเรากล้ายอมรับและเปลี่ยนแปลง เช่น

(1) กล้าทบทวนการร่วมรัฐบาลและอธิบายให้โปร่งใส

(2) ฟังเสียงประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เฉพาะตอนหาเสียง

(3) เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในพรรคมีบทบาทจริง

(4) เลิกคิดแบบเดิม แล้วปรับโครงสร้างพรรคให้เป็นสมัยใหม่

(5) หยุดพูดแต่ “อดีตของพรรค” แล้วเริ่มสร้างอนาคตให้คนมั่นใจ

เพราะถ้าเรายังคิดว่าทุกอย่าง “ไม่เป็นไร” ก็ขอให้จำไว้ว่า…2.68% อาจไม่ใช่จุดต่ำสุด แต่อาจเป็นเสียงเตือนสุดท้าย ก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการเมืองไทย

หากกรรมการบริหารพรรคหรือผู้มีอำนาจในการกำหนดทิศทางได้อ่านบทความนี้ ผมไม่ขออะไร นอกจากขอให้เรากลับมาฟังกันจริงๆ ฟังสมาชิก ฟังประชาชน ฟังเสียงเพรียกจากหัวใจของพรรคนี้

ผมมั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ของเราจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตและกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้ ถ้าเรายังเชื่อว่า ประชาธิปัตย์คือพรรคของประชาชน ไม่ใช่แค่ชื่อบนป้าย… แต่เป็นพรรคที่มีชีวิต

ทั้งหมดนี้ ด้วยความรัก ศรัทธา และปรารถนาดี


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ลำพูนและลำปาง ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรม “ปูทาง…สู่การตื่นรู้ ธรรมนาวา วัง” (ภาคประชาชน รุ่นที่ 4) จังหวัดเชียงใหม่

จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง ประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรม “ปูทาง…สู่การตื่นรู้ ธรรมนาวา วัง” (ภาคประชาชน รุ่นที่ 4) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความเรียบร้อย

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง พระมหานพดล สุวณุณเมธี ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง ร่วมกับ นายวิทยา สาระไชย ผู้อำนวยการกลุ่มงานอำนวยการ สำนักงานจังหวัดลำปาง, พ.ต.อ. อัครินทร์ กาสา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง, นายอรุณ พีระเชื้อ รองนายกเทศมน ตรีเมืองพิชัย พร้อมด้วยผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้นำชุมชน และจิตอาสาภาคประชา ชน เข้าร่วมประชุมซักซ้อมการปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดระเบียบและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “ปูทาง..สู่การตื่นรู้ ธรรมนาวาวัง (ภาคประชาชน) รุ่นที่ 4” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยตัวแทนภาคประชาชนจังหวัดลำปางที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม จะใช้อาคารโดมอเนกประสงค์ของเทศบาลเมืองพิชัย เป็นจุดรวมพลและจุดนัดพบของผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากจังหวัดลำปาง ก่อนออกเดินทางสู่จังหวัดเชียงใหม่

นอกจากนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2568) เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการ POC ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรม “ปูทาง…สู่การตื่นรู้ ธรรมนาวา วัง” (ภาคประชาชน รุ่นที่ 4) จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน, นายปรีชา สมชัย ปลัดจังหวัดลำพูน, นางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจัง หวัดลำพูน, นายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ, จิตอาสาภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของประชาชน จำนวน 670 คน ของจังหวัดลำพูนที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมไว้ก่อนหน้านี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยในวันเข้าร่วมงาน

โครงการ “ปูทาง..สู่การตื่นรู้ ธรรมนาวา วัง” (ภาคประชาชน รุ่นที่ 4) จังหวัดเชียงใหม่ กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีหมายกำหนดการเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในโครงการ “ปูทาง..สู่การตื่นรู้ ธรรมนาวา วัง” (ภาคประชาชน รุ่นที่ 4) จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนี้ด้วย


นที มีเดช รายงาน

กองกำลังผาเมือง และกอ.รมน.ภาค 3 ส่วนแยก 2 นำกำลังพลจิตอาสา ร่วมกิจกรรมการปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติฯในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 นำกำลังพลจิตอาสา ร่วมกิจกรรมการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนที่ 309 กองกำลังผาเมือง และ ชุดพัฒนามวลชนสัมพันธ์ที่ 3202 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 ร่วมกับ เทศบาลตำบลเมืองนะ, ผู้นำชุมชน คณะครู เด็กนักเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านรินหลวง และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่บ้านรินหลวง ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 อีกทั้งเพื่อให้ ส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ แสดงออกถึงความรักความสามัคคี ในการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเขตชุมชน

สำหรับต้นไม้ที่ปลูกประกอบด้วย ต้นพะยูง, ต้นประดู่, ต้นสัก และ ต้นขนุน ชนิดละ 50 ต้น รวมทั้งหมด 200 ต้น บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ณ พื้นที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านรินหลวง ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายสมชาย ปัญญายม รองนายกเทศมนตรีตำบลเมืองนะ เป็นประธาน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 100 คน


นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ ลำพูน นำประชาชนจิตอาสา ร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 11 กรกฎาคม ประจำปี 2568

รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำประชาชนจิตอาสา ร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 11 กรกฎาคม ประจำปี 2568

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.30 น. ณ โรงเรียนวัดน้ำพุ ตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน/ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดลำพูน มอบหมายให้ นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดลำพูน เป็นประธานเปิดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 11 กรกฎาคม

โดยมีนางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน หัวหน้าจิตอาสา 904 จังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการะดับจังหวัด ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จิตอาสาพระราช ทานและจิตอาสาภาคประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันพัฒนาทำความสะอาด ปรับภูมิทัศน์ รอบโรงเรียนวัดน้ำพุ ตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยภายในงานยังมีการมอบผลิตภัณฑ์อาหารจากโรงงานอุตสาหกรรมให้แก่ตัวแทนนักเรียนโรงเรียนวัดน้ำพุ เปิดศูนย์การเรียนรู้สมุนไพร และปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ ด้วย

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา และเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์ที่ 4 และ พระองค์สุดท้าย ของราชวงศ์ปราสาททอง รัชสมัยของพระนารายณ์มหาราช เจริญรุ่งเรืองที่สุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ในด้านการค้า มีการนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ในประเทศครั้งแรก รวมถึงทรงได้รับการยกย่องเป็นสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ได้รับพระสมัญญานามว่า “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช”


นที มีเดช รายงาน

อพม.ชะอำ ร่วมมือพันธ์มิตรสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ฟรี 2 ตายาย ไร้ที่อาศัยหลังถูกยึดที่ดินขายทอดตลาด

อพม.ชะอำ ร่วมมือพันธ์มิตรสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ฟรี 2ตายายไร้ที่อาศัยหลังถูกยึดที่ดินขายทอดตลาด

วันที่ 7 กค.68 นายอนุรักษ์ พรสมบูรณ์ศิริ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนายาง นส.ณิชกานต์ เขียวคลี่ ประธาน อพม.อำเภอชะอำ นายบุญเลิศ เนียมตั้ง อพม.อ.ชะอำ พร้อมด้วย นายเกิดศักดิ์ แตงทอง ผู้ดูแล บริษัท SP Wine House และบริษัท SP กันสาด และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ร่วมกันสร้างบ้านหลังใหม่ให้ นางอำนวย จันทร์แจ่ม อายุ 66 ปี และนายเอือน คูณทวี อายุ 82 ปี 2สามีภรรยา หลังจากที่ดินถูกขายทอดตลาดจากคำสั่งศาลอย่างกะทันหัน ทำให้ไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย ในพื้นที่ หมู่2 บ้านร่องระกำ ต.ดอนขุนห้วย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

โดย เจ้าหน้าที่อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อ.ชะอำ ร่วมกับ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนายาง ที่ว่าการอำเภอชะอำ ร่วมกันสร้างบ้านพักให้ 2 สามีภรรยาหลังไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย โดยบริษัทเอสพีแวร์เฮ้าส์ และ บริษัทเอสพีกันสาดจาก กทม.ได้นำบ้านน็อตดาว ขนาดความกว้าง 5 คูณ 5 เมตร มาสร้างให้ใหม่จำนวน 1 หลัง พร้อมประตุหน้าต่างกันสาด ถมดิน ปรับพื้นผิวดินบริเวณที่จะสร้างบ้านให้อาศัยฟรีๆไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ร่วมมูลค่ากว่า 1.5 แสนบาท เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านที่อยู่อาศัย ที่มีสภาพไม่เหมาะสม มีความเสี่ยงด้านความไม่ปลอดภัยของคนในครอบครัว ให้กับผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ โดยจะมีการส่งมอบบ้านหลังดังกล่าวในวันพุธที่ 9 กค.68 นี้


บรรณรต เพชรบุรี