วช. ลงพื้นที่ภาคเหนือ ติดตามความก้าวหน้าโครงการแผนมุ่งเป้า ววน. “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5“ ณ อ.เทิง จ.เชียงราย

วช. ลงพื้นที่ภาคเหนือ ติดตามความก้าวหน้าโครงการแผนมุ่งเป้า ววน. “ประเทศ ไทยปลอดภัยจาก PM2.5“ ณ อ.เทิง จ.เชียงราย

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก (วช.) นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มหมูดำเหมยซานเกษตรพอเพียง ตำบลศรีดอนไชย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามผลสำเร็จ “โครงการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือด้วยนวัตกรรมบูรณาการเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน” โดยมี รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นหัวหน้าโครงการ ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับใช้ นวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ เพื่อรับมือกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ได้ให้ความสำคัญกับโครงการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือด้วยนวัตกรรมบูรณาการเชิงพื้นที่ จะเห็นได้ว่า ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งยังคงร่วมแก้ปัญหาการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในหลายพื้นที่ โดย (วช.)ได้สนับสนุนงานวิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจนในการแก้ไขปัญหาโครงการวิจัยที่มุ่งลดการเผา และใช้นวัตกรรมนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาสร้างและเพิ่มรายได้ ด้วยการพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่นำไปใช้ได้จริงในชุมชน และยังตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมทั้งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (วช.) เชื่อมั่นว่า ความร่วมมือระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการแก้ปัญหา วช. พร้อมสนับสนุนการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดผลกระทบจากฝุ่นพิษ และเสริมสร้างระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้าโครงการ และคณะ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า จากปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและพะเยา เกิดจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับสูง จนนำไปสู่การเกิดจุดความร้อน (Hotspot) และค่าฝุ่นละออง PM2.5 ที่อยู่ในระดับวิกฤตต่อเนื่องทุกปี ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง งานวิจัยจึงถูกนำมาใช้เป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยโครงการวิจัยนี้มุ่งลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะในแหล่งปลูกข้าวและข้าวโพด ผ่านแนวคิด “ลดเผา เพิ่มรายได้ แก้ปัญหาได้จริง” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีเตาเผาถ่านไบโอชาร์ประสิทธิภาพสูง และการแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น น้ำส้มควันไม้ ปุ๋ยอินทรีย์ อิฐปลูกกล้วยไม้ และบรรจุภัณฑ์จากฟาง พร้อมสร้างแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่าย โครงการนี้ดำเนินงานแบบ Plug-in Solution ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่ ตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เป้าหมายไม่น้อยกว่า 50% ตั้งแต่ปีแรก พร้อมสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ทดแทน และลดจำนวนผู้ป่วยจากโรคทางเดินหายใจ นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในระดับพื้นที่ และขยายผลสู่ภาคเหนือในระยะยาว

กิจกรรมในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของ (ววน.) ที่นำงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นที่ พร้อมสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บิ๊กอีเวนต์กลางกรุง! “บุรีรัมย์มาราธอน 2026” แถลงใหญ่ฉลองทศวรรษแห่งความสำเร็จ คิกออฟแคมเปญสุดอลังการ พร้อมรางวัลจัดเต็ม 10 ล้าน

บิ๊กอีเวนต์กลางกรุง! “บุรีรัมย์มาราธอน 2026” แถลงใหญ่ฉลองทศวรรษแห่งความสำเร็จ คิกออฟแคมเปญสุดอลังการ พร้อมรางวัลจัดเต็ม 10 ล้าน

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 กรุงเทพฯ : การแถลงข่าว “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ด บาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” ภายใต้แนวคิด “สวรรค์ของนักวิ่ง” สร้างตำนานอีกครั้ง กับอีเวนต์พิเศษฉลองทศวรรษแห่งความสำเร็จสุดอลังการ กับการเปิดรับสมัคร On site ที่ One Bangkok ใจกลางกรุงเทพเป็นครั้งแรก และของรางวัลจัดเต็มมากกว่าทุกปี นับเป็นรายการวิ่งที่มีมูลค่ารางวัลรวมสูงที่สุดในประเทศไทย รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

ทั้งนี้ “บุรีรัมย์มาราธอน 2026 พรีเซนเต็ด บาย น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” จะจัดขึ้นในช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 ภายใต้แนวคิด Your Ultimate Destination สวรรค์ของนักวิ่ง ออกสตาร์ทจากสนามแข่งรถระดับโลก “ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต” และเข้าเส้นชัยที่สนามฟุตบอล ”ช้างอารีนา” แข่งขันทั้งสิ้น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะมาราธอน (42.195 กม.), ระยะฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กม.), ระยะมินิมาราธอน (10 กม.), ระยะฟันรัน (4.554 กม.) หนึ่งในงานวิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีนักวิ่งร่วมงานมากกว่า 3 หมื่นคน ต่อปี ได้รับการรับรองจากสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (World Athletics) และมีการจัดงานเอ็กซ์โป เวลา 10.00-20.00 น. ขนทัพสินค้ากีฬาและสุขภาพเอาใจนักวิ่งปอดเหล็กจากทั่วโลกอีกด้วย

นางนิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศ ไทย เปิดเผยว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา “บุรีรัมย์มาราธอน” คือตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนากีฬาวิ่งอย่างเป็นรูปธรรม น่าประทับใจในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพของการแข่งขัน การบริหารจัดการมาตรฐานระดับโลก รวมทั้งเป็นต้นแบบการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่กล่าวได้ว่า เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดมหกรรมกีฬามากที่สุด โดยการจัดงานยังช่วยยกระดับศักยภาพของเมืองบุรีรัมย์อย่างรอบด้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมสุขภาพ สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ ‘กีฬา’ เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับจังหวัดและระดับประเทศได้อย่างแท้จริง

พล.ต.ต.สุรพงษ์ อาริยะมงคล อุปนายกอาวุโสและเลขาธิการสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศ ไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า บุรีรัมย์มาราธอนเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการจัดการแข่งขันวิ่งบนถนนที่มีมาตรฐานระดับสากลในประเทศไทย ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อทั้งวงการกีฬาและการท่องเที่ยว พร้อมแนะนำแนวทางการพัฒนางานวิ่งที่อยากให้ผู้จัดงานวิ่งในประเทศ ไทยตระหนัก เพื่อให้การจัดการแข่งขันวิ่งบนถนนในประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดีอย่างต่อเนื่องและได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ การขอรับรองมาตรฐานจากสมาคมกรีฑาฯ และขอการรับรองเส้นทางจาก World Athletics, การจัดระบบความปลอดภัยที่เข้มข้น, พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ด้านการจัดการแข่งขันอย่างมืออาชีพ สร้างมาตรฐานเดียวกันสำหรับงานวิ่งทุกรายการในประเทศ และส่งเสริมการวิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Running Event)

นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เมื่อสิบปีก่อน ไม่มีใครคาดคิดว่าเมืองเล็ก ๆ ในภาคอีสาน จะก้าวขึ้นมาเป็น Sport Destination ระดับโลกได้ กลายเป็นสถานที่จัดงานมอเตอร์ไซค์ชิงแชมป์โลก โมโตจีพี และงานวิ่งมาตรฐานระดับโลกอย่างบุรีรัมย์มาราธอน ทุกปีจังหวัดได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สร้างเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจหลายพันล้านบาท งานวิ่งบุรีรัมย์มาราธอนได้กลายเป็นแรงผลักสำคัญในการเปลี่ยนโฉมเมือง ทั้งในด้านเศรษฐ กิจและการท่องเที่ยว เกิดจากความร่วมมือทั้งภาครัฐเอกชนและประชาชน โดยเฉพาะกองเชียร์และอาสาสมัครนับหมื่นคน ที่ดูแลและส่งกำลังใจนักวิ่งตลอดเส้นทาง จนได้รับการยก ย่องว่าเป็นเทศกาลดนตรีที่ยาว 42.195 กิโลเมตร ถือเป็น Soft Power ที่ไม่มีที่ใดเหมือน

นายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการการแข่งขัน กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนางานตลอด 10 ปี ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากแค่การจัดงานปีละครั้ง แต่เกิดจากการทำงานหนักตลอด 365 วันของทุกปี โดยเราให้ความสำคัญกับเสียงของนักวิ่งทุกคน นำมาปรับปรุงให้ทุกครั้งดีขึ้นกว่าเดิม คำว่า “สวรรค์ของนักวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่เป็นแนวคิดหลักในการทำงานทุกขั้นตอน เราเคยนำบุรีรัมย์มาราธอนไปสู่จุดสูงสุดด้วยมาตรฐานสากลในระดับ Gold Label ในปี 2024 ทั้งหมดเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีที่สุดของนักวิ่งที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลก ปัจจุบันนักวิ่งสามารถนำเวลาของรายการเราไป ต่อยอดสมัครรายการวิ่งระดับเมเจอร์ในโลกนี้ได้ทุกเรซ ส่วนการสนับสนุนนักวิ่งต่อยอดไปยังเมเจอร์ระดับโลกรายการโตเกียวมาราธอนที่จะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 15 – 29 สิงหาคมนี้ เมื่อสมัครแล้วให้มารายงานตัวทางเพจบุรีรัมย์มาราธอนตามเวลาที่กำหนด ชาย 10 คน และหญิง 10 คนที่ทำเวลาดีที่สุดในระยะฟูลมาราธอน ซึ่งไม่ใช่ทีมชาติ ฝ่ายจัดฯ จะสนับสนุน ค่าสมัคร ค่าที่พักและค่าเดินทางเพื่อเป็นรางวัลพิเศษให้กับนักวิ่งได้สัมผัสงานวิ่งมาตรฐานระดับ Platinum Label

นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวถึงการเดินทางตลอด 10 ปี ของงานว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมายหลายสิ่ง ทั้งจากวิ่งตอนเช้าเป็น Night Run, การเผชิญสถานการณ์โควิด-19, การพัฒนางานยกระดับจนได้รับการรับรองระดับเหรียญ Bronze, Sliver และ Gold ในปี 2024 รวมทั้งการตัดสินใจไม่ไปต่อในระดับ Platinum ในปี 2025 แต่หันมุ่งเน้นการตอบแทนและดูแลนักวิ่งเป็นหัวใจสำคัญเหนือทุกสิ่ง

“สวรรค์ของนักวิ่ง” ยังคงเป็นแนวทางในการรังสรรค์งาน โดยได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวบุรีรัมย์ที่แสดงให้เห็นว่าเมืองเล็กๆ สามารถสร้างมาตรฐานโลกได้ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ และในโอกาสแห่งการเฉลิมฉลองในวาระ 1 ทศวรรษ นอกเหนือจากเงินรางวัล 1.65 ล้านบาท บุรีรัมย์มาราธอนปีนี้ จัดเต็มมอบของขวัญพิเศษและเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

ความพิเศษฉลอง10 ปี ได้แก่ 1.นักวิ่งที่สมัคร On site ด้วยตนเองทุกคนจะได้รับถุงเท้าวิ่งรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น เวอร์ชันฉลอง 10 ปี มูลค่า 420 บาท และสิทธิ์ลุ้นทองคำ 1 สลึง 10 เส้น 2.นักวิ่งที่วิ่งต่อเนื่องครบ 10 ปีจะได้รับเหรียญ BRM Superfan 3.มอบ “หมวก BRM Sub 3 ลิมิเต็ด” สำหรับนักวิ่งระยะ Marathon Sub 3 ที่วิ่งภายในเวลาต่ำกว่า 3:00:00 ชม. 4. มอบ “ไอเท็มลับ ฉลอง 10 ปี” ให้กับนักวิ่งทุกคน (จัดส่งไปกับ Race pack)

นอกจากนี้บุรีรัมย์มาราธอนยังมอบเงินรางวัลพิเศษแบบจัดเต็มเช่นเคย มูลค่ารวม 1,300,000 บาท โดยจะสุ่มแจกให้กับนักวิ่งในทุกระยะ จำนวน 50 รางวัลต่อระยะ รวมทั้งหมด 200 รางวัล และบริการ “ภาพนักวิ่งฟรี” ในรูปแบบเรียลไทม์ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ โดยปีนี้ยกระดับคุณภาพ และเพิ่มจำนวนของช่างภาพมากขึ้น , รางวัลพิเศษสำหรับนักวิ่งที่ทำ NEW PB จะได้รับคูปองหมูกระทะ 1 ชุด มูลค่า 250 บาท และยังมีของรางวัลจากผู้สนับสนุนอีกกว่า 100 รายการ

นายสุรพล อุทินทุ ผู้บริหารน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง พันธมิตรหลักในฐานะไตเติ้ลสปอนเซอร์กล่าวว่า เพื่อตอกย้ำ ความมุ่งมั่นในการสนับสนุนมหกรรมการวิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยมาอย่างยาวนาน ในปี 2026 นี้ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี จะมีทั้งกิจกรรมและของรางวัลพิเศษสำหรับนักวิ่งเพิ่มขึ้นไม่แพ้ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการเสริมกิจกรรม “เก็บ-กลับ-รีไซเคิล” โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด หรือ TBR ร่วมกันคัดแยกขวดน้ำดื่มหลังการบริโภค ทิ้งลงถังที่จัดไว้ทั่วบริเวณงาน เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนรีไซเคิลอย่างถูกวิธี เพื่อนำไปแปรรูปเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างงานวิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีการจัดนิทรรศการ 10 ปี บุรีรัมย์มาราธอน พร้อมกิจกรรมพิเศษมากมายได้แก่ เปิดรับสมัครแบบ On-Site ซึ่งได้รับความสนใจจากนักวิ่งขาแรงจากทั่วประเทศนับพันคน ร่วมสมัครและรับของที่ระลึกเป็นถุงเท้าวิ่งรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น เวอร์ชันฉลอง 10 ปี มูลค่า 420 บาท และสิทธิ์ลุ้นทองคำ 1 สลึง 10 เส้น

ทั้งนี้ ฝ่ายจัดการแข่งขัน กำหนดการเปิดรับสมัครแบบออนไลน์ ในวันที่ 19 กรกฎาคม สำหรับนักวิ่งเก่าและวันที่ 20 กรกฎาคม สำหรับนักวิ่งใหม่ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ แฟนเพจ Buriram Marathon


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เชิญชวนเที่ยวงาน “ทุเรียนต้นน้ามูลโคราช@ครบุรี ครั้งที่3” งานแห่งปีที่ FC ทุเรียนห้ามพลาด

งานแห่งปีที่ FC ทุเรียนห้ามพลาด! อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา นำโดย “นายพีรวัฒน์ ธีระวัฒนา” นายอำเภอ ดีเดย์จัดงานใหญ่ “ทุเรียนต้นน้ามูลโคราช@ครบุรี ” ครั้งที่ 3 ระหว่างวันเสาร์ที่ 19 – วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 นี้ ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา โดยในปีนี้อำเภอครบุรี ได้ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวันครราชสีมาชมรมผู้ปลูกทุเรียนอำเภอครบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอครบุรีจัดใหญ่ จัดเต็ม

งานแห่งปีที่บรรดาFC ทุเรียนห้ามพลาด! ไฮไลต์เด็ด! “ทุเรียนต้นน้ำมูล” ของแท้จากเกษตรกรชาวสวนตัวจริง ที่คัดสรรคุณภาพ ตัดแก่จัดจากต้นทุกลูก ร่วมออกบูธจำหน่ายส่งตรงถึงมือผู้บริโภคตลอดงาน 2 วันเต็ม กว่า 30 ตัน โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว “กลิ่นอ่อน เนียนนุ่ม ละมุนลิ้น” ซึ่งจากความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งของ อำเภอครบุรีที่ขึ้นชื่อว่า “เมือง 2 เขื่อน ดินแดนต้นกำเนิดแม่น้ามูล” จึงมีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุในดิน ทำให้ทุเรียนต้นน้ามูล@ครบุรี มีกลิ่น, เนื้อสัมผัส และรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น
เฉพาะตัว ยากจะหาคู่เทียบได้

นอกจากผลไม้อย่างทุเรียนแล้ว ภายในงานยังรวมทั้งผลไม้และผลผลิตทางการเกษตรที่ขึ้นชื่ออีกมากมาย อำทิ อินทผาลัม, เงาะ, มังคุด, ขนุน, กระท้อน, ลำไย และสตอ รวมถึงสินค้ำโอท็อปของดีของเด็ดอำเภอครบุรีจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ร่วมออกร้านจำหน่าย ให้นักท่องเที่ยวได้ชม ได้ชิม ได้ช้อป ได้ฟิน ตลอดทั้งงาน

โดยภายในงานตลอด 2 วันเต็ม ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรม และการแสดงศิลปวัฒนธรรมประจำถิ่น อาทิ การแสดงโปงลางของนักเรียนในพื้นที่, การประกวดทุเรียนคุณภาพ, การแข่งขันปลอกและกินทุเรียนชิงแชมป์ และการแข่งขันส้มตำลีลา เพื่อสร้างสีสัน และความบันเทิงให้นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงาน

ท้ายที่สุดนี้ อำเภอครบุรี นำโดย “นายพีรวัฒน์ ธีระวัฒนา ท่านนายอำเภอ” จึงอยากจะขอ
ประชำสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง ร่วมชม ร่วมชิม ร่วมช้อป ทุเรียนต้นน้ำมูล และผลไม้ขึ้นชื่อ รวมถึงของดีของเด็ดอำเภอครบุรี ที่ได้ยกทัพมารวมไว้ในงานเดียวกับ “งานทุเรียนต้นน้ามูลโคราช@ครบุีรี ” ครั้งที่3 เพื่อร่วมสนับสนุนเกษตรกรชาวสวน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ระหว่างวันเสาร์ที่ 19 – และวันอำทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 นี้ ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา


กันตินันท์ เรืองประโคน/ รายงาน

สลดก่อนฟ้าสาง !! วงจรปิดจับภาพเจ้าหน้าที่เก็บขยะ ทม.นครพนม เหยื่อเมาแล้วขับถูกปิกอัพชนอัดก๊อปปี้ ร่างขาดจากกันเป็นสองท่อน

นครพนม – สลดก่อนฟ้าสาง !! วงจรปิดจับภาพเจ้าหน้าที่เก็บขยะ ทม.นครพนม เหยื่อเมาแล้วขับถูกปิกอัพชนอัดก๊อปปี้ ร่างขาดจากกันเป็นสองท่อน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านเลขที่ 99 หมู่ 8 บ้านคำเกิ้ม ต.อาจ สามารถ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งเป็นที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพนายกิตติโรจน์ นันทา หรือเปี๊ยก อายุ 45 ปี เจ้าหน้าที่เก็บขยะเทศบาลเมืองนครพนม ผู้โชคร้ายถูกรถยนต์กระบะพุ่งชนอัดก๊อปปี้เสียชีวิตคาที่ บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่ง ใกล้ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ถนนบายพาสแยกบ้านน้อยหนองเค็ม-แยกบ้านท่าควาย ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดของวันเดียวกัน

โดยได้พบกับภรรยาของผู้เสียชีวิตคือนางนิรมล นันทา อายุ 48 ปี พร้อมกับญาติๆ อยู่ในอาการเศร้าโศก และยังทำใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ เนื่องจากนายเปี๊ยกผู้เป็นสามีจากไปอย่างกระทันหัน พร้อมกับเปิดเผยด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า สามีถือเป็นเสาหลักของครอบครัว นอกจากทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เก็บขยะเทศบาลเมืองนครพนมแล้ว ยังรับจ้างทำงานทั่วไปอีก เพราะต้องดูแลและส่งเสียลูกชายที่กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยนครพนม คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาดนตรี ปี 1 และลูกบุตรธรรมที่ขอมาเลี้ยงอีก 1 คนขณะนี้เรียนอยู่ในระดับชั้นอนุบาล ส่วนลูกสาวเรียนจบมีงานทำเรียบร้อยแล้ว

ถือเป็นประจำทุกวันที่สามีต้องออกจากบ้าน ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน เพื่อไปทำหน้าที่เก็บขยะมูลฝอยตามเส้นทางที่รับผิดชอบ แต่ไม่มีลางสังหรณ์หรือลางร้ายบอกเหตุใดๆ กระทั่งเวลาประมาณตีสามเศษ มีคนโทรเข้ามาบอกว่าสามีถูกรถยนต์ชนเสียชีวิต แต่ตนไม่เชื่อจึงให้ลูกสาว น.ส.ฐิติรัตน์ ไตริน อายุ 29 ปี ขับรถออกไปดูว่าใช่พ่อไหม ซึ่งลูกสาวโทรกลับมาบอกว่าใช่พ่อจริงๆ ตนถึงกับปล่อยโฮร้องเสียงดังลั่นบ้าน ญาติพี่น้องที่มีบ้านอยู่ใกล้เคียงต่างตกใจ รีบออกมาดูว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น ยอมรับว่าทำใจไม่ได้ ทุกครั้งที่มองรูปหน้าโลงศพสามี ถามตัวเองตลอดว่ามันไม่ใช่ความจริงใช่ไหม และไม่กล้าดูศพสามีด้วย

นางนิรมลตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีถ้าได้เจอหน้าคนขับรถยนต์กระบะคู่กรณีว่า คำแรกที่จะถามคือทำไมขับรถเร็วจัง ไม่ห่วงใยคนอื่นเลยเหรอ รู้ไหมเขาคือเสาหลักของครอบครัว

ด้าน นางหนูจัน นันทา อายุ 66 ปี ผู้เป็นแม่ของนายเปี๊ยกพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นว่า ตนเป็นคนและอยู่ จ.บึงกาฬ ส่วนนายเปี๊ยกลูกชายเป็นพ่อหม้าย ก็ได้มาเจอกับนางนิรมลลูกสะใภ้คนนี้ที่เป็นแม่ม่ายเหมือนกัน ทั้งคู่ตกลงปลงใจแต่งงานอยู่กินกันมานานกว่า 10 ปี เขารักใคร่ดู แลกันดี และมีนิสัยคล้ายกันคือขี้สงสาร ชอบช่วยเหลือคน แม้แต่เด็กชายตัวเล็กๆที่พ่อแม่เลี้ยงไม่ไหว เขาก็ยื่นมือไปรับมาเป็นบุตรบุญธรรม

ตอนเช้าของวันเดียวกัน ตนไปออกมาใส่บาตรตามปกติ ลูกอีกคนมาบอกว่านายเปี๊ยกถูกรถชน ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลนครพนม ก็คิดว่าคงเป็นอะไรไม่มาก สักพักลูกก็บอกอีกว่าแม่ทำใจดีๆนะ พี่เปี๊ยกเสียชีวิตแล้ว ยอมรับทำอะไรไม่ถูกรีบเดินทางจาก จ.บึงกาฬ เห็นรูปลูกชายตั้งอยู่หน้าโลงศพก็เข่าอ่อน อยากจะถามคนขับรถที่ชนว่าเมาแล้วทำไมมาทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าเกิดกับครอบครัวตัวเองบ้าง จะได้รู้สึกถึงความสูญเสีย โดยศพของนายกิตติโรจน์ นันทา จะประกอบพิธีฝังตามหลักศาสนาคริสต์ในวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคมที่จะถึงนี้

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง สภ.เมืองนครพนม เพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติม เป็นเวลาเดียวกันกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานนครพนม (พฐ.ฯ) กำลังตรวจร่องรอยการเกิดอุบัติเหตุของรถกระบะ รถเก็บขยะ และรถจักรยานยนต์ รวม 3 คัน โดยนายวัชรินทร์ บุญมา อายุ 47 ปี พนักงานรับจ้างทั่วไปซึ่งเป็นคนขับรถขยะคันเกิดเหตุ เล่าว่าเหตุการณ์เกิดเวลาประมาณตีสองเศษ ตนจอดรถให้คนที่อยู่ท้านรถรวม 3 คนลงไปเก็บขยะหน้าหอพัก รถกระบะไม่รู้วิ่งมาอีท่าไหนพุ่งชนอัดก๊อปปี้นายเปี๊ยก ในสภาพร่างกายท่อนล่างขาดออกจากกัน ส่วนรถจักร ยานยนต์ตนไม่รู้ว่าอย่างไรก็ถูกเฉี่ยวตกลงร่องกลางถนนบาดเจ็บ

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้คลิปหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของหอพัก พบว่ารถกระบะแล่นมาด้วยความเร็ว และมีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งวิ่งอยู่ระหว่างเส้นกลาง โดยรถกระบะได้เฉี่ยวจยย.ตกร่องระบายน้ำ เป็นจังหวะเดียวที่รถขยะวิ่งมาจอดอยู่ริมไหล่ทาง เจ้าหน้าที่เก็บขยะ 2 คน ได้โดดลงมายกถังขยะเพื่อจะเทใส่ท้าย ซึ่งรถกระบะได้เสียหลัก จากการเฉี่ยวรถจยย. ไถลพุ่งชนนายเปี๊ยกอัดกับคานเหล็กจนร่างขาดออกจากกันเป็นสองท่อน คนเก็บขยะอีกคนบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนคนขับรถกระบะเป็นชาย ได้รับบาดเจ็บขาหัก เจ้าหน้าที่กู้ชีพรีบนำส่งโรงพยาบาลนครพนม ซึ่งอาจจะมีอาการเมาสุราร่วมด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนยังไม่ได้สอบปากคำผู้ใด ต้องรอให้ทั้งหมดโดยเฉพาะผู้เสียหายมีสภาพจิตใจเข้มแข็งกว่านี้เสียก่อน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.00 น. ร.ต.อ.หญิง มนัสนันท์ บุรีภักดี รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้รับแจ้งเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถยนต์และรถเก็บขยะ มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย บริเวณหน้าหอพักแห่งหนึ่ง พบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ GPX Dron สีขาว โดยมีนายวิทย์(นามสมมติ) อายุ 23 ปี เป็นชาวบ้านไผ่ล้อมหมู่ 5 ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม ได้รับบาดเจ็บที่สะโพกและขา ห่างออกไปพบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ไฮลักษ์ รีโว่ สีบรอนซ์เทา มีนายไก่(นามสมมติ) อายุ 46 ปี เป็นชาวบ้านสำราญเหนือหมู่ 2 ต.อาจสามารถ เป็นคนขับขาหักทั้งสองข้าง และที่ท้ายรถเก็บขยะยี่ห้ออีซูซุ สีเหลือง มีนายวัชรินทร์เป็นคนขับ มีนายนันทวุฒิ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี เจ้าหน้าที่เก็บขยะบาดเจ็บที่ขา และกิตติโรจน์ นันทา หรือเปี๊ยก อายุ 45 ปี ถูกแรงอัดร่างจนช่วงเอวขาดสองท่อนเสียชีวิตคาที่


ฟร้องข่าวด่วน เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ นครพนม รายงาน

ป.21 พัน.20 ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี”

ป.21 พัน.20 ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี”

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 กองพลทหารม้าที่ 1 โดย พันโท วานิช เงินดวง ผู้บังคับกอง พันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสาของหน่วย ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ และประชาชนจิตอาสา จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยมี นางสาว พรทิพย์ คล้ายชม นายอำเภอตรอน เป็นประธานฯ ณ ตลาดสดเทศบาลตำบลตรอน หมู่ 4 ตำบลวังแดง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์


หนุ่มขี้ระแวง บุกปาดคอสาวใหญ่ขณะนอนหลับ

เพชรบูรณ์ – หนุ่มขี้ระแวง บุกปาดคอสาวใหญ่ขณะนอนหลับ เหตุเข้าใจว่าขโมยโทรศัพท์ จึงใช้มีดปลอกผลไม้ก่อเหตุ

วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เวลา 00.30 น. ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ สภ ชนแดน ได้รับแจ้งว่ามีเหตุ คนถูกทำร้ายโดยการใช้มีดปาดคอได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่ บ้านเลขที่19 หมู่ 12 ตำบลท่าข้าม อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นจึงประสานพนักงานสอบสวน พร้อมอาสากู้ภัยชนแดนสงค์เคราะห์ ร่วมอำนวยความสะดวก ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว พบบาดเจ็บชื่อ นางอัฉฉรา สวัสดี อายุ 48 ปี ได้รับบาดเจ็บจากการทำร้าย โดยการใช้มีดปาดเข้าที่คอ

จากการตรวจบาดแผลมีความลึก 1.5 ซม ยาว 10 ซม ทางอาสากู้ภัยชนแดนสังเคราะห์ ต้องทำรีบทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น แล้วรีบนำตัวผู้บาดเจ็บสงโรงพยาบาลชนแดน ในที่เกิดเหตุยังพบมีดปลอกผลไม้ ที่ใช้ก่อเหตุตกอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ก่อเหตุ ทราบชื่อคือ กับ นายสุรศักดิ์ หรือ (แจ๊ก) ศรีสวัสดิ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ 7 ต ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งบ้านของทั้ง 2 อยู่ห่างกันประมาณ 150 เมตร

เบื้องต้นทราบว่า นายสุรศักดิ์ หรือ (แจ๊ก) เข้าใจว่า นางอัฉฉรา สวัสดี ได้ขโมยเอาโทรศัพท์ของตนเองไป จึงมาติดตามทวงโทรศัพท์ที่บ้าน โดยได้นำอาวุธมีดปลอกผลไม้ของตนเองติดตัวมาด้วย ซึ่งนายสุรศักดิ์ หรือ แจ๊ค ได้ถามหาโทรศัพท์ของตน จากผู้บาดเจ็บก่อนจะลง มือใช้อาวุธมีดที่ติดตัวมาก่อเหตุดังกล่าว จากนั้นก็ได้หลบหนีไป ส่วนคนก่อเหตุพบประวัติเพิ่งจะพ้นโทษออกจากคุก มาไม่นานแล้วก็มาก่อเหตุอีก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถาม คำรณ สวัดดี อายุ 60 ปี ผู้เป็นสามี ทราบว่า ช่วงเกิดเหตุทั้ง 2 สามี-ภรรยา ได้นอนหลับกันอยู่ภายในบ้าน ระหว่างนั่นได้มีคนมาเคาะประตูเรียกให้ตนเองเปิดประตู พอเปิดประตูออกมาก็พบกับ นายสุรศักดิ์ หรือ (แจ๊ก) ศรีสวัสดิ์ อายุ 36 ปี แล้วถามหาภรรยาของตน ตนจึงบอกไปว่าภรรยานอนอยู่ในมุ้ง นายสุรศักดิ์ จึงเข้าไปในมุ้ง แล้วใช้มีดปลอกผลไม้ที่นำมาด้วย ปาดคอ นางอัฉฉรา ทันทีแล้วหลบหนีไป ทางฝ่ายสามี จึงโทรศัพท์ แจ้ง เจ้าหน้า ที่ตำรวจ สภ ชนแดน พร้อมกู้ชีพชนแดนสงค์เคราะห์ มาที่เกิดเหตุพร้อมนำคนเจ็บส่ง รพ ชนแดน


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สืบสาน ประเพณีแข่งขันเรือยาวเทศกาลของดีอำเภอบ้านหมี่

จังหวัดลพบุรี – อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี สืบสานงานประเพณีแข่งขันเรือยาว และเทศกาลของดีบ้านหมี่ ประจำปี 2568 โชว์อัตลักษณ์ “ เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ วัฒนธรรมล้ำ ค่า แดนผ้ามัดหมี่ สตรีแสนงาม ” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย

ที่บริเวณสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ริมคลองชลประทานอนุศาสนนันท์ ตำบลบ้านกล้วย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ดร.สุชาติ ลายน้ำเงิน ประธานมูลนิธิน้ำสะอาดเพื่อชีวิต พร้อมด้วย นายณภัทร เอมอ่อน นายอำเภอบ้านหมี่ นางสวามินี อิสระทะ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกล้อย ตลอดจน หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ ร่วมกันแถลงความพร้อมการจัดประ เพณีแข่งขันเรือยาวประเพณี และเทศกาลของดีบ้านหมี่ ประจำปี 2568 เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ วัฒนธรรมล้ำค่า แดนผ้ามัดหมี่ สตรีแสนงาม

ซึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 18-27 กรกฎาคม 2568 ที่ บริเวณสะพานบ้านกล้วย ริมคลองอนุศาสนนันท์ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น อีกทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ และเป็นการเพิ่มพูนความสามัคคีให้เกิดขึ้น

ด้านนายอำเภอบ้านหมี่ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมงานประเพณีแข่งขันเรือยาวและเทศกาลของดีบ้านหมี่ ประจำปี 2568 ไฮไลน์ของงาน นอกจากการแข่งขันเรือยาว 12 ฝีพาย ซึ่งมีเรือเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 16 ลำ แล้วยังมีจัดการประกวดสาวงามบ้านหมี่ ซึ่งสาวงาม แต่ละคน ได้ผ่านการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนในแต่ละตำบลของอำเภอบ้านหมี่ , การเดินแบบผ้าไทยการกุศล , การแสดงทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยจีน กลุ่มชาติพันธุ์ไทยลุ่มน้ำ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยยวน กลุ่มชาติพันธุ์ลาวแง้ว ลาวหลวงชาติพันธุ์ไทยพวน การออกร้านชมรมแม่บ้านมหาดไทยอำเภอบ้านหมี่ และการจำหน่ายสินค้า OTOP

จึงขอเชิญชวนทุกท่านเที่ยวงานประเพณีแข่งขันเรือยาวและเทศกาลของดีบ้านหมี่ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 18-27 กรกฎาคม 2568 ชมฟรี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

สำนักพุทธลพบุรี ประชุมพระแนะการทำบัญชีวัดให้ถูกต้อง ตามนโยบายมหาเถร

จังหวัดลพบุรี – สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี จัดประชุมพระสังฆาธิการ โดยทุกวัดนำบัญชีของวัดมาเพื่อแนะนำในการทำบัญชีที่ถูกต้องตามนโยบายมหาเถรสมาคม

โดยเมื่อบ่ายวันนี้ นายวีระ จำลอง ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย พระธรรมวชิรสุนทร เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ได้นิมนต์พระสังฆาธิการ คณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี ระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ในพื้นที่ 3 อำเภอประชุมณ ศาลาการเปรียญวัดไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี พร้อมกับให้ทุกวัดได้นำบัญชีรายรับ รายจ่าย ของวัดติดมาด้วย ซึ่งทางสำนักงานพระพุทธศาสนาได้ประสานกับทางสำนักงานสรรพากรพื้นที่จังหวัดลพบุรี จัดเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำในการทำบัญชีที่ถูกต้อง รวมทั้งจะได้เป็นแนวทางเดียวกันว่ายต่อการตรวจสอบรายรับ รายจ่ายของวัด ซึ่งมีวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ 3 อำเภอ ประกอบด้วย อำเภอเมืองลพบุรี, อำเภอบ้านหมี่ และอำเภอท่าวุ้ง ประมาณ 250 วัด ต่างนำบัญชีมาให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ

สำหรับในการดำเนินการดังกล่าวเป็นการให้คำแนะนำในการทำบัญชีเท่านั้นไม่ได้เป็นการตรวจสอบแต่อย่างไร โดยก่อนที่จะดำเนินการได้มีการดำเนินการด้วยการวางแนวทางกับทางเจ้าหน้าที่

ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดลพบุรี ได้เปิดเผยว่า ทั้งนี้จากที่ทางมหาเถรสมาคม ได้มีมติที่ 495/2568 ในการดำเนินการการทำบัญชีรายรับ รายจ่าย ของคณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี เพื่อให้บัญชีมีความถูกต้องและเป็นการเตรียมการที่จะให้มีผลในเดือนตุลาคม 2568 นี้ ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานในเชิงรุกที่เป็นการทำความเข้าในการปฏิบัติตามมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะในเรื่องของการรับบริจาคผ่านบัญชีตามประเภทที่วัดต้องแยก ซึ่งได้มีการจัดเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำกับวัดที่ยังไม่เข้าใจที่จะได้เป็นแนวทางเดียวกัน สำหรับในการดำเนินการในครั้งนี้ถือว่าเป็นจังหวัดต้น ๆ ที่ได้มีการดำเนินการหลังจากที่ได้รับนโยบายมาจากมหาเถรสมาคมและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมา โดยจะทยอยดำเนินการเช่นนี้ในวัดต่าง ๆ ครบทุกอำเภอไม่ว่าจะเป็นมหานิกายและธรรมยุต


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและดูงานรับฟังปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงชายแดนทิศตะวันตก ณ จังหวัดกาญจนบุรี

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและดูงานรับฟังปัญหาการบังคับใช้กฎหมายความมั่น คงชายแดนทิศตะวันตก ณ จังหวัดกาญจนบุรี

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 – 12.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามและศึกษาดูงาน ณ กองบัญชาการกองกำลังสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ, นายสมบูรณ์ หนูนวลรองประธานคนที่หนึ่ง, ร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองฯ คนที่สอง, ว่าที่พ.ต. กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์รองฯ คนที่สาม, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ, นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ, อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา, นักวิชาการ, เลขานุการประจำ ได้ร่วมประชุมหารือร่วมกับส่วนราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ณ ห้องประชุม 1 บก.พล.ร. 9 ตำบล ลาดหญ้า อำเภอเมืองกาญจนบุรี

โดยมี (1) นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะรองผอ.รมน.จว. (2) พล.ต. อัษฎาวุธ ปันยารชุน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ (3) พลตรี ชนมากรณ์ ภิบาลชนม์ ผู้ มณฑลทหารบกที่ 17 หรือหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมี ภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันตก (นบ.ยส.17) และส่วนราชการในพื้นที่เข้าร่วมสรุปผลการดำเนินงาน

ในการนี้ คณะกรรมมาธิการได้รับทราบผลการดำเนินงานของกองกำลังสุรสีห์ในการติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จำเป็นในการใช้เป็นเครื่องมือที่ทันสมัยโดยเฉพาะการใช้เครื่องเอ็กซเรย์ กล้องวงจรปิดอากาศยานไร้คนขับเพื่อสกัดกั้น ปราบปรามหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมายตลอดแนวชายแดนในความรับผิดชอบของกองกำลังสุรสีห์ประมาณจำนวน 860 กิโลเมตรตั้งแต่จังหวัดตากถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ของกลุ่มขบวนการที่กระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ หรือก่อเหตุอื่นอันกระทบต่อความมั่นคงด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้สอบถามถึงพื้นที่ติดเขตดูแลของกลุ่มรัฐกระเหรี่ยงที่ทางรัฐบาล ของประเทศเมียนมาร์อาจควบคุมไม่ได้และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและกวดขันอย่างเต็มที่ อีกทั้ง กำลังพลมิควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการพร้อมสนับสนุนกองกำลังสุรสีห์เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อภารกิจป้องกันประเทศและความมั่งคงของชาติโดยรวมอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มอบสิ่งของบริโภคให้กับกำลังพลของกองกำลังสุรสีห์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนสืบไป

คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้ต่อไป


วิศวกรไทยต้องตื่น!อย่าเลือก “หุ่นเชิดนักการเมือง-ทาสนายทุน”

ระหว่างวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2568 นี้ คือเวลาสำคัญที่สมาชิกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ต้องใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการอำนวยการ วสท. วาระปี พ.ศ.2569-2571 ให้สมศักดิ์ศรีความเป็นวิศวกรไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่แค่การเลือกคนมา “นั่งตำแหน่ง” แต่เป็นการกำหนดอนาคตของ วสท. ว่าเราจะเดินหน้าเป็นองค์กรวิชาชีพที่รับใช้ประชาชน ยึดมั่นในคุณธรรม รู้จริง และกล้าปกป้องประโยชน์สาธารณะ ไม่ปล่อยให้องค์กรเป็น “เครื่องมือของนักการเมืองและกลุ่มทุน”

เราส่วนมากคงไม่อยากเห็นบุคคลบางกลุ่มเข้ามาเป็นกรรมการ วสท. เพราะต้องการ “แทรกตัวเข้าไปนั่งเป็นกรรมการพิจารณาโครงการสำคัญๆ” ของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่นับหมื่นล้าน เพื่อเปิดทางให้กับนักการเมือง กลุ่มทุน หรือกลุ่มอิทธิพลใดๆ ที่พวกเขาสวามิภักดิ์อยู่ ซึ่งจะทำให้วิชาชีพของเราต้องแปดเปื้อน ไม่ใช่เพราะต้องการขับเคลื่อนวิชาชีพเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

พฤติกรรมเช่นนี้ไม่เพียงทำลายความศรัทธาของสาธารณชนต่อวิชาชีพวิศวกรรม แต่ยังบั่น ทอนศักยภาพของ วสท. ในการเป็นองค์กรวิชาชีพที่ควรยืนหยัดเพื่อสาธารณประโยชน์ วสท. จึงตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็น “ตรายาง” รับรองความชอบธรรมให้กับกลุ่มคนที่ขาดความโปร่งใส

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องตื่น!

อย่าเลือกคนที่หวังจะใช้ “ตำแหน่ง” เพื่อประโยชน์ส่วนตน

อย่าเลือกคนที่ “รับใช้นักการเมือง” หรือ “ผูกขาดกับกลุ่มทุน”

อย่าให้คนพวกนี้ใช้ วสท.เป็นสะพานหาผลประโยชน์ในนาม “ผู้แทน วสท.”

แต่! เลือกผู้สมัครกรรมการ วสท.ที่มีจุดยืน กล้าชนกับอำนาจที่ไม่โปร่งใส กล้าปกป้องประ ชาชน และกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องตามจริยธรรมวิชาชีพ รักษาจุดยืนและศักดิ์ศรีของวิศวกรไทย ยึดหลักวิชาชีพ ให้ความเห็นอย่างมืออาชีพต่อโครงการและนโยบายต่างๆ ที่มีความเสี่ยงจะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม เหล่านี้จะทำให้ วสท.เป็นที่เชื่อมั่นของสาธารณชนเช่นเดียวกับแพทยสภา”

เสียงของท่านเปลี่ยน วสท.ได้ เลือกคนทำงานจริง ไม่ใช่คนขายวิชาชีพแลกผลประโยชน์”นี่คือโอกาสสำคัญของสมาชิกทุกคนที่จะปกป้องวิชาชีพวิศวกรรมไทย อย่าปล่อยให้ใคร “ซื้อ” วสท.ได้!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร