งานแถลงข่าวการแข่งขัน “KORAT MARATHON 2026”

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ อีเวนต์ฮอลล์ 2 ชั้น 2 ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา ได้จัดงานแถลงข่าวการแข่งขัน “โคราชมาราธอน 2026” (KORAT MARATHON 2026) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE MEMORABLE MARATHON” หรือ “มาราธอนแห่งความประทับใจ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานแถลงข่าว พร้อมด้วย พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2, คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์ โคราช และคุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด เข้าร่วมแถลงรายละเอียด

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “ในปีนี้ชาวโคราชพร้อมใจรวมพลังจัดงานวิ่งมาราธอนสนามนี้อย่างเต็มที่ ให้เป็นงานวิ่งที่ยิ่งใหญ่ประจำจังหวัดนครราชสีมา พร้อมมาตรฐานระดับโลก จังหวัดนครราชสีมาได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในทุกด้าน ทั้งเส้นทางที่ได้รับรองมาตรฐาน การดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง และการอำนวยความสะดวกต้อนรับนักวิ่งจากทั่วประเทศ รวมถึงกองเชียร์วงดุริยางค์ดีกรีระดับโลกที่มาร่วมเชียร์เป็นกำลังใจตลอดเส้นทาง ผมเชื่อมั่นว่า KORAT MARATHON 2026 จะยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายนักวิ่งกว่า 10,000 คน ตอกย้ำความพร้อมของโคราชในการเป็นเจ้าภาพมาราธอนระดับ World Athletics Road Race Label อย่างยั่งยืน”

พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า “กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งดูแลพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมต้อนรับนักวิ่งและผู้มาเยือน เส้นทางโคราชมาราธอน 2026 วิ่งผ่านพื้นที่ของทางกองทัพ ซึ่งกองทัพพร้อมอำนวยความสะดวกทุกด้านทั้งเรื่องกำลังพลและการดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง เพื่อให้นักวิ่งทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีอย่างสูงสุด สะท้อนบทบาทของกองทัพในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน สังคม และส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน”

คุณปรีชา ลิ้มอั่ว ผู้จัดการทั่วไปปฏิบัติการ เดอะมอลล์โคราช กล่าวว่า “เดอะมอลล์กรุ๊ป ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย มีความเชื่อมั่นเสมอว่าศูนย์การค้าไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้คน สร้างสรรค์กิจกรรมที่มีคุณค่า และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชุมชน ตลอดระยะเวลากว่า 26 ปีที่ เดอะมอลล์ โคราช ได้เติบโตเคียงข้างชาวนครราชสีมา เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “KORAT MARATHON 2026” งานวิ่งมาตรฐานที่ไม่เพียงส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย แต่ยังหลอมรวมเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวโคราชไว้อย่างงดงาม พิเศษสุดสำหรับนักวิ่งทุกท่าน เดอะมอลล์ โคราช ได้เตรียมความพร้อมสู่วันแข่งขันจริง กับสินค้าและอุปกรณ์วิ่งครบวงจรในงาน Korat Marathon Sports Fest ที่ EVENT HALL 2 ชั้น 2 รวมไปถึงใน SPORTS MALL และร้านค้ากีฬาในศูนย์การค้า เดอะมอลล์โคราช เพื่อให้ทุกก้าวของการ เตรียมตัวเป็นก้าวที่มั่นใจ พร้อมมุ่งสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จไปด้วยกัน “

คุณอลงกรณ์ เจียมอนุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท เรซอัพ เวิร์ค จำกัด ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “KORAT MARATHON 2026 จัดขึ้นเพื่อสร้างงานอีเวนต์กีฬามวลชนระดับนานาชาติประจำปีของจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งเป็นการสร้างงานวิ่งมาตรฐานสากลให้เป็นจุดหมายของนักวิ่งจากทั่วทุกมุมโลก และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างมาราธอนที่สุดแสนประทับใจแห่งเมืองย่าโม ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และสร้างรายได้ให้กับจังหวัดนครราชสีมา ไฮไลท์ของการแข่งขันครั้งนี้คือ The Memorable Marathon มาราธอนแห่งความประทับใจ ถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมแห่งเมืองโคราช รวมทั้ง Point to Point Route ปล่อยตัวบริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) วิ่งผ่านแลนด์มาร์คเมืองโคราช Run Through Korat City และเข้าเส้นชัยวิวสวย Scenic Finish Venue ที่สวนน้ำบุ่งตาหล่วเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ภายใต้ World Class Race มาตรฐานงานวิ่งระดับโลก พร้อม World Class Cheering Team กองเชียร์และการแสดงระดับโลกตลอดเส้นทาง”

สำหรับ “โคราชมาราธอน 2026” จะจัดการแข่งขันในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569 จุดปล่อยตัว ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) และเข้าเส้นชัยที่สวนน้ำบุ่งตาหลัวเฉลิมพระเกียรติ ร.9 การแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ประกอบด้วย ระยะมาราธอน 42.195 กม., ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม., ระยะมินิมาราธอน 10 กม. และระยะไมโครมาราธอน 5 กม. กำหนดวันรับอุปกรณ์ (Expo Day) ในวันที่ 5–7 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30–19.00 น. ที่แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช

ผู้สนใจร่วมแข่งขันสามารถสมัครได้ในราคาปกติ ดังนี้ ระยะมาราธอน 42.195 กม. ราคา 1,400 บาท, ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ราคา 1,100 บาท, ระยะ 10 กม. ราคา 800 บาท และระยะ 5 กม. ราคา 700 บาท (ค่าสมัครไม่รวมค่าธรรมเนียมระบบ 7%) นอกจากนี้ยังมี Charity Set ทุกระยะ ราคา 3,000 บาท โดยค่าสมัคร 2,000 บาท จะสมทบทุนบริจาคให้โรงพยาบาล และนักวิ่งจะได้รับใบเสร็จเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีได้

สมัครวิ่งได้ที่ https://run.checkrace.com/event/krm26 หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่เพจเฟซบุ๊ก : Korat Marathon (https://www.facebook.com/koratmarathon)

นอกจากนี้กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจัดการแข่งขันจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา, สำนักการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, กองทัพภาคที่ 2, กองบิน 1, สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา, เทศบาลนครนครราชสีมา, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย ภาค 3, สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา, สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา, โรงพยาบาลมหาราช, สำนักงานทาง หลวงที่ 10 (นครราชสีมา), สำนักงานแขวงทางหลวงที่ 3, แขวงทางหลวงชนบทนคร ราชสีมา, เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม, เทศบาลตำบลไชยมงคล, เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง, เทศบาลตำบลหนองจะบก, การรถไฟแห่งประเทศไทย, ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครราชสีมา, สมาคมกีฬาจังหวัดนครราชสีมา, สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมการค้าผู้จัดงานงานกีฬามวลชนไทย (เท็มซ่า), The Mall Group, Gatorade (เกเตอเรท), AminoVITAL (อะมิโนไวทัล), P.O. Care (พี.โอ.แคร์ ), Drydye (ดราย ดราย), Plan B Media, Checkrace และ Checkfoto

ข้อมูลกิจกรรม KORAT MARATHON 2026
วันแข่งขัน: วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน 2569
Expo Day: 5–7 พฤศจิกายน 2569 (เวลา 10.30–19.00 น.)
EXPO: แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 เดอะมอลล์โคราช, จังหวัดนครราชสีมา
ระยะทาง: 42KM / 21KM / 10KM / 5KM
สมัครวิ่ง: https://run.checkrace.com/event/krm26
ปิดรับสมัคร : 30 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะเต็มจำนวน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ติดตามข่าวสาร:
Facebook: Korat Marathon | https://www.facebook.com/koratmarathon


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ผกก.สภ.เมืองโคราช เผยนาทีช่วยชายสูงวัยคิดสั้นกลางสะพานลอย ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนยอมลงอย่างปลอดภัย ย้ำตำรวจพร้อมเป็นที่พึ่งประชาชน

ผกก.สภ.เมืองโคราช เผยนาทีช่วยชายสูงวัยคิดสั้นกลางสะพานลอย ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนยอมลงอย่างปลอดภัย ย้ำตำรวจพร้อมเป็นที่พึ่งประชาชน

นครราชสีมา จากกรณีเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jaturong Chaibang ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์ชายสูงวัยรายหนึ่งนั่งอยู่บนสะพานลอยคนข้าม บริเวณหน้าโรงเรียนสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในลักษณะคล้ายเตรียมกระโดดลงจากสะพานลอย ก่อนคลิปดังกล่าวจะถูกแชร์ออกไปในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน เนื่อง จากเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองกำลังเดินทางมารับบุตรหลานหลังเลิกเรียน และบริเวณดังกล่าวยังมีสถานศึกษาหลายแห่ง

ล่าสุด วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เรียก เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันปราบปรามและงานจราจรที่ช่วยชีวิตคุณลุงวัย 55 ปี ปีนสะพานลอย มาพูดคุยชื่นชม กับการทำภารกิจครั้งนี้ โดยมีประชาชนชื่น ชมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการมอบเงินเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 หน่วยงานด้วย

ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งจากประชาชนผ่านทางวิทยุสื่อสารว่า มีชายสูงวัยคาดว่าจะก่อเหตุทำร้ายตนเองจากปัญหาส่วนตัว ด้วยการกระโดดจากสะพานลอย จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ทั้งตำรวจจราจรซึ่งปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจรหน้าโรงเรียน และเจ้าหน้าที่สายตรวจ เข้าระงับเหตุโดยทันที

เจ้าหน้าที่ได้ใช้วิธีการพูดคุยและเกลี้ยกล่อมด้วยความนุ่มนวล จนสามารถทำให้ชายคนดังกล่าวยอมลงมาจากสะพานลอยได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมายัง สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อรับฟังปัญหา พูดคุยให้กำลังใจ ประสานการช่วยเหลือตามความเหมาะสม และนำตัวกลับไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย

พ.ต.อ.ศิริชัย กล่าวว่า สภ.เมืองนครราชสีมา ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตำรวจจราจรและสายตรวจ โดยเน้นการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน การปฐมพยาบาล การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) รวมถึงการฝึกยุทธวิธีและทักษะการเจรจาเกลี้ยกล่อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ประสบเหตุด้วยความเข้าใจ เป็นมิตร และสร้างความไว้วางใจ จนนำไปสู่การยุติเหตุการณ์ได้อย่างปลอดภัย

ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า เหตุลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้มีการซักซ้อมแผนและถอดบทเรียนจากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อนำมาปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติ ทั้งการเข้าระงับเหตุ การดูแลความปลอดภัยของประชาชน และการบริหารจัดการด้านการจราจร เพื่อให้ทุกเหตุการณ์คลี่คลายลงด้วยดีและลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด

พร้อมกันนี้ ได้ฝากถึงประชาชนว่า หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงจะทำร้ายตนเอง หรืออยู่ในภาวะวิกฤตทางอารมณ์ ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยทันที เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และหากผู้ใดกำลังเผชิญปัญหาชีวิตหรือมีความทุกข์ใจ ไม่ควรเลือกใช้วิธีการทำร้ายตนเอง แต่ควรเปิดใจพูดคุยกับครอบครัว คนใกล้ชิด หรือหน่วยงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ รวมถึงสามารถเข้าขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวซ้ำอีก

หมายเหตุ: หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังมีความคิดทำร้ายตนเองหรือรู้สึกหมดหวัง ควรรีบพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ หรือขอความช่วยเหลือจากบุคลากรทางการแพทย์หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาโดยเร็ว เพราะมีผู้พร้อมรับฟังและช่วยเหลือเสมอ.


ภาพ ประสิทธิ์ วนะชกิจ/ข่าว กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา

แก๊งมิจฉาชีพอาละวาด ขับเก๋งสวมทะเบียนปลอม สร้างละครหลอกเหยื่อ ป้าหลงกลเสียสร้อยทองหนัก 4 บาท

นครพนม – แก๊งมิจฉาชีพอาละวาด ขับเก๋งสวมทะเบียนปลอม สร้างละครหลอกเหยื่อ ป้าหลงกลเสียสร้อยทองหนัก 4 บาท

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 19 หมู่ 3 บ้านนานอ ต.หนองซน อ.นาทม จ.นครพนม เพื่อสอบถามนางม่วย ไชยนุ อายุ 52 ปี กรณีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผานมา เวลาประมาณ 10.20 น. ได้มีชายหญิงคู่หนึ่งขับรถยนต์เก๋ง สีดำ ทะเบียน 3 ทฮ 6314 กรุงเทพมหานคร ทำทีมาขอเช่าที่ดิน อ้างว่าเพื่อใช้วางอุปกรณ์สายเคเบิล ก่อนจะตก ลงค่าเช่าที่ดินเดือนละ 2,000 บาท จากนั้นทั้งคู่ก็ชวนนางม่วยขึ้นรถ ให้พาไปดูที่ดินผืนดังกล่าว หากตรงที่ต้องการก็จะทำสัญญาเช่าทันที โดยตนนั่งหน้าคู่กับผู้หญิงที่เป็นคนขับ ส่วนผู้ชายนั่งเบาะหลัง ชักชวนคุยโน่นคุยนี่จนถึงจุดที่จะเช่าวางอุปกรณ์สายเคเบิล

นางม่วยเล่าว่า พอมาถึงที่ดินตนได้พักเดียว ก็มีสายโทรเข้ามือถือผู้ชาย ปลายสายอ้างว่าเป็นเจ้สั่งให้ไปดูที่ดินจำนวน 40 ไร่เศษอยู่บ้านดงน้อย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เพราะเจ้าของที่เดือดร้อนเงินต้องการขายด่วน ทั้งสองจึงชวนตนไปด้วยอ้างว่าไม่รู้จักหมู่บ้านดังกล่าว ระหว่างทางผู้ชายได้จับมือตนมากกว่า 3 ครั้ง และเริ่มมีอาการมึนงง จนไปถึงจุดที่อ้างว่าจะขาย มีหญิงคนหนึ่งสวมแมสปิดบังใบหน้ายืนรออยู่ก่อนแล้ว ไม่นานก็มีตัวละครมาเพิ่ม อ้างเป็นเจ้นายหน้าซื้อขายที่ดิน พร้อมสร้างความเชื่นมั่นด้วยการเปิดกระเป๋าที่มีธนบัตรใบละ 1000 บาทอยู่เต็ม โดยมีการเจรจากันว่าที่ดินกว่า 40 ไร่ ตอนนี้จำนองไว้ที่ร้านทองใน อ.ท่าอุ เทน จ.นครพนม จำนวน 2.2 ล้านบาท หากรวบรวมเงินไปไถ่ถอนออกมาได้ สามารถขายต่อในราคาไร่ละ 170,000 บาท คิดเป็นเงินประมาณ 6,800,000 บาท เพราะมีคนรอซื้ออยู่แล้ว

โดยได้พยายามโน้มน้าวนางม่วยให้ร่วมลงขัน ซึ่งตัวนางม่วยปฏิเสธว่าไม่มีเงินสด มีแต่ทองอยู่ที่บ้าน พวกนั้นจึงได้ขับรถยนต์ย้อนกลับมาบ้าน และตนเดินเข้าไปในห้องเปิดตู้เซฟที่อยู่ข้างเตียงนอน ปลดล็อกรหัสหยิบสร้อยคำทองคำหนัก 2 บาท และข้อมือทองคำหนัก 2 บาท รวมเป็น 4 บาท มูลค่าประมาณ 250,000 บาท กว่าจะว่าเป็นมิจฉาชีพก็ขับรถหลบหนีไปแล้ว

ต่อมา พ.ต.อ.นพดล ผลพัฒนา ผกก.สภ.นาทม จ.นครพนม ได้เดินทางมาสอบถามผู้เสียหาย และสั่งให้ชุดสืบตรวจเช็คกล้องวงจรปิด ทั้งของส่วนราชการและเอกชน เท่าที่ทราบในพื้นที่ อ.นาทม ไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อน จึงฝากเตือนพี่น้องประชาชนอย่างเพิ่งเชื่อคนแปลกหน้าง่ายๆ หากสงสัยหรือเกรงไม่ปลอดภัย ให้รีบโทรศัพท์ 191 ทันที ส่วนทะเบียนรถตรวจสอบแล้ว กลุ่มมิจฉาชีพใช้ทะเบียนปลอม

ทั้งนี้ คดีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อปี 2566 ในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม โดยกลุ่มมิจฉาชีพอ้างเป็นผู้รับเหมาเดินสายเคเบิลสัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำทีติดต่อขอเช่าบ้านและพื้นที่วางกับข้าราชการครูบำนาญ ภายหลังได้ร่วมกับพวกสร้างละคร เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินแปลงหนึ่ง และพยายามขอยืมเงินจากอดีตข้าราชการครูจำนวน 300,000 บาท แต่โชคดีที่ทั้ง 2 ไหวตัวทันจึงไม่ตกเป็นเหยื่อให้กับมิจฉาชีพกลุ่มนี้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันมากกับเหตุที่เกิดกับนางม่วย สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน.


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

GSV จับมือ ห้างเซ็นทรัล เผยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ประเดิมโปรเจกต์ความร่วมมือแห่งปี เปิดตัว Central x Rajadamnern Stadium Bag

GSV เดินหน้าต่อยอดศักยภาพราชดำเนิน จับมือ ห้างเซ็นทรัล เผยความร่วมมือเชิง กลยุทธ์ครั้งสำคัญ ประเดิมโปรเจกต์ความร่วมมือแห่งปี เปิดตัว Central x Rajadamnern Stadium Bag

ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ Global Sport Ventures (GSV) จับมือ ห้างเซ็นทรัล เชื่อม Sports Entertainment และ ธุรกิจค้าปลีก สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่จากกีฬา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และประสบการณ์ผู้บริโภค เปิดฉากความร่วมมือด้วย Central x Rajadamnern Stadium Bag ถ่ายทอดอัตลักษณ์ เรื่องราว และคุณค่าของสององค์กรไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 80 ปี ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย ต่อยอดบทบาทของราชดำเนินสู่การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรจากต่างอุตสาหกรรม เพื่อขยายคุณค่าของมวยไทยและความเป็นไทยสู่เวทีระดับสากล

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ผู้บริหาร “เวทีมวยราชดำเนิน” ผนึกกำลัง “ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล”  เปิดตัว  Central x Rajadamnern Stadium Bag  โปรเจคความร่วมมือแห่งปีภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของสององค์กรไทย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ ซึ่งผสานศักยภาพด้านกีฬา วัฒนธรรม ค้าปลีก การท่องเที่ยว เข้าด้วยกัน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ เรื่องราว และคุณค่าที่ทั้งสององค์กรสั่งสมมายาวนาน ผ่านงานออกแบบร่วมสมัย พร้อมส่งต่อเสน่ห์ของมวยไทยและความเป็นไทยสู่ ผู้บริโภค นักช้อป และนักท่องเที่ยว จากทั่วโลก โดยจะเปิดให้เป็นเจ้าของตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป 

ด้วยศักยภาพของเวทีมวยราชดำเนิน ซึ่งยืนหยัดเป็นเวทีมวยที่รักษาจิตวิญญาณของมวยไทยไว้อย่างเข้มแข็ง และห้างเซ็นทรัล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกที่มีเครือข่ายครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดคุณค่าของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนในวงกว้างผ่าน Central x Rajadamnern Stadium Bag ผลงานออกแบบที่หยิบจุดเด่นของทั้งสองผู้นำแห่งวงการรีเทลและวงการมวยไทยมาเล่าบนกระเป๋าใบเดียวกัน

โดยการดีไซน์ได้ใช้โลโก้สุดคลาสสิกของเซ็นทรัลที่เคยใช้ในช่วง พ.ศ.2490–2516 และ “ยันต์ 8 ทิศ” อีกหนึ่งอัตลักษณ์สำคัญของมวยไทย จาก Rajadamnern Immersive Muay Thai Experience สัญลักษณ์ตามความเชื่อแต่โบราณที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ความกล้าหาญ และความเข้มแข็งจากทุกทิศทาง โครงการแรกภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของทั้งสององค์กร จึงเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจ Sports Entertainment และธุรกิจค้าปลีกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

นายเธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบิล สปอร์ต เวนเจอร์ส จำกัด (GSV) ประธานรายการ RWS–Rajadamnern World Series และกรรมการบริหารเวทีมวยราชดำเนิน กล่าวว่า “GSV ได้พัฒนาเวทีมวยราชดำเนินอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน การพัฒนา Rajadamnern World Series (RWS) การสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านเทคโนโลยี แสง สี เสียง และการนำเสนอที่ตอบโจทย์ผู้ชมยุคใหม่ จนทำให้ ราชดำเนินไม่ได้เป็นเพียงเวทีมวยไทยที่เก่าแก่ที่สุดของโลก แต่เรากำลังสร้างให้ราชดำเนินเป็นแบรนด์ที่สามารถต่อยอด คุณค่าของมวยไทยไปสู่โอกาสใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีความแข็งแกร่ง มีฐานผู้ชมในระดับนานาชาติ และมีศักยภาพ ในการต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในหลากหลายมิติ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างผลิต ภัณฑ์ร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ระหว่างสององค์กรที่มีจุดแข็งแตกต่างกัน และสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันได้ในระยะยาว เราเชื่อว่ามวยไทยเป็นมากกว่ากีฬา แต่เป็นอัตลักษณ์ของประเทศที่สามารถเพิ่มคุณค่าผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างโอกาสใหม่ของมวยไทยให้เข้าถึงผู้คนทั่วโลก”

นางสาว รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ดีพาทเมนท์สโตร์ กล่าวว่า “ห้างเซ็นทรัลเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนจากทั่วโลก วันนี้ บทบาทของห้างสรรพสินค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช้อปปิ้ง แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และแรงบันดาลใจเข้าไว้ด้วยกัน Central x Rajadamnern Stadium Bag จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนิน ที่เราได้ร่วมกันนำอัตลักษณ์ของหนึ่งในกีฬาประจำชาติ อย่างมวยไทย มาต่อยอดเป็นของสะสมดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยในมุมมองใหม่ เราเชื่อว่ากระเป๋าใบนี้จะสร้างความประทับใจให้ทั้งนักช้อป ผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ตลอดจนแฟนมวยไทย พร้อมสะท้อนทิศทางของห้างเซ็นทรัลในการเดินหน้าต่อยอดอัตลักษณ์ไทยผ่านสินค้าและประสบการณ์ เพื่อส่งต่อเสน่ห์ของประเทศไทยสู่สายตาโลก” 

ความพิเศษของ Central x Rajadamnern Stadium Bag คือผลงานออกแบบที่หยิบจุดเด่นของทั้งสองผู้นำแห่งวงการรีเทลและวงการมวยไทยมาเล่าบนกระเป๋าใบเดียวกัน ฝั่ง ห้างเซ็นทรัลเลือกนำโลโก้สุดคลาสสิกที่เคยใช้ในช่วง พ.ศ.2490–2516 กลับมาอีกครั้ง เพื่อสะท้อนจุดเริ่มต้น รากฐาน และเรื่องราวการเดินทางสู่ความสำเร็จระดับโลกของห้างเซ็นทรัลในวันนี้ อันเป็นการกลับไปทบทวนคุณค่าแห่ง Heritage และ Legacy ที่ได้รับการส่งต่อมายาวนานเกือบ 8 ทศวรรษ ขณะที่เวทีมวยราชดำเนิน นำ “ยันต์ 8 ทิศ” สัญลักษณ์ตามความเชื่อแต่โบราณที่สื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ความกล้าหาญ และความเข้มแข็งจากทุกทิศทาง สอดคล้องกับคุณค่าของมวยไทย ที่ให้ความสำคัญกับวินัย ความอดทน จิตใจที่แข็งแกร่ง และการก้าวผ่านอุปสรรค ที่ท้าทาย โดย ยันต์ 8 ทิศ ยังเป็นเครื่องเสริมสิริมงคลสำหรับนักมวยไทยก่อนขึ้นสังเวียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไอคอนที่สร้างการจดจำให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกผ่าน Rajadamnern Immersive Muay Thai Experience นอกจากนี้  ห้างเซ็นทรัลและเวทีมวยราชดำเนิน ยังหยิบ “สี” มาเล่าเรื่องราวของทั้งสองฝ่าย โดยสีแดงเป็นสีของห้าง เซ็นทรัล และสีน้ำเงินเป็นสีประจำของเวทีมวยราชดำเนิน  ปิดท้ายด้วยการนำตราสัญลักษณ์ของทั้งสองมาไว้ด้วยกัน บนกระเป๋าจนกลายเป็นผลงานดีไซน์ที่เปี่ยมเอกลักษณ์ 

ร่วมเป็นเจ้าของกระเป๋า “Central x Rajadamnern Stadium Bag” ได้ที่ห้างเซ็นทรัลสาขาที่ร่วมรายการและเวทีมวย ราชดำเนินตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม–31 ตุลาคม 2569 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นิโคตินแบบซอง 20 รายการ ใช้ข้อความ “ปรับลดความเสี่ยง” ได้ หลังผ่าน FDA ประเมินเข้ม

นิโคตินแบบซอง 20 รายการใช้ข้อความ “ปรับลดความเสี่ยง” ได้ หลังผ่าน FDA ประเมินเข้ม

อย. สหรัฐ รีวิวเข้ม ก่อนอนุญาตให้นิโคตินแบบถุง 20 รายการ สื่อสารข้อมูลการลดความเสี่ยงได้ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration: FDA) ออกคำสั่งอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงจำนวน 20 รายการ สามารถสื่อสารการตลาดในฐานะผลิตภัณฑ์ยาสูบลดความเสี่ยง (Modified Risk Tobacco Product: MRTP) ภายหลังการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

ประกาศดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในเว็ปไซต์ของอย. สหรัฐ (FDA Authorizes 20 ZYN Nicotine Pouches to Be Marketed with Specific Modified Risk Claim | FDA) ระบุว่า ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงดังกล่าว ซึ่งได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาผ่านขั้นตอนการขออนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ Pre-Market Tobacco Application (PMTA) มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 แล้วนั้น จะสามารถทำการตลาดพร้อมข้อความที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับการลดความเสี่ยง (modified risk claim) โดยระบุว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงแทนการสูบบุหรี่ ทำให้มีความเสี่ยงต่อมะเร็งช่องปาก โรคหัวใจ มะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง ถุงลมโป่งพอง และโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ต่ำกว่าการสูบบุหรี่”

ดร.เบรท โคพาว รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ผลิตภัณฑ์ยาสูบ (Center for Tobacco Products) ขององค์การอาหารและยา กล่าวว่า การประเมินผลิตภัณฑ์ที่ขออนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบปรับลดความเสี่ยง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่เป็นผู้ใหญ่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความแตกต่างของอันตรายระหว่างผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลประกอบ “การอนุญาตให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถทำการตลาดพร้อมข้อความที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับการลดความเสี่ยง จะช่วยให้ผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เหล่านี้” ดร. โคพาวฯ กล่าว

ในแถลงการณ์ของ FDA ยังระบุว่า การอนุญาตให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสูบลดความเสี่ยง (MRTP) เป็นการอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์เฉพาะรายการ มิใช่การอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งประเภท โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำสั่งอนุญาตในครั้งนี้ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดที่มีระดับนิโคติน 2 ขนาด ได้แก่ 3 มิลลิกรัม และ 6 มิลลิกรัม จากการประเมินทางวิทยา ศาสตร์ต่อคำขอ MRTP นั้น อย. สหรัฐ ได้พิจารณาถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ความเข้าใจและการรับรู้ของผู้บริโภคต่อข้อความที่สื่อสารเกี่ยวกับการปรับลดความเสี่ยง ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการใช้ในเยาวชน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชากรโดยรวม

อย. สหรัฐ สรุปว่า ผู้ยื่นคำขอได้แสดงหลักฐานเพียงพอว่าข้อความที่ต้องการสื่อสารดังกล่าวมีความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ ผู้บริโภคสามารถเข้าใจความหมายของข้อความดังกล่าว และการทำการตลาดพร้อมข้อความดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชากรโดยรวม

การอนุญาตในครั้งนี้กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตต้องดำเนินการติดตามและศึกษาผลภายหลังการวางจำหน่าย (post-market surveillance and studies) ซึ่งรวมถึงการประเมินพฤติกรรมของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ และความเข้าใจของผู้ใช้ต่อข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง คำสั่งอนุญาตดังกล่าวจะมีอายุ 5 ปี โดยก่อนครบกำหนด บริษัทสามารถยื่นขอต่อใบอนุญาตได้ แต่หาก อย. สหรัฐ เห็นว่าการทำการตลาดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในฐานะ MRTP ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของประชากรโดยรวมอีกต่อไป เช่น ในกรณีที่พบการเพิ่มขึ้นของการใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเยาวชนอย่างมีนัยสำคัญ อย. สหรัฐ สามารถเพิกถอนคำสั่งอนุญาตดังกล่าวได้

อย. สหรัฐ ย้ำว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทใดที่ปลอดภัย และผู้ที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบก็ไม่ควรเริ่มใช้ แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้สูบบุหรี่อยู่ในปัจจุบัน การเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบโดยสิ้นเชิงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาใช้นิโคตินแบบถุงที่ได้รับอนุญาตจาก FDA แทนการสูบบุหรี่อย่างสมบูรณ์ อาจช่วยลดการได้รับสารเคมีที่เป็นอันตรายจำนวนมากซึ่งพบในควันบุหรี่ได้

จนถึงปัจจุบัน อย. สหรัฐ ได้อนุญาตผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบถุงจำนวน 26 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งผ่านการประเมินทางวิทยาศาสตร์อย่างเข้มงวด และได้รับการพิจารณาว่าเป็นไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขที่กฎหมายกำหนด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

GREE ร่วมงาน RACC ASEAN 2026 เปิดตัว Airy AI และเครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่อย่างยิ่งใหญ่

GREE ร่วมงาน RACC ASEAN 2026 เปิดตัว Airy AI และเครื่องปรับอากาศพลัง งานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่อย่างยิ่งใหญ่ เดินหน้ารุกตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมขับเคลื่อนอนาคตสีเขียวด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 กรุงเทพมหานคร : แบรนด์เครื่องปรับอากาศชั้นนำระดับโลก GREE (กรี) ได้เข้าร่วมงานมหกรรมอุตสาหกรรมระบบปรับอากาศและทำความเย็นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ RACC ASEAN 2026 อย่างเป็นทางการ ภายในงานครั้งนี้ GREE ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ที่สะท้อนเทคโนโลยีอากาศอัจฉริยะแห่งอนาคต ได้แก่ Airy AI Smart Air Conditioner และ Zero Carbon PV Storage Solution System ซึ่งเป็นโซลูชันพลังงานสะอาดระดับแนวหน้าของโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ การประหยัดพลังงาน และพลังงานสีเขียวของบริษัทอย่างชัดเจน

ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรม HVAC ระดับโลก GREE ยังคงยึดมั่นในแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย โดย Airy AI Smart Air Conditioner ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ พร้อมปรับการทำงานอย่างชาญฉลาดแบบเรียลไทม์ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบาย ประหยัดพลังงาน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะเดียวกัน เครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ของ GREE ยังเป็นนวัตกรรมที่ผสานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เข้ากับระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง มอบทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสำหรับอาคารสีเขียวและโครงการพลังงานสะอาด ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ GREE ในด้านการลดการใช้พลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอน

ภายในงาน GREE ยังได้เข้าร่วมพิธีลงนาม “HVACR Green Low-Carbon Development Initiative” โดย Jared Yangประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GREE Thailand ในฐานะตัวแทนบริษัท ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจกับตัวแทนผู้จัดงาน RACC ASEAN 2026 เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรม HVACR ในประเทศไทยให้ก้าวสู่การพัฒนาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพสูง และยั่งยืน

คุณ Jared Yang กล่าวว่า : “GREE เชื่อมั่นเสมอว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยีไม่เพียงช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งอุตสาหกรรม การลงนาม MOU ในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ GREE ที่มีต่อตลาดประเทศไทย แต่ยังแสดงถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจของเราในการผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี HVAC สีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม ในอนาคต GREE จะยังคงร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม HVACR ของประเทศไทยต่อไป”

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ทุกภาคส่วนจะร่วมกันผลักดันการส่งเสริมเทคโนโลยีสีเขียว การแบ่งปันทรัพยากรในอุตสาหกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางเทคนิค และการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโซลูชัน HVAC ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของประเทศไทย เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีข่าวลือในตลาดเกี่ยวกับการถอนตัวของ GREE ออกจากประเทศไทย สำหรับประเด็นดังกล่าว GREE ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนผ่านการเข้าร่วมงาน RACC ASEAN 2026 ด้วยรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับโลกและแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อยืนยันต่อสาธารณชนว่า GREE ไม่ได้ออกจากตลาดประเทศไทย ตรงกันข้าม บริษัทกำลังเพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านผลิตภัณฑ์ แบรนด์ ช่องทางการจำหน่าย และระบบบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ปัจจุบัน GREE ELECTRIC APPLIANCES (THAILAND) CO., LTD. เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินธุรกิจแบรนด์ GREE ในประเทศไทย โดยมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายการจัดจำหน่าย ระบบบริการหลังการขาย และการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงแก่ผู้บริโภคและพันธมิตรทางธุรกิจ

ในอนาคต GREE จะยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ทำให้โลกหลงรักสินค้าที่ผลิตจากประเทศจีน” พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสีเขียว ตอบสนองเป้าหมายการลดคาร์บอนของโลก และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาด มีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของอุตสาหกรรม HVAC ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร เผยจับยาเสพติด 3 ไตรมาสของปีงบประมาณ 2569 รวม 214 คดี มูลค่ากว่า 691 ล้านบาท ชี้เครือข่ายยังใช้ไปรษณีย์-ผู้โดยสารทางอากาศยานลักลอบส่งออก เร่งบูรณาการปราบปรามทุกมิติ

กรมศุลกากรเผยผลการปราบปรามยาเสพติดในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 214 คดี ตรวจยึดของกลางรวมกว่า 917 กิโล กรัม มูลค่าความเสียหายกว่า 691 ล้านบาท โดยพบว่าไอซ์และเฮโรอีน ยังคงเป็นยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ในปริมาณสูงที่สุด

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรขานรับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งบูรณาการการทำ งานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง กรมศุลกากรจึงได้บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับ หน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าเรือ (Seaport Interdiction Task Force : SITF) หน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force : AITF) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองผู้โดยสาร สัมภาระ ตู้คอนเทนเนอร์ และพัสดุระหว่างประเทศ ส่งผลให้สามารถจับกุมคดีลักลอบขนยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เฮโรอีน ซึ่งมีการส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง และไต้หวันเป็นลำดับต้น ๆ โดยยาเสพติดที่ตรวจยึดได้สูงสุด ได้แก่ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน โคเคนและช่องทางที่ตรวจพบการกระทำความผิดมากที่สุด คือ การลักลอบขนส่งผ่านช่องทางไปรษณีย์

อย่างไรก็ดี กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้า และส่งออกในทุกช่องทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร ด้วยการนำระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน ควบคู่กับข้อมูลการข่าวในการวิเคราะห์หาเป้าในการตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังได้มุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการสอบสวนขยายผลการจับกุม เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดและตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมศุลกากรจะเดินหน้ายกระดับมาตรการบริหารความเสี่ยงการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อสกัดกั้น ขยายผล และทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานหรือเส้นทางในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศต่างๆ และขอเตือนประชาชนห้ามรับฝากขนของจากคนแปลกหน้า เพราะอาจตกเป็นเหยื่อในขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” หารือร่วม 11 ประเทศ พร้อมองค์กรภาคีทั้งไทยและต่างประเทศ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“พล.ต.อ.ธัชชัยฯ” หารือร่วม 11 ประเทศ พร้อมองค์กรภาคีทั้งไทยและต่างประเทศ ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประ ธานการประชุมความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) ณ โรงแรมมัดดีส์ บีช รีสอร์ท จังหวัดจันทบุรี โดยมี พล.ต.ท.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน จเรตำรวจ/หัวหน้าส่วนปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ผู้แทนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 11 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย สาธารณรัฐเกาหลี และเนปาล พร้อมผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration – IOM), สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (HSI) และ ศูนย์ความร่วมมือและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Integrated Law Enforcement and Security Cooperation Center – LMLECC) รวมถึงหน่วยงานของไทย ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพบก ร่วมประชุม เพื่อร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือในการสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยจัดการประชุมระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ แนวโน้ม และรูปแบบการกระทำผิดที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน พร้อมร่วมกันกำหนดแนวทางยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยเห็นพ้องที่จะเร่งรัดการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การประสานการสืบสวนคดีข้ามพรมแดน การติดตามเส้นทางการเงิน การช่วยเหลือและส่งกลับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมถึงการติดตามจับกุมผู้กระทำผิดและผู้บงการเครือข่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์รวม 46 สัญชาติ จำนวน 14,694 ราย ขณะที่ประเทศไทยได้รับคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา เนื่องจากเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเว็บพนันออนไลน์ ระหว่างปี 2565–2569 จำนวน 105 ครั้ง รวม 2,774 ราย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงระหว่างหลายประเทศ และจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางป้องกันการล่อลวงประชาชนให้เดินทางไปทำงานกับขบวนการอาชญากรรมในต่างประเทศ ซึ่งมักใช้วิธีหลอกลวงผ่านการชักชวนให้ลงทุน การโฆษณารับสมัครงานที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง และการหลอกลวงผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโรแมนซ์สแกม (Romance Scam) โดยทุกประเทศเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในการเฝ้าระวัง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสร้างการรับรู้แก่ประชาชน เพื่อลดจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อและสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมอนามัย จับมือ รพ.วันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา

กรมอนามัย จับมือ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามความร่วมมือ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” ส่งเสริมการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงเวลา

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการแพทย์ ภายใต้โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” เพื่อส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการเข้าถึงการวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า (Advance Care Planning) ให้แก่ประชาชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถสื่อสารความต้องการด้านการรักษาพยาบาลของตนเองได้อย่างชัดเจน และได้รับการดูแลที่สอดคล้องกับคุณค่าและความต้องการของชีวิต

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ณ โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพมหานคร โดยมี แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และ นายอัครพล เอื้ออารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมด้วยผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความเป็นมนุษย์ และสิทธิการตัดสินใจของผู้ป่วย

โครงการ “บันทึกวันเวลา (Living Will)” มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสวางแผนการรักษาล่วงหน้าในกรณีที่ไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ในอนาคต โดยอาศัยหลักการของ Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในช่วงท้ายของชีวิต ซึ่งได้รับการรับรองตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550

ความร่วมมือครั้งนี้จะครอบคลุมการเผยแพร่ความรู้ การจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ การพัฒนาสื่อและองค์ความรู้ด้านการวางแผนการดูแลล่วงหน้า รวมถึงการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสกำหนดแนวทางการดูแลรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตนเอง

“เมื่อถึงวันที่การสื่อสารอาจเป็นเรื่องยาก บันทึกวันเวลา (Living Will) คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสะท้อนความต้องการของผู้ป่วย เพื่อให้ทุกการดูแลเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเจ้าของชีวิตอย่างแท้จริง”

โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เชื่อมั่นว่าการดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรักษาโรค แต่ยังรวมถึงการเคารพในคุณค่า ความเชื่อ และการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีความหมายและได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศึกชิง นายกอบจ.ร้อยเอ็ด เบอร์ 2 มาแรง ‘นิรันดร์’ ลั่นถึงเวลาพลิกโฉมร้อยเอ็ด ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง ทุกอำเภอ ทุกตำบล

ศึกชิง นายกอบจ.ร้อยเอ็ด เบอร์ 2 มาแรง ‘นิรันดร์’ ลั่นถึงเวลาพลิกโฉมร้อยเอ็ด ชูธง พัฒนาจริง ทำจริง ทุกอำเภอ ทุกตำบล

ผู้สื่อข่าวจากจังหวัดร้อยเอ็ด รายงานว่า บรรยากาศศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ดเริ่มร้อนแรง และน่าจับตามอง หลังจากที่ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด หลายสมัย ได้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 พร้อมจับสลากได้ หมายเลข 2 ซึ่งนายนิรันดร์ ได้ส่งสัญญาณเปิดเกมชิงเก้าอี้ผู้นำท้องถิ่นเต็มรูปแบบ ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ทั้งนี้ นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ กล่าวว่า ตนพร้อมนำประสบการณ์การทำงานทางการเมืองที่มีมากกว่า 30 ปี และความเข้าใจปัญหาของพื้นที่ มาขับเคลื่อนสร้างการพัฒนาให้จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพพร้อมที่จะเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเน้นการทำงานที่พัฒนาจริง ทำจริง ถึงทุกพื้นที่ ทุกอำเภอ ทุกตำบล เปลี่ยนร้อยเอ็ด ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โดยเศรษฐกิจฐานรากต้องโต พี่น้องประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตต้องดีขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต้องแน่น และการบริงานการแก้ปัญหา ที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของประชาชนในทุกอำเภอ ทุกตำบล

“นโยบายของตนจะมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย พัฒนาแหล่งน้ำและระบบคมนาคม สนับสนุนอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและการท่องเที่ยว ผลักดันการศึกษา การสาธารณสุข และพัฒนาศักยภาพเยาวชน ควบคู่กับการบริหารงานที่โปร่งใส เปิดเผย ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตจังหวัด ขอย้ำว่า จังหวัดร้อยเอ็ดต้องเดินหน้าอย่างมีทิศทาง ประชาชนต้องมีโอกาส มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมพร้อมอาสาเข้ามาทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกพื้นที่ได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียม และทุกงบประมาณสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนอย่างคุ้มค่า” นายนิรันดร์ฯ กล่าว

สำหรับแนวทางการหาเสียง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายนิรันดร์ฯ ได้เตรียมลงพื้นที่พบปะประชาชนทั้ง 20 อำเภอ เพื่อนำเสนอนโยบาย รับฟังปัญหา และร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาร้อยเอ็ดให้เติบโตอย่างมั่นคง สู่เป้าหมายการเป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจเข้มแข็ง คุณภาพชีวิตดี และประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างทั่วถึง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน