นราธิวาส – เตรียมเปิดตัว “ลานนกเงือก” แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ในงานวันลอยกระทง

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญชวนเที่ยวงานวันลอยกระทง ประจำปี 2562 พร้อมเตรียมเปิดตัว “ลานนกเงือก” แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัด ในวันพรุ่งนี้ (11 พ.ย. 62)

นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสจะมีการจัดงานลอยกระทงขึ้นในหลายพื้นที่ ในส่วนของเทศบาลเมืองนราธิวาส กำหนดจัดงานในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ที่ริมเขื่อนท่าพระยาสาย ถนนภูผาภักดี อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การประกวดกระทงใหญ่ การประกวดธิดานพมาศ การประกวดนางนพมาศ กิจกรรมลานวัฒนธรรมการละเล่นและประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติ การสาธิตวิถีไทยอาหารพื้นบ้านที่หลากหลาย กว่า 20 บูธ การแสดงทางศิลปวัฒนธรรม พิธีขอขมาพระแม่คงคาและร่วมลอยกระทงในแม่น้ำบางนรา ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาเที่ยวงานลอยกระทง มาถ่ายรูปเช็คอินจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะที่ลานนกเงือก

ด้านนางกติยา ไพรฤกษ์ หัวหน้าฝ่ายบริการและเผยแพร่วิชาการ เทศบาลเมืองนราธิวาส กล่าวว่า เทศบาลเมืองนราธิวาส ภายใต้การนำของนายธนาวิทย์ ไชยานุพงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ได้มอบนโยบายในการจัดงานฯ เพื่อเป็นการส่งเสริมอนุรักษ์ประเพณีไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งขณะนี้ทางเทศบาลฯ ได้จัดเตรียมสถานที่ไว้พร้อมเกือบจะสมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว ส่วนกิจกรรมก็จะมีความหลากหลาย อาทิ กิจกรรมการละเล่นของไทยที่หาชมได้ยาก กิจกรรมการสาธิตวิถีไทย การสาธิตการทำขนมพื้นบ้าน-ขนมโบราณ ทั้งไทยพุทธและมุสลิม จำนวน 24 บูธ

นอกจากนี้ จะมีการเปิดตัวสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนราธิวาส “ลานนกเงือก” ริมเขื่อนท่าพระยาสาย ที่มีประติมากรรมนกเงือก จำนวน 10 ชนิด รวมทั้งสิ้น 110 ตัว ขณะนี้ได้มีการประดับไฟ แสง สี เสียง สวยงามตระการตา เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มาถ่ายรูปเช็คอินในช่วงวันลอยกระทง

ขอบคุณข้อมูล : smiledantai /แหล่งที่มา : สวท.นราธิวาส

แม่ทัพภาค 4 สั่งเข้มตรวจสอบคนเข้า – ออก ด่านชายแดนไทย – มาเลย์ ป้องกันการนำเข้ามา ซึ่งสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด

วันที่ 10 พ.ย.62 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทภ.4/ผบ.ศปก.ทภ.4 เป็นประธานการประชุมติดตามผลการปฏิบัติงาน และมอบนโยบายการเพิ่มมาตรการเข้มงวด การนำเข้ามาซึ่งสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนเข้า-ออก ให้ยึดถือเป็นนโยบายที่สำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก่อนลงมาตรวจระบบการทำงานตรวจคนเข้า-ออก ด่านข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ณ ด่านศุลกากรสะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา โดยมี พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค ผบ.พล.ร.5 และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

โดย มทภ.4 ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเข้มงวดในมาตรการป้องกัน ตรวจสอบคนเข้า-ออกอย่างจริงจังด้วยระบบเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์ที่ต้องได้รับการประสานความร่วมมืออย่างจริงจังกันของทุกภาคส่วน ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม การก่อเหตุด้วยข้อมูลที่ได้รับระบบไบโอเมทริกซ์ก็จะสามารถตรวจจับใบหน้าว่าเป็นบุคคลตามหมายจับได้ พร้อมสกัดกั้นไม่ให้มีการลักลอบนำสินค้าและผลิตผลทางการเกษตรจากนอกประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยเด็ดขาด รวมถึงวัตถุต้องสงสัย และสิ่งผิดกฎหมายทุกรูปแบบที่จะนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนเข้า-ออก ด่านทุกด่านให้ยึดถือเป็นนโยบายที่สำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องให้ถูกต้องตามกระบวนการ เพื่อช่วยกันป้องกันและป้องปรามการเข้ามาซึ่งสิ่งผิดกฎหมายในราชอาณาจักร

โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ” กำลังทหารอยู่หน้าด่านตรวจ เปรียบเสมือนด่านซ้อนด่าน เป็นเกราะที่ทำให้มีความเข้มแข็ง ที่ทำให้การตรวจสอบสิ่งผิดกฎหมายต้องเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เป็นการสกรีนคนและของเข้า-ออก อย่างจริงจัง ผมเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งขั้นตอน กระบวนการทำงานที่เป็นระบบ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขอให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด เพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศ และขอให้ปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ปล่อยปละละเลยให้สิ่งผิดกฎหมาย เข้ามาในประเทศเป็นอันขาด”

ขอบคุณข้อมูล : news /outhernreports

ตะกอนไฟใต้…เงื่อนไขที่ยังไม่ถูกแก้

เหตุการณ์โจมตีป้อม ชรบ. ที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีผู้เสียชีวิตถึง 15 คนนั้น ทำให้ปัญหาไฟใต้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง 

แต่การพูดถึงของสังคม กลับกลายเป็นกระแสโต้เถียงกันเดิมๆ ระหว่างฝ่ายที่มองว่ากองทัพควรมีบทบาทนำในภารกิจดับไฟใต้ต่อไป กับอีกฝ่ายที่เห็นว่ากองทัพควรวางมือ และถอย ฉากออกไปได้แล้ว เพราะแก้ปัญหามา 15 ปี ใช้งบไปหลายแสนล้าน แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารจากชายแดนใต้มาตลอดจะทราบว่า หลังจากจบดราม่า 15 ศพ ทำพิธีทางศาสนากันไปเรียบร้อย ทุกอย่างก็จะกลับสู่ความนิ่งเช่นเดิม และประเด็นที่โต้เถียงกันไปมาก็จะกลายเป็นเพียงบริบทชิงความได้เปรียบทางการเมือง คล้ายตะกอนไฟใต้ที่หากน้ำนิ่งก็จะนอนก้น ไม่เป็นที่สังเกตเห็น ต่อเมื่อใดที่น้ำกระเพื่อม มีความรุนแรงเกิดขึ้น ตะกอนก็จะลอยขึ้นมา เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉะนั้นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น จึงไม่ใช่แค่โต้เถียงแล้วจบไป เหมือนปล่อยให้ตะกอนนอนก้น แต่ควรหันกลับมาสรุปบทเรียนเพื่อกำหนดนโยบายใหม่ๆ ทั้่งระดับยุทธศาสตร์ และยุทธวิธี เริ่มจากในระดับยุทธวิธีก่อน ยุทธการที่แม่ทัพภาคที่ 4 ใช้ช่วงก่อนหน้าจะเกิดเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ก็คือ

  1. ลุยปราบยาเสพติดในระดับชุมชนหมู่บ้าน มาตรการนี้ได้ผลระดับหนึ่ง และทำให้เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะทหาร เข้าพื้นที่ในระดับหมู่บ้านได้ง่ายขึ้น
  2. แก้ปัญหาช่องโหว่การเคลื่อนย้ายคนและยุทโธปกรณ์ข้ามแดน ตามแนวพรมแดนไทย-มาเลเซีย หลังจากพบว่าเหตุระเบิดเกือบ 20 จุดในกรุงเทพฯและปริมณฑลเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คนร้ายวางแผนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แล้วขนย้ายอุปกรณ์ประกอบระเบิดผ่านด่านพรมแดนที่เป็นด่านศุลกากรเข้ามาเลย…. ไม่นับอีกหลายเหตุการณ์ที่มีการขนอุปกรณ์ข้ามแดนไป-มา ตามท่าข้าม (ริมแม่น้ำโกลก ตากใบ) รวมถึงช่องทางธรรมชาติ บางเหตุการณ์เกิดระเบิดฝั่งไทย แต่คนร้ายลากสายไปกดจุดชนวนในฝั่งเพื่อนบ้านก็ยังมี… ในส่วนของด่านพรมแดนถาวรที่เป็น “ด่านตรวจคนเข้าเมือง” ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดสงขลา มีทั้งหมด 7 ด่าน ได้สั่งให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลเฝ้าระวังกว่า 5,000 รายชื่อ….ส่วนการลาดตระเวนพื้นที่ช่องทางธรรรมชาติ ท่าข้ามที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 74 ช่องทาง รวมทั้งจุดผ่อนปรนอีก 7 จุดนั้น ได้มีการจัดชุดปฏิบัติการ กองพันทหารราบเชิงรุก (พัน ร.เชิงรุก) ในการลาดตระเวนเฝ้าระวัง ใช้กำลังมากถึง 5,000 นาย
  3. ส่งกำลังทหารที่เรียกว่า “ชุดปฏิบัติการจรยุทธ์” เข้าไปในหมู่บ้านเป้าหมายที่คาดว่าเป็นที่หลบซ่อนตัวหรือกบดานของบรรดาแนวร่วมผู้ก่อความไม่สงบ รวมทั้้งหมู่บ้านที่ยังคงมีเหตุรุนแรงอยู่ จำนวน 118 หมู่บ้าน (จากหมู่บ้านทั้งหมดในพื้นที่ 1 พันกว่าหมู่บ้าน) เพื่อกดดันให้ผู้ก่อความไม่สงบไม่สามารถอำพรางตัวอยู่ในหมู่บ้านได้ ต้องหนีขึ้นภูเขา ซึ่งก็จะมีกองกำลังทหารพรานลาดตระเวนอยู่

มาตรการทั้งหมดนี้ทำต่อเนื่องมาหลายเดือน ส่งผลให้เหตุการณ์ในพื้นที่ค่อนข้างเงียบสงบ แต่จริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้หมดไป เพียงแต่ผู้ก่อการรอจังหวะ และมีเวลาวางแผนอย่างรอบ คอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจโจมตีชรบ. ในหมู่บ้านทุ่งสะเดา บ้านย่อยของบ้านทางลุ่ม ตำบลลำพะยา ซึ่งปรากฏว่าไม่ได้มีชื่อติดกลุ่ม 118 หมู่บ้าน เพราะเป็นหมู่บ้านที่ภาคประชาชนค่อนข้างเข้มแข็ง และตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเพียง 3 ครั้งสะท้อนว่าฝ่ายผู้ก่อเหตุ เฝ้าดูความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐมาตลอด มีการวางแผนและเลือกเป้าหมายอย่างรัดกุม

ปัญหาเฉพาะหน้าในแง่ยุทธวิธีตอนนี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่บางฝ่ายเรียกร้องว่าควรจะปลดอาวุธกองกำลังภาคประชาชนหรือไม่ แต่ควรมาถอดบทเรียนกันอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำไมเหตุ การณ์โจมตีป้อม ชรบ.จนสูญเสียถึง 15 ศพ ถึงเกิดขึ้นได้ มีความหละหลวม ประมาทเลินเล่อตรงไหน

ป้อม ชรบ.แห่งนี้ทำไมถึงมีคนไปรวมตัวมากเป็นพิเศษ มีตำรวจและคนจากนอกพื้นที่เข้าไปทำอะไร และเมื่อเข้าไปรวมตัวกันแล้วได้ปฏิบัติตามขั้นตอนทางยุทธวิธีในการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ หน่วยเหนือได้ติดต่อสื่อสาร แจ้งเตือน หรือแจ้งให้เฝ้าระวังมาก่อนหรือไม่ อย่างไร

ส่วนเรื่องการปลดอาวุธจากกองกำลังประชาชน หรือการถอนทหาร ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่ต้องหารือกันอย่างรอบคอบในระดับยุทธศาสตร์ แต่ในแง่ยุทธศาสตร์ที่ปรับได้ทันที คือการทำความเข้าใจว่าหากยังใช้กองทัพเป็น “หน่วยนำ” ในภารกิจดับไฟใต้ ปัญหาภาคใต้ก็จะยังทรงๆ อยู่แบบนี้ ฝ่ายที่ก่อเหตุก็หาจังหวะก่อได้เรื่อยๆ เพราะเป็นการต่อสู้ระยะยาว ขณะที่การเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะเข้มงวดแค่ไหน ก็มีวันเผลอ วันประมาท วันอ่อนล้า วันสับเปลี่ยนกำลัง ฯลฯ จนมีช่องโหว่ช่องว่างให้ก่อเหตุได้อยู่ดี

ทางออกของปัญหาจึงต้องมีการพูดคุย เจรจา เพื่อดึงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐมาร่วมโต๊ะพูดคุย หาทางออกสุดท้ายในแบบสันติวิธี แต่ปัญหาคือ กระบวนการพูดคุยเจรจาที่ทำอยู่ ก็ยังอยู่ในมือกองทัพ เพราะมีหัวหน้าคณะพูดคุยเป็นทหาร (อดีตทหาร ตั้งโดยนายกฯอดีตทหาร) และกลไกหลักๆ ในคณะพูดคุยก็ล้วนมาจากหน่วยงานรัฐ มีตัวแทนทั้งฝ่ายความมั่นคง งานต่างประเทศ และงานด้านยุติธรรรม

ฉะนั้นสิ่งที่แก้ไขได้ทันที อาจต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยให้เป็นพลเรือน หรือนักการทูตมืออาชีพ ส่วนตัวแทนกองทัพก็ยังเป็นกลไกอยู่ในคณะพูดคุย เพียงแต่ต้องไม่ใช่ผู้นำ และที่สำคัญต้องมีตัวแทนภาคประชาสังคมในพื้นที่ ในฐานะ “คนใน” ที่ผ่านการคัดเลือกในฐานะที่เป็น “ตัวแทนคนสามจังหวัดจริงๆ” มามีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่งานพัฒนา กองทัพควรปล่อยมือจากหน่วยงานที่มีภารกิจด้านนี้ เพื่อลดการถูกมองอย่างไม่ไว้วางใจ เช่น ศอ.บต. หรือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ออกแบบมาดีมาก แต่ปัจจุบันโดนคำสั่งหัวหน้า คสช. ให้ไปอยู่ใต้ กอ.รมน. และมีทหารเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. (พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร)

นอกจากนั้นยังควรให้น้ำหนักบทบาทงานพัฒนากับหน่วยงานปกติที่รับผิดชอบอยู่แล้ว โดยให้ฝ่ายกองกำลัง (ทหาร) ทำหน้าที่ รปภ. และขณะเดียวกันก็ต้องลดปัญหาการคอร์รัปชั่น หักหัวคิว เพราะหากยังปล่อยให้มีการทุจริต จะยิ่งดิสเครดิตฝ่ายรัฐเอง พร้อมเสริมบทบาทท้องถิ่นให้มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงานพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้นกว่าเดิม

ปัญหาทั้งหมดนี้เหมือน “ตะกอนไฟใต้” ที่พอเกิดเหตุรุนแรงที ก็มีแรงกระเพื่อมให้ตะกอนปรากฏขึ้นมาให้เห็นทีหนึ่ง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ตะกอนก็กลับไปนอนก้นเหมือนเดิม รอวันกระเพื่อมใหม่ ทั้งๆ ที่ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ความสูญเสียที่ปลายด้ามขวานมากมายเกินกว่าจะยอมรับได้อีกต่อไปแล้ว มากกว่าหลายๆ พื้นที่ขัดแย้งในโลกที่ใช้เวลามากกว่าไทยเป็นเท่าตัว อย่างเช่น ไออาร์เอ ขัดแย้ง 30 ปี มีผู้สูญเสียน้อยกว่าที่ชายแดนใต้ของไทยเกือบครึ่ง

ถึงวันนี้จึงน่าจะได้เวลาที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับตรงกันแล้วว่า การแก้ไขปัญหาไฟใต้ต้องใช้ทุกองคาพยพร่วมกัน ไม่สามารถมองแบบแยกส่วน หรือมองคนกันเองเป็นศัตรูไม่ได้อีกต่อไป ฝ่ายทหารหรือกองทัพก็ยังมีความสำคัญ เพราะที่ผ่านมาก็ช่วยลดระดับความรุนแรงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่ต้องปรับภารกิจให้สอดคล้องกับทิศทางที่จะก้าวเดินต่อไป คือก้าวข้ามความรุนแรง

ขณะที่รัฐบาลในฐานะผู้คุมยุทธศาสตร์ ต้องสร้างความเชื่อมโยงกับภาคประชาชนและประชาสังคม จัดบทบาทและภารกิจที่แต่ละหน่วยงานต้องรับผิดชอบให้ชัดเจน มีตัวชี้วัดที่ดี เพื่อให้เราก้าวข้ามไฟใต้ในวังวนเดิม และสถาปนาสันติสุขให้เกิดขึ้นจริงต่อไป

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ : สำนักข่าวอิศรา(isranews)

ประกาศ‼️ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 เปิดรับสมัครทหารกองหนุนและบุคคลพลเรือนเข้าเป็นอาสาสมัครทหารพรานชาย

รู้หรือยังว่า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 เปิดรับสมัครทหารกองหนุนและบุคคลพลเรือนเข้าเป็นอาสาสมัครทหารพรานชาย 👨‍🦰👨‍🦰 แล้วนะ

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๑๑ ร่วมออกซุ้มอาหารบริการพี่น้องประชาชนที่มาร่วมทอดกฐินสามัคคี ณ วัดพลับพลาวนาราม จ.นราธิวาส

เมื่อ ๑๐ พ.ย.๖๒ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๑๑ ร่วมออกซุ้มอาหารบริการพี่น้องประชาชนที่มาร่วมทอดกฐินสามัคคี ณ วัดพลับพลาวนาราม (หลวงตาขาว) ต.ภูเขาทอง อ.สุคิริน จ.นราธิวาส โดยมี คุณกิมซัน – คุณถนอม ใฝ่จิตร เป็นประธานในพิธี

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

การเป็น “ทหาร” นั้น มากกว่าสิ่งที่ตัวเอง ภูมิใจ

การเป็น “ทหาร” นั้นมากกว่าสิ่งที่ตัวเอง ภูมิใจ ที่สามารถผ่านจุดที่ไม่ใช่ใคร ก็ได้ สามารถทำได้ ซึ่งความภูมิใจตรงนี้ก็คือ พ่อกับแม่ [ พ่อกับแม่ ภูมิใจ ในตัวลูกมากนะ ] ประโยคสั้นๆที่แฝงไปด้วยความรู้สึก…

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 4#SMARTSoldiersStrongArmy

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

กองทัพบกเปิดรับสมัคร‼️ กำลังพลสำรอง เข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว ของ ทบ. ปี 63

กองทัพบกเปิดรับสมัคร‼️ กำลังพลสำรองเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวของ ทบ. ปี 63

สมัครด้วยตนเอง 9 ธ.ค. 62 – 8 ม.ค. 63 ณ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (ในเวลาราชการ)

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ : กองการควบคุมกำลังพลสำรอง หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เลขที่ 2 ถนนเจริญกรุง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
www.tdc.mi.th ☎️โทร 02-223-3245

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง

เพชรบูรณ์ – ไอเดียเจ๋ง ครู นักเรียน สุดสร้างสรรค์ นำขนมปังมาทำกระทง ในรูปแบบแตกต่างกัน เตรียมสืบสานประเพณีลอยกระทง

เพชรบูรณ์ ไอเดียเจ๋ง ครู นักเรียน สุดสร้างสรรค์ นำขนมปังมาทำกระทงในรูปแบบแตกต่างกัน เตรียมสืบสานประเพณีลอยกระทง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครู นักเรียน โรงเรียนบ้านวังพลับ หมู่ที่ 5 ตำบลวังหิน อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ไอเดียสุดเจ๋ง นำขนมปังหลากหลายสีสัน มาออกแบบตามจินตนาการ ประดิษฐ์เป็นกระทงรูปร่างต่างๆ เพื่อเตรียมสืบสานประเพณีลอยกระทงประจำปีที่ใกล้จะถึงนี้ และกระทงขนมปังบางส่วน ยังเตรียมไว้จำหน่ายตามชุมชน เพื่อนำรายได้ไว้สำหรับเป็นทุนการศึกษาต่อไป

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบ ที่โรงเรียนบ้านวังพลับ พบครู นักเรียน ตั้งแต่ระดับชั้นประ ถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่างกำลังช่วยกันออกแบบ ประดิษฐ์กระทงจากขนมปังตามจินตนาการของนักเรียน เช่น กระทงรูปร่างกระเช้าผลไม้ กระทงรูปร่างชุดหมูกระทะ กระทงรูปร่างครก/สาก กระทงรูปร่างเป็ด เป็นต้น โดยวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ใช้ จะเป็นขนมปังหลากหลายสีสัน นำมาตัดแต่ง ดัดแปลงตามต้องการ แล้วใช้น้ำเปล่าเป็นตัวประสานให้ขนมปังติดกัน จนออกมาเป็นกระทงรูปร่างต่างๆ ได้อย่างลงตัวและสวยงาม โดยมีราคาจำหน่าย เริ่มต้นเพียง 50 บาท ไปจนถึงราคา 100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด และความยากง่าย

ครูศศิธร จันทาบัว เปิดเผยว่า ได้ใช้ช่วงเวลาว่าง กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และคาบวิชาศิลปะ เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนแต่ละระดับชั้น ได้แสดงออกถึงความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ ในการร่วมกันออกแบบกระทงขนมปัง ซึ่งแต่ละคน สามารถช่วยกันประดิษฐ์กระทงออกมาได้อย่างสวยงาม และแปลกตา ที่สำคัญยังเป็นการร่วมรักษ์โลก และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระทงขนมปังนี้ เมื่อนำไปลอยตามแหล่งน้ำ จะสามารถย่อยสลาย และกลายเป็นอาหารปลา และอาหารสัตว์น้ำได้อีกทางหนึ่งด้วย

ด้าน เด็กหญิงสุวดี แก้วนึก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กล่าวว่า กระทงที่ทำขึ้นมาจากขนมปัง เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของเพื่อนๆทุกคน โดยแต่ละคนก็จะออกแบบตามจินตนาการที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับตนเอง ที่เป็นคนชอบกินหมูกระทะ จึงคิดสร้างสรรค์ประดิษฐ์กระทงขนมปังขึ้นมา ในรูปแบบของ ชุดหมูกระทะ เพื่อนำไปลอยในลำน้ำ ส่งต่อให้ปลาและสัตว์น้ำได้กินเป็นอาหารเช่นกัน
   

ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ บริบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังพลับ เพิ่มเติมว่า หลังจากคณะครู นักเรียน ได้ประดิษฐ์กระทงจากขนมปังหลากหลายสีสัน และได้มีการโพสต์ลงสื่อโซเชียลมีเดียไปแล้วนั้น ปรากฎว่าได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป และคนในชุมชน ต่างติดต่อสอบถาม และสั่งซื้อเข้ามาเป็นจำนวนมาก

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

เพชรบูรณ์ – ปลูก“ต้นค้อ”บนเขาค้อ พร้อมร่วมทำบุญทอดกฐิน ยอดเงินเฉียดล้านบาท

เพชรบูรณ์ ปลูก “ต้นค้อ” บนเขาค้อ พร้อมร่วมทำบุญทอดกฐิน ยอดเงินเฉียดล้านบาท

ณ ที่พักสงฆ์นาลันทารามภูบังบด ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 บ้านดงหลง ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ พุทธศาสนิกชน ตลอดจนประชาชนจำนวนมาก ต่างหลั่งไหลเข้าร่วมทำบุญตักบาตรอาหารแห้งเดินลงเขา พร้อมทั้งร่วมทอดกฐินสามัคคี ซึ่งเป็นประเพณีที่สำคัญ และเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ถือว่าเป็นทานพิเศษ กำหนดเวลาปีหนึ่งทอดถวายได้เพียงครั้งเดียว

โดยมีนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำพุทธศาสนิกชนทั้งหลายตั้งองค์กฐิน เดินแห่ลงมาจากเขา เพื่อนำไปถวายแก่คณะสงฆ์ โดยมี พระอาจารย์สมคิด สีลคุตโต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ รับมอบผ้ากฐิน โดยมีผู้ร่วมทำบุญในครั้งนี้ ได้ยอดเงินรวมทั้งสิ้น 800,020.50 บาท (แปดแสนยี่สิบบาทห้าสิบสตางค์) เพื่อนำปัจจัยที่ได้ไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อไป ซึ่งผู้ที่มาร่วมงานต่างยกมือสาธุกันถ้วนหน้า และต่างไม่พลาดที่จะนำตัวเลขยอดเงินดังกล่าว เตรียมเสี่ยงดวงรับโชคตามความเชื่อ

และโอกาสเดียวกันนี้ นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วย ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับ พระอาจารย์สมคิด สีลคุตโต ประธานที่พักสงฆ์ และคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้นำข้าวสารอาหารแห้ง ชุดยาสามัญประจำบ้าน และเครื่องกันหนาว มอบให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ป่วย และผู้ประสบภัยแล้ง ในพื้นที่ตำบลแคมป์สน จำนวน 350 ชุด

นอกจากนั้น ยังได้จัดเตรียมกล้าพันธ์ “ต้นค้อ” จำนวน 499 ต้น ดำเนินการปลูกโดยรอบที่พักสงฆ์นาลันทารามภูบังบด เพื่อเป็นการร่วมอนุรักษ์พันธ์ไม้หายาก ให้คงอยู่คู่เขาค้ออย่างยั่ง ยืน และเพื่อให้ลูกหลาน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ได้มีแหล่งเรียนรู้ ซึ่งปัจจุบัน“ต้นค้อ” แทบจะไม่มีให้เห็นทั่วไป จึงนำมาปลูกไว้ในที่แห่งนี้ ให้เจริญเติบโต คืนความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และยังเป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ อีกทางหนึ่งด้วย

ราเมธ บงแก้ว/มนสิชา คล้ายแก้ว เพชรบูรณ์

คนร้าย ยิงคนหาของป่า ที่ยะหา ยะลา

เมื่อ 11 พ.ย. 62 เวลาประมาณ 08.00 น.ราษฎร บ.คลองพี ม.9 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา รวมจำนวน 7 คน ได้ร่วมเดินทางไปหาของป่าในพื้นที่ บ.เจาะกาแด๊ะ ( บ้านย่อย บ.บายอ ) ม.1 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวได้แยกออก เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 3 คน กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 คน เพื่อแยกย้ายกันหาของป่า

ในระหว่างที่กำลังหาของป่า กลุ่มที่ 2 ซึ่งมีจำนวน 4 คน ได้ถูกกลุ่มบุคคลต้องสงสัย ( ไม่ทราบกลุ่ม ) ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่ราษฎรกลุ่มดังกล่าว ประมาณ 10 นัด แต่ไม่ทราบทิศทางวิถีกระสุนของกลุ่มคนร้าย จึงได้ทำการยิงตอบโต้ไปจำนวน 1 นัด ( ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ) จากนั้นจึงได้วิ่งหลบหนีและไปแจ้งเหตุให้กับ จนท.ตร.กาบังได้รับทราบ ส่วนราษฎรกลุ่มแรกจำนวน3 คน ยังไม่สามารถติดต่อได้ หลังได้รับแจ้งจึงได้ประสาน จนท.ทหารพราน และ จนท.ตร.ในท้องที่เข้าตรวจ พื้นที่เกิดเหตุ. รายละเอียดเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี/ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำนักข่าวความมั่นคง