นายกรัฐมนตรี สั่งการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พญาเม็งราย เชียงราย ทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว

นายกรัฐมนตรี สั่งการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม พญาเม็งราย เชียงราย ทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว หลังพบ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สั่งทุกหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟู และบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมมอบกำลังใจให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาลงพื้นที่ติดตามสถาน การณ์อุทกภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น เวลา 11.10 น. ที่บริเวณบ้านสบเปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย โดยมีนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอัครา พรหมเผ่า และนาย อิทธิ ศิริลัทธยากรรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรี รับฟังสรุปสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนของราษฎร สถานที่ราชการ วัด และพื้นที่การเกษตร รวมทั้งสิ้น 5 อำเภอ 10 ตำบล 32 หมู่บ้าน บ้านเรือนราษฎรได้รับผลกระทบจำนวน 4,405 ครัวเรือน ถนนได้รับความเสียหาย 3 จุด สถานบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ 2 แห่ง พื้นที่การเกษตร (นาข้าว) ได้รับความเสียหายประมาณ 500 ไร่

จังหวัดเชียงรายได้บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อพยพผู้ประสบอุทกภัย โดยเคลื่อนย้ายจากพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมไปยังพื้นที่ปลอดภัย อาทิ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชาชนสำหรับการช่วยเหลือด้านการเกษตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการให้ความช่วยเหลือต่อไปทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องวางแผนรับมือทั้งแผนระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยในลักษณะเช่นนี้อีกและนำกลับมารายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่พบปะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่บ้านสบเปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย โดยได้เดินทักทาย พูดคุย และสอบถามความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานที่พักอาศัย การเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด อาหาร เครื่องใช้จำเป็น รวมถึงการดูแลกลุ่มผู้เปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยติดเตียง พร้อมให้กำลังใจและแสดงความห่วงใยถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟู และบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเต็มที่ จากนั้น นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังวัดสันติคีรี อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เพื่อพบปะให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ม.นครพนม ส่งท้าย Pride Month 2025 อย่างอบอุ่น สร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อความหลากหลายและเท่าเทียม

ม.นครพนม ส่งท้าย Pride Month 2025 อย่างอบอุ่น สร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อความหลากหลายและเท่าเทียม

วันที่ 28 มิถุนายน 2568 มหาวิทยาลัยนครพนม จัดกิจกรรมส่งท้ายการเฉลิมฉลองเทศกาลเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (NPU Pride Month 2025) เพื่อแสดงออกถึงความต่อเนื่องในการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียม และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้แสดงออกถึงความเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม เป็นประธานเปิดงาน มี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ้งลาวัลย์ เอี่ยมกุศลกิจ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประกันคุณภาพการศึกษา กล่าวรายงาน ณ บริเวณลานพนมนาคา (หน้าตลาดอินโดจีน) อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม

Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจ จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์จลาจลที่สโตนวอลล์ (Stonewall Riots) ในปี 1969 (พ.ศ. 2512) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ ในสหรัฐอเมริกา การจัดงาน Pride Month จึงเป็นการแสดงออกถึงความต่อเนื่องในการต่อสู้เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTQ+ และเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้แสดงออกถึงความเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ

กิจกรรมมีการเดินขบวนพาเหรดแฟนซีสร้างสรรค์ของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนทั่วไป จากบริเวณถนนคนเดิน (ลานพญานาค) ไปยังลานกิจกรรม, การเสวนาในหัวข้อ “ฤารักนั้นมีหลากหลาย : เพศวิถี อารมณ์ และตัวตนของผู้คน” โดยมี นางภาวิณี โสมณวัฒน์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองนครพนม, ดร.พัทธ์วริน อรรคศรีวรโชติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาจีน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม และ ณัฐนันท์ ใต้ศรีโคตร วิทยาลัยเทคโนโลยีอินเตอร์พัฒนศาสตร์ เป็นผู้ร่วมเสวนา มี ดร.อนุชิต สิงห์สุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาวิชานวัตกรรมการพัฒนา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหา วิทยาลัยนครพนม เป็นผู้ดำเนินรายการและร่วมเสวนา มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ อาทิ ทำความรู้จัก LGBTQ+, รักอย่างไรให้ปลอดภัย และผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถอยู่ร่วมกันกับสังคมได้อย่างไร

และกิจกรรมครั้งนี้ มีไฮไลท์สำคัญ คือ การประกวดเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยมที่สะท้อนถึงความหลากหลายทางเพศและความหลากหลายของวัฒนธรรมพื้นถิ่น วัฒนธรรมกลุ่มชาติ พันธุ์ ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 10,000 บาท ซึ่งเกณฑ์การให้คะแนนนั้น ผู้เข้าประกวดจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ความคิดนอกกรอบของการออก แบบ ตามแนวคิดคอนเซ็ปต์ Pride Month ในฉบับตัวเอง มีการนำแนวคิดความหลากหลายทางเพศและความหลากหลายทางวัฒนธรรมพื้นถิ่น วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ มีความมั่นใจในตัวตนที่ชัดเจน และสามารถสื่อสารความเป็น Pride Month ได้อย่างลงตัว

โดยผู้ที่ได้รับรางวัลการประกวดเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม มีดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 ปิยะพงษ์ ด้วงพันลำ จากโรงเรียนนาถ่อนพัฒนา รับเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 7,000 บาท
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 มัชฌิมา โพทะโสม จากคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม รับเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท
  • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 วงศ์วรุต รอบรู้ จากโรงเรียนปิยะมหาราชาลัย รับเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 3,000 บาท

ฟร้องนครพนม รายงาน

กรมวิทย์ฯ บริการ จัดเวทีเสวนา “ปลดล็อกงานวิจัยจากแลปสู่ตลาด ด้วยมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์”

กรมวิทย์ฯบริการ จัดเวทีเสวนา “ปลดล็อกงานวิจัยจากแลปสู่ตลาด ด้วยมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์”

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมเสวนาประสากรมวิทย์ฯ บริการ เรื่อง “ปลดล็อกงานวิจัยจากแลปสู่ตลาด ด้วยมาตรฐานและการรับรองผลิตภัณฑ์” โดยมี ดร.อรวรรณ ปิ่นประยูร นักวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนามาตรฐาน และนางสาวดวงกมล เชาวน์ศรีหมุด นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจและรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ จากสถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง มาเป็นวิทยากร ณ ห้องประชุมวิทยวิถี ชั้น 6 อาคาร ตั้ว ลพานุกรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ และผ่านระบบ Zoom ออนไลน์

การจัดกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการ นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยใช้กลไกของการจัดทำมาตรฐานและการรับ รองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของนักวิจัย หน่วยงานวิจัย และผู้ประกอบการในการแปลงผลงานวิจัยให้สามารถเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของไทย มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่พบว่ามีสัดส่วนน้อยมากที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ กรมวิทย์ฯบริการ จึงส่งเสริมให้มีการพัฒนามาตรฐานและระบบการรับรองผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมผลงานวิจัยมากขึ้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานพัฒนามาตรฐาน (SDOs) และภาคีเครือข่าย พร้อมยกตัว อย่างผลงานที่โดดเด่นมาเป็นกรณีศึกษา อาทิ งานวิจัยต้นแบบลู่ลานกรีฑา สนามกีฬา และลานอเนกประสงค์โดยใช้ยางธรรมชาติ,การรับรองผลิตภัณฑ์กาบหมากในประเทศไทย โดยกรมวิทย์ฯ บริการ เป็นหน่วยงานหลักที่ดำเนินการรับรองตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น

กิจกรรมเสวนานี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะนักวิจัย และนักวิชาการตลอดจนผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถนำความรู้ไปต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน รองรับการรับรองคุณภาพ และพร้อมสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กรมวิทย์ฯบริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจท่องเที่ยวเปิดบ้านต้อนรับคณะทูต 27 ประเทศ โชว์เทคโนโลยี AI –รถปฏิบัติการเคลื่อนที่ พร้อมแสวงความร่วมมือประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police

ตำรวจท่องเที่ยวเปิดบ้านต้อนรับคณะทูต 27 ประเทศโชว์เทคโนโลยี AI –รถปฏิบัติการเคลื่อนที่ พร้อมแสวงความร่วมมือประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police

ตามนโยบายของนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยวของประเทศไทย ผลักดันภาพลักษณ์ด้านบวกสู่สายตานานาชาติ

เมื่อวันที่ 25 มิ.ย25.68 : พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “Embassy Representatives’ Briefing on Updated Tourist Police Operations and Safety Technology” ณ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จ.สมุทรปราการ โดยมีผู้แทนจาก 27 สถานทูต รวม 62 คนเข้าร่วม มีสาระสำคัญคือการนำเสนอเทคโนโลยีกล้อง AI มาใช้เพื่อสร้างพื้นที่ท่องเที่ยวปลอดภัย ซึ่งปัจจุบัน สามารถตรวจจับบุคคลตามหมายจับและนำไปสู่การจับกุมได้แล้ว มากกว่า 230 ราย พร้อมทั้งสาธิตการทำงานของรถปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Operations Vehicle) ซึ่งจะได้นำมาใช้เป็น “ศูนย์ปฏิบัติการเคลื่อนที่” ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญและกิจกรรมขนาดใหญ่ โดยมีจุดเด่นที่การติดตั้ง กล้อง AI บริเวณตัวรถเพื่อดูแลความปลอดภัย พร้อมระบบเชื่อมโยงกล้อง Body cam ของเจ้าหน้าที่ ทำให้สามารถเป็นฐานรองรับการควบคุมเหตุฉุกเฉิน และจุดรับแจ้งเหตุให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้

นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวยังได้ประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police (TPB-APP) แก่ผู้แทนสถานทูต เพื่อนำไปเผยแพร่ต่อให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยแอปดังกล่าวเป็นช่องทางสำคัญในการขอความช่วยเหลือและรับข้อมูลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง โดยล่าสุด ได้มีการประสานความร่วมมือกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อเชื่อมโยงลิงก์ดาวน์โหลดแอป TPB-APP ไว้ในระบบ ตม.6 ออนไลน์ (TDAC) ของ (สตม.) และ แอปพลิเคชัน CAAT Connect ของ กพท. เพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างสะดวกตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้าประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก.ร่วมประชุมองค์กรย่อยภายใต้ UNFCCC ณ เยอรมนี เตรียมพร้อมเข้าสู่ COP30 ด้านเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

สศก. ร่วมประชุมองค์กรย่อยภายใต้ UNFCCC ณ เยอรมนี เตรียมพร้อมเข้าสู่ COP 30 ด้านเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC : United Nations Framework Convention on Climate Change) ในส่วนของภาคเกษตร ซึ่ง (สศก.) โดยกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ และสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร รวมทั้งกรมวิชาการเกษตรได้เข้าร่วมในฐานะผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างวันที่ 16-21 มิถุนายน 2568 ณ เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุ สัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 ณ ประเทศบราซิล โดยประเด็นหารือด้านการเกษตรในครั้งนี้ คือ การขับเคลื่อนการดำเนินงานรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร หรือ Sharm el-Sheikh joint work on implementation of climate action on agriculture and food security

ประเด็นดังกล่าวอยู่ภายใต้การประชุมองค์กรย่อยเพื่อให้คำปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 62 (SBSTA 62) และการประชุมองค์กรย่อยด้านการดำเนินงาน ครั้งที่ 62 (SBI 62) โดยประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  1. การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ Workshop on Systemic and Holistic Approaches to Implementation of Climate Action on Agriculture, Food Systems and Food Security
  2. การพัฒนา Sharm el-Sheikh Online Portal และ
  3. รายงาน Annual Synthesis Report

ทั้ง 3 กิจกรรมมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคการเกษตร โดยฝ่ายเลขานุการของ SBSTA และ SBI ได้ดำเนินงานประสบความสำเร็จครบทุกกิจกรรม และจะดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้ประเทศภาคีสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

ทั้งนี้ประเทศภาคีและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องพร้อมสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทย กิจกรรมภายใต้ Sharm el-Sheikh joint work on implementation of climate action on agriculture and food security จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการปรับตัวของภาคการเกษตรไทย โดยเฉพาะการพัฒนา Sharm el-Sheikh Online Portal ซึ่งเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้ประเทศภาคี รวมทั้งประเทศไทย สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลแผนงานและโครงการต่างๆ รวมถึงนำไปสู่การประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตร ผ่านแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566-2570 และแผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566-2570) ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหาร โดยมุ่งเน้นการผลิตอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย มีคุณภาพ สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร มาจาก 3 มาตรการ ได้แก่ มาตรการการจัดการของเสียในภาคปศุสัตว์ มาตรการการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และมาตรการลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทั้งนี้ (สศก.) จะเข้าร่วมการประชุม COP30 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับประเทศสมาชิกต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : กองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ และสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.ชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ปี 2569 และการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม “ด้านการรองรับสังคมสูงวัย”

วช. ชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ปี 2569 และการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม “ด้านการรองรับสังคมสูงวัย”

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมเปิดบ้านชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 (NRCT Open House 2025) และการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม “ด้านการรองรับสังคมสูงวัย”โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย ตลอดจนผู้สนใจด้านการวิจัยและนวัตกรรมเข้าร่วม ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.)ได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์จากงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ โดยในมิติด้านการรองรับสังคมสูงวัย นับเป็นประเด็นสำคัญ ที่ (วช.) ให้การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อการดูแลผู้สูงอายุในทุกด้าน ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย และสร้างระบบรองรับที่มั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมในการผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อให้ผลงานวิจัยเกิดผลลัพธ์ที่เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ในหลายมิติ

พร้อมกันนี้ ดร.วิภารัตน์ฯ ยังได้กล่าวถึงบทบาทด้านการรองรับสังคมสูงวัยเป็นการเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยการวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่เหมาะสม ส่งเสริมการสร้างรายได้สำหรับผู้สูงวัย รวมถึงการพัฒนาแนวทางหรือมาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มประชากรสูงอายุ ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนพัฒนาประเทศด้วยกลไกของการวิจัยและนวัตกรรม

ภายในงาน ประกอบด้วยการเสวนา เรื่อง “แนวทางการเขียนและพิจารณาข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการรองรับสังคมสูงวัย ประจำปีงบประมาณ 2569” ประเด็น “สถานการณ์ด้านผู้สูงวัย และงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการ” โดย นางสาวกอบกุล กวั่งซ้วน ผู้เชี่ยว ชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ ประเด็น “ขับเคลื่อนงานวิจัยด้านสังคม สู่การพัฒนาผู้สูงวัยที่ยั่งยืน” โดย นางสุนันทา สมพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประเด็น “ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” ศ.ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประเด็น “ขับเคลื่อนงานวิจัย สู่การผลักดันเชิงนโยบาย” โดย รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และ ประเด็น “แนวทางความร่วมมือ สนับสนุนงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์” โดย ดร.พินิตพล พรหมบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มดกัต จำกัด โดยการเสวนาครั้งนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ระบุเป้าหมายที่ชัด เจน ทั้งกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการเขียนข้อเสนอให้ตรงจุด

จากนั้น ได้มีการนำเสนอวีดิทัศน์ “การแนะนำการใช้งานระบบ NRIIS” โดย กองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และวีดิทัศน์ “แนะนำมาตรฐานการวิจัยและจริยธรรมการวิจัย” โดย กองมาตรฐานการวิจัยและสถาบันพัฒนาการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเสริมความเข้าใจในการยื่นข้อเสนอโครงการอีกด้วย

ถัดมา เป็นการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการรองรับสังคมสูงวัย และการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเขียนข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม โดย นางสาวศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ซึ่งได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมพร้อมตอบข้อซักถามและสะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ตรงในการบริหารจัดการทุนวิจัย

ช่วงบ่าย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเขียนข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม ในประเด็นต่างๆ ดังนี้

  • ประเด็น “ช่องว่าง โอกาส และทิศทางการวิจัย เพื่อกำหนดนโยบายสุขภาพผู้สูงอายุ” โครงการวิจัย เรื่อง “การประเมินความต้องการจำเป็นด้านสุขภาพของผู้สูงอายุและการพัฒนาศักยภาพด้านผู้สูงอายุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ถ่ายโอนภารกิจไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก โดย ผศ.นพ.ธัชชัย ศรีเสน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • ประเด็น “พลิกโฉมบริการสุขภาพ : การวิจัยเชิงระบบในยุคสังคมสูงวัย” โครงการวิจัย เรื่อง “โครงการการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพและฝึกอบรมหน่วยปฏิบัติการแพทย์ระดับเฉพาะทางรถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่สำหรับโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ” โดย รศ.นพ.ยงชัย นิละนนท์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยา ลัยมหิดล
  • ประเด็น “ข้อมูลประชากรกับการวางแผนรองรับวัยเกษียณของสังคมไทย” โครงการวิจัย เรื่อง “การวิจัยเสริมสร้างสมรรถนะบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการใช้ข้อมูลประชากรเพื่อการเป็นสังคมสูงวัยที่มีพลัง (Active Aging Society)” โดย รศ.ดร.ศุทธิดา ชวนวัน สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  • ประเด็น “นวัตกรรมพร้อมใช้ โอกาสและความท้าทายในยุคดิจิทัล” โครงการวิจัย เรื่อง “เทคโนโลยีแบบสวมใส่เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานอย่างอิสระของผู้สูงอายุ ด้วยการคาดการณ์ความเสี่ยงและป้องกันการบาดเจ็บเคลื่อนไหวผิดท่าและพลัดตกหกล้ม” โดย ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)ผ่านระบบ zoom meeting
  • ประเด็น “แนวทางและมาตรฐานสากลกับการพัฒนานวัตกรรมสำหรับผู้สูงวัย” โครงการวิจัย เรื่อง “นวัตกรรมการป้องกันและรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยเอ็กโซโซมจากเซลล์ต้นกำเนิด (ปีที่ 2)” โดย ดร.ชัยยง โกยกุล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม โดยนักวิจัยได้ร่วมกันให้แนวทางในการจัดทำข้อเสนอ ตลอดจนตอบข้อซักถามที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเสวนาในวันนี้

และขอเชิญร่วมงาน NRCT Open House 2025 กิจกรรมเปิดบ้านชี้แจงกรอบการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมการแถลงผลสำเร็จจากผลงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งยังคงมีการจัดกิจกรรมอีก 4 ด้านสำคัญ ดังนี้ ด้านการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM) (28 มิถุนายน 2568) ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม (29 มิถุนายน 2568) ด้านการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) (30 มิถุนายน 2568) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม (1 กรกฎาคม 2568) ซึ่งงานชี้แจงกรอบการวิจัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน–1 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 และรับชมผ่าน Facebook LIVE : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Benz BKK Group ปิด 5 โรงหนังเฟิร์สคลาส จัด “Exclusive Movie Night : F1 THE MOVIE” ชมภาพยนตร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้า BKK Infinite Rewards ณ Embassy Diplomat Screen

Benz BKK Group ปิด 5 โรงหนังเฟิร์สคลาส จัด “Exclusive Movie Night : F1 THE MOVIE” ชมภาพยนตร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้า BKK Infinite Rewards ณ Embassy Diplomat Screen

ค่ำคืนแห่งความเร็วเหนือระดับได้เกิดขึ้นอย่างน่าประทับใจ เมื่อ Benz BKK Group เนรมิตโรงภาพยนตร์ First Class ทั้ง 5 โรง ณ Embassy Diplomat Screen ให้กลายเป็นโลกแห่งความเร็วสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษให้กับลูกค้าคนสำคัญ ในงาน “Exclusive Movie Night : F1 THE MOVIE” สำหรับสมาชิกกลุ่ม BKK Infinite Rewards โดยเฉพาะ

งานถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา มีสไตล์ และอบอุ่น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ซึ่งตรงกับวันแรกที่ภาพยนตร์เรื่อง “F1 THE MOVIE” เริ่มฉายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย Benz BKK Group ได้เหมารอบล่วงหน้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อมอบประสบการณ์แห่งความเร็วเร้า ใจผ่านโลกภาพยนตร์ให้กับลูกค้าคนพิเศษก่อนใคร

“F1 THE MOVIE” นำแสดงโดย แบรด พิตต์ และควบคุมการสร้างโดย ลูอิส แฮมิลตัน แชมป์โลก F1 ถ่ายทอดโลกแห่งสนามแข่งด้วยเทคนิคการถ่ายทำที่สมจริง ทั้งภาพ เสียง และอารมณ์ จนได้รับเสียงชื่นชมในฐานะหนึ่งในภาพยนตร์ที่สะท้อน “จิตวิญญาณแห่งความ เร็ว” ได้อย่างยอดเยี่ยม

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยพลังและความมีชีวิตชีวา ลูกค้าหลายท่านให้ความร่วมมือแต่งกายในธีม F1 Inspired อย่างจัดเต็ม พร้อมร่วมกิจกรรมต้อนรับก่อนเข้าชมภาพยนตร์ ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟในโรงภาพยนตร์ระดับ First Class ที่ Benz BKK Group ตั้งใจเลือกสรรมาเพื่อค่ำคืนแห่งความประทับใจนี้โดยเฉพาะ

คุณตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงงานในครั้งนี้ว่า “รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้า Benz BKK Group อย่างอบอุ่น เราตั้งใจจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงความขอบคุณที่ลูกค้ามอบความไว้วางใจให้กับเราเสมอมา โดยได้วางแผนจองเหมารอบภาพยนตร์ล่วงหน้า ทั้ง 5 โรงเฟิร์สคลาส ณ Embassy Diplomat Screen ในวันแรกที่ภาพยนตร์เข้าฉาย เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษก่อนใคร

ตลอดระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา เราได้จัดกิจกรรมพิเศษมากมายเพื่อมอบความประทับใจให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Driving Events ทดสอบรถรุ่นใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟ บนสนามแข่งจริง, จัดการแข่งขันกอล์ฟเพื่อหาตัวแทนไปร่วมรอบไฟนอล MercedesTrophy, รวมถึงพาลูกค้าชมคอนเสิร์ต Piano & I : On the Rock และอีกหลากหลายกิจกรรมที่สร้างประสบ การณ์เหนือระดับ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะตลอดทั้งปี เรายังเตรียมกิจกรรมอีกมากมายสำหรับลูกค้าคนพิเศษของเรา ไม่ว่าจะเป็น คอนเสิร์ต, เวิร์กช็อป, Private Dining ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวพิเศษ ซึ่งเราตั้งใจจัดขึ้นในทุกรายละเอียด เพื่อให้ลูกค้าของเราทุกคนได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจาก Benz BKK Group”

ภายในงานไม่เพียงแต่มอบความประทับใจด้วยภาพยนตร์ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังมีการแนะ นำเทคโนโลยีที่น่าสนใจอย่าง “Digital Extras” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถ ยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ตอบโจทย์ยุคใหม่มากยิ่งขึ้น “Digital Extras” คือบริการเสริมผ่านแอป พลิเคชัน Mercedes-Benz ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่กับรถยนต์ได้อย่างไร้รอยต่อ เสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวติดรถไปด้วยทุกการเดินทาง โดยมีฟีเจอร์เด่น เช่น

  • Remote Control: สั่งล็อก-ปลดล็อกรถ, เปิดแอร์ หรือสตาร์ทรถจากระยะไกลผ่านมือถือ
  • Vehicle Locator: ตรวจสอบตำแหน่งรถแบบเรียลไทม์
  • Maintenance Reminder: แจ้งเตือนการบำรุงรักษา และสามารถนัดหมายศูนย์บริการได้ทันที
  • Live Navigation: ระบบนำทางพร้อมรายงานสภาพการจราจรแบบอัปเดต
  • Digital Key: เปลี่ยนสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นกุญแจดิจิทัล ใช้งานได้โดยไม่ต้องพกกุญแจจริง

ลูกค้า Benz BKK Group ที่เข้าร่วมงานสามารถทดลองใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ได้จริง พร้อมมี Product Expert ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในบูธพิเศษภายในงาน เพื่อให้เข้าใจการใช้งานและสามารถนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ทันที

ค่ำคืนสุดพิเศษนี้ไม่เพียงเติมเต็มความประทับใจให้กับลูกค้า แต่ยังสะท้อนถึง ความใส่ใจในทุกราย ละเอียด ที่มุ่งมั่นมอบ ประสบการณ์ระดับ First Class ทั้งบนท้องถนนและในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า อย่างแท้จริง หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เหนือระดับ พร้อมสิทธิพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าคนสำคัญ เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป ขอเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเรา เพื่อสัมผัสความประทับใจและสิทธิประโยชน์อีกมากมาย สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-745-2222, Line OA, Facebook, Instagram, YouTube, TikTok : @benzbkkgroup

ขอบพระคุณที่กรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์
หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
นวัสนันท์ มุกดาพิทักษ์(บี) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด และลูกค้าสัมพันธ์
โทร. 065-626-5949, Line ID: Bbeaut55


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ผอ.ศปป.3” ลงพื้นที่กระบี่-ภูเก็ต สกัดแผนบึ้มสนามบิน–ชี้เป้าใช้มัสยิดเป็นฐานวางแผน

“ผอ.ศปป.3” ลงพื้นที่กระบี่-ภูเก็ต สกัดแผนบึ้มสนามบิน–ชี้เป้าใช้มัสยิดเป็นฐานวางแผน

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2568 : พล.ท.ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามการก่อความไม่สงบ (ศปป.3) กอ.รมน. นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเสี่ยงด้านความมั่น คงใน จ.ภูเก็ตและใกล้เคียง หลังพบวัตถุต้องสงสัยที่ลานประติมากรรมไม้มะหาด อ.เมืองกระบี่ พร้อมประมวลข้อมูลข่าวกรอง พบเบาะแสสำคัญกลุ่มก่อเหตุมีแผนบึ้มสนามบินภูเก็ตเปิดแผนเครือข่ายก่อเหตุ

  • กลุ่มผู้ก่อเหตุใช้มัสยิดเป็นจุดพัก-วางแผน สลับยานพาหนะ เปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม
  • เชื่อมโยงการลักลอบขนอาวุธสงครามจากชายแดนใต้เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจหลัก
  • แผนการก่อเหตุหากสำเร็จ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาพลักษณ์ด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ

มาตรการเร่งด่วนที่ ศปป.3 เสนอ กอ.รมน.ภาค 4

  1. คุมเข้มเส้นทางจากชายแดนใต้
    1. ตั้งด่านสกัดถาวร-จุดตรวจลอย ในเส้นทางเชื่อม 3 จชต. สู่สงขลา ตรัง กระบี่ ภูเก็ต
    2. ตรวจรถต้องสงสัยเข้ม พร้อมใช้ระบบตรวจจับอัตโนมัติและ CCTV
  2. เสริมข่าวกรองลึก
    1. ปูพรมตรวจสอบเครือข่ายต้องสงสัย เชื่อมโยงเหตุร้าย
    2. ใช้ชุมชน มัสยิด ผู้นำศาสนา ร่วมสอดส่องพฤติกรรมผิดปกติ
  3. สกัดการใช้ศาสนสถานเป็นฐานก่อเหตุ
    1. ตรวจสอบมัสยิดในพื้นที่เสี่ยง ปัตตานี-สงขลา
    2. เฝ้าระวังบุคคลแฝงตัวในศาสนสถานโดยไม่มีเหตุจำเป็น
  4. สร้างเครือข่ายป้องกันร่วมทุกภาคส่วน
    1. ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา–เปิดช่องแจ้งเบาะแสลับ
    2. ผู้นำชุมชน-ศาสนา-เจ้าหน้าที่ ทำงานเชิงรุกร่วมกัน
  5. เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์
    1. ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในจุดสำคัญ เช่น ด่านตรวจ พื้นที่เศรษฐกิจ
    2. เตรียมกำลังพล-อุปกรณ์พิเศษ ปรับแผนทันต่อภัยคุกคาม

มาตรการที่ ศปป.3 เสนอ มุ่งสกัดขบวนการก่อเหตุตั้งแต่ต้นทาง พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากประชาชนและทุกหน่วยในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุร้ายในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น ภูเก็ต ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์และรายได้หลักของประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.ร่วม ม.เชียงใหม่ ส่งมอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” สนับสนุน 4 มูลนิธิ สร้างสุขเพื่อสังคมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วช. ร่วม ม.เชียงใหม่ ส่งมอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” สนับสนุน 4 มูลนิธิ สร้างสุขเพื่อสังคมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม “นวัตกรรม (วช.) สร้างสรรค์ สร้างสุขเพื่อสังคม : NRCT Shares Innovation for All” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนัก งานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร วช. เข้าร่วมพิธี ทั้งนี้ (วช.) ได้มอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” และเงินบริจาคจากกิจกรรมภาย ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025) แก่มูลนิธิ 4 แห่ง ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม (วช.)

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งมอบนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) โดยออกแบบขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มเปราะบางที่ต้องเผชิญกับมลภาวะทางอากาศ อาทิ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และประชาชนทั่วไป มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างอากาศที่สะอาดให้แก่ผู้ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากมลภาวะทางอากาศ

และในโอกาสนี้ (วช.) ได้มอบเงินบริจาคจากกิจกรรมภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 มิถุนายน 2568 ให้แก่มูลนิธิ 4 แห่ง ได้แก่

  1. มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเด็กและเยาวชน
  2. มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาของผู้พิการทางสายตา
  3. มูลนิธิสายธารสุขใจเพื่อคนชรายากไร้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ขาดแคลน
  4. มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ถัดมา เป็นช่วงเสวนาในกิจกรรม NRCT Talk โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ บุญเชียง รองคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอนวัตกรรม “มุ้งกรองฝุ่น PM2.5” ที่ออกแบบโดยใช้หลักการ “ห้องแรงดันบวก (Positive Pressure)” ร่วมกับการควบคุมทิศทางการไหลของอากาศ เพื่อให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นละอองในสภาพแวด ล้อมที่ไม่สามารถติดตั้งเครื่องฟอกอากาศได้อย่างทั่วถึง

(วช.) มุ่งหวังให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลงานวิจัยที่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของสังคม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณ ภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ (วช.) ขอแสดงความขอบคุณต่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะนักวิจัยผู้คิดค้นนวัตกรรม ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสังคมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมประชุมกับ บช.น. เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติของสื่อฯภาคสนาม กับการชุมนุมฯ

สมาคมข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมประชุมกับ บช.น.เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติของสื่อฯภาคสนาม กับการชุมนุมฯ
 

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นางอุษา มีชารี อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย เปิดเผยว่า ได้นำคณะตัวแทนสมาคมนักข่าวฯ ประกอบด้วย นายชำนาญ ไชยศร อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ กรรมการสมาคมนักข่าวฯ,นายวิษณุ นุ่นทอง กรรมการสมาคมนักข่าวฯ และอนุฯฝ่ายสิทธิ์,นายสุเมธ สมคะเน เลขาธิการสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย และคณะอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ และดร.โศภชา เอี่ยมโอภาส อนุฯฝ่ายสิทธิ์ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น. และ พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา  ผบก.น.1  ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา เพื่อทำความเข้าใจแนวทางการปฎิบัติร่วมกันต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กรณีกลุ่มมวลชนในนาม “คณะรวมพลังปกป้องอธิปไตย” นัดชุมนุมใหญ่เรียกร้องให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง ในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
 

โดยนางอุษาฯ กล่าวภายหลังการหารือว่า ได้รับมอบหมายให้นำแนวปฏิบัติของ 6 องค์กรสื่อประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย,สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย,สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ที่ได้เคยออกแนวปฏิบัติไว้โดยเน้นในเรื่องสัญลักษณ์ปลอกแขน ที่ออกให้โดยศูนย์ประสานงานสื่อมวลชนในสถานการณ์การชุมนุม (ศปสช.) จัดตั้งขึ้นโดยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนองค์กรวิชาชีพสื่อ 6 องค์กร ในการปฏิบัติหน้าที่พื้นที่ที่มีการชุมนุม ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับทราบ  ว่า มีลักษณะ “สีฟ้า” ทาบด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษสีขาวว่า “PRESS” มีแถบสะท้อนแสงสีเทา ปลอกแขนจะมีตัวเลข (Serial Number) ที่บ่งบอกว่า เป็นนักข่าวสังกัดสำนักข่าวใด สามารถตรวจสอบความได้
 

ทั้งนี้ ปลอกแขนสำหรับสื่อมวลชนดังกล่าว ใช้ในการลงพื้นที่ทำข่าวการชุมนุมเป็นไปตามหลักสากลที่สื่อมวลชนหลายประเทศพึงใช้ที่ต้องการเสรีภาพในการทำข่าวการชุมนุม ผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับปลอกแขนไม่ได้มีสิทธิพิเศษมากกว่าบุคคลทั่วไป กรณีมีการใช้ปลอกแขนผิดจุดประสงค์ หรือกระทำผิดซึ่งหน้า ถือเป็นความผิดตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง
 

จากการหารือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ครั้งนี้ ได้แนวทางปฏิบัติร่วมกันดังนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะช่วยอำนวยความสะดวกให้สื่อมวลชนปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวของสื่อมวลชนได้อย่างอิสระ แต่หากมีเหตุการณ์เพิ่มระดับไม่ปลอดภัย จะมีการประกาศให้ทราบทุกครั้งก่อนปฏิบัติการในแต่ละขั้นตอนตามข้อบังคับของกฎหมาย ทาง บชน.ได้ขอให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุม ต้องสวมปลอกแขนสื่อมวลชนที่ 6 องค์กรสื่อได้ออกให้ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อความชัดเจน  
 

นางอุษาฯ กล่าวอีกว่า สำหรับสื่อมวลชนผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ยังไม่ได้ปลอกแขน ให้ทางสำนักงานต้นสังกัดตรวจสอบและขอตามหลักเกณฑ์ที่ 6 องค์กรสื่อได้กำหนดไว้แล้ว เพื่อการตรวจสอบตัวตนและป้องกันการแอบอ้าง ปัจจุบันนี้มีองค์กรสื่อมวลชนที่ได้ติดต่อ ลงทะเบียนและขอรับปลอกแขนไปแล้วจำนวน 995 ชิ้น 88 องค์กร ทั้งนี้อยากให้สำนักข่าวที่รับไปแล้ว สำรวจเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าปฏิบัติหน้าที่และความปลอดภัยของบุคลากรในองค์กรสื่อเอง “กรณีที่มีการสูญหาย หรือชำรุดเสียหาย ต้นสังกัดนั้นๆ ต้องดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และนำแจ้ง ศปสช. หรือสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้ทราบโดยทันที เพื่อป้องกันบุคคลผู้ไม่หวังดีนำปลอกแขนสัญลักษณ์สื่อไปใช้นอกเหนือจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในทำนองการกระทำผิดกฎมาย” นางอุษาฯ กล่าว
 

สำหรับสื่อมวลชนองค์กรใดที่ประสงค์ขอรับปลอกแขนให้สำนักข่าว/ต้นสังกัด ออกหนังสือรับรองการเป็นพนักงานของสื่อมวลชน ที่มีความจำเป็นลงพื้นที่รายงานข่าวการชุมนุม โดยมีรายละเอียดที่ต้องระบุ คือ ชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ อีเมล และไอดี Line ระบุในเอกสารรับรอง จัดส่งเอกสารทางอีเมล์สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย tjareporter@gmail.com เพื่อผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนจะได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมชุมนุม  ว่าเป็นผู้ที่เข้าไปทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนตามจริยธรรมวิชาชีพ  ไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของคู่ขัดแย้งไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน