คึกคัก !! เตรียมฉลองวันเกิดน้องโควี่ อุรังอุตังแสนรู้ ทายาทไมค์ซูซู

จังหวัดลพบุรี – สวนสัตว์ลพบุรี เตรียมฉลองวันเกิด ลิงอุรังอุตัง ชื่อน้องโควี่ ลิงแสนรู้ ดาวเด่นประจำสวนสัตว์ลพบุรี ให้เด็กๆ เข้าชมฟรี วันหยุดยาว 12 กรกฎาคม นี้

สวนสัตว์ลพบุรี โดยพันเอก สง่า เพชรวารี ผู้อำนวยการสวนสัตว์ลพบุรี ประกาศข่าวดี ขอเชิญเด็กๆ ผู้ปกครอง และนักท่องเที่ยวทุกท่าน ร่วมงานฉลอง “วันเกิดครบรอบ 5 ปี น้องโควี่” ลิงอุรังอุตัง ลิงดาวเด่นประจำสวนสัตว์ลพบุรี ซึ่งเป็นทายาทของ เจ้าไมค์ และ ซูซู วานรที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของสวนสัตว์ลพบุรี จนเป็นข่าวตามสื่อและหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ มากมายในอดีต

โดยทางสวนสัตว์ลพบุรี ได้เปิดโอกาสให้เด็กๆ อายุต่ำกว่า12 ปี ได้เข้าชมฟรี ในวันหยุดยาว วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ณ สวนสัตว์ลพบุรี พร้อมทั้ง ชมความสามารถต่างๆ ของ “น้องโควี่” ลิงอุรังอุตัง ลิงดาวเด่นประจำสวนสัตว์ลพบุรี โดยตลอดทั้งวัน พบกับกิจกรรมสุดสนุก ของสวนสัตว์ลพบุรี อาทิ การแสดงกิจกรรมความน่ารักของเด็กนักเรียนโรงเรียนต่าง บนเวทีกลาง การแสดงคนตรีสุดมันส์ จากวง Smile Army จาก กองพันปฏิบัติการจิตวิทยา กิจกรรมทำบุญ ..บริจาคอาหารเลี้ยงสัตว์.. การแสดงสุดน่ารักของ ..น้องโควี่ ขี่ม้า และปั่นจักรยาน..และ ช่วงเวลาสุดพิเศษ “น้องโควี่ตัดเค้กวันเกิด” และ รวมร้องเพลง ..Happy Birthday ให้กับ น้องโควี่

สำหรับน้อง ๆ หนู ๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ที่มาร่วมงานยังสามารถ ลงทะเบียนจับฉลาก ร่วมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ “จักรยาน” ของเล่น ของกินมากมาย พร้อมทั้งนั่งรถไฟตัวหนอน เยี่ยมชมสวนสัตว์ลพบุรี บนเนื้อที่ 80 ไร่ และชมความน่ารักของสัตว์ ชนิดต่างภายในสวนสัตว์ลพบุรี การแสดงโชว์ และสาธิตการจับงู และเรียนรู้เกี่ยวกับงูไทยชนิดต่างๆ ในงานยังมีอาหารฟรี ผัดไทใจฟ้า ไอศกรีม จากวัดพระบาทน้ำพุ และกิจกรรมให้ร่วมสนุกกันทั้งครอบ ครัวตลอดทั้งวัน รวมถึงให้เด็กๆ ได้ปั้นตุ๊กตาลิงเป็นรูปน้องโควี่ และนำกลับไปเป็นของที่ระลึกอีก ด้วย

สวนสัตว์ลพบุรี หรือ ชื่อเดิมว่า สวนสัตว์สระแก้ว ปัจจุบัน อยู่ในความดูแลของกองทัพบก โดยหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2483 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อให้เป็นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าที่หายากของไทยถือเป็นสถานที่พักผ่อนแห่งที่ 2 ของประเทศไทย รองลงมาจากสวนสัตว์ดุสิต (เขาดิน) ในขณะนั้น…. และได้นำสัตว์ที่จับได้จากป่าธรรมชาติ จากประชาชนนำมาบริจาค และบางส่วนได้นำมาจากสวนสัตว์ดุสิต เช่น กวางดาว เป็นต้น โดยได้มุ่งพัฒนาเมืองลพบุรีให้เป็นเมืองสำคัญ ต่อมา เมื่อสิ้นยุคสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม สวนสัตว์ จึงถูกทิ้งและร้างไปในที่สุด เหลือเพียงร่องรอยซากกรงสัตว์เก่าๆ ให้เห็นเท่านั้น

ในปี พ.ศ.2520 พลตรีอเนก บุญยถี ผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ ในขณะนั้น ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งชมรม สโมสร พ่อค้า ประชาชน ดำเนินการปรับปรุงบูรณะสวนสัตว์แห่งนี้ขึ้นใหม่ ให้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งสำหรับศึกษาหาความรู้ สัตว์ดาวเด่นขวัญใจ ประจำสวนสัตว์ คือ ลิงอุรังอุตัง เมื่อวันที่ 5-7 เมษายน 2539 สวนสัตว์ได้จัดการหาคู่ให้กับเจ้าไมค์ เพื่อให้เป็นเพื่อนและ ขยายพันธุ์ จึงจัดงานแต่งให้วันที่ 7 เมษายน 2539 โดยเจ้าไมค์เข้าสู่พิธีวิวาห์กับลิงซูซู ซึ่งมากจากไต้หวัน ได้จัดพิธีแต่งงานให้อย่างใหญ่โต เป็นข่าวใหญ่ตามสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีรายการทีวีต่างๆ เข้ามาช่วยในการประชาสัมพันธ์ ทำให้คนรู้จักสวนสัตว์สระแก้วกันมากขึ้น ในปี พ.ศ.2539 ทางคณะกรรมการสวนสัตว์ เปลี่ยนชื่อเป็น “สวนสัตว์ลพบุรี” เนื่องจากสาเหตุที่อำเภอสระแก้วได้แยกตัวเป็นจังหวัด “สระแก้ว” มีประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าสวนสัตว์สระแก้ว อยู่จังหวัดสระแก้ว ทางคณะกรรมการสวนสัตว์จึงได้เปลี่ยนชื่อ โดยการบริหารงานของ “หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ”

สวนสัตว์ลพบุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ค่าเข้าชม เด็กคนละ 10 บาท เด็กโต 20 บาท และผู้ใหญ่ 30 บาท วันเสาร์และวันอาทิตย์มีการแสดงต่างๆ มากมาย เช่น การแสดงของลิง งู และการแสดงทางวัฒนธรรม ภายในสวนสัตว์มีพื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่น มีสัตว์ต่างๆ มากมาย มีสนามเด็กเล่น ศาลาอเนกประสงค์สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ มีสระน้ำสำหรับผู้ประสงค์จะลอยเรือเล่น นับเป็นสวนสัตว์ในต่างจังหวัด ที่มีความสมบูรณ์เพียบพร้อมในทุกด้าน เหมาะแก่การพาบุตรหลานไปเที่ยวชมอย่างยิ่ง

ด้าน พันเอก สง่า เพชรวารี ผู้อำนวยการสวนสัตว์ลพบุรี กล่าวว่า… สำหรับกิจกรรม ฉลองวันเกิด น้องโควี่ ลิงอุรังอุตังแสนรู้ ดาวเด่นประจำสวนสัตว์ลพบุรี ครั้งนี้….เนื่องจาก น้องโควี่ เป็นลิง ที่มีความน่ารัก สามารถเข้าถึงและสัมผัสเล่น หยอกล้อ กับนักท่องเที่ยวได้ จึงอย่างให้น้องเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้าง ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรีอีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กลุ่มต่อต้าน ประกาศยึดเมืองโมเบียกลับคืน

กองกำลังป้องกันชาติคาเรนนี KNDF ประกาศจะเตรียมยึดคืนเมืองโมเบีย จากทหารเมียนมา หลังถูกทหารเมียนมาส่งกำลังเข้าควบคุมเมืองโมเบีย เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลอ้างถอยออกมาเพื่อตั้งหลัก

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 แหล่งข่าวสมาชิก กองกำลังป้องกันชาติคาเรนนี KNDF เปิดเผยว่า ทางกองกำลัง KNDF ร่วมกับ กองกำลัง PDF และ KPLA ( ชาวปาโอ ) จะดำเนินการส่งกำลังเข้ายึดเมืองโมเบีย จากทหารเมียนมา กองพัน คร.422 ที่ควบคุมเมือง และไปถึง ทหารเมียนมา อีกกว่า 700 นาย ที่ถูกเสริมเข้ามาในเมืองดังกล่าว

Karenni National Defense Force KNDF เปิดเผยว่า จากการถอนกำลังออกจากเมืองโมเบีย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่ใช่การปล่อยมือจากเมือง โมเบีย แต่เป็นการถอนกำลังออกมาเพื่อดำเนินกลยุทธ์ใหม่อีกครั้ง เนื่องจากทางทหารเมียนมามีกำลังเสริมเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการใช้อาวุธหนักจากเครื่องบินรบ ประกอบด้วย ระเบิดลูกปราย (คลัสเตอร์บอมบ์), ระเบิดเคมี, ระเบิดฟอสฟอรัส ที่กระทบต่อประชาชนในเมืองดังกล่าวอย่าง รุนแรง โดยเฉพาะการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินขับไล่ที่เน้นเป้าหมายเป็นบ้านเรือนราษฎรในเมืองโมเบีย ส่งผลให้บ้านเรือนราษฎรถูกไฟไหม้เสียหายกว่า 70 หลังคาเรือน

สำหรับเมืองโมเบีย มีประชากรมากกว่า 20,000 คน ตั้งอยู่บนถนนปิ่นหลวง-ผาเลขอน-(โมเบีย) – เมืองลอยก่อว์ รัฐคาเรนนี ซึ่งกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล สามารถเดินทางถึงเมืองเนปีดอว์ ภายในไม่กี่ชั่วโมง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทาง กองทัพทหารเมียนมา ต้องพยายามยึดเมืองดังกล่าวกลับคืนเพื่อป้องกันการรุกล้ำเข้าสู่เมืองหลวงใหม่ของเมียนมา ( เนปีดอว์ ) ในด้านของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลก็มีแผนยุทธศาสตร์ทางทหารในด้านการป้องกันเมืองลอยก่อว์ จากการเข้าควบคุมของทหารเมียนมาอีกทางหนึ่ง ทำให้พื้นที่รอยต่อระหว่างรัฐฉานกับรัฐคาเรนนี ยังคงมีการสู้รบแย่งชิงความได้เปรียบของพื้นที่ยึดครองต่อไป


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่ เปิดบ้านต้อนรับคณะเยาวชนไทยในอเมริกา กลับมาเยือนแผ่นดินแม่ เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี และประวัติศาสตร์สำคัญของไทย

เชียงใหม่ เปิดบ้านต้อนรับคณะเยาวชนไทยในอเมริกาที่กลับมาเยือนแผ่นดินแม่ เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี และประวัติศาสตร์สำคัญของไทย

ค่ำวันนี้ (5 ก.ค. 68) นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิ์ถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มอบหมายให้ นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้แทนในการให้การต้อนรับคณะเยาวชนไทยที่เกิดและเติบโตในสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยผู้ปกครอง ในโอกาสที่ได้เดินทางมาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ตาม “โครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 14“ ที่คุ้มขันโตก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เพื่อกลับมาเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงทัศนศึกษาตามสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์สำคัญของไทย โดยมี นางสาวกชพร เวโรจน์ หรือ “มาดามหยก” ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฯ และที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการ การศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายชนะ เมี้ยนเจริญ กงสุล ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครบอสแอนเจลิส, นายสุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง ประธานฝ่ายสหรัฐอเมริกา, นายดำฤทธิ์ วิริยะกุล เลขานุการ โครงการฯ และ นายองอาจ วงศ์ข้าหลวง รองเลขานุการ โครงการฯ นำพาคณะฯ เข้าร่วมงาน

โดยกิจกรรมภายในงาน ได้เชิญ พลตรี ดร.วรวุฒิ แสงทอง วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติ ศาสตร์และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่รู้จักกันในฉายานาม “นักพูดลายพราง” และ “ขุนศึกโต รักชาติ“ มาบรรยายให้ความรู้ผ่านการผสมผสานแสง สี เสียง ในหัวข้อ “สำนึกรักแผ่นดินแม่” และได้นำเยาวชนที่พำนักในสหรัฐอเมริกาและผู้ปกครอง ร่วมกันร้องเพลง “ต้นตระกูลไทย” เพื่อปลุกความสำนึกรักชาติให้กับเยาวชน

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ชาวเชียงใหม่ยินดีให้การต้อนรับคณะเยาวชนและผู้ดำเนินโครงการฯ อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากในรอบ 40 ปี ที่จัดโครงการฯ จะมาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ทุกครั้ง และในทุกครั้งจะอยู่พักอาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ติดต่อกันหลายวัน มีการท่องเที่ยว ช้อป ชิมอาหาร และอุดหนุนสินค้า ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของเชียงใหม่ด้วยทุกครั้ง ซึ่งโครงการเยาวชนในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่นับเป็นโครง การที่ดีอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยปลุกจิตสำนึกความเป็นคนไทยให้แก่เยาวชนไทยที่เกิดและเติบโตในประเทศสหรัฐอเมริกา การนำเยาวชนมาสัมผัสและเรียนรู้ความเป็นไทยในด้านต่างๆ ด้วยตนเองบนแผ่นดินแม่ ยิ่งทำให้ทุกคนมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และมีความภาคภูมิใจในการมีสายเลือดไทยอย่างแท้จริง

สำหรับโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากการที่ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ปลูกฝังให้เยาวชนไทยที่เกิดและเติบ โตในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เรียนรู้ภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีไทยต่างๆ ทำให้เยาวชนและผู้ปกครองมีความรัก และความผูกพันต่อประเทศไทยอันเป็นแผ่นดินเกิดของบรรพบุรุษ ชาวไทยที่อาศัยอยู่ในนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นชุมชนที่ได้ริเริ่มจัด “โครงการ วัฒนธรรมไทยคืนถิ่น” โดยได้นำเยาวชนไทยที่เกิดและเติบโตในนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา กลับมาเยือนแผ่นดินแม่ จากนั้นจึงได้จัดโครงการต่อเนื่องกันทุก 2 ปี จนกระทั่งชุมชนไทยจากเมืองต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา เห็นความสำคัญของการจัดโครงการดังกล่าว จึงได้นำเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาจากเมืองต่างๆ กลับมาเยือนแผ่นดินแม่ในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


นที มีเดช รายงาน

ผบ.มทบ.37 เป็นประธาน “เปิดบ้านทหารใหม่ Open House” พร้อมด้วยสมาคมแม่บ้านทหารบกสาขามทบ.37

ตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กรุณาสั่งการให้หน่วยทหารที่มีหน่วยฝึกทหารใหม่ทุกหน่วยในกองทัพบก ณ สนามฝึกหน้ากองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37 พล.ต. จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธาน ” เปิดบ้านทหารใหม่ Open House ” พร้อมด้วยสมาคมแม่บ้านทหารบกสาขามณฑลทหารบกที่ 37

ตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กรุณาสั่งการให้หน่วยทหารที่มีหน่วยฝึกทหารใหม่ทุกหน่วยในกองทัพบก ให้ครอบครัวทหารใหม่ ผลัดที่ 1/2568 เข้าเยี่ยมชมหน่วยในวันเสร็จสิ้นการฝึก และมีการปล่อยพักบ้านโดยจัดกิจกรรรม เปิดบ้านทหารใหม่” เป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความภาคภูมิใจ ให้กับทหารใหม่ที่ผ่านการฝึกโดยมีครอบครัว ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสร้างการรับรู้ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของทหาร รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยครอบครัวทหารใหม่ และประชาชนทั่วไป

โดยมณฑลทหารบกที่ 37 ได้จัดกิจกรรมขึ้นในวันเสร็จสิ้นการฝึกเฉพาะหน้าที่ก่อนมีการปล่อยพักบ้านในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ทั้งนี้ มณฑลทหารบกที่ ๓๗ ได้กำหนดจัดกิจกรรม ” เปิดบ้านทหารใหม่ Open House ” ณ สนามฝึกหน้ากองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37
วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมฯ ดังนี้ เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับทหารใหม่ในโอกาสผ่านการฝึก โดยมีผู้ปกครอง ร่วมเป็นสักชีพยานแห่งความภาคภูมิใจ, เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองทหารใหม่ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมซมหน่วยทหารเพื่อให้รับทราบการใช้ชีวิตประจำวันของทหารใหม่ ภายในหน่วย และสร้างการรับรู้ มุมมองใหม่เกี่ยวกับภารกิจ บทบาท หน้าที่ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมของหน่วยทหารตลอดจนแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในหน่วยทหาร, เพื่อเสริมสร้างสายใยความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยกับครอบครัวนำสู่ความ ร่วมมือที่ดีต่อไป, เพื่อประชาสัมพันธ์การสมัครเป็นทหารกองประจำการในผลัดต่อๆ ไป

กรอบแนวทางรูปแบบการจัดกิจกรรมฯ ดังนี้ การอำนวยความสะดวกในการเดินทางมายังหน่วย เช่น การจัดยานพาหนะ ของหน่วยรับ – ส่งจากสถานีขนส่ง(ขนส่งเก่า), การกล่าวต้อนรับ และแนะนำบทบาท หน้าที่ ภารกิจ นำเสนอผลการฝึก ทหารใหม่ผลัด 1/68 ตลอดจนกิจกรรม/โครงการ, การแสดงยุทโธปกรณ์ทางทหาร การแสดงดนตรีโดย หมวดดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ 37, การแสดงชุด Robocop , รถนำ และยุทโธปกรณ์ ของ กองร้อยทหารสารวัตร มณฑลทหารบกที่ 37, การแสดงของทหารใหม่ 3 ชุดการแสดง, การแสดงการยิงปืนฉับพลัน, การแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทยทางทหาร, การร้องเพลงประสานเสียง “เพื่อผืนดินไทย”,

นอกจากนี้ยังจัดเยี่ยมชมสถานที่ และกิจกรรมโครงการสำคัญของหน่วยม การตั้งจุดบริการทางการแพทย์ สำหรับญาติของทหารใหม่ โดย โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช, การจัดแสดงวิชาชีพทหารใหม่ การซ่อมจักรยานยนต์, การจัดแสดงนิทรรศการ โครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายเม็งรายมหาราช มทบ.37 ร่วมกับผลิตภัณฑ์ของสมาคมแม่บ้านทหารบการบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 37, รับประทานอาหารร่วมกัน โดยการประกอบเลี้ยงอาหารให้กับกำลังพล และญาติทหารใหม่ ณ รถครัวสนามมณฑลทหารบกที่ 37, การจัดให้มีกิจกรรมสันทนาการร่วมกัน โดยการแสดงคนตรีของ หมวดดุริยางค์มนทลทหารบกที่ 37 เพื่อขับกล่อมให้ความบันเทิง

ทั้งนี้ ตัวแทนผู้ปกครองทหารใหม่ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกคือ ลูกมาแสดงความรักจากลูก ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน และลูกมีความมีระเบียบวินัยมากขึ้น โดยที่ใช้เวลาเพียงไม่นานในการมาเป็นทหารทำให้ลูกดีขึ้น ได้ใส่เครื่องแบบทหารที่เท่ห์และดูดี ขอบคุณที่ดูแลลูกได้ดีและเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น


นที มีเดช รายงาน

เที่ยวชมสวนอินทผลัมพันธุ์ใหม่เพชรแม่ทา ของ อ.ดีแม่ทา ลำพูน

เที่ยวชมสวนอินทผลัมพันธุ์ใหม่เพชรแม่ทาฃ ผสมเนื้อเยื่อ​ ต้นเพาะเมล็ด สีแดง กลายดี รสชาด หวาน กรอบ อร่อย ของดีอำเภอแม่ทา ลำพูน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันมี่ 5 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านสวนทองมาอินทผลัม​ ตั้งอยู่เลขที่ 243 ม.6 ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จ.ลำพูน มีผลไม้อินทผลัมสายพันธุ์ใหม่ชื่อ เพชรแม่ทา ผู้สื่อข่าวจึงรุดไปยังสวนพบ นายพยุง ทองมา เจ้าของสวนกำลังเก็บเกี่ยว​ ผลอินทผาลัมให้กับลูกค้าอยู่ จากนั้นนายพยุง​ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ที่สวนมีอินทผลัมนี้ ปลูกอยู่หลากหลายสายพันธุ์ มีสายพันธุ์ใหม่ชื่อ เพชรแม่ทา ที่ทางสวนได้มีการเพาะเมล็ดกับเนื้อเยื่อเอง จนได้สายพันธุ์ใหม่นี้ขึ้นมา ซึ่งรสชาดของพันธุ์นี้ ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ผลสีแดง รสชาดกลายดี หวาน กรอบ อร่อย

นอกจากนี้ที่สวนยังมีสายพันธุ์ เพรม แดงอินเดีย บาฮี โคไนซี่ บิ๊กสีทอง แดงหิมพานต์ และยังมีอีกหลากหลายสายพันธุ์​ ช่วงนี้กำลังเริ่มสุขเต็มที่​ มีผู้สนใจและลูกค้ามาจับจองและซื้อกลับไปทานแล้วหลายราย หลายคนบอกว่าอร่อย​ สดใหม่​ รสชาดนี้ยังไม่เคยไปทานที่ไหนมาก่อน ที่สำคัญมีการห่อผลผลิตมิดชิดป้องกันแมลง ลม และแสงแดดเป็นอย่างดีอีกด้วย

หากใครสนใจจะมาเยี่ยมชมสวนและมาทานสายพันธุ์เพชรแม่ทาและสายพันธุ์อื่นๆ​ ทางบ้านสวนทองมาอินทผลัม ยินดีต้อนรับและให้คำปรึกษา สามารถโทรติดต่อได้ที่ นาย พยุง ทองมา 087-3805597


นที มีเดข รายงาน

มทบ.34 จัดกิจกรรมวันพร้อมญาติทหารใหม่ เพื่อแสดงความยินดีกับทหารใหม่ที่จบหลักสูตรการฝึกทหารใหม่

มณฑลทหารบกที่ 34 จัดกิจกรรมวันพร้อมญาติทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 34 รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 เพื่อแสดงความยินดีกับทหารใหม่ที่จบหลักสูตรการฝึกทหารใหม่

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 มอบหมายให้ พันเอก วิศิษฐ์ บรรณากิจ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมวันพร้อมญาติทหารใหม่ มณฑลทหารบกที่ 34 รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 พร้อมด้วยเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34, รองเสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34, หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการมณฑลทหารบกที่ 34, หัวหน้าหน่วย/ฝ่าย/แผนก และกำลังพลของหน่วย เข้าร่วมในพิธีฯ ดังกล่าว ณ สนามกีฬาหน้ากองร้อยกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 ค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย การแสดงของทหารใหม่ รุ่นปี 2568 ผลัดที่ 1 ได้แก่ การแสดงรำมวยไทยประกอบดาบ, การแสดงยิงปืนฉับพลัน, การแสดงหมู่ปืนเล็กทางยุทธวิธี (การเข้าตีในเวลากลางวัน )

ต่อมาพิธีมอบใบประกาศให้กับทหารใหม่ที่มีผลการฝึกปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ดีเด่น จำนวน 5 นาย, การจัดบูธนิทรรศการการปฏิบัติงานของหน่วยและการฝึกของทหารใหม่, การแสดงชุดบรรเทาสาธารณภัยของ มณฑลทหารบกที่ 34 และการแสดงดนตรีของวงดุริยางค์ มณฑลทหารบกที่ 34

นอกจากนี้มณฑลทหารบกที่ 34 ได้จัดบริการด้านการรักษาพยาบาล โดยโรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช รวมถึงจัดการประกอบอาหารและการแจกจ่ายอาหารโดยรถครัวสนามของหน่วย โดยมีทหารใหม่จากหน่วยฝึกทหารใหม่มณฑลทหารบกที่ 34 จำนวน 107 นาย พร้อมญาติทหารใหม่ร่วมกิจกรรมอย่างอบอุ่น ก่อนจบกิจกรรมฯ คณะ ผู้บังคับบัญชามณฑลทหารบกที่ 34 ได้ร่วมร้องเพลงปลุกใจกับทหารใหม่ เพื่อแสดงให้ญาติทหารใหม่ได้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีของกำลังพลที่มีความสามัคคี รักชาติ รักแผ่นดินของหน่วยทหาร มณฑลทหารบกที่ 34

#กิจกรรมวันพร้อมญาติทหารใหม่ มทบ.34 #มณฑลทหารบกที่ 34 #กองทัพภาคที่ 3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการปฏิบัติงาน หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 สำนักงานพัฒนาภาค 3 พร้อมตรวจความคืบหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำกก จ.เชียงราย

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการปฏิบัติงาน หน่วยพัฒนา การเคลื่อนที่ 35 สำนักงานพัฒนาภาค 3 พร้อมตรวจความคืบหน้าโครงการขุดลอกแม่น้ำกก จ.เชียงราย

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 พลเอก ธิติชัย เทียนทอง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด (รอง ผบ. ทสส.) พร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยพัฒนา การเคลื่อนที่ 35 สำนักงานพัฒนาภาค 3 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นพค.35 สนภ.3 นทพ.) ณ ที่ตั้งหน่วย ตำบลทุ่งก่อ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย

ในการนี้ นาวาอากาศเอก ณัฐพัชร หนองแสง ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 (ผบ. นพค.35) พร้อมกำลังพล ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมถึงสรุปแผนการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังพื้นที่โครงการขุดลอกแม่น้ำกก บริเวณหาดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อรับฟังรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานโครงการฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากปัญหาอุทกภัย และปรับ ปรุงภูมิทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำให้เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนและการท่องเที่ยวในพื้นที่

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยในภารกิจพัฒนาพื้นที่และช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับปรุงและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามนโยบายของกองบัญชาการกองทัพไทย


นที มีเดช รายงาน

จนท.อุทยานแห่งชาติตาดหมอก​ ถูกกระทิงทำร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่​

จนท.อุทยานแห่งชาติตาดหมอก​ ถูกกระทิงทำร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่​ ด้าน​ รมว.ทส.​ อธิบดี​ อส. ส่งความห่วงใย​ สั่งช่วยเหลือ​และติดตามอาการใกล้ชิด

จากกรณีนายสมบูรณ์ พืชสิงห์ บุคคลภายนอกช่วยปฏิบัติงานราชการอุทยานแห่งชาติตาดหมอก จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กระทิงทำร้ายขณะออกลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบของอุทยานฯ เมื่อช่วงบ่ายวันที่​ 4 ก.ค. 68 ที่ผ่านมา

นายสมเกียรติ ยอดมาลี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (พิษณุโลก) เปิดเผยว่า​ ได้รับรายงานจากนายรณรัตน์ ศิริมากร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตาดหมอก​ หลังเกิดเหตุ การณ์​ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.15 น. ของวานนี้(4ก.ค.68)​ ขณะที่นายสมบูรณ์และคณะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนรวม 6 นาย กำลังลาดตระเวนมาตามคลองห้วยใหญ่ ท้องที่หมู่ 12 บ้านป่าสัก ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ได้มีกระทิงป่า​ 1 ตัว พุ่งเข้าไล่ขวิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด นายสมบูรณ์พยายามปีนขึ้นต้นไม้เพื่อหลบหนี แต่กระทิงตัวดังกล่าวได้ตามมาชนต้นไม้และใช้ปากกัดเข้าที่บริเวณต้นขาซ้ายของเขา ในระหว่างนั้น นายณัฐวัฒน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมลาดตระเวน ได้ใช้อาวุธปืน HK ยิงขู่เพื่อไล่กระทิงให้หนีกลับเข้าป่าไป ก่อนจะเข้าช่วยเหลือและทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่นายสมบูรณ์

ต่อมาเวลา 14.30 น. ชุดลาดตระเวนได้วิทยุแจ้งขอกำลังเสริมเพื่อนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยา บาล และในเวลา 16.50 น. ทีมช่วยเหลือของอุทยานแห่งชาติตาดหมอกได้นำตัวนายสม บูรณ์ ส่งโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ทันที​ จากการตรวจสอบเบื้องต้น แพทย์ได้ทำการเอกซเรย์บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และกำลังรอผลการเอกซเรย์เพื่อวินิจฉัยแนวทางการรักษาต่อไปว่าจำเป็นต้องเย็บแผลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่านายสมบูรณ์รู้สึกตัวดี และรับรู้ถึงอาการเจ็บบริเวณบาดแผล

ด้าน​ ดร.เฉลิมชัย​ ศรีอ่อน​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรถพล​ เจริญชันษา​ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ​ สัตว์ป่า​ และพันธุ์พืช​ ได้รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และเป็นห่วงต่ออาการของนายสมบูรณ์ กำชับให้หน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด​ และสั่งการให้ติดตามอาการบาดเจ็บของนายสมบูรณ์พร้อมรายงานเข้ามาต่อเนื่อง​ รวมถึงช่วยเหลืออย่างเต็มที่


สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 (พิษณุโลก)

นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์สาธารณภัยฝนตกหนักและอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์สาธารณภัยฝนตกหนักและอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์สาธารณภัยฝนตกหนักและอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 เกิดฝนตกหน้กต่อเนื่องในพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงราย, อำเภอแม่ฟ้าหลวง, อำเภอเวียงชัย, อำเภอพาน, อำเภอเทิง, อำเภอพญาเม็งราย, อำเภอแม่จัน และอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียง ราย โดยได้เกิดเหตุฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง ในพื้นที่บริเวณซอย 16 บ้านด้ายหนองหล่ม หมู่ที่ 11 ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย เสาไฟฟ้าโค่นล้ม 3 ต้น รวมถึงในเขตเทศบาลนครเชียงรายเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ห้าแยกพ่อขุน ชุมชนศรีทรายมูล ชุมชนสันป่าก๊อ ชุมชนสันคอกช้าง ชุมชนบ้านใหม่ รอการระบาย

ขณะที่เมื่อเวลา 01.24 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2568 เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ส่งผลให้น้ำหลากทะลักเข้าท่วม หมู่บ้านลัดดาวัลย์ ทุกซอย รวมถึงพื้นที่ สันคอกช้างซอย 4 เบื้องต้นระดับน้ำสูงอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านขนของไม่ทัน บางหลังคาเรือนน้ำทะลักเข้าเต็มบ้าน วุ่นทั้งคืน!หลายพื้นที่ไฟดับ น้ำไม่ไหล เจ้าหน้าที่เร่งเข้าพื้นที่ช่วยเหลือ เตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมเฝ้าระวังดินถล่ม และน้ำป่าไหลหลากซ้ำอีกระลอก

สำหรับการดำเนินการและการให้ความช่วยเหลือ ในพื้นที่อำเภอเวียงชัย การไฟฟ้าส่วนภูมิ ภาค อยู่ระหว่างซ่อมแซม ส่วนในพื้นที่เขตเทศบาลนครเชียงราย ปัจจุบันยังคงมีน้ำรอการระบายเล็กน้อยในบางจุด เทศบาลนครเชียงรมยอยู่ระหว่างให้ความช่วยเหลือ คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในวันนี้

ด้าน กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ เตรียมความพร้อม เครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ กำลังพลพร้อมให้ความช่วยเหลือทันที ตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อได้รับการร้องขอ


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ตร. สร้างขวัญกำลังใจตำรวจ เปิด 900 อัตรา พนักงานสอบสวนชั้นสัญญาบัตร แก้ปัญหาการขาดแคลน

ผบ.ตร.สร้างขวัญกำลังใจตำรวจ เปิด 900 อัตรา สร้างความก้าวหน้าชั้นประทวนวุฒินิติศาสตร์สามารถสอบเลื่อนเป็นสัญญาบัตร ตำแหน่งพนักงานสอบสวน แก้ปัญหาการขาดแคลน

วันนี้ (5 ก.ค. 2568) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนการปฏิบัติราชการตาม 15 นโยบายสำคัญของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะนโยบายข้อที่ 5 เรื่องการพัฒนางานสอบสวนและยกระดับมาตรฐานความยุติธรรม รวมถึงนโยบายข้อที่ 12 การบริหารจัดการบุคลากรและงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อให้การสอบสวนคดีมีความรวดเร็ว เป็นธรรม โปร่งใส และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนนี้โดยเฉพาะปัญหาพนักงานสอบสวน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญมาต่อเนื่อง จัดประชุมหารือร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะแก้ไขให้ตรงจุด ทั้งการขาดแคลน ขวัญกำลังใจในการทำงาน เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวนและประชาชนให้มากที่สุด

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กันอัตราเงินเดือนไว้เพิ่มเติม จำนวน 900 อัตรา เพื่อเปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบรรจุเป็นพนักงานสอบสวน ผบ.ตร.เห็นความสำคัญของข้าราชการตำรวจชั้นประทวน จึงมีนโยบายสนับสนุนความก้าวหน้าแก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนที่มีวุฒินิติศาสตรบัณฑิต ให้สามารถสอบเลื่อนชั้นเป็นข้าราช การตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้ในตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั้ง 900 นาย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ตำรวจ และแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนด้วย

นอกจากนี้ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินมาตรการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในตำแหน่งพนักงานสอบสวนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ และภายในกรอบงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยปัจจุบันมีผู้ผ่านการสอบคัดเลือกอยู่ระหว่างการฝึกอบรม จำนวน 1,174 นาย ซึ่งคาดว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ประมาณเดือนมีนาคม 2569

พล.ต.ท.อาชยน กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าว นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนและลดภาระงานที่หนักแล้ว ยังเป็นไปตามนโยบายข้อที่ 14 ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการประชาชนให้ได้มาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพ
การปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง