กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา จัดเสวนา “ความมั่นคงกับอนาคตประเทศ”

“ปณิธาน” ย้ำจากนี้การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงจะกำหนดอนาคตประเทศ “กมธ. ทหารฯ วุฒิสภา” จัดเสวนา “ความมั่นคงกับอนาคตประเทศ” “วันวิชิต” ชม สว.กล้าตรวจสอบคลิปเสียงนายกฯ ด้าน “ปณิธาน” ย้ำการตัดสินใจเรื่องความมั่นคงกำหนดอนาคตประเทศ แนะรัฐบาลปรับสมดุลให้ดี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ก.ค. 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “ความมั่นคงกับอนาคตประเทศ ไทย” มีตัวแทนกองทัพภาคที่ 2, กองบัญชาการกองทัพไทย, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.), สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), ผู้แทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และตัวแทนเหล่าทัพ เข้าร่วม โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ, นายธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์นโยบายและการเมือง, นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

โดย พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะ กมธ.การทหาร กล่าวอภิปรายเปิดการเสวนาตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ กมธ.ติดตามสถานการณ์ด้วยความไม่สบายใจมาตลอด เช่นเดียวกับพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ วุฒิสภาจึงเปิดเวทีนี้เพื่อถกแถลงข้อมูล นำไปสู่การเสนอแนะเชิงนโยบายกับรัฐบาล ด้วยความรู้ความสามารถของวิทยา กร และทุกคนที่ร่วมการเสวนาในครั้งนี้ชื่นชม สว.กล้าตรวจสอบคลิปเสียง

ด้านนายวันวิชิต กล่าวว่า กมธ.นี้ได้รับการชื่นชมในการยื่นตรวจสอบนายกรัฐมนตรีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการแสดงออกของเสาความมั่นคงในการตรวจสอบเพื่อคลายความหวาด ระแวงเรื่องความมั่นคงของประเทศ ที่บทบาทด้านการป้องกันประเทศ และรักษาอธิปไตยไม่ใช่เฉพาะบทบาทของทหาร แต่พลเรือนมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงฝ่ายการเมืองที่ใช้พื้นที่แสดงบทบาทนี้ เพราะความมั่นคงชายแดนไทยมีปัญหารายล้อม ทั้งนี้บทบาทผู้นำทางการเมืองมีความสำคัญมาก ที่ต้องมีความรู้ความเข้าใจงานด้านความมั่นคง จากสถิติช่วง 5 ปีของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัวเลขงานด้านความมั่นคงดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นผู้นำทางการเมืองควรมีความรู้สอดประสานกับงานความมั่นคง แต่ปัจจุบันรัฐบาล พล เรือนให้ความสำคัญเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจเพื่อหวังคะแนนนิยม แตกต่างจากสายงานทหารที่ไม่ได้มองเรื่องความนิยมในอนาคต จึงทำงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่

ขณะที่นายปณิธาน กล่าวว่า การตัดสินใจเรื่องความมั่นคงนับจากนี้ไปจะกำหนดอนาคตประ เทศไทย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องความมั่นคงทั้งนั้น ดังนั้น รัฐบาลต้องตัดสินใจให้ดี ซึ่งขณะนี้ยังตัดสินใจไม่ดีเท่าไหร่ สถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติมากใน 3 เรื่อง คือ

  1. เรากำลังเคลื่อนเข้าสู่มหาสงคราม หรือสงครามแบบเบ็ดเสร็จ เราต้องทำให้การเคลื่อนนี้ช้าลง เพราะการกลับมาของสงครามแบบเบ็ดเสร็จครั้งนี้เกิดขึ้นรอบด้านในทุกสมร ภูมิ สงครามโลกครั้งที่ 3 ใกล้กว่าที่คิด เราจำเป็นต้องปรามมัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคน
  2. สงครามยูเครน-รัสเซีย ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นเรื่องที่มีเหตุผล และสงครามทุกพื้นที่ของทุกมุมโลกจะเกิดความยืดเยื้อซับซ้อนยิ่งขึ้น
  3. ภัยคุกคามสมัยใหม่ทั้งภัยการเมือง ภัยเศรษฐกิจ และภัยสิ่งแวดล้อม รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญให้ดี โดยเฉพาะที่ประชิดตัวเรามากที่สุดคือ สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่เราโดนภาษีนำเข้า 36% เราต้องปรับสมดุลทางยุทธศาสตร์ใหม่ ต้องเข้าใจเรื่องความสมดุลที่ซับซ้อน อาทิ ประเด็นการตั้งฐานทัพในไทย ถ้าจะให้สหรัฐฯ มาตั้งฐานทัพคงทำไม่ได้แน่ เพราะขัดกติกาของเรา และขัดกติกาอาเซียน ถ้าจะให้เช่าทำได้ แต่จะทำอย่างไรให้จีนเข้าใจ จึงอยากเสนอแนะว่าระหว่างนี้ ยังไม่ต้องตัดสินใจหลายเรื่องก็ได้ แต่ต้องปรับสมดุลให้ดีก่อน

ใช้ สมช.แก้ปัญหาชายแดน

“ปัญหาด้านความมั่นคง อย่าทำให้ระบบที่มีอยู่ไม่ทำงาน โดยเฉพาะสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วันนี้ระบบทุกอย่างมีอยู่แล้ว และไทยต้องประเมินใหม่ หากจะมีการรบกับกัม พูชา ทั้งทางการทูต ทางทหาร และการเมือง ต้องกระทำภายใต้ สมช.ทุกเรื่อง แต่ก็ยอมรับว่าภายใน สมช.เองก็มีปัญหามาก ตนเคยเสนอแก้ไขตั้งแต่ผมอายุ 30 ปี ตอนนี้อายุ 60 ปี ระบบยิ่งแย่กว่าเก่า ดังนั้น สมช.จะต้องมีการประชุมกันก่อนที่จะไปพูดคุย หรือเจรจากับทางกัมพูชา ไม่ใช่มอบหมายให้กองทัพบกแก้ปัญหา หรือพูดคุยเท่านั้น รวมถึงเสนอให้ไทยทบทวนเอ็มโอยู 43 เพื่อแก้ไขเป็นเอ็มโอยู 68 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปัญหาในปัจจุบัน” นายปณิธาน กล่าว“อิ๊งค์”ควรพ้นนายกฯก่อน

ส่วนนายธนพร กล่าวว่า วันนี้โจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคงคือ ต้องเอานายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งก่อน ไม่ต้องกลัวการเปลี่ยนม้ากลางศึกแล้วจะแพ้ หากเปลี่ยนนายกฯ ก็ขอให้มาตามกระบวนการ จะเป็นใครก็ได้ โจทย์นี้ต้องฝาก สว.ทุกคนด้วย กระบวนการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ว่ากันไป แต่กระบวนการยื่นอภิปรายโดยไม่ลงมติของวุฒิสภาเป็นการตรวจสอบทางการเมือง ตนทราบว่า รัฐบาลพยายามล็อบบี้ไม่ให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น แต่ถามว่า สว. จะยอมหรือไม่ ถามว่าชาวบ้านจะได้เห็นการอภิปรายนี้เมื่อไหร่

ข่าวดีสังคมปฏิเสธรัฐประหาร

“ข่าวดีในเรื่องนี้พอมีอยู่บ้าง เพราะเราไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จบด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาก็เช่นกันไม่เคยเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามครรลอง รัฐ ธรรมนูญ แม้กระทั่งวันที่เห็นการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีคำพูดที่ทำให้สังคมไม่สบายใจก็เกิดกระแสตีกลับ เพราะประชาชนไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรที่นอกเหนือจากครรลองตามรัฐธรรมนูญ ผมไม่ได้บอกว่า ผู้นำต้องมีไอคิว 180 ต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ต้องมีคุณสมบัติความไว้เนื้อเชื่อใจเขาได้ หากเกิดความไว้วางใจจากประชาชนจะทำเรื่องอื่นต่อไปได้ แต่ปัญหาคือเราสูญเสียความไว้วางใจในตัวผู้นำจริงๆ” นายธนพร กล่าว


สศก. ถอดบทเรียนปัญหาพื้นที่เพาะปลูกทับซ้อน เตรียมใช้ Machine Learning หนุนการจัดทำแผนที่เกษตรกรรม

สศก. ถอดบทเรียนปัญหาพื้นที่เพาะปลูกทับซ้อน เตรียมใช้ Machine Learning หนุนการจัดทำแผนที่เกษตรกรรม

นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่ (สศก.) มีภารกิจในการจัดทำและบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศการเกษตร ที่ผ่านมา ศูนย์สารสนเทศการเกษตร ได้ดำเนินการจัดทำแผนที่แหล่งเพาะปลูกจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศจำนวน 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว, มันสำปะหลังโรงงาน, สับปะรด, ปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยอาศัยการแปลวิเคราะห์ด้วยสายตาจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดปานกลาง (Medium Resolution Satellite Image) จากกลุ่มดาวเทียม Sentinel-2 และ Landsat 8-9 OLI/ TIRS เพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความแม่นยำสูง สำหรับนำมาจัดทำแผนที่แหล่งเพาะปลูกที่มีความเป็นเอกภาพ สอดคล้องกัน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา (สศก.) ได้ดำเนินการแปลวิเคราะห์พื้นที่เพาะปลูกเป็นการดำเนินงานแยกรายสินค้าพืช เพื่อให้ทราบขนาดเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่ยืนต้นของพืชแต่ละชนิด ซึ่งจากการรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ 5 ชนิด โดยใช้ภาพถ่ายดาว เทียมในปี 2567 พบว่า ผลการแปลและวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมในพืชแต่ละชนิด มีการแปลพื้นที่เพาะปลูกของพืชเหล่านี้ที่ซ้อนทับกันมากกว่า 1 ล้านไร่ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางด้านรายละเอียดเชิงพื้นที่และรายละเอียดเชิงคลื่นของภาพถ่ายดาวเทียม จึงทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของผลการแปล ทาง สศก. จึงจำเป็นต้องลงพื้นที่ตรวจสอบและสำรวจจริง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงให้ถูกต้อง ชัดเจน และไม่ซ้ำซ้อนกัน และจะนำข้อผิดพลาดนี้มาถอดบทเรียน (Lesson learned) ในกระบวนการจัดทำข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายว่าจะใช้แบบจำลอง Machine Learning (ML) มาช่วยวิเคราะห์และจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเป็นระบบ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ศูนย์สารสนเทศการเกษตร ได้ลงพื้นที่สำรวจในจังหวัดฉะเชิงเทรา, ปราจีน บุรี และสระแก้ว ระหว่างวันที่ 19-23 พฤษภาคม 2568 เก็บตัวอย่างแปลงเพาะปลูกจำนวน 300 แปลง โดยมุ่งเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่มีผลการแปลวิเคราะห์เนื้อที่เพาะปลูกทับซ้อนกัน และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับเทคโนโลยีดัชนีพืชพรรณ (Vegetation Index) 4 วิธี ได้แก่ ดัชนีความแตกต่างของพืชพรรณแบบนอร์มอลไลซ์ (Normalized Difference Vegetation Index: NDVI), ดัชนีพืชพรรณปรับแก้หน้าดิน (Soil-Adjusted Vegetation Index: SAVI), ดัชนีความแตกต่างในช่วงขอบความยาวคลื่นสีแดงแบบนอร์มอลไลซ์ (Normalized Difference Red Edge: NDRE) และดัชนีปริมาณคลอโรฟิลด์ (Chlorophyll Index: CHI) ซึ่งใช้วัดปริมาณคลอโรฟิลล์ในใบพืชและคุณลักษณะการสะท้อนแสงเชิงคลื่นของใบ เพื่อดูว่าแปลงนั้นปลูกพืชอะไรอยู่ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่สำรวจได้ มาแบ่งเป็นชุดข้อมูลฝึกหัดและทดสอบ เพื่อฝึกแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เรียกว่า XGBoost ให้สามารถวิเคราะห์และแยกประเภทการใช้ประโยชน์พื้นที่ได้อัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการแปลและวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมผิดพลาด อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดพื้นที่ทับซ้อนของเนื้อที่เพาะปลูกพืชแต่ละชนิดได้

ผลการทดลองพบว่า แบบจำลองดังกล่าวสามารถทำนายประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้ถูกต้องประมาณร้อยละ 55 ตัวอย่าง กล่าวคือ หากเกิดปัญหาผลการแปลพื้นที่เพาะปลูกของพืชทับซ้อนกันจำนวน 100 แปลง แบบจำลองนี้ จะสามารถทำนายการใช้ประโยชน์ที่ดินที่แท้จริงของบริเวณดังกล่าวได้ถูกต้องถึง 55 แปลง ซึ่งแม้ยังไม่แม่นยำมาก แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาต่อไป อย่างไรก็ตาม ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเก็บตัวอย่างในแปลงที่เพิ่งเริ่มปลูก ซึ่งต้นพืชยังเล็ก มีจำนวนใบน้อย ทำให้การสะท้อนแสงเชิงคลื่นจากพื้นดินรบกวนการประมวลผล ดังนั้น สศก. จะมีการปรับปรุงและคัดเลือกแปลงที่ต้นพืชเติบโตเต็มที่ เพื่อให้การวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียมมีความแม่นยำมากขึ้น และนำไปใช้ประกอบการวางแผนด้านการเกษตรของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน”

อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินโครงการ “ครอบ ครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน”

วันที่ 15 ก.ค.2568 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 เปิดเผยว่า พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย คุณอาภิพร ชูวงศ์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม และติดตามผลการดำเนินโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” (ด้านเด็กพิเศษ) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนครอบครัวข้าราชการตำรวจที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษ ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี และได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มุ่งส่งเสริมสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือให้กับเด็กพิเศษ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

โดยมี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1., พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, คุณณัฐวดี เอี่ยมวงศ์ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1, พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช. ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ, พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ. จ.ชัยนาท, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1, คณะแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้การต้อนรับ ณ ตำรวจภูธรภาค 1


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วัดหลวงพ่อห้ามจน สวดเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีสามีจิกรรม

เพชรบูรณ์ – วัดหลวงพ่อห้ามจน สวดเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีสามีจิกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดใหม่สามัคคี (หนองโสน) หรือเรียกกันจนติดปากว่าวัด “หลวงพ่อห้ามจน” ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลห้วยโป่ง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พุทธศาสนิกชน ชาวบ้าน ตลอดจนนักท่องเที่ยว ต่างเดินทางไปยังวัดแห่งนี้ เพื่อกราบไหว้ ขอพร ต่อองค์ “หลวงพ่อห้ามจน” ด้วยความศรัทธา พร้อมทั้งถือฤกษ์งามยามดีในวันนี้ เข้าร่วมพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ โดยมี พระพรหมวชิรานุวัตร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข วรวิหาร กทม. เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กล่าวให้โอวาท คติธรรม มีพระครูอุปถัมภ์พัชรากร เจ้าคณะตำบลนาเฉลียง – เจ้าอาวาสวัดใหม่สามัคคี, พระครูปลัดปริยัติวัฒน์ หรือพระครูโอม ประธานสงฆ์วัดใหม่สามัคคี – ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง พร้อมคณะสงฆ์ร่วมทำพิธีสามีจิกรรม โดยมีนายสรวิชญ์ ยะตั๋น ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 บ้านใหม่สามัคคี ต.ห้วยโป่ง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ในโอกาสเดียวกันนี้ พระพรหมวชิรานุวัตร ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3 เจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุข วรวิหาร กทม. ได้เมตตาจุดธูปเสี่ยงทายหลังเสร็จสิ้นพิธี ซึ่งผู้เข้าร่วมงาน ก็ต่างไม่พลาด นั่งเฝ้ารอตัวเลขปรากฎขึ้นมาทีละตัวจนครบ ได้เลข 8 6 4 เตรียมนำไปเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง ตามความเชื่อต่อไป

สำหรับ “หลวงพ่อห้ามจน” เป็นพระพุทธรูปที่ช่างพม่า แกะสลักขึ้นมาจากกิ่งไม้ยืนต้นตายพราย โดยชาวบ้านเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่ขัดสนเรื่องเงินทอง หรือติดขัดสิ่งใด หากไปขอพรก็จะได้สมความปรารถนา จนได้ชื่อว่า “หลวงพ่อห้ามจน” ทำให้มีผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา ต่างเดินทางมากราบไหว้ ขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย

ทั้งนี้ พระครูปลัดปริยัติวัฒน์ หรือพระครูโอม ยังได้ฝากบอกบุญไปยังพุทธศาสนิกชน และผู้ใจบุญทั้งหลาย เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้ผู้ที่เดินทางมาวัด ไม่สามารถนำรถไปจอดตรงลานดินหน้าวัดได้ จึงฝากบอกบุญไปยังผู้มีจิตศรัทธา สามารถนำหินคลุกมาร่วมบริจาคทำบุญ โดยติดต่อประสานมายังทางวัดใหม่สามัคคี (หนองโสน) ได้โดยตรง


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สภากาชาดไทยเปิด โครงการชุดธารน้ำใจ

สภากาชาดไทย ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงมหาดไทย จัดพิธีเปิดการอบรม Application พ้นภัย เพื่อยกระดับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ให้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในจังหวัดพระนครศรี อยุธยา ได้นำไปใช้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที

โดยมี พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เป็นประธาน พร้อมด้วย คุณวัชระ กระแสฉัตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, นายแพทย์พิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย, คุณวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระ นครศรีอยุธยา, คุณสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรี อยุธยา, คุณนครินทร์ อาจหาญ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ดร. สมพล รัชตพิมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค, คุณเดชาธร เชาว์เลขา ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, คุณฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, คุณอมรรัตน์ กรึงไกร นายอำเภอพระนครศรีอยุธยา และกลุ่มโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อสม., องค์กรเครือข่าย ร่วมงานกว่า 1,000 คน ณ ชั้น 2 The Hall ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

สันดานโจรแก้ไม่หาย รวบ ”ไอ้ดุ่ย” หัวขโมยประจำหมู่บ้าน ลักสายไฟซื้อยาบ้าเสพ จนมุมเพราะวงจรปิดล็อกใบหน้าชัด อ้างหมั่นไส้เจ้าของบ้าน

นครพนม – สันดานโจรแก้ไม่หาย รวบ ”ไอ้ดุ่ย” หัวขโมยประจำหมู่บ้าน ลักสายไฟซื้อยาบ้าเสพ จนมุมเพราะวงจรปิดล็อกใบหน้าชัด อ้างหมั่นไส้เจ้าของบ้าน

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณเที่ยงเศษ พ.ต.ต.ศักดา ต้นจันทร์ สวป.สภ.เมืองนครพนม นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 164/1 หมู่ 9 บ้านดอนม่วง ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม เพื่อขอตรวจค้นและจับกุมตัวนายทศพล ศิลาชัย หรือดุ่ย อายุ 37 ปี ตามหลักฐานจากกล้องวงจรปิดของผู้เสียหาย ที่นำไปแจ้งความกับ ร.ต.อ. ชนุตร์ ภูเทียมศรี รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา กรณีมีคนร้ายเข้าไปลักลอบสายไฟในบ้านเลขที่ 240 หมู่ 9 บ้านดอนม่วง ต.บ้านผึ้ง โดยวงจรปิดบันทึกหน้าคนร้ายได้อย่างชัดเจน

ในเบื้องต้นนายดุ่ยไม่ยอมรับว่าเป็นคนร้าย เพราะยังไม่รู้ว่ามีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด แต่มีท่าทีพิรุธ แสดงอาการตื่นเต้น ตกใจ ตัวสั่น ลุกลี้ลุกลนอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้น แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายภายในบ้าน แต่นายดุ่ยก็ยังไม่หายสั่น และยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้ามา 2 เม็ด ตอนนี้ยากำลังดีดมือไม้จึงอยู่ไม่สุข เจ้าหน้าที่จึงนำตัวไปยัง สภ.เมืองนครพนม เพื่อสอบสวนขยายผล พร้อมเปิดหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ขณะนายดุ่ยเสื้อยืดแขนสั้นลายดอกสีขาว-ดำ และสวมรองเท้าบู๊ต ขณะเข้าไปก่อเหตุในบ้านเลขที่ดังกล่าว จึงเจอทางตันยอมรับสารภาพเพราะหลักฐานมัดแน่น

นายดุ่ยเล่าว่า เหตุที่เข้าไปลักตัดสายไฟในบ้านหลังนั้น เพราะหมั่นไส้เจ้าของบ้านที่ชอบดุด่า ซึ่งในวันและเวลาดังกล่าวจึงย่องเข้าไปภายในบ้าน เห็นกล้องวงจรปิดส่องมาที่หน้าตนเต็มๆ จึงใช้ไม้ไผ่ดันตัวกล้องให้หันไปทางอื่น แต่หารู้ไม่ว่ากล้องได้บันทึกใบหน้าขณะนั้นได้เต็มๆ จึงกลายเป็นหลักฐานมัดจนดิ้นไม่หลุด โดยนายดุ่ยดึงสายไฟที่เดินอยู่รอบบ้านได้ประมาณ 30 เมตร แล้วมานั่งปอกเปลือกหุ้มสายไฟอย่างใจเย็น ลอกเอาทองแดงไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่าได้เงินมา 350 บาท เอาไปซื้อยาบ้าในราคาเม็ดละ 50 บาท มาเสพจนหมด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายดุ่ยผู้ต้องหา ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ในการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายนัฐพล โชครัตนสูงเนิน อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 240 หมู่ 9 บ้านดอนม่วง ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ. ชนุตร์ ภูเทียมศรี รอง สารวัตรสอบสวนสภ.หนองบ่อ อ.นาแก จ.นครพนม ช่วยราชการ สภ.เมืองนครพนม ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 เวลาประมาณ 16.14 น. มีชายไม่ทราบชื่อย่องเข้ามาภายในบริเวณบ้านของตน และแกะเอาสายไฟที่เดินไว้ประมาณ 30 เมตร เมื่อกลับเข้าบ้านพบเปลือกสายไฟกองอยู่ ทำให้ได้รับความเสียหาย หลังรับแจ้งเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามได้ลงพื้นที่ เพื่อหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในที่เกิดเหตุ

ซึ่งจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ สามารถจับภาพใบหน้าคนร้าย รวมถึงลักษณะการแต่งกายได้อย่างชัดเจน จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน โดยเจ้าของบ้านยืนยันว่าคนร้ายที่ลง มือก่อเหตุลักทรัพย์ในครั้งนี้คือ นายทศพล ศิลาชัย หรือดุ่ย อายุ 37 ปี ซึ่งมีบ้านอยู่ไม่ห่างกันนัก และจากการสอบสวนคนในพื้นที่ ทำให้ทราบว่านายดุ่ยจะมีนิสัยชอบลักขโมยของผู้อื่นในละแวกนั้นอยู่เป็นประจำ แต่หลังก่อเหตุได้หายไปจากหมู่บ้าน กระทั่งวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายดุ่ยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 100 ไอ สีขาว-ม่วง ทะเบียน 1 กก 8921 นครพนม กลับเข้ามาในหมู่บ้าน หลังจากหายหน้าหายตาไปถึงครึ่งเดือน โดยไปนอนเล่นอย่างสบายอารมณ์อยู่ในเปลญวนใต้ถุนบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัวดังกล่าว

นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม พบว่านายดุ่ยไม่ธรรมดาจริงๆ ในปี 2563 ถูกจับกุมในข้อหาครอบครองและจำหน่ายยาบ้าจำนวน 300 เม็ด เพิ่งพ้นโทษออกมาได้ประมาณ 2 ปี ก็ไม่ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่ข้าวของชาวบ้านในละแวกนั้นหายเป็นประจำ เชื่อว่านายดุ่ยเป็นหัวขโมยลักไปขาย เพื่อซื้อยาบ้ามาเสพ แต่ไม่มีหลักฐานจับให้มั่นคั้นให้ตาย กระทั่งอาศัยช่วงจังหวะเจ้าของบ้านเลขที่ 240 หมู่ 9 ไม่อยู่ออกไปทำธุระ จึงลอบเข้ามาตัดสายไฟแล้วนั่งปอกอย่างใจเย็นในบริเวณบ้าน ทิ้งเป็นหลักฐานให้เจ้าของบ้านเจ็บใจ โดยหลังก่อเหตุได้หายไปจากชุมชน และอ้างว่าไปรับจ้างดำนาที่หมู่บ้านข้างเคียง ก่อนจะกลับเข้าบ้านเพราะคิดว่าไม่มีเจ้าทุกข์ไปแจ้งความ จึงถูกเจ้าหน้าที่รวบตัวได้ดังกล่าว


ภาพถ่าย เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ ฟร้อง สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยตามหาวุ่น!! พบอีกที เป็นศพกลางร่องป่า

อุทัยธานี – กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยตามหาวุ่น!! หลังป้าเศร้าสามีหายตัวไป7วัน ก่อนมีคนแจ้งสามีนอนเปลือยกาย เป็นศพกลางร่องป่า

เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 15 ก.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานที่สภ.ลานสัก หลังได้รับแจ้งจากนายอนุพันธ์ สารสุวรรณ กำนันตำบลระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พร้อมผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ต.ระบำ อ.ลานสักจ.อุทัยธานี ได้พาลูกบ้านชื่อนางจันทร์หอม อายุ 68 ปี มาติดตามสามีผู้สูญหายเป็นชายชื่อนายบุญเลี้ยง เพียจันทร์ อายุ 62 ปี ม.9 ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้ขับรถจยย.พ่วงข้าง ใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียวไม่สวมเสื้อ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 09 ก.ค.68 นานถึง 7 วัน เพื่อติดตามขอความช่วยเหลือที่สภ.ลานสัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ทางชาวบ้านได้ร่วมกันออกตามหา แต่ก็ยังไม่พบเจอตัว จึงได้ประกาศออกตามหาทางโซเชียล เนื่องจากผู้สูญหายมีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดัน เส้นเลือดในสมองตีบ และมีอาการหลงๆลืมๆ

ล่าสุดระหว่างนางจันทร์หอม ภรรยาผู้สูญหาย ได้ให้สัมภาษณ์สื่ออยู่ที่หน้าโรงพัก จู่ๆ ได้มีเสียงปลายสาย เป็นชาวบ้านได้โทรมาแจ้งข่าว ว่าได้พบรถจยย.ของผู้สูญหาย เสียหลักคาร่องป่าในชุมชนเขตติดต่อกับจ.นครสวรรค์ พบผู้สูญหายนอนเปลือยกายเสียชีวิตห่างจากจุดจยย.ของผู้สูญหายประมาณ 5 เมตร พบบาดแผลมีรอยถลอกอยู่ที่ขาบนด้านขวา และบริเวณหน้าอกข้างซ้าย ใกล้กับจุดพบรถจยย.ของผู้ตายจอดเสียหลักตกลงร่อง พร้อมกางเกงของผู้ตายถูกถอดออก ใกล้กัน ที่ป่าชุมชนบ้านเขาแหลม หมู่ 7 ต.แม่เปิน อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ซึ่งห่างจากจ.อุทัยธานี ประมาณ 4-5 กิโลเมตร จึงได้ประสานจนท.ตำรวจสภ.แม่เปิน พร้อมแพทย์เวร มาตรวจสอบร่างของผู้ตายและในที่เกิดเหตุ เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจของญาติๆ ที่มารับร่าง

เบื้องต้นจากการพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิต ไม่พบร่องรอยของการต่อสู้ พบเพียงรอยแผลถลอกของร่างกายผู้เสียชีวิตเองที่ประสบอุบัติเหตุ และขณะนั้นไม่มีคนพบเห็น บวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว จนทำให้เสียชีวิต คาดว่าผู้ตายเสียชีวิตมาประมาณ 2 วัน ทั้งนี้ทางญาติๆของผู้เสียชีวิต ไม่ติดใจสาเหตุการตาย จึงได้ให้นำศพไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

เจ๊เอ๋มามู ขอพร “หลวงพ่อสนิท” อาบน้ำรูปปั้นจระเข้ พร้อมโชว์เลขเด็ดเสี่ยงโชคงวดนี้

นครนายก – เจ๊เอ๋มามู ขอพร ”หลวงพ่อสนิท“ อาบน้ำรูปปั้นจระเข้ พร้อมโชว์เลขเด็ดเสี่ยงโชคงวดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่วัดลำบัวลอย ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก ได้มีนักท่องเที่ยวสายบุญหลั่งไหลมากราบไหว้ ขอพร “หลวงพ่อสนิท ยสินธโร” อดีตเจ้าอาวาสวัดลำบัวลอย อดีตพระเกจิดัง และมารอต่อแถวเพื่ออาบน้ำรูปปั้นจระเข้ ที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ จากนั้น ผู้สื่อข่าว ได้พบกับเจ๊เอ๋ คิตตี้ เจ้าหนี้ใจดี จ.สระบุรี ที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูฯ คอยช่วยเหลือสังคม มาพร้อมกับคณะมาไหว้ ขอพร “หลวงพ่อสนิท” และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดลำบัวลอย ซึ่งเจ๊เอ๋ คิตตี้ ได้เข้าสักการะปิดทององค์รูปเหมือน“หลวงพ่อสนิท” และไม่พลาดล้วงไหให้เลขเด็ดน้องๆที่มาด้วยกัน ได้เลข 370 แต่เจ๊เอ๋เรียงเลขกลับกันเป็นเลข 073 และก็ยังเขย่าเซียมซีได้เลข 15 จากนั้น เจ๊เอ๋ คิตตี้ ได้ต่อแถวอาบน้ำรูปปั้นจระเข้ ระหว่างถูๆขัดๆรูปปั้นจระเข้ เจ๊เอ๋ก็ได้อธิฐานขอให้มีสุขภาพแข็งแรง จะได้มีแรงทำความดีต่อไป ขอให้ช่วยเปิดสมองให้ลูกพบเจอแต่สิ่งดีๆ ขอให้มีโชคมีลาภจะได้ช่วยเหลือคนอีกต่อไปน๊า

ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถาม เจ๊เอ๋ คิตตี้ เล่าว่า ตนพร้อมคณะมาลงเคสช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง จำนวน 3 ราย ในพื้นที่ ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก ก็เลยพากันมาไหว้สักการะหลวงพ่อสนิท สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก น้องๆก็ไม่เคยมา ไหนๆก็มาแล้วก็เลยขอโชคกับหลวงพ่อสนิท ด้วยการล้วงไหได้เลข 370 และเขย่าเซียมซีได้เลข 15 ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้ ช่วยให้โชค ให้ลาภ น้องๆทุกคนที่อยู่ในที่นี้ด้วยเทอญ จากนั้นเจ๊เอ๋ไม่รอช้า เดินไปที่แผงขายลอตเตอรี่หาซื้อเลขที่ตัวเองล้วงไหได้ คือเลข 70 กับ 15 เรียกได้ว่ามีกี่ใบเจ๊เอ๋เหมาหมด และแจกให้กับน้องๆที่มาด้วยกัน แบ่งกันรวยถ้ามีโชคก็จะรวยด้วยกัน


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวรายงาน/รายงาน

แพทย์ทหารย้ำเตือน “โรคมือเท้าปากระบาดช่วงหน้าฝน”

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า โรคมือเท้าปาก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่พบการระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนของทุกปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ เอ็นเทอโรไวรัส คอกแซคกี้ไวรัส เอ็กโคไวรัส ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการสมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอาจทำให้เด็กเสียชีวิต มักเกิดจากเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) มักพบการระบาดในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็กชุมชน โรงเรียน และในชุมชน การแพร่เชื้อเกิดได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก หรือน้ำตุ่มพองจากแผลของผู้ป่วย ซึ่งเชื้อไวรัสสามารถปนเปื้อนอยู่บนของเล่น เสื้อผ้า ภาชนะที่ใช้ร่วมกัน และพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อย เช่น ลูกบิดประตูหรือราวจับ สาเหตุที่พบการระบาดในกลุ่มเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กวัยนี้มักชอบเล่นของเล่นร่วมกัน หยิบของเข้าปาก หรือใช้มือจับปาก จมูก ตา ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

สำหรับสถานการณ์โรคมือเท้าปาก ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 มีรายงานผู้ป่วยสะสม 24,008 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ เด็กแรกเกิดถึง 4 ปี จำนวน 17,739 ราย ซึ่งมีมากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั้งหมด รองลงมา คือ กลุ่มเด็กอายุ 5 – 9 ปี (ร้อยละ 22.0) และกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี (ร้อยละ 2.5) ตามลำดับ

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร มีความห่วงใยจากภัยดังกล่าว ต่อบุตรหลานของข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงขอแนะนำให้ผู้ปกครองหมั่นสังเกตอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากมีอาการไข้ ร่วมกับมีแผลหรือจุดแดงในช่องปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น เด็กเล็กมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหลหรือบ่นเจ็บปาก ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก ในกรณีที่อาการรุนแรง อาจพบไข้สูงผิดปกติ รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก ซึมลง อาจมีอาการชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย หากพบอาการเหล่านี้ ควรพาบุตรหลานไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม สำหรับการป้องกันโรค ขอแนะนำให้ผู้ปกครองควรหมั่นสอนให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ เนื่องจากเจลแอลกอฮอล์ไม่สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้ หมั่นทำความสะอาดของเล่น และของใช้ของบุตรหลานเมื่อกลับจากโรงเรียน หรือหลังจากพาไปสถานที่ที่มีคนหมู่มาก และสุดท้ายควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม”

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส


ขอเชิญชวนติดตาม Social Media (เพจ Facebook) ชมรมทหารกองหนุน ในพื้นที่ภาคเหนือ

ขอเชิญชวนติดตาม Social Media (เพจ Facebook) ชมรมทหารกองหนุน ในพื้นที่ภาคเหนือ

ตามที่กองทัพบก ให้ดำเนินการจัดตั้งชมรมทหารกองหนุนในพื้นที่แต่ละจังหวัด โดยให้มณ ฑลทหารบกในแต่ละพื้นที่ เป็นหน่วยอำนวยการ ประสานงาน กำกับดูแล และสนับสนุนสิทธิต่างๆ ของชมรมทหารกองหนุน นั้น

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 จึงให้ มณฑลทหารบกที่ 31 – 310 จัดตั้ง Social Media (เพจ Facebook) ชมรมทหารกองหนุนของแต่ละจังหวัด ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ขึ้น เพื่อการรับรู้กิจกรรมสารนิเทศ รวมทั้งข้อมูลประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ให้แก่ชมรมทหารกองหนุนได้รับทราบ โดยใช้ชื่อเพจ และ Link ดังนี้.-

  1. มณฑลทหารบกที่ 31 : ทหารกองหนุน มณฑลทหารบกที่ 31 (พื้นที่จังหวัดนคร สวรรค์, จังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดกำแพงเพชร) Link : https://www.facebook.com/share/17oohRMgrJ/
  2. มณฑลทหารบกที่ 32 : สมาคมทหารกองหนุนจังหวัดลำปาง (พื้นที่จังหวัดลำปาง) Link : https://www.facebook.com/share/1Bs8AozB2H/mibextid=wwXIfr
  3. มณฑลทหารบกที่ 33 : ชมรมทหารกองหนุน มทบ.33 (พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดลำพูน) Link : https://www.facebook.com/profile.php?id=61575513486194
  4. มณฑลทหารบกที่ 34 : ชมรมทหารกองหนุน มทบ.34 (พื้นที่จังหวัดพะเยา) Link : https://www.facebook.com/profile.php?id=61575633248753
  5. มณฑลทหารบกที่ 35 : ชมรมทหารกองหนุน มทบ.35 (พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดแพร่) Link : https://www.facebook.com/profile.php id=61575804339182
  6. มณฑลทหารบกที่ 36 : ชมรมทหารกองหนุน มทบ.36 (พื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิจิตร) Link : https://www.facebook.com/profile.php?id=61575607322573
  7. มณฑลทหารบกที่ 37 : ชมรมทหารกองหนุน มทบ.37 37 (พื้นที่จังหวัดเชียงราย)
    Link : https://www.facebook.com/share/1BfobAgSdg/?mibextid = wwXIfr
  8. มณฑลทหารบกที่ 38 : ชมรมทหารกองหนุน มทบ.38 (พื้นที่จังหวัดน่าน)
    Link : https://www.facebook.com/share/15DaQLeTsE/?mibextid= wwXIfr
  9. มณฑลทหารบกที่ 39 : ชมรมทหารกองหนุน มทบ.39 (พื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดสุโขทัย)
    Link : https://www.facebook.com/profile.php?id=61575894147162
  10. มณฑลทหารบกที่ 310 : ศูนย์ประสานงานชมรมทหารกองหนุนจังหวัดตาก – มณฑลทหารบกที่ 310
    Link : https://www.facebook.com/share/1Aosw92tbC/?mibextid= wwXIfr

กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนทหารกองหนุน รวมทั้งพี่น้องประชาชนทุกท่านที่มีความสนใจ ติดตามผ่านช่องทางเพจ Facebook ได้ทั้ง 10 มณฑลทหารบก ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อการรับรู้กิจกรรมสารนิเทศ รวมทั้งข้อมูลประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ให้แก่ชมรมทหารกองหนุนได้รับทราบต่อไป

น้องประชาชนทุกท่านที่มีความสนใจ ติดตามผ่านช่องทางเพจ Facebook ได้ทั้ง 10 มณฑลทหารบก ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อการรับรู้กิจกรรมสารนิเทศ รวมทั้งข้อมูลประชาสัมพันธ์ข่าวสาร และสิทธิประโยชน์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ให้แก่ชมรมทหารกองหนุนได้รับทราบต่อไป