สวทช. ผนึกพันธมิตรรวม 10 หน่วยงาน ร่วมมือพัฒนา “ฐานข้อมูลและตัวชี้วัด” หนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นำไทยสู่ Net Zero แข่งขันเวทีโลก

สวทช. ผนึกพันธมิตรรวม 10 หน่วยงาน ร่วมมือพัฒนา “ฐานข้อมูลและตัวชี้วัด” หนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ นำไทยสู่ Net Zero แข่งขันเวทีโลก

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ : ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกข้อตกลง “ความร่วมมือการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์ บอนต่ำ” ร่วมกับผู้บริหารจาก 9 หน่วยงาน ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.),นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.),นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.),ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.), นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.),นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.),นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหารสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวด ล้อมไทย (มสท.)

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า (สวทช.) เป็นขุมพลังหลักของประเทศในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งของงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์สำคัญของประเทศ ดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด “S&T Implementation for Sustainable Thailand” โดยมีสถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ภายใต้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) (สวทช.) เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนแผนงาน “การพัฒนาตัวชี้วัดและฐานข้อมูลด้าน CO2, CE, SDGs เพื่อการค้าและความยั่งยืน” มีบทบาทด้านการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเรือนกระจก (GHGs) เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี พ.ศ.2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ.2593

“การลงนามความร่วมมือในวันนี้ (สวทช.) จะมีบทบาทเป็นเลขานุการเครือข่ายร่วมกับ (สอวช.) และเป็นหน่วยงานวิจัยที่ร่วมดำเนินงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดทำฐานข้อมูล และตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สำคัญต่อประเทศ สนับ สนุนกระบวนการทำงานและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตลอดจนร่วมผลักดันโจทย์วิจัยที่เกี่ยวข้องและร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นของสมาชิกเครือข่ายฯ เพื่อให้สามารถผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมก้าวไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าว

นางสาววรรณภา คล้ายสวน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสร้างความร่วมมือวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศ ที่สามารถนำไปใช้ในการประเมินระดับการพัฒนาของประเทศ โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ เช่น ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ถูกกำหนดเป้าหมายไว้ในหมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 อีกทั้งเป็นการตอบสนองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น มาตรการของสหภาพยุโรป CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ดังนั้นการมีข้อมูลและตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้ภาครัฐสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพ

รองศาสตราจารย์ วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า (สอวช.) มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการพัฒนาตัวชี้วัดเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (Green Enterprise Indicator,GEl) ซึ่งสอดรับกับความร่วมมือระหว่าง 10 หน่วยงานในวันนี้ โดยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศต่อไป โดยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเรือธงของยุทธศาสตร์ (สอวช.) ที่ตั้งเป้าหมายสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (มสท.) กล่าวว่า (มสท.) จะร่วมสนับสนุนและเสนอแนะข้อมูลความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเศรษฐกิจการค้าและความยั่งยืน พร้อมเสนอโจทย์งานวิจัยและพัฒนานวัต กรรมด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้คำปรึกษาทางวิชาการ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเสริมกับศักยภาพของ (สวทช.) ในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การลดคาร์ บอนในภาคส่วนต่างๆ จะช่วยยกระดับการใช้ฐานข้อมูลและองค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการกำหนดนโยบาย และการผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กล่าวว่า (สผ.) มีภารกิจจัดทำนโยบาย แผน มาตรการ กลไก รวมถึงการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติบนพื้นฐานบูรณาการข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับฐานข้อมูลและตัวชี้วัด ความร่วมมือในวันนี้จะเป็นการวางรากฐานเพื่อการขับเคลื่อนประเทศที่สอดรับทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเป้าหมายสากลให้เป็นหนึ่งเดียวกัน นำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหารสถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า (ส.อ.ท.) จะมีบทบาทในการสนับสนุนข้อมูลความต้องการและความเร่งด่วนของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ เสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของไทย และให้การสนับสนุนทั้งด้านความร่วมมือและองค์ความรู้จากเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาว รวมถึงเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า (กสอ.) มีบทบาทในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs จึงให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมขีดความสามารถทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่งเสริมให้ SMEs นำแนวคิด BCG มาปรับใช้ในธุรกิจ พร้อมส่งเสริมด้านการปรับปรุงกระบวนปารผลิตและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามแนวทางอุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยึดมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมโดยรอบ นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการลดก๊าซเรือนกระจก สู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม

นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานกลางด้านสถิติของประเทศ จะร่วมพัฒนาและบริหารจัดการฐานข้อมูลและตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการสร้างสถิติทางการที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการติดตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในระดับชาติและสากล (สสช.) จะเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพในอนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหา ชน) กล่าวว่า (อบก.) เป็นหน่วยงานรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามมาตรฐานสากล มีบทบาทสำคัญในการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งในการลงนามครั้งนี้ อบก. จะร่วมบริหารจัดการเครือข่าย ให้คำแนะนำการจัดทำข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับบริบทไทย และสนับสนุนกิจกรรมของภาคีเครือข่าย เพื่อให้รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความน่าเชื่อถือ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ มุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2065

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานหลักด้านนโยบายและมาตรการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมลงนาม MOU พัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจคาร์ บอนต่ำ และมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำเชิงนโยบาย เสนอโจทย์วิจัยและเทคโนโลยี รวมถึงสนับสนุนการจัดทำข้อมูลและงบประมาณ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และขับเคลื่อนสู่เป้าหมายความยั่งยืนระดับโลก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“คู่มือครูความเป็นกลางทางคาร์บอน” จุดเริ่มต้นของห้องเรียนสู่การเปลี่ยนแปลงโลก

“คู่มือครูความเป็นกลางทางคาร์บอน” จุดเริ่มต้นของห้องเรียนสู่การเปลี่ยนแปลงโลก

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานแนะนำการใช้ “คู่มือครูความเป็นกลางทางคาร์บอน” อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งครู ผู้บริหารโรงเรียน บุคลากรทางวิชา การ และตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและร่วมขับเคลื่อนความรู้ด้านความเป็นกลางทางคาร์บอนสู่ระบบการศึกษาไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ในพิธีเปิด รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต คณบดีคณะสิ่งแวดล้อมฯ เปิดเผยถึงเป้าหมายของคู่มือฯ ว่า ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเรียนทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนครูในการเปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนในการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง “เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย” ได้ขับเคลื่อนแนวคิดความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการ Carbon Neutrality Campus (CNC) ซึ่งริเริ่มโดยคณะสิ่งแวดล้อมฯ ด้วยทุนสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ (Joint Unit) มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับความร่วมมือจากองค์กรระดับนานาชาติ ได้แก่ ได้แก่ UNESCAP และ Shanghai Jiao Tong University โดยปัจจุบันมีเครือข่ายร่วมมือจากกว่า 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ล่าสุด โครงการ CNC ได้ขยายผลลงสู่ระดับโรงเรียน ด้วยความเชื่อมั่นว่าเยาวชนคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในระยะยาว และการเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความเป็นกลางทางคาร์บอน ควรเริ่มตั้งแต่วัยเรียน โดย “คู่มือครูความเป็นกลางทางคาร์บอน” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนด้านนี้อย่างเป็นระบบและเข้าใจง่าย คู่มือฯ ฉบับนี้ประกอบด้วยเนื้อหาครอบคลุม 8 บทเรียนสำคัญ ได้แก่ ความยั่งยืนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs),การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ,ก๊าซเรือนกระจก,แนวคิดวัฏจักรชีวิต,คาร์บอนฟุตพริ้นท์,การดูดกลับก๊าซเรือนกระจก,การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยภายในคู่มือมีรายละเอียดที่ช่วยให้ครูสามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น จุดประสงค์ของบทเรียน สาระสำคัญ แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตัวอย่างกิจกรรม แบบทดสอบ และแนวทางการวัดและประเมินผล พร้อมแหล่งอ้างอิงและช่องทางสำหรับการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติม

ในช่วงท้ายของงาน คณะผู้จัดได้เชิญชวนโรงเรียนเครือข่ายทุกแห่งร่วมกันสะท้อนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ หรือแบ่งปันภาพกิจกรรมที่ใช้คู่มือฉบับนี้ รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้แก่โรงเรียนอื่นๆ ในเครือข่ายที่ต้องการเริ่มต้นแนวทางเดียวกัน พร้อมกันนี้ ได้มีการประกาศแนวคิด “School Living Lab” ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการสร้างพื้นที่เรียนรู้และทดลองแนวทางการลดคาร์บอนในระดับโรงเรียน โดยมีแผนที่จะจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเยี่ยมชมโรงเรียนต้นแบบ ร่วมกับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคตอันใกล้นี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามความก้าวหน้าโครงการแผนมุ่งเป้า ววน. นำโมเดลชุมชนนวัตกรเข้มแข็งรับมืออุทกภัย ณ ต.แม่ข้าวต้ม จ.เชียงราย

วช. ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ติดตามความก้าวหน้าโครงการแผนมุ่งเป้า ววน. นำโมเดลชุมชนนวัตกรเข้มแข็งรับมืออุทกภัย ณ ต.แม่ข้าวต้ม จ.เชียงราย

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) พร้อมด้วยคณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก (วช.) นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตำบลแม่ข้าวต้ม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามผลสำเร็จ “โครงการนวัตกรรมกระบวนการชุมชนในการวางแผนรับมือวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” โดย ผศ. ดร. จักรกฤษณ์ คณารีย์ จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยคณะนักวิจัยในพื้นที่ โดยมี นายบุรพล มุ้งทอง ปลัดอำเภอเมืองเชียงราย นายเพียร กันติ๊บ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ข้าวต้ม ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ตำบลแม่ข้าวต้ม เข้าร่วมให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงพื้นที่ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายในการผลักดันองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับพื้นที่ ผ่านความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและชุมชน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อขับเคลื่อนโครงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนให้สามารถวางแผนและรับมือกับวิกฤตอุทกภัยอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับครัวเรือนและระดับหมู่บ้าน โดยผสานองค์ความรู้ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม เป็นผู้นำชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น หรือภาคประชาสังคม โครงการนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญที่สะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งด้านการจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อรับมือกับภาวะวิกฤตน้ำท่วมอย่างยั่งยืน นำไปสู่การพัฒนาชุมชนที่เข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ คณารีย์ จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายในทุกระดับ ทั้งเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ ‘น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง’ ตามนโยบายสำคัญของกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นใน 10 จังหวัดเป้าหมาย ซึ่งเชียงรายเป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม โดยโครงการนวัตกรรมกระบวนการชุมชนในการวางแผนรับมือวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เป็นการบริหารจัดการน้ำท่วมที่จำเป็นต้องเริ่มจากชุมชนเป็นศูนย์กลาง ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการบูรณาการของหน่วยงานในพื้นที่ การศึกษานี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมกระบวนการชุมชนรู้ทันน้ำท่วม โดยใช้ข้อมูลภูมิศาสตร์สารสนเทศ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยง ร่วมกับการศึกษาระบบแจ้งเตือน ทั้งจากเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาว

หลังจากการนำเสนอคณะผู้บริหารจาก (วช.) ได้ร่วมหารือกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ในอนาคต

(วช.) มุ่งหวังให้โครงการนวัตกรรมกระบวนการชุมชนในการวางแผนรับมือวิกฤตอุทกภัย เป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของประเทศ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาอุทกภัย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา เยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บจากอัคคีภัยโรงงานผลิตกระดาษทิชชู นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซับน้ำตา เยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บจากอัคคีภัยโรง งานผลิตกระดาษทิชชู นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรม การและเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ, นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการฯ และนายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ นำทีมลงพื้นที่จังหวัดสระบุรี มอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท จำนวน 10 ราย รวมเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) โดยมี นายวัฒนพงษ์ พงศ์กิจจาเลิศ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระบุรี นายสันทัศน์ รันดาเว นายอำเภอหนองแค และนายชูชีพ มิสุนา รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบัวลอย ร่วมในพิธี ณ ที่ว่าการอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี

โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ ได้เข้าเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุดังกล่าว โดยมอบเงินปลอบขวัญ จำนวน 2 รายๆ ละ 5,000 บาท พร้อมกระเช้าสุขภาพ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 11,690 บาท (หนึ่งหมื่นหนึ่งพันหกร้อยเก้าสิบบาทถ้วน) โดยมี นายวัฒนพงษ์ พงศ์กิจจาเลิศ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระบุรี พร้อมด้วย นางพัฒนิดา เพ็ญสุทธิชาติบุตร หัวหน้าฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระบุรี ร่วมในพิธี

รวมงบประมาณการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บจากอัคคีภัยโรงงานผลิตกระดาษทิชชู นิคมอุตสาหกรรมเหมราช อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี เป็นเงินทั้งสิ้น 211,690 บาท (สองแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันหกร้อยเก้าสิบบาทถ้วน)

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชันและสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมวิทย์ฯ บริการ จับมือ กรมศิลป์ฯ ประกาศความสำเร็จโครงการบูรณะกระเบื้องเคลือบ “เจดีย์ยักษ์” วัดพระยาทำฯ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ยกระดับการอนุรักษ์ด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

กรมวิทย์ฯ บริการ จับมือ กรมศิลป์ฯ ประกาศความสำเร็จโครงการบูรณะกระเบื้องเคลือบ “เจดีย์ยักษ์” วัดพระยาทำฯ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ยกระดับการอนุรักษ์ด้วยวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 : กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีแถลงข่าวความสำเร็จของ “โครงการบูรณะกระเบื้องเคลือบหอระฆัง (เจดีย์ยักษ์) วัดพระยาทำวรวิหาร” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมวิทยา ศาสตร์บริการและกรมศิลปากร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรม การส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ณ ห้องประ ชุม Mayfair Ballroom A โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ

ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ประธานในพิธีฯ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นผลจากความร่วมมืออันแนบแน่นระหว่างระหว่างกรมวิทยา ศาสตร์บริการและกรมศิลปากร ที่ได้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์โบราณสถาน และวิจัยพัฒนากระบวนการบูรณปฏิสังขรณ์ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และเป็นต้นแบบการบูรณาการวิทยาศาสตร์เข้ากับศิลปวัฒนธรรม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมวิทยาศาสตร์บริการที่มุ่งมั่น ‘นำวิทยาศาสตร์ สู่การดูแลประชาชน’

นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการกองโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับศาสตร์ด้านโบราณคดีและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์โบราณสถานให้คงคุณค่าไว้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการธำรงรักษามรดกของชาติให้คงอยู่สืบไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในลักษณะนี้จะดำเนินต่อไปในอนาคต เพื่อร่วมกันสืบสานและพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมของไทยให้ยั่งยืน และเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

ทางด้าน นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้มีความสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ศูนย์ข้อมูลวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ ได้บูรณาการวิทยาศาสตร์กับงานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการบูรณะโบราณสถานให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและคงคุณค่าไว้ได้อย่างยั่งยืน พร้อมจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์จากชุมชนทั่วประเทศ เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนางานวิจัย การตรวจสอบคุณภาพ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน”

โครงการบูรณะกระเบื้องเคลือบหอระฆัง วัดพระยาทำวรวิหารในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์มาผสานกับศิลปวัฒนธรรม เพื่อธำรงรักษาอัตลักษณ์ไทยให้ยั่งยืน และแสดงให้เห็นถึงบทบาทเชิงรุกของกรมวิทย์ฯ บริการ ในการนำวิทยาศาสตร์มาใช้ในการดูแลประชาชนและพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง

กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ความร่วมมือ #ทำกระเบื้อง #กรมศิลปากร #แถลงความสำเร็จ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นภัค บุญณัชนิธินาถ ร่วมยินดี ลิลลี่ เหงียน ในงานเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์ ‘พญานาค’

“นภัค บุญณัชนิธินาถ ร่วมยินดี ลิลลี่ เหงียน ในงานเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์ ‘พญา นาค'”

คุณนภัค บุญณัชนิธินาถ ประธานอำนวยการ สำนักข่าวเดลิมิเร่อร์ ออนไลน์ เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานเลี้ยงปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง “พญานาค” ซึ่งจัดขึ้นโดย ลิลลี่ เหงียน ผู้จัดและนักแสดงนำของภาพยนตร์

“พญานาค” เป็นผลงานรีเมกจาก “นาคีทวิภพ” ที่ถูกหยิบมาสร้างใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์ โดยความร่วมมือระหว่าง อาจารย์หัตถา และลิลลี่ เหงียน นำแสดงโดย อ๊อฟ ชนะพล, เอ พศิน และนักแสดงชื่อดังอีกหลายคน

บรรยากาศภายในงานเลี้ยงที่ร้าน Chill Chill สี่แยกเหม่งจ๋าย เป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ท่ามกลางทีมงานและนักแสดงที่มาร่วมฉลองการปิดกล้องอย่างพร้อมหน้า

สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “พญานาค” มีกำหนดเข้าฉายทั่วประเทศในวันที่ 18 กันยายน 2568

พญานาค #ภาพยนตร์ #ลิลลี่เหงียน #ปิดกล้อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 ตรวจประเมินตามโครงการฯ ตามแผนและกรอบระยะเวลาที่ แฟลต ภ.จ.นนทบุรี และ แฟลต สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการซึ่งรับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ข่าวและแถลงข่าวของตำรวจภูธรภาค 1 เปิดเผยว่า

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68 พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1, พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รอง ผบก.อก.ภ.1 และคณะกรรมการตรวจประเมินโครงการฯ ตามคำสั่ง ภ.1 ที่ 67/2568 ลง 24 มี.ค.68 และ 191/2568 ลง 15 ก.ค.2568 ได้เดินทางมาตรวจประเมินตามโครงการฯ ตามแผนและกรอบระยะเวลาที่ ตร.กำหนด เวลา 10.00 น. แฟลต ภ.จ.นนทบุรี และเวลา 11.00 น. แฟลต สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี

ผลการการตรวจพบเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง รอรับการตรวจประเมิน โครงการฯ จากคณะกรรมการฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แฟลตอาคารที่พักอาศัย/ที่พักบ้านเดี่ยว/เรือนแถว มีความเรียบร้อย และมีความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งโครงการนี้มีเงินรางวัลมอบให้หน่วยที่ชนะการประเมินจากคณะกรรมการฯ


ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ย้ำบทบาทกำกับดูแลความปลอดภัยบนเวทีระดับชาติ พร้อมรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ย้ำบทบาทกำกับดูแลความปลอดภัยบนเวทีระดับชาติ พร้อมรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รรท. เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยภายหลังร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ความก้าวหน้าด้านกฎหมายและมาตรฐานต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ในประเทศไทย“ บนเวทีสัมมนาระดับชาติ “A Global Dialogue on SMR Deployment” ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 จัดขึ้นโดย บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่า ภายใต้นโยบายของกระทรวง (อว.) ที่มุ่งขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงสู่การพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน (ปส.) ในฐานะหน่วยงานด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย ซึ่งมีความสำคัญในการร่วมเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านในการรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และเป็นทางเลือกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำของไทย

โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานและองค์ปาฐกพิเศษในหัวข้อ “อนาคตของความมั่นคงทางพลังงาน” และผู้ทรงคุณวุฒิด้าน SMR มาร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์มากมาย ได้แก่ มส.ชาลอต นิโคลส์ สมาชิกรัฐสภาอังกฤษและประธานร่วมกลุ่มสมาชิกรัฐสภาว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์ สหราชอาณาจักร มร.ไซมอน สตัทฟอร์ด ผู้บริหารระดับสูง Castletown Law จากสหราชอาณา จักร มร.โทรุ อิโตะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายจัดการโครงการ บริษัท ฮิตาชิ-จีอี เวอร์โนวา นิวเคลียร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด มร.เฉิน ฟางจุน ผู้แทนประจำประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม บริษัท ไชน่า เนชั่นแนล นิวเคลียร์ คอร์ปอเรชั่น และ มร.อเล็กซิส ออนเนอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ โรลส-รอยส์ SMR

นายแพทย์รุ่งเรืองฯ กล่าวต่อไปว่า (ปส.) พร้อมสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ของ SMR อย่างรอบด้าน และร่วมวางรากฐานการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านบุคลากร มาตรฐานความปลอดภัย และกลไกบริหารจัดการร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง โดย (ปส.) มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานตามกฎหมาย มาตรฐาน และระบบการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในเวทีสัมมนาดังกล่าว (ปส.) ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนการใช้ SMR ได้ หากมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. การสร้างความเข้าใจและการยอมรับของประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
  2. การรบริหารความมั่นคงและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย
  3. เตรียมความพร้อมระดับชาติและระดับพื้นที่
  4. จัดให้มีกลไกบริหารจัดการร่วมที่ดี ระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม

“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาตรฐานปลอดภัยขนาดเล็ก หรือ SMR ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ไทยต้องร่วมมือและบูรณาการอย่างเป็นระบบ ด้วยข้อมูลทางวิชาการและความโปร่งใส โดยมีประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงให้กับระบบพลังงานของประเทศ ไทยในอนาคต“ นายแพทย์รุ่งเรืองฯ กล่าวทิ้งท้าย

โดยภายในงานนี้ ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญในแวดวงพลังงานและอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมี

  • นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตของความมั่นคงทางพลังงาน”
  • นายวิชัย กุลสมภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ
  • นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของงานดังกล่าว

ทั้งนี้ (ปส.) พร้อมเดินหน้าในบทบาท ผู้กำกับดูแลอย่างมืออาชีพ ที่ประชาชนเชื่อมั่น และนานาชาติยอมรับ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ลงนาม MOU ผนึกกำลัง ภาคีเครือข่าย จ.เชียงราย และ จ.พะเยา ดันเป้าหมาย “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วช. ลงนาม MOU ผนึกกำลัง ภาคีเครือข่าย จ.เชียงราย และ จ.พะเยา ดันเป้าหมาย “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับจังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กิจกรรม “มุ่งเป้าอนาคตประเทศ ไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวเปิดการประชุม ในการนี้ผู้แทนภาคีเครือข่ายความร่วมมือจากภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และภาคประชาสังคม หน่วยงาน ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา ร่วมกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ โดยได้รับเกียรติจาก นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายภูธนะ ชมภูมิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เข้าร่วมพิธีลงนาม พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย จ.เชียงราย และ จ.พะเยา ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท จ.เชียงราย

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ในการขับเคลื่อนและบริหารจัดการเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1) “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน, 2) “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” ครอบคลุม 10 จังหวัด โดยในครั้งนี้ วช.ได้ขยายความร่วมมือไปยังจังหวัดเชียงรายและพะเยา โดยมีการลงนาม MOU กับหน่วยงานภาคี เพื่อเสริมกลไกการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมสู่พื้นที่จริง ผ่านกิจกรรมเสวนา การจัดแสดงนิทรรศการ และการแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และภัยจากน้ำท่วม-น้ำแล้ง

(วช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทุกภาคส่วนจะผสานกำลังกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ผ่านกิจกรรมและกลไกต่างๆ ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นสามารถต่อยอดสู่การแก้ปัญหาที่จับต้องได้จริง และส่งผลให้เกิดการพัฒนาจังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา รวมถึงส่งผลกระทบไปยังพื้นที่ภาคเหนือทั้งภาค ตลอดจนประเทศโดยรวม อย่างครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในแนวทางที่มั่นคง และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและยั่งยืน

นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในสองประเด็นสำคัญ ประเด็น “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” และ ประเด็น “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง” การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการประสานพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวทาง “มุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่ เราเชื่อมั่นว่า ด้วยองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมที่ (วช.) สนับสนุน จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหา PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงในระยะยาว

นายภูธนะ ชมภูมิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา กล่าวว่า จังหวัดพะเยามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนผ่านการใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม ความร่วมมือระหว่าง วช. และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จะช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรน้ำและฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เราเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือในวันนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในระดับชุมชน และเป็นรากฐานที่เข้มแข็งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดพะเยาอย่างแท้จริง

ถัดมา เป็นการกล่าวจุดมุ่งหมายของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ดังนี้
1) คุณรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
2) คุณภูธนะ ชมภูมิ่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา
3) คุณนิชลีย์ ธีรเดช ผู้แทนสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
4) คุณอนันต์ เพ็ชร์หนู ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1
5) คุณอารวิน นารูลา บริษัท อูรมัต จำกัด
6) คุณสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
7) คุณสมนึก วิงวอน รองประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเชียงราย
8) คุณสลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
9) คุณสุรสิทธิ์ ปุสุรินทร์ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดเชียงราย
10) คุณนัฐนที ศรีวิราช รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา
11) ดร.ประพันธ์ เทียนวิหาร ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดพะเยา
12) คุณวิชิต ถิ่นวัฒนากูล เลขาธิการสภาลมหายใจ จังหวัดพะเยา
13) คุณนิรุตติ์ เตปันคำ เลขานุการสภาวัฒนธรรม จังหวัดพะเยา

โดยได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่าง (วช.) กับสองจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา ดังนี้

  • พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ (หน่วยงานภาคีพื้นที่จังหวัดเชียงราย) ระหว่าง วช. และจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 สภาลมหายใจจังหวัดเชียงราย สภาเกษตรกรจังหวัดเชียงรายสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ บริษัท อูรมัต จำกัด
  • พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ (หน่วยงานภาคีพื้นที่จังหวัดพะเยา) ระหว่าง วช. และ จังหวัดพะเยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา สภาลมหายใจ จังหวัดพะเยา สภาเกษตรกรจังหวัดพะเยา และ สภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา

ต่อด้วยการเสวนาแนวทางการทำงานร่วมกันกับภาคีเครือข่าย”การขับเคลื่อนมุ่งเป้าอนาคตประเทศไทยเพื่ออากาศสะอาด น้ำมั่นคง”

  • ประเด็น: น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้งใน 10 จังหวัด โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงาน “น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10จังหวัด
  • ประเด็น: ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 โดย นางสาวเสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
  • ตัวอย่างนวัตกรรมพร้อมใช้นำเสนอ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ หัวหน้า “โครงการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นพื้นที่ภาดเหนือด้วยนวัตกรรมบูรณาการเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน”

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการ ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5 และ น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง โดยนำเสนอผลงานนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากกว่า 30 ผลงาน ซึ่งมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง (วช.) กับภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมเป็นสักขีพยานและเป็นเกียรติในพิธีลงนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยการใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่อย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สุชาติ ลายน้ำเงิน” นำทัพอดีต ส.ส. ยกทีม ซบลุงป้อมสวมเสื้อ พปชร.

“สุชาติ” นำทีมเปิดตัว 30 อดีต ส.ส.แดง ซบรังใหม่พลังประชารัฐ ลั่นพร้อมเดินตามปณิธานพรรค พปชร. “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ชี้หากขาดความสามัคคี แตกแยก ประเทศพัง ยันทุกคนมาด้วยใจ พร้อมกลับมารับใช้คนในพื้นที่ ย้ำทุกอย่างมือในมือประชาชน

นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ลพบุรี พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในฐานะอดีต ส.ส.และดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมาแล้วหลายตำแหน่ง จึงไม่อยากให้การเมืองไทยในปัจจุบัน มีแต่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งเป็นหลายขั้ว ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกแยก สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คงหนีไม่พ้นพี่น้องประชาชน

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวต่อไปว่า ตนอยากเห็นความสามัคคีในแผ่นดิน ทำอย่างไรจะให้พี่น้องประชาชนมีความหวัง ฉะนั้นเหตุผลที่ตนและอดีต ส.ส.ทั้ง 30 ท่าน ย้ายเข้ามาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ภายใต้การนำของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค เพราะท่านหัวหน้าพรรคอยากให้คนไทยสามัคคีกัน ไม่อยากให้คนไทยแตกแยก สมดังคำจำกัดความขององค์กร “ก้าวข้ามความขัดแย้ง ขจัดทุกปัญหา พัฒนาทุกพื้นที่” ซึ่งตรงกับเจตนารมย์ของตนและอดีต ส.ส. และผู้สมัคร ส.ส.ที่ตัดสินใจเข้าร่วมอุดมการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้

“ท่านหัวหน้าพรรคพูดอยู่เสมอ วันนี้ท่านอายุ 80 ปี ชีวิตที่เหลือขอทำเพื่อพี่น้องคนไทยทั้งหมด อยากเห็นความสามัคคีในชาติ อยากเห็นความเอื้ออาทร หวังดี ปรารถนาดีระหว่างนักการเมืองกับประชาชน รวมถึงระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกันเอง ทำอย่างไรสยามเมืองยิ้มจะทำให้ทุกคนยิ้มเข้าหากัน ใครมีความรู้ความสามารถด้านไหน ให้มาช่วยกันพัฒนาประเทศ จะคนเจนใหม่ เจนเก่า ก็ขอให้มาร่วมกันใช้ความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่ใช่มาแข่งแก่งแย่งกัน แต่อยากให้แข่งกันช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ไม่ใช่แข่งกันมาเข้าสภา โดยประชาชนไม่ได้อะไรเลย”

ต่อกรณีความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้หลายชีวิตที่มาเข้าร่วมอุดมการณ์ต่างมาด้วยใจ ทุกคนต่างมีความหวังกลับไปเป็นผู้แทนราษฎร เพื่อรับใช้แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่อีกครั้ง ซึ่งมีข้อได้เปรียบคือการรับรู้ปัญหาต่างๆ ในพื้นที่กำกับดูแลมาในระดับหนึ่ง ทำให้สามารถนำประสบการณ์ที่ค่อนข้างเข้าใจในพื้นที่ มาใช้แก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงที และเกิดความยั่งยืน สุดท้ายคนที่ตัดสินก็คือเสียงจากพี่น้องประชาชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน