คณะพอช.2 จัดกิจกรรม CSR เยี่ยมหมู่บ้านเด็กโสสะบางปู มอบความรักและกำลังใจแก่น้องๆ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมงานคับคั่ง

คณะพอช.2 จัดกิจกรรม CSR เยี่ยมหมู่บ้านเด็กโสสะบางปู มอบความรักและกำลังใจแก่น้องๆ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมงานคับคั่ง

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 ที่สมุทรปราการ : คณะพอช.2 ได้จัดกิจกรรมโครงการเพื่อสังคม (CSR) เข้าเยี่ยมชมและมอบเงินบริจาคให้แก่มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ณ หมู่บ้านเด็กโสสะบางปู จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในการดูแลเลี้ยงดูเด็กกำพร้าและเด็กที่ขาดที่พึ่งในรูปแบบของครอบครัวทดแทนถาวรระยะยาว

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญหลายท่านเข้าร่วมงานและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ อาทิ พล.ต.ท.ดร.นรวัฒน์ เจริญรัชต์ภาคย์ ผู้ก่อตั้งบ้านเด็กโสสะบางปู ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและวางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับการดูแลเด็กๆ ณ ที่แห่งนี้

นอกจากนี้ ยังมี รศ.ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคม, คุณนภัค บุญณัชนิธินาถ ประธานสำนักข่าวเดลิมิเร่อร์ ออนไลน์ ซึ่งได้ให้การสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่เรื่องราวดีๆ สู่สาธารณชน และที่สำคัญคือ ศ.พล.ต.ต.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ เจ้าของหลักสูตร พอช. ผู้ริเริ่มและนำคณะพอช.2 มาจัดกิจกรรม CSR อันเป็นประโยชน์ในครั้งนี้

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุข ทั้งผู้ใหญ่ใจบุญจากคณะพอช.2 และน้องๆ เด็กโสสะ โดยมีกิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. ด้วยการเยี่ยมชมหมู่บ้านและพบปะกับน้องๆ ที่มาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนั้น ผู้แทนมูลนิธิเด็กโสสะฯ ได้กล่าวต้อนรับและให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และพันธกิจของมูลนิธิฯ ซึ่งปัจจุบันให้การดูแลเด็กกว่า 700 คนทั่วประเทศ

ช่วงไฮไลท์ของงานคือพิธีมอบเงินบริจาค ซึ่งจัดขึ้นในเวลา 10.30 น. โดยผู้แทนจากคณะพอช.2 ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ในการร่วมแบ่งปันและสนับสนุนเด็กๆ ที่ขาดโอกาส ก่อนที่จะมอบเงินบริจาคให้แก่มูลนิธิฯ ซึ่งได้รับคำกล่าวขอบคุณจากประธานมูลนิธิเด็กโสสะฯ หลังจากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนที่จะได้มีโอกาสเยี่ยมชมน้องๆ ตามบ้านพักต่างๆ ภายในหมู่บ้าน และใช้เวลาร่วมกันสร้างรอยยิ้มและความทรงจำดีๆ

กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งมอบปัจจัยยังชีพเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งมอบความรัก ความห่วงใย และกำลังใจที่สำคัญยิ่งให้แก่น้องๆ เด็กโสสะ เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป

คณะพอช2 #CSR #มูลนิธิเด็กโสสะ #เด็กโสสะบางปู #ช่วยเหลือสังคม #แบ่งปันน้ำใจ #บริจาคเพื่อเด็ก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้ว่าฯ น่าน สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 15 อำเภอ เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด เพื่อรับมือพายุ วิภา จะเข้าน่าน 22 ก.ค.68

น่าน – ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 15 อำเภอ เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด เพื่อรับมือพายุ วิภา จะเข้าน่าน 22 ก.ค.68

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน แจ้งเตือนประชาชนจังหวัดน่าน ทั้ง 15 อำเภอรับมือพายุ “วิภา” ได้ติดตามข่าวสารหลายช่องทางที่เชื่อได้ ต่างมีรายงานที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ว่า พายุ “วิภา” จะเข้าประเทศ ไทยใน วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่ช่วงกลางวันถึงช่วงเย็นเป็นต้นไป ศูนย์กลางของพายุ อยู่ที่อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน จะทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากปริมาณน้ำฝนเกิน 200 มม. ในพื้นที่ อำเภอท่าวังผา และบริเวณรอบนอก บริเวณ อำเภอบ่อเกลือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ อำปัว อำเภอสองแคว และอำเภอทุ่งช้าง ลงมาถึง อำเมือง และอำเภอเวียงสา ทำให้เกิดฝนตกสะสม น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำน่านจะล้นตลิ่ง รวมถึงแม่น้ำสาขาด้วย

เพราะฉะนั้นจังหวัดน่าน ขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำน่านตลอดจนแม่น้ำสาขา ได้เตรียมเพื่อความปลอดภัย เตรียมอพยพ ขนของขึ้นไว้บนที่สูง เพื่อให้มีความปลอดภัยและความเรียบร้อยของบ้านเมือง ทั้งนี้จังหวัดน่าน ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งอำเภอทุกอำเภอ (15 อำเภอ) ได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุด เพื่อรับมือพายุ “วิภา” ในครั้งนี้ ตั้งแต่การเตรียมศูนย์อพยพคนไว้ในกรณีที่น้ำท่วมสูง การเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือกู้ชีพกู้ภัย เช่นเรือยนต์ เรือท้องแบน เจ็ท สกี โดรน อากาศยานไร้คนขับ (UAV) รวมถึงอุปกรณ์กู้ชีพกู้ภัยทั้งหมด ให้เตรียมพร้อมไว้

เรื่องของการสำรวจ การตรวจสอบ จุดที่มีความเสี่ยง และจุดล่อแหลม ต่อการที่น้ำจะล้นตลิ่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ผู้นำหมู่บ้าน ประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ในพื้นที่เสี่ยง และจุดที่ล่อแหลม ต่อการที่มวลน้ำจะล้นข้ามตลิ่งขึ้นมา เช่นจุดพนังกั้นน้ำที่เสียหายชำรุด ให้รีบซ่อมโดยเร็ว รวมถึงเตรียมกระสอบทราย ถุงบิ๊กแบ็คในจุดที่มีความเสี่ยง ขอให้พี่น้องชาวน่านติดตามข่าวสารของทางจังหวัดน่าน เป็นระยะ


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN
นที มีเดช รายงาน

ลำพูน ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่ม ผลจากพายุ “วิภา”

ลำพูน ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่ม ผลจากพายุ “วิภา” คาดว่า สัปดาห์หน้าฝนจะเพิ่มขึ้นและเริ่มคลี่คลายหลังวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำต่อเนื่อง

วันนี้(วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568) เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม POC ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบฟมายให้นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง(กอปภ.ก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มและการให้ความช่วยเหลือ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จากห้องบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. โดยมีนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย / ผู้อำนวยการกลางเป็นประธานในการประชุม

จากการติดตามข้อมูลพายุโซนร้อน “วิภา (WIPHA)” อย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยังเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ยังอยู่ในช่วงต้องเฝ้าติดตาม และคาดว่า วันที่ 22-23 กรกฎาคมนี้ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสถานการณ์ฝนจะคลี่คลายหลังวันที่ 26 กรกฎาคมเป็นต้นไป แต่ยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางฯ ได้มีข้อสั่งการให้กรมทรัพยากรธรณี ติดตามสถานการณ์ดินถล่มอย่างใกล้ชิด และได้ส่งข้อความแจ้งเตือน Cell Broadcast ในระดับข้อมูล(Information Alert) ให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศแล้วในเวลา 17.55 น. ใน 22 จังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เนื่องจาก ทิศทางของพายุค่อนข้างชัดเจน และมี 6 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด คือ จังหวัดน่าน ตาก กาญจนบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และ พะเยา

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ ให้ทุกจังหวัดเปิดศูนย์ฯ เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลือและแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ประสานงานกันทุกระดับ

ในส่วนของจังหวัดลำพูน รับนโยบายจากส่วนกลาง เตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชน เตรียมศูนย์อพยพในทุกอำเภอ เร่งระบายน้ำ หากเกิดสถานการณ์ให้ทุกหน่วยงานเข้าช่วยเหลือ เยียวยา จัดตั้งโรงครัว เตรียมถุงยังชีพ ดูแลบ้านเรือนประชาชนที่อพยพหากเสียหายให้เร่งซ่อมแซม หากเส้นทางใดเสียหาย สัญจรไม่ได้ ให้แจ้งเตือนประชาชนและเตรียมเส้นทางสำรองในการสัญจร ด้านพื้นที่เสี่ยงซ้ำซากนำเครื่องจักรกลเข้าประจำพื้นที่ ตรวจสอบความแข็งแรงประตูระบายน้ำ ฯลฯ ช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ และประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางให้ประชาชนทราบทั้งความช่วยเหลือด้านต่างๆ และ ขจัดข่าวปลอม ทั้งนี้ จังหวัดลำพูนมีการจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัย/พื้นที่จัดตั้งศูนย์พักพิงเพื่อรองรับการอพยพจังหวัดลำพูน จำนวน 320 แห่ง สามารถรองรับประชาชนได้กว่า 171,300 คน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน ได้สั่งการให้ทุกอำเภอจัดตั้ง War Room เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ พร้อมเบอร์ติดต่อแจ้งให้ประชาชน ให้สำรวจกำลังพล อส.และ ชรบ. เพื่อเตรียมเข้าช่วยเหลือประชาชน ให้ พมจ.ลำพูน เตรียมพร้อมศูนย์พักพิงด้วย


นที มีเดช รายงาน

จิตอาสา มทบ.33 พร้อมเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดกิจกรรม “จิตอาสา พัฒนาคลองแม่ข่า (ถนนอัษฎาธร) ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

จิตอาสามณฑลทหารบกที่ 33 พร้อม เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดกิจกรรม “จิตอาสา พัฒนาคลองแม่ข่า (ถนนอัษฎาธร) ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่” ปรับปรุงภูมิทัศน์กำจัดวัชพืชเปิดทางระบายน้ำ ป้องกันน้ำท่วมขังเขตเมืองเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00-15.00 น. ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 33 และจิตอาสาพระราชทานจากกองพันมณฑลทหารบกที่ 33 จำนวน 20 นาย ร่วมกับ เทศบาลนครเชียงใหม่ , ประชาชนจิตอาสาจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักช่างสุขาภิบาล เทศบาลนครเชียงใหม่ ร่วมจัดกิจกรรมพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบคลองแม่ข่า (ถนนอัษฎาธร) ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการทำความสะอาดและกำจัดวัชพืช เศษกิ่งไม้ ช่วยเปิดทางการไหลของน้ำภายใน คลองแม่ข่า ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นรองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝน และยังเป็นการป้องกันน้ำท่วมขังอุทกภัยในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ด้วย

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ที่แหล่งน้ำในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่หลายแห่ง เจอกับปัญหาน้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะคลองแม่ข่า คลองเก่าแก่ที่อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนาน และถือเป็น 1 ใน 7 ชัยมงคล ที่พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ตัดสินใจเลือกสร้างบ้านแป๋งเมืองเชียงใหม่ เมื่อ 729 ปีที่แล้ว จากธารน้ำใสยาวกว่า 30 กิโลเมตร จากลำห้วยบนอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย ผ่านใจกลางเมืองเชียงใหม่ ก่อนไหลสู่แม่น้ำปิง เป็นทั้งแหล่งน้ำสำคัญ เส้นทางสัญจรทางเรือ และเปรียบเสมือนคูเมืองชั้นนอก ปราการทางธรรมชาติที่ป้องกันเมือง

จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป การขยายตัวของชุมชนเมืองสมัยใหม่ ทำให้น้ำคลองที่เคยใสสะอาด กลับเน่าเสียด้วยสิ่งปฏิกูล ลำคลองที่แคบลง ทำให้การระบายน้ำเสียออกไปเป็นไปอย่างยากลำบาก ส่งผลให้ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 33 จับมือกับทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้คลองแม่ข่ากลับมาใสสะอาดอีกครั้ง จนนำไปสู่โครงการก่อสร้างระบบท่อรวบรวมน้ำเสียสองฝั่งคลองแม่ข่า พร้อมปรับภูมิทัศน์ ที่นอกจากจะพลิกฟื้นคลองแม่ข่า ยังได้ปรับปรุงพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่มีกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่น คล้ายคลึงกับคลองโอตารุ ซึ่งโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จของนโยบาย “เชียงใหม่ เมืองงาม” ที่ได้ดำเนินการไว้อย่างลุล่วง


นที มีเดช รายงาน

รมว.เกษตรฯ เปิดโครงการรวมพลคนลำไย ยกระดับมาตรฐานผลผลิตสู่ตลาดโลก

รมว.เกษตรฯ เปิดโครงการรวมพลคนลำไย ยกระดับมาตรฐานผลผลิตสู่ตลาดโลก

วันนี้ (21 ก.ค. 68) ที่ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครง การรวมพลคนลำไยเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ปี 2568 นี้ ภายใต้หัวข้อ “สร้างลำไยคุณภาพ ยกระดับราคาผลผลิต ด้วยพลังความร่วมมีอุของเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐเกษตรและภาคีเครือข่าย ถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาและจัดการผลผลิตลำไยในสถานการณ์วิกฤต ส่งเสริมการเรียนรู้จากแปลงต้นแบบและเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ และเป็นเวทีรับฟังข้อเสนอจากเกษตรกร เพื่อนำไปสู่การออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์ โดยมี นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธรรมนัส พรหมเผ่า นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และเกษตรกรชาวสวนลำไยในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง และตาก กว่า 6,000 คน เข้าร่วม

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมปีนี้ มีผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 1.2-1.4 แสนตัน ซึ่งส่งผลทำให้ราคาลำไยตกต่ำลง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยระยะแรก คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมวิชาการเกษตร จะหนุนงบประมาณ 200 ล้านบาท ในการรับซื้อลำไยจากเกษตรกรเพื่อนำผลผลิตลำไยออกสู่ตลาด พร้อมกับได้ประสานบริษัทตลาดหลักทรัพย์เข้ามาซื้อลำไย และประสานไปยังกระทรวงศึกษาธิการ และกรมราชทัณฑ์ เพื่อนำลำไยไปให้เด็กนักเรียน และผู้ต้องขังในเรือนจำได้มีโอกาสกินสินค้าเเกษตรที่มีคุณภาพ

ส่วนมาตรการช่วยเหลือในระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะจัดทำโครงการช่วยเกษตรกรชาวสวนลำไยไร่ละ 1,000 คนละ 10 ไร่ โดยมีงบประมาณในการจัดทำ 1,000 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินโครงการนี้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวสวนลำไยในการดูแลผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ด้วย

ขณะเดียวกัน ภายในงานวันนี้ ยังมี นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ “กัน จอมพลัง” ลงพื้นที่มาช่วยชาวสวนลำไยในพื้นที่ภาคเหนือ ไลฟ์ขายลำไยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ในโปรโมชั่นพิเศษซื้อ 3 กิโลกรัม แถม 2 กิโลกรัม ในราคา 196 บาท ส่งฟรีทั่วไทยด้วย ซึ่งผลตอบรับและยอดสั่งซื้อเป็นไปในทิศทางที่ดี ได้รับความสนใจจากแฟนคลับและผู้ที่รับชมสั่งซื้อลำไยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการปล่อยขบวนรถ อ.ต.ก. ที่รับซื้อผลผลิตลำไยจากเกษตรกรแล้วกระจายไปสู่ผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ด้วย

หมายเหตุ สามารถดาวน์โหลดวิดีโอได้ที่ลิงก์ https://drive.google.com/file/d/1VIjy2qXg0YKNpYhJrNimBAoqINm6DVJp/view?usp=drivesdk


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่
นที มีเดช รายงาน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา) ยามยากฯ เสริมความรู้และทักษะด้านการป้องกันภัยพิบัติให้แก่เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน เพิ่มขีดความสามารถการป้องกันภัยพิบัติในชุมชนที่ยั่งยืน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยากฯ เสริมความรู้และทักษะด้านการป้องกันภัยพิบัติให้แก่เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน เพิ่มขีดความสามารถการป้องกันภัยพิบัติในชุมชนที่ยั่งยืน

วันนี้ (21 ก.ค. 68) ที่ Horizon Village Resort และสวนพฤกษศาสตร์ทวีชล เชียงใหม่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษาและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภา) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ประจำปี 2568 ซึ่งมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 30 แล้ว เพื่อสนองพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่ทรงมีพระดำริให้มูลนิธิฯ มุ้งเน้นเฝ้าระวังก่อนเกิดภัยพิบัติ เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาภัยพิบัติจากเหตุอุทกภัยและดินถล่ม เพื่อลดความสูญเสียและบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร โดยดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายและจัดตั้งเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังภัย การเตือนภัยและอพยพกรณีประสบภัยพิบัติ รวมทั้งมีการบริหารจัดการน้ำในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

โดยมูลนิธิฯ ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินงานด้านการเฝ้าระวังและเตือนภัยพิบัติชุมชนมาอย่างต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2562 แล้ว เน้นในการสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า อาศัยสถานีโทรมาตรอัตโนมัติมาติดตั้งในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งนำข้อมูลสารสนเทศด้านทรัพยากรน้ำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่ นำไปสู่การจัดตั้ง “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” จำนวน 19 แห่ง และขยายเครือข่ายอย่างต่อจนถึงปัจจุบัน ครอบคลุมกว่า 395 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ปี พ.ศ. 2568 ในวันนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 กรกฎาคม 2568 ณ Horizon Village Resort และสวนพฤกษศาสตร์ทวีชล เชียงใหม่ ซึ่งนอกจากเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนฯ ที่เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมทั้งได้ศึกษาดูงานและรับการถ่ายทอดจากผู้มีประสบการณ์จริงด้านการเตือนภัย ช่วยเหลือกู้ภัย และการบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังจะได้รับการฝึกอบรมในด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการจัดทำแผนเตรียมความพร้อมของชุมชนเพื่อป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติอีกด้วย ทำให้เยาวชนและชุมชนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) สามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้รับจากการอบรมไปถ่ายทอดและขยายผลให้แก่เยาวชนและเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อสร้างโครงข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ … ภาพ / ข่าว
นที มีเดช รายงาน

ทบ. เผยพบทุ่นระเบิดสภาพใหม่เพิ่มเติม จำนวน 2 ทุ่น ในพื้นที่ช่องบก ใกล้กับจุดเกิดเหตุเดิม

ทบ. เผยพบทุ่นระเบิดสภาพใหม่เพิ่มเติม จำนวน 2 ทุ่น ในพื้นที่ช่องบก ใกล้กับจุดเกิดเหตุเดิมชี้ชัดขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา ด้านกรมข่าวทหารบกเตรียมเชิญผู้ช่วยทูตทหารมารับทราบข้อเท็จจริง

วันนี้ (21 ก.ค.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระ เวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68

ล่าสุดวานนี้ (20 ก.ค.68) กองกำลังสุรนารี และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยผลจากการตรวจพื้นที่พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตร โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) ได้ทำการรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบัน เข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย

กองทัพบกจึงขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา นอกจากนี้กรมข่าวทหารบกจะได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวในวันพรุ่งนี้อีกด้วย



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

ตำรวจภูธร จ.อุตรดิตถ์ บูรณาการทุกภาคส่วน เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติและอิทธิพลจาก พายุ “วิภา” ในพื้นที่

ตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ บูรณาการทุกภาคส่วน ผ่านกลไกจิตอาสาภัยพิบัติ ปล่อยแถวกำลังเจ้าหน้าที่และยานพาหนะ เครื่องมืออุปกรณ์ เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติและอิทธิพลจาก พายุ “วิภา” ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์

พลตำรวจตรี สุทธิพงศ์ เป๊กทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีปล่อยแถวจิตอาสาภัยพิบัติ ณ บริเวณลานหน้า กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีพันตำรวจเอก ลิขิตพงศ์ ศรีนาราง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์, พันตำรวจเอก ไกรสิทธิ พรหมปฏิมา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์, หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการ ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ นำตำรวจจิตอาสาภัยพิบัติ พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุตรดิตถ์, ประ ธานมูลนิธิอุตรดิตถ์สงเคราะห์ และสมาคมกู้ภัยวัดหมอนไม้ ร่วมในพิธีปล่อยแถวการ เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติและ พายุ “วิภา” ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์

ประกอบด้วย กำลังพลเจ้าหน้าที่ตำรวจจิตอาสาภัยพิบัติ สังกัด กองกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์, สถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์, สถานีตำรวจภูธรลับแล, สถานีตำรวจภูธรตรอน, สถานีตำรวจภูธรท่าปลา, สถานีตำรวจภูธรทองแสนขัน, สถานีตำรวจภูธรวังกะพี้, สถานีตำรวจภูธรด่านแม่คำมัน, สถานีตำรวจภูธรน้ำหมัน, จิตอาสา 904 ตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์, หน่วยตำรวจในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์., ตำรวจทางหลวงจังหวัดอุตรดิตถ์, ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์, ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดอุตรดิตถ์ เจ้าหน้าที่พร้อมจิตอาสาภัยพิบัติจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุตรดิตถ์, อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน, อาสาจราจร และอาสาสมัครกู้ภัย รวมทั้งสิ้น 250 นาย พร้อมด้วย รถยนต์ จำนวน 40 คัน รถจักรยานยนต์ จำนวน 15 คัน

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมของจิตอาสาภัยพิบัติของทุกหน่วยในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสานต่อปณิธาน “เราทำความดีด้วยหัวใจ” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ณ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์


นที มีเดช รายงาน

ภ.5 ปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด “SEAL STOP SAFE” ตามนโยบายของรัฐบาล

ตามนโยบายของรัฐบาลในการปฏิบัติการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด “SEAL STOP SAFE” ในพื้นที่ ภ.5 ตามมาตรการ Seal พื้นที่ชายแดน Stop หยุดวงจรการค้ายาเสพติด Safe สร้างพื้นที่ปลอดภัย

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เป็นประธานการแถลงผลการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสําคัญ ของ ภ.จว.เชียงราย ดังนี้

  1. สภ.แม่สาย จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 1,200,000 เม็ด
  2. สภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด
  3. สภ.บ้านดู่ จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 600,000 เม็ด
  4. สภ.เวียงแก่น จว.เชียงราย ตรวจยึดของกลางยาบ้า จำนวน 4,000,000 เม็ด
  5. สภ.เมืองเชียงราย จว.เชียงราย จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 500,000 เม็ด

รวมของกลางยาบ้าทั้งหมด จำนวน 6,900,000 เม็ด

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.มานพ เสนากูล ผบก.ภ.จว. เชียงราย, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, นายสุพจน์ แสนมี ปลัดจังหวัดเชียงราย, น.ส.สุกัญญา ใหญ่วงศ์ ผู้แทน ปปส.ภ.5, พ.อ.อดุลย์ ลอยฟ้า รอง ผบ.นบ.ยส.35, พ.อ.ไมตรี ศรีสันเทียะ เสนาธิการ กกล.ผาเมือง และ ผกก.สภ.พื้นที่ ร่วมประชุมและร่วมแถลงผลการจับกุม ณ ลานแถลงข่าว อาคารกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ต.ค.67 – 18 ก.ค.68

จับกุมคดียาเสพติด

  • จำนวน 18,617 คดี
  • คดียาเสพติดรายสำคัญ 202 คดี

ตรวจยึดของกลางยาเสพติด

  • ยาบ้า 194 ล้านเม็ดเศษ
  • ไอซ์ 10,400 กิโลกรัมเศษ
  • เฮโรอีน 150 กิโลกรัมเศษ
  • เคตามีน 1,740 กิโลกรัมเศษ
  • ฝิ่น 119 กิโลกรัมเศษ

ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด – มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 727 ล้านบาทเศษ


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “วิภา” และอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดน่าน

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “วิภา” และอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดน่าน

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามการเตรียมความพร้อมรับมือพายุ “วิภา” และอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดน่าน โดย นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน พร้อมด้วยนายปกฤษณ์ คำเหลือง ปลัดเทศบาลเมืองน่าน นายเอกฉันท์ มูลศรี หัวหน้าสำนักปลักเทศบาล นายนิวัฒน์ สุทธิแสน ผู้อำนวยการกองช่างเทศบาลเมืองน่าน ลงพื้นที่ริมแม่น้ำน่านใกล้กับต้นโพธิ์จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำ โรงเรียนสตรีศรีน่าน เขตติดต่อบ้านดอนศรีเสริมกับบ้านสวนตาล อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ หลังพบจุดชำรุดของพนังป้องกันน้ำท่วมทำให้น้ำในแม่น้ำน่านไหลเข้ามาในเขตชุมชนกรณีน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้น นายกเทศมนตรีเมืองน่านสั่งการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยเทคอนกรีตปิดรูรั่ว เตรียมถุง BIGBAG สำรวจแนวพนังกั้นน้ำทั้งระบบหากพบปัญหาสั่งเจ้าหน้าที่แก้ไขทันที ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบน้ำท่วมเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันน้ำท่วมจากอิทธิพายุโซนร้อน ‘วิภา’ (WIPHA) ที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้

ขณะที่ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 หลังจากฝนตกเมื่อคืน วันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำล้นอ่างน้ำเกี๋ยน เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนบางส่วน ในเขตบ้านต้นกอก หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ขณะที่ตอนนี้ลำน้ำเกี๋ยน ได้ไหลหลากลงสู่หมู่บ้านหนองเต่า หมู่ที่ 3 ตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน และมีพื้นที่บ้านดงป่าสัก ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ลำนำเกี๋ยนได้เริ่มเอ่อล้นเข้าท่วมผิวจราจร ทางภายในหมู่บ้าน จากคุ้มหยาดพิรุณ ทะลุออก ทางหลวงชนบท นน.3248 หนองเต่า – ร้องตอง ไม่สามารถสัญจรได้ ขอให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว


นที มีเดช รายงาน