อธิบดีกรมคุมประพฤติ และผู้ว่าฯประจวบ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบาง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ประจวบคีรีขันธ์ _ อธิบดีกรมคุมประพฤติ และผู้ว่าฯประจวบ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบาง โครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มเปราะบาง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 หมู่ที่ 16 บ้านบึงใหญ่ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ และกลุ่มเปราะบาง โครง การ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของกลุ่มเปราะบาง” เพื่อเฉลิมพระ เกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โดยมี นายยูซบ โต๊ะวัง ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายวสันต์ เภรีวิค ผอ.สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.สถิตย์ คงเนียม ผกก.สภ.อ่าวน้อย พร้อม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ อาสาสมัครคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม

สำหรับโครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของกลุ่มเปราะบาง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยกลุ่มเปราะบางจากข้อมูลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ย้อนหลัง 3 ปี เกี่ยวกับข้อมูลการปรับสภาพที่อยู่อาศัยและการให้ความช่วยเหลือจำนวนครัวเรือนที่มีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงถาวร และยังไม่ได้รับ ความช่วยเหลือของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1,884 ครัวเรือนได้รับความช่วยเหลือแล้ว 1,291 ครัวเรือน และยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ 639 ครัวเรือนประกอบกับการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 1/2568 การกำหนดแผน/โครงการ/กิจกรรมการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนยากจน เป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องและไม่กลับมาประสบปัญหาความเดือดร้อนซ้ำ

และเนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงเห็นโอกาสที่จะนำผู้ถูกคุมความประพฤติและผู้ต้องโทษปรับที่มีทักษะฝีมือช่าง ได้ร่วมกันทำความดีเพื่อแผ่นดินโดยใช้ทักษะความรู้ความสามารถ ทำงานบริการสังคมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสาธารณะอย่างแท้จริง โดยการบูรณาการร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวน้อย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 16 ตำบลอ่าวน้อย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ(CSR ประจวบคีรีขันธ์) อาสาสมัครคุมประพฤติ มูลนิธิพันธสัญญา (เครือข่าย CSRจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) อำเภอบางสะพาน อำเภอเมือง อำเภอกุยบุรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 หมู่ที่ 7 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน และโรงเรียนบ้านในล็อค และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลกุยเหนือ

จัดกิจกรรมทำงานบริการสังคมประเภทซ่อมสร้าง ที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิ คุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 4 หลัง ดังนี้

  • บ้านหลังที่ 1 บ้านนางอ้อม ยอดใหญ่ ที่อยู่ หมู่ที่ 8 บ้านในล็อค ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน งบประมาณ กองทุนปันสุขเพื่อน้อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 จำนวนเงิน 30,000 บาท
  • บ้านหลังที่ 2 บ้านนายประสาร สมุดไทย ที่อยู่หมู่ที่ 7 ตำบลทองมงคล อำเภอบาง สะพาน งบประมาณ กองทุนวันละบาท องค์การบริหารส่วนตำบลทองมงคล จำนวนเงิน 3,000 บาท
  • บ้านหลังที่ 3 บ้านนางสาวจิรภา ทองคำ ที่อยู่หมู่ที่ 16 บ้านบึงใหญ่ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ งบประมาณจาก กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ จำนวนเงิน 40,000 บาทมูลนิธิพันธสัญญา (เครือข่าย CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 4,100 บาท กองทุนศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 40,000 บาท ประธานสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (เครือข่าย CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 4,400 บาท
  • บ้านหลังที่ 4 บ้านนางอำภา คำสว่าง อายุ 76 ปี (ภรรยาของนายสมควร คำสว่าง ผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบันได้ เสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568) ที่อยู่ บ้านเลขที่ 25/2 หมู่ที่ 3 บ้านโพธิ์เรียง ตำบลกุยเหนือ อำเภอกุยบุรี งบประมาณ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำหรับผู้พิการ จำนวนเงิน 40,000 บาท หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ 1. สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ 2. อาสาสมัครคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

อธิบดีกรมคุมประพฤติ และผู้ว่าฯประจวบ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบาง โครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มเปราะบาง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ประจวบคีรีขันธ์ – อธิบดีกรมคุมประพฤติ และผู้ว่าฯประจวบ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบาง โครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของกลุ่มเปราะบาง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 หมู่ที่ 16 บ้านบึงใหญ่ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พร้อมนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ และกลุ่มเปราะบาง โครง การ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของกลุ่มเปราะบาง” เพื่อเฉลิม พระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โดยมี นายยูซบ โต๊ะวัง ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายวสันต์ เภรีวิค ผอ.สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ.สถิตย์ คงเนียม ผกก.สภ.อ่าวน้อย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ, ผู้บริหารท้องถิ่น, ผู้นำท้องที่, อาสาสมัครคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, เจ้าหน้าที่คุมประพฤติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม

สำหรับโครงการ “บูรณาการซ่อมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ของกลุ่มเปราะบาง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 โดยกลุ่มเปราะบางจากข้อมูลของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ย้อนหลัง 3 ปี เกี่ยวกับข้อมูลการปรับสภาพที่อยู่อาศัยและการให้ความช่วยเหลือจำนวนครัวเรือนที่มีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงถาวร และยังไม่ได้รับ ความช่วยเหลือของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1,884 ครัวเรือนได้รับความช่วยเหลือแล้ว 1,291 ครัวเรือน และยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ 639 ครัวเรือนประกอบกับการประชุมคณะกรรมการบริหารศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครั้งที่ 1/2568 การกำหนดแผน/โครงการ/กิจกรรมการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนยากจน เป้าหมายได้อย่างต่อเนื่องและไม่กลับมาประสบปัญหาความเดือดร้อนซ้ำ

และเนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์จึงเห็นโอกาสที่จะนำผู้ถูกคุมความประพฤติและผู้ต้องโทษปรับที่มีทักษะฝีมือช่าง ได้ร่วมกันทำความดีเพื่อแผ่นดินโดยใช้ทักษะความรู้ความสามารถ ทำงานบริการสังคมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสาธารณะอย่างแท้จริง โดยการบูรณาการร่วมกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบ คีรีขันธ์ พัฒนาชุมชนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลอ่าวน้อย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 16 ตำบลอ่าวน้อย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำนักงานคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ(CSR ประจวบคีรีขันธ์) อาสาสมัครคุมประพฤติ มูลนิธิพันธสัญญา (เครือข่ายCSRจังหวัดประจวบคีรีขันธ์) อำเภอบางสะพาน อำเภอเมือง อำเภอกุยบุรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 หมู่ที่ 7 ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน และโรงเรียนบ้านในล็อค และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ตำบลกุยเหนือ

จัดกิจกรรมทำงานบริการสังคมประเภทซ่อมสร้าง ที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มเปราะบางในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิ คุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 4 หลัง ดังนี้

  • บ้านหลังที่ 1 บ้านนางอ้อม ยอดใหญ่ ที่อยู่ หมู่ที่ 8 บ้านในล็อค ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน งบประมาณ กองทุนปันสุขเพื่อน้อง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 จำนวนเงิน 30,000 บาท
  • บ้านหลังที่ 2 บ้านนายประสาร สมุดไทย ที่อยู่หมู่ที่ 7 ตำบลทองมงคล อำเภอบาง สะพาน งบประมาณ กองทุนวันละบาท องค์การบริหารส่วนตำบลทองมงคล จำนวนเงิน 3,000 บาท
  • บ้านหลังที่ 3 บ้านนางสาวจิรภา ทองคำ ที่อยู่หมู่ที่ 16 บ้านบึงใหญ่ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ งบประมาณจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โครงการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ จำนวนเงิน 40,000 บาท มูลนิธิพันธสัญญา (เครือข่าย CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 4,100 บาท กองทุนศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 40,000 บาท, ประธานสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (เครือข่าย CSR จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จำนวนเงิน 4,400 บาท
  • บ้านหลังที่ 4 บ้านนางอำภา คำสว่าง อายุ 76 ปี (ภรรยาของนายสมควร คำสว่าง ผู้ป่วยติดเตียง ปัจจุบันได้ เสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568) ที่อยู่ บ้านเลขที่ 25/2 หมู่ที่ 3 บ้านโพธิ์เรียง ตำบลกุยเหนือ อำเภอกุยบุรี งบประมาณ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำหรับผู้พิการ จำนวนเงิน 40,000 บาท หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ 1.สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรี ขันธ์ 2.อาสาสมัครคุมประพฤติจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ผกก.สภ.ห้วยยาง พร้อมภาคีเครือข่ายในพื้นที่ผนึกกำลัง ร่วมลงนามปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด ให้หมดไปภายใน 3 เดือน ตามนโยบายปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers”

ประจวบคีรีขันธ์ – ผกก.สภ.ห้วยยาง พร้อมภาคีเครือข่ายในพื้นที่ผนึกกำลัง ร่วมลงนามปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด ให้หมดไปภายใน 3 เดือน ตามนโยบายปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers”

วันที่ 23 กรกฏาคม 2568 ที่ห้องประชุมศูนย์สั่งการจุดตรวจร่วมห้วยยาง สภ.ห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง ร่วมลงนามปฏิญญารวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง อ.ทับสะแก จว.ประจวบ คีรีขันธ์ ตามนโยบายปฏิบัติการ “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด เพื่อดำเนินการในหมู่บ้าน/ชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ ของสถานีตำรวจภูธรห้วยยาง จำนวน 17 หมู่บ้าน เพื่อขจัดปัญหายาเสพติดให้หมดไปภายใน 3 เดือน

โดยมี นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง, น.ส.อุษณี ทอดสนิท กำนันตำบลห้วยยาง, นายชาลี สุทธา สารวัตรกำนันตำบลแสงอรุณ ตัวแทนนายก อบต.ห้วยยาง /ตัวแทนนายก อบต.แสงอรุณ, ผอ.รพ.สต.ห้วยยาง ผอ.รพ.สต.บ้านเนินดินแดง, ผอ.รพ.สต.บ้านหินเทิน และ รองผกก.ป.ฯ รอง ผกก.สส.ฯ พร้อมภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ตำบลห้วยยาง ตำบลแสงอรุณ ร่วมเป็นสักขีพยานดังกล่าว

โดยได้ร่วมแสดงปฏิญญาร่วมกันว่า 1.จะมุ่งบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด, 2.จะป้องกันมิให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดมิให้มีผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน, 3.จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านชุมชนมีระบบ กลไก การจัดการปัญหาด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

กาญจนบุรี แถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ “สุทัศน์ เดชคำ (มุ้ย)” ยึดทรัพย์รวมกว่า 408 ล้านบาท

จังหวัดกาญจนบุรี – แถลงผลการจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ “สุทัศน์ เดชคำ (มุ้ย)” ยึดทรัพย์รวมกว่า 408 ล้านบาท

วันนี้ (22 กรกฎาคม 2568) ณ จังหวัดกาญจนบุรีนายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นำแถลงผลการปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น ภายใต้ยุทธการ “No Drugs No Dealers” และ “Seal Stop Safe” ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศเร่งรัดการสืบสวน กวาดล้าง จับกุมผู้ค้า ผู้เสพ และเครือข่ายยาเสพติดอย่างเด็ดขาด หากพบพื้นที่ใดปล่อยปละละเลย จะมีการพิจารณาลงโทษผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ทันที

ในส่วนของจังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้เน้นย้ำนโยบายการดำเนินการอย่างจริงจังในการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สร้างชุมชนเข้มแข็ง โดยมี พล.ต.ต. พรชัย ชลอเดช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เร่งรัดการจับกุมเครือข่าย ยาเสพติดรายสำคัญในจังหวัด

จากการสืบสวนขยายผลคดีเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 และ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีการจับ กุมผู้ค้ายาเสพติดพร้อมของกลางยาบ้ารวมกว่า 26,200 เม็ด และยาอี 1,600 เม็ด นำไปสู่การจับกุมบุคคลในเครือข่ายของ นายสุทัศน์ เดชคำ (มุ้ย)จำนวน 5 ราย ได้แก่

  1. นางสาวสมใจ ฟักทอง (น็อต) อายุ 37 ปี เงินหมุนเวียนในบัญชี: 239,732,145 บาท หมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 409/2568
  2. นายสุรวุฒิ สุดใจ (เก่ง) อายุ 30 ปี เงินหมุนเวียนในบัญชี: 23,594,827 บาท หมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 365/2568
  3. นายสุบิน หรือเอกสยาม ทองบวรกุล อายุ 29 ปี เงินหมุนเวียนในบัญชี 3,662,612 บาท หมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 343/2568
  4. นายศุภโชค ชาวท่าโขลง (หนุ่ย) อายุ 33 ปี เงินหมุนเวียนในบัญชี:8,945,696 บาท หมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 342/2568
  5. นายทศพล สุขสว่าง (ไปร์) อายุ 33 ปี เงินหมุนเวียนในบัญชี: 125,892,830 บาท หมายจับศาลจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 389/2568

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 5 ราย ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 125 (1),(4) และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (1), มาตรา 5 พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ดังนี้ รถยนต์ 10 คัน มูลค่า 6,250,000 บาท, รถจักรยานยนต์ 4 คัน มูลค่า 210,000 บาท, แหวนทอง 1 วง มูลค่า 12,000 บาท, เงินสด 48,660 บาท, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง มูลค่า 90,500 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินเฉพาะที่ตรวจยึดได้ 6,611,160 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินรวมทั้งหมดจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้ง 5 ราย สูงถึง 408,439,270 บาท

การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังและต่อเนื่องของภาครัฐในการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดในทุกระดับ โดยจะดำเนินคดีผู้ต้องหาทั้งหมดถึงที่สุด พร้อมเร่งยึดทรัพย์เพื่อทำลายโครงสร้างทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติดให้สิ้นซาก จังหวัดกาญจนบุรียืนยันจะเดินหน้าสร้าง “ชุมชนปลอดยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง เพื่อความสงบสุขของประชาชนอย่างแท้จริง


/// กัมพล ทันเวลา /& ปชส.จก. / ภาพข่าว

เพชรบูรณ์ แถลงจัดงานอุ้มพระดำน้ำ 2568 สมพระเกียรติ สืบสานตำนานศรัทธาองค์พระพุทธมหาธรรมราชา

เพชรบูรณ์ – แถลงจัดงานอุ้มพระดำน้ำ 2568 สมพระเกียรติ สืบสานตำนานศรัทธาองค์พระพุทธมหาธรรมราชา

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เวลา 18.00 น. ณ วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 โดยมี ดร.เสก สรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชา ชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ได้มีพิธีเสี่ยงทาย “โขนหัวเรือ” สำหรับใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งในปีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้เสี่ยงทาย ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า “กุญชรวารี” ได้รับเลือกให้เป็นโขนหัวเรือประจำปี 2568

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

  • วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ โดยมีผู้เข้าร่วมรำถวายจำนวน 2,568 คน
  • วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ และเวลา 18.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมือง โดยมีเวทีแสดงและพิธีเปิดงานหลักที่บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ
  • วันที่ 22 กันยายน 2568 (ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) เวลา 10.09 น. พิธีแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาทางน้ำ จากท่าน้ำวัดไตรภูมิ ไปประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร
  • วันที่ 23–24 กันยายน 2568 การแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ
  • วันที่ 23–26 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. การแสดงแสงเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 17–26 กันยายน 2568 มีงานมหกรรมอาหารสะอาดรสชาติอร่อย คาราวานสินค้า OTOP กิจกรรมทางวิชาการสำหรับเยาวชน การจำหน่ายผลิต ภัณฑ์ชุมชน และมหรสพทุกค่ำคืน ณ บริเวณโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

การจัดงานในปีนี้ให้ความสำคัญกับ “วัดไตรภูมิ” ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะและปิดทององค์พระอย่างใกล้ชิด

สำหรับคณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในปีนี้ ประกอบด้วย

  • เจ้าเมือง : นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์
  • ฝ่ายเวียง : พลตรีฐาวิรัตน์ ยังน้อย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36
  • ฝ่ายวัง : นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์
  • ฝ่ายคลัง : ว่าที่ร้อยตรีเสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองเพชรบูรณ์
  • ฝ่ายนา : ร้อยตำรวจตรีสุขสัณห์ ภิชัย นายกสมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน
  • เทวดา : นายวัฒโนทัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 และนายยุพราช เขียวประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์
  • ผู้ลั่นฆ้อง : นายทองจันทร์ ประทุมโฉม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์
  • ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย : นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์
  • ผู้อ่านคำอธิษฐาน : นายไชยยงค์ ไชยปัน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์

จังหวัดเพชรบูรณ์ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานศรัทธาและสัมผัสบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 อย่างพร้อมเพรียง


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

พิธีระดมพลและปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers

พิธีระดมพลและปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 06.00 น. ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พล.ต.ต. สุทธิพงศ์ เป๊กทอง ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ เป็นประธานในพิธีระดมพลและปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs No Dealers ผลึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด โดยมีนายจักรพรรณ สุวรรณภักดี นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์, ปปส.ภาค 6, ผกก.สภ.ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมกำลัง จนท.ตร.ในทั้งในและเครื่องแบบชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์, กอ.รมน.จ.อุตรดิตถ์, ฝ่ายปกครอง, จนท.กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดน(อส.) และผู้เข้าร่วมปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าร่วมพิธีระดมพลและปล่อยแถวในครั้งนี้

พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในห้วงระยะเวลาเดือน ตั้งแต่ 17 กรกฎาคม – 18 ตุลาคม 2568 นี้ โดยมีเป้าหมายและแนว ทางการขับเคลื่อนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดภายใต้ชื่อปฏิบัติการว่า No Drugs No Dealers โดยการผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อทำให้หมู่บ้าน ชุมชนปลอดยาเสพติด ภารกิจสำคัญก็คือการค้นหาผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งผู้ค้า ผู้เสพผู้ติด ผู้สนับสนุน นำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งการดำเนินคดี การบำบัดฟื้นฟู การสร้างระบบการติดตามและการเสริมสร้างความเข้มแข็งไปสู่หมู่บ้าน ชุมชนปลอดยาเสพติด อย่างยั่งยืนให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สืบเนื่องจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีการมอบนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติการ จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้สั่งการให้ตำรวจทุกสถานี ตำรวจ สนองนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers เอ็กซเรย์ค้นหาผู้เสพ กวาดล้างจับกุม ผู้ค้ายาเสพติด ในชุมชน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ประสานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันขับเคลื่อนให้ภารกิจในครั้งนี้บรรลุและเน้นย้ำขอให้ทุกหน่วยงาน ผนึกกำลังกันปฏิบัติภารกิจ ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อให้เป้าหมายตามโรดแมบ ควิกวิน 3 เดือนนี้ สัมฤทธิ์ รวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด เพื่อทำลายเครือข่ายผู้ค้า และนำผู้เสพเข้ารับการบำบัด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ ให้กับประชาชน/ในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ตาม นโยบายของรัฐบาล/และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ผบก.ภจว.อุตรดิตถ์ กล่าวพร้อมให้โอวาวผู้ปฎิบัติหน้าที่ ก่อนจะลงพื้นที่ระดมกวาดล้างยาเสพติดสิ่งผิดกฎหมายต่อไป


นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

นครพนม จัดพิธีมอบนโยบายและลงนามปฏิญญาร่วม “รวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด No Drug No Dealers” ขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงรุกและยั่งยืน

จังหวัดนครพนม – จัดพิธีมอบนโยบายและลงนามปฏิญญาร่วม “รวมพลังยับยั้งปัญ หายาเสพติด No Drug No Dealers” ขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงรุกและยั่ง ยืน

วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 ที่หอประชุมยงใจยุทธ ศาลากลางจังหวัดนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีมอบนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับจังหวัด และร่วมลงนาม “ปฏิญญารวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด” โดยมี นายวรวิทย์ พิมพนิตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายนันทวิทย์ นาคแสง ปลัดจังหวัดนครพนม หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้าร่วมแสดงเจต จำนงและความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญครั้งนี้

สืบเนื่องจากรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกำหนดให้ “การแก้ไขปัญหายาเสพติด” เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ครอบคลุมการตัดวงจรต้นตอการผลิต การจำหน่าย การสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า และการปราบปรามเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด พร้อมทั้งเน้นย้ำการดูแลผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด ด้วยกระบวนการบำบัด ฟื้นฟู และส่งเสริมให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

จังหวัดนครพนมจึงจัดพิธีมอบนโยบายและลงนามใน “ปฏิญญารวมพลังยับยั้งปัญหายาเสพติด” โดยมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ร่วมแสดงเจตจำนงอย่างพร้อมเพรียง อาทิ รองผู้บัญชา การหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (รอง ผบ.นบ.ยส.24) ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ปลัดจัง หวัดนครพนม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม

โดยมีสาระสำคัญของปฏิญญาร่วม ดังนี้ 1. มุ่งมั่นบังคับใช้กฎหมายและดำเนินการปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด 2. ป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยลดจำนวนผู้ค้าและผู้เสพในชุมชน และ 3. เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับหมู่บ้านและชุมชน ด้วยระบบและกลไกการจัดการปัญหาด้วยตนเองอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากภัยยาเสพติดอย่างแท้จริง


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม เทพข่าวร้อน นครพนม รายงาน

ตร.ภูธร จ.นครราชสีมา แถลงการจับกุมผู้ต้องหา 13 คน พร้อมของกลางน้ำกระท่อม เกือบ 1,000 ลิตร

ตร.ภูธร จ.นครราชสีมา แถลงการจับกุมผู้ต้องหา 13 คน พร้อมของกลางน้ำกระท่อม เกือบ 1,000 ลิตร

เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2568 ณ สภ.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา โดย พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตะ รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา แถลงการจับกุมผู้ต้องหา 13 คน พร้อมของกลาง น้ำกระ ท่อม 840 ลิตร

สภ.โชคชัย บูรณาการร่วมอำเภอโชคชัย โดยนายพิชาญ ตราผักแว่น นายอำเภอโชคชัย พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตะ รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พ.ต.อ.ชวาลย์ วงษ์รอด ผกก. สภ. โชคชัย ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คน พร้อมของกลาง 1.น้ำกระท่อมบรรจุขวดพลาสติกขนาด 1 ลิตรจำนวน 840 ขวด, 2.ยาแก้ไอ จำนวน 17 ลัง (50ขวด), 3.น้ำอัดลม 48 ขวด, 4.น้ำตาลสด 30 ขวด, 5.ใบกระท่อมสด 7 กก., 6.หม้อต้มสแตนเลส 8 ใบ, 7.เตาแก๊ส 4 ใบ, 8.ถังแก๊ส 2 ใบ, 9.กะละมังพลาสติก 4 ใบ, 10.ตะแกรง 6 อัน, 11.ขวดพลาสติกเปล่า 200 ขวด

โดยสภ.โชคชัยได้บูรณาการร่วมกับอำเภอโชคชัย และ สาธารณสุขโชค ชัย เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเลขที่ 267 บ้านหนองสำโรง หมู่ 11 ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นคนราชสีมา ได้มีนายตระการ ชื่นกระโทก อายุ 39 ปี ผู้เช่าแสดงตนเป็นเจ้าของ และผู้ดูแล จากการตรวจค้นพบว่ากำลังผลิตน้ำกระท่อมกันอยู่

สอบถามนายตระการ ฯ แจ้งว่า ตนเป็นผู้ว่าจ้างลูกจ้างทั้งหมด 10 คน โดยจ่ายค่าจ้างคนละ 400 บ. ต่อวัน ต่อคน จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ พร้อมของกลางทั้งหมด ส่ง พงส. สภ. โชคชัย ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เหตุเกิด บ้านเลขที่ 267 บ้านหนองสำโรง หมู่ 11 ต. โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา


ภาพ/ข่าว : กันตินันท์ เรืองประโคน ผู้สื่อข่าว จ.นครราชสีมา

ฝ่ายปกครอง สนธิกำลังบุกตรวจค้นตามแผนปฏิบัติการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด (no dugs no dealers)

นครพนม/บ้านแพง – ฝ่ายปกครองสนธิกำลังบุกตรวจค้นตามแผนปฏิบัติการสกัดกั้น และปราบปรามยาเสพติด (no dugs no dealers)

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05.30 น. ตามนโยบายของ นายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นายนันทวิทย์ นาคแสง ปลัดจังหวัดนครพนม โดยการอำนวยการของ นายราชวัชร์ เพ็ชร์ไพฑูรย์ นายอำเภอบ้านแพง/ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านแพง มอบหมายให้ นายพงศ์เพชร มีจิตต์ใส ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง นำสมาชิก อส. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ทหารพราน ที่ 2101, ตชด 237 และ สภ.บ้านแพง ดำเนินการเข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเป้าหมาย ว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยๅiสwติด ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ต.นาพระชัย ผลการตรวจค้นได้ผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมของกลางยๅiสwติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำนวน 367 เม็ด และได้นำผู้ต้องหาพร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม เทพข่าวร้อน สำนักข่าวความมั่นคงนครพนม รายงาน

กู้ภัยเพชรเกษมกรุงเทพ ฟ้องศาลปกครองกลาง ดำเนินคดีศูนย์เอราวัณ และผอ.สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร เพิกเฉยไม่ขึ้นระบบการแพทย์กรุงเทพฯ

กู้ภัยเพชรเกษมกรุงเทพ ฟ้องศาลปกครองกลาง ดำเนินคดีศูนย์เอราวัณและ ผอ.สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร เพิกเฉยไมาขึ้นระบบการแพทย์กรุงเทพฯ

ประธานมูลนิธิเพชรเกษม ยื่นฟ้องศาลปกครอง พร้อมกรรมการของมูลนิธิเพชรเกษม และที่ปรึกษาทางกฎหมายเดินทางมาที่ศาลปกครอง พร้อมสำเนาคำฟ้อง จำนวนกว่า 1,000 หน้า พิจารณาคำสั่งผู้อำนวยการสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร มีคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังไม่อนุญาตให้มูลนิธิเข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพฯมหานครนานกว่า 4 ปี ตามมติที่ประชุม MOU ร่วมกัน 8 มูลนิธิ ที่พิจารณาไม่ให้มูลนิธิเพชรเกษมเข้าร่วมระบบการแพทย์ฉุกเฉินในพืนที่

สำเนาคำฟ้อง จำนวนกว่า 1,000 หน้า เป็นหลักฐานที่มูลนิธิเพชรเกษมนำมายื่นให้กับศาลปกครองใช้ประกอบการพิจารณาคำสั่งผู้อำนวยการสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร หลังไม่อนุญาตให้มูลนิธิเข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพฯมหานครนานกว่า 4 ปี

นายสหชาติ ลิ้มเจริญภักดี ประธานมูลนิธิเพชรเกษม เปิดเผยว่า สาเหตุที่มูลนิธิเพชรเกษมไม่สามารถเข้าสู่ระบบการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ของสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร เนื่องจากในสมาชิกมูลนิธิ 8 มูลนิธิ ที่ทำข้อตกลงร่วมกัน หรือ MOU ภายใต้การดูแลของศูนย์เอราวัณ มีความเห็นร่วมกันว่าไม่รับมูลนิธิเพชรเกษมเข้าร่วมใน MOU ด้วยเหตุผลว่ากำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครกู้ภัย ในกรุงเทพมหานครเพียงพอต่อความต้องการ และเกรงว่าการเข้ามาของมูลนิธิเพขรเกษม จะเข้ามามีปัญหาเรื่องแบ่งเขตบริการรับผิดชอบในพื้นที่ ทางศูนย์เอราวัณจึงมีคำสั่งไม่ให้มูลนิธิเพชรเกษมเข้าระบบการบริการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่กรุงเทพมหานครนั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายณัฐวัฒน์ เชี่ยวชาญวิช กรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายมูลนิธิเพชรเกษม กรรมการฝ่ายกฎหมาย ของมูลนิธิเพชรเกษม เปิดเผยว่า ข้อตกลงร่วมกันของ 8 มูลนิธิ การพิจารณาไม่สามารถนำมาเป็นข้อพิจารณาทางกฎหมายได้ การอนุญาตให้มูลนิธิเพชรเกษม เข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน จึงเป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักการนิ่วกรุงเทพมหานคร เป็นผู้พิจารณาตามระเบียบและขั้นตอนที่กำหนดเอาไว้ แต่เมื่อมูลนิธิเพชรเกษมได้ขออนุญาตและดำเนินการขั้นตอนอย่างถูกต้อง แต่กลับไม่รับเข้าสู่ระบบ ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามประกาศของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน กระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วย พ.ร.บ.วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งต่างจากในพื้นที่ต่างจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกลับอนุญาตให้มูลนิธิเพชรเกษม สามารถเข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินไกด้ จึงมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

นายปิยะพล วนอุกฤษฎ์ กรรมการฝ่ายยุทธศาสตร์และแผน เปิดเผยว่า ทางมูลนิธิเพชรเกษมพยายาม มองข้ามเรื่องถูกกลั่นแกล้ง มุ่งเน้นไปในเรื่องของการนำมูลนิธิเข้าสู่ระบบการบริการแพทย์ฉุกเฉินของสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร ตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อได้เข้าระบบแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือประชาชน ได้รับการช่วยเหลือได้มากขึ้น และรวดเร็วขึ้น ส่วนปัญหาด้านการกำหนดพื้นที่และขอบเขตในการช่วยเหลือ มองว่าเป็นขั้นตอนต่อไปที่จะต้องร่วมกันพูดคุย และข้อกำหนดของสำนักงานการแพทย์ กรุงเทพมหานคร และกรมการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ที่ผ่านมามูลนิธิเพชรเกษมสามารถทำงานร่วมกับมูลนิธิอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี อย่าง เหตุตึก สตง. ถล่ม และอุบัติเหตุในพื้นที่

สำหรับมูลนิธิเพชรเกษมกรุงเทพ ได้จดจัดตั้งเป็นองค์กรการกุศลเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรในพื้นที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2564 วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ป่วยฉุกเฉิน ได้ยื่นเรื่องต่อสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร หรือศูนย์เอราวัณ ถึง 6 ครั้ง เพื่อเข้าสู่ระบบ มูลนิธิมีศักยภาพ ทั้งคน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ครบถ้วนตามมาตรฐาน จึงมองว่าหากได้รับการขึ้นทะเบียนจะเป็นประโยชน์ต่อสานประโยชน์ ให้การช่วยเหลือคนเจ็บป่วยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น