เปิดศึกแห่งสายน้ำสุดยิ่งใหญ่ “แข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า” ประจำปี 2568 คึกคักทั่วทั้งหล่มเก่า ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวแห่ชมแน่นริมฝั่งน้ำพุง

เพชรบูรณ์ – เปิดศึกแห่งสายน้ำสุดยิ่งใหญ่ “แข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า” ประจำปี 2568 คึกคักทั่วทั้งหล่มเก่า ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวแห่ชมแน่นริมฝั่งน้ำพุง

วันนี้ (7 ต.ค. 68) บรรยากาศบริเวณท่าน้ำวัดทุ่งธงไชย อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เต็มไปด้วยความคึกคักเมื่อ นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณ สุข ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

การแข่งขันเรือยาวประเพณีอำเภอหล่มเก่า ถือเป็นกิจกรรมสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 67 ปี เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 จากแนวคิดของ “ครูชาติ บุญนุ่ม” ครูโรงเรียนวัดทุ่งธงไชย และอดีตกำนันตำบลหล่มเก่า ซึ่งต้องการให้ชาวบ้านมีกิจกรรมรื่นเริงหลังออกพรรษา จึงจัดการแข่งขันเรือยาวขึ้นเพื่อ “ลาพรรษา” และเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า การแข่งขันเรือยาวหล่มเก่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวเพชรบูรณ์ภาคภูมิใจ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศแก่ผู้ชนะการแข่งขัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

สำหรับปีนี้ การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 ตุลาคม 2568 ณ ลำน้ำพุง หน้าวัดทุ่งธงไชย โดยมีทีมเรือยาวจากหลายจังหวัดเข้าร่วมประชันความเร็ว ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้องริมฝั่งน้ำ พร้อมชมการแสดงมหรสพพื้นบ้าน การแสดงศิลปวัฒนธรรม และตลาดสินค้าชุมชนที่สร้างสีสันตลอดทั้งงาน

ทั้งนี้ การจัดงานแข่งเรือยาวออกพรรษาอำเภอหล่มเก่า มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมประเพณีท้องถิ่น สร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชน และกระตุ้นการท่องเที่ยวของอำเภอหล่มเก่าและจังหวัดเพชรบูรณ์ให้คึกคักรับปลายปีอีกด้วย


เพชรบูรณ์จัดใหญ่ “สืบสานศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ 2568” เปิดตำนานอารยธรรมทวารวดี พร้อมตลาดย้อนยุคสุดคึกคัก

เพชรบูรณ์จัดใหญ่ “สืบสานศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ 2568” เปิดตำนานอารยธรรมทวารวดี พร้อมตลาดย้อนยุคสุดคึกคัก

วันที่ 6 ต.ค. 68 ที่ห้องประชุมเมืองราด ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการเตรียมจัดงาน “สืบสานศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ” ประจำปี 2568 ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม 2568 ณ โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมในวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. ที่โบราณสถานเขาคลังนอก เพื่อเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ของเมืองมรดกโลก “ศรีเทพ” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก

สำหรับวันเปิดงาน 24 ตุลาคม 2568 จะเริ่มด้วยพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ เวลา 07.00 น. ต่อด้วยพิธีบวงสรวงโบราณสถานเขาคลังนอก เวลา 08.00 น. และพิธีทำบุญตักบาตร เวลา 09.09 น. จากนั้นช่วงเย็น เวลา 18.00 น. จะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมการแสดงแสง เสียง สุดตระการตา เรื่อง “ศรีเทพ ปฐมบทแห่งอารยธรรม เทวะศรัทธา สรรค์สร้างศิลป์นิรันดร์” ถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองของอารยธรรมทวารวดีศรีเทพให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม ตลาดย้อนยุคทวารวดีศรีเทพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม เวลา 17.00–21.00 น. ณ บริเวณโบราณสถานเขาคลังนอก จำลองบรรยากาศตลาดโบราณให้ชาวบ้านในพื้นที่และผู้ประกอบการท้องถิ่นนำสินค้า อาหารพื้นถิ่น และของที่ระลึกมาจำหน่าย พร้อมอาหารและเครื่องดื่มร่วมสมัยตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกวัย

ตลอดช่วงการจัดงาน ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย การละเล่นพื้นบ้าน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น และนิทรรศการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน.


โรงพยาบาลพญาไท 3 ฉลองครบรอบ 29 ปี

โรงพยาบาลพญาไท 3 ฉลองครบรอบ 29 ปี …..29 ปี ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาดูแลเคียงข้างด้วยประสบการณ์แพทย์เฉพาะทาง….

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 3 เพชร เกษม 19, พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการแพทย์, คุณณัฐชานันท์ นิธิโชติวรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด, นพ.อภิชัย โตวณะบุตร ผู้ช่วย ผอ.แพทย์, คุณนิตยา กฤตธนเวท ผู้อำนวยการฝ่าย บริหาร, คุณภาวิณี วัยปัทมะ ผู้อำนวยการฝ่ายพยาบาล, พร้อมแพทย์ พยาบาล พนักงาน ร่วมทำบุญ ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระภิกษุสงฆ์ และบวงสรวงสมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราช บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล เพื่อเป็นศิริมงคล เนื่องในโกาสครบรอบ 29 ปี ของโรงพยาบาลพญาไท 3 ท่ามกลางผู้ใช้บริการร่วมกิจกรรมมากมาย

โดย นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ กล่าวว่า 29 ปี พญาไท 3 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยความไว้วางใจของผู้ใช้บริการ ทำให้เรายืนเคียงข้างสังคมไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ทางโรงพยาบาลพญาไท 3 ยกระดับความเป็นหนึ่งด้านสุขภาพในทุกๆด้านตลอดเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ด้วยทีม งานพนักงานที่มีคุณภาพวางยุทธศาสตร์คนและองค์กร ที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดแนวคิดที่ทันสมัยเพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืนและนำเทคโนโลยีระดับสากลมาพัฒนาเพื่ออนาคต เพื่อผู้ใช้บริการ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.และThe University of Osaka ลงนามความร่วมมือ ยกระดับและขยายเครือข่ายการวิจัย พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกำลังคนด้านการวิจัยในด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

วช. และ The University of Osaka ลงนามความร่วมมือ ยกระดับและขยายเครือข่ายการวิจัย พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกำลังคนด้านการวิจัยในด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามเอกสารแสดงเจตจำนงความร่วมมือทางการวิจัย ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ The University of Osaka ประเทศญี่ปุ่น โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) และ Prof. Dr. Atsushi Kumanogoh อธิการบดี The University of Osaka เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่น ตามลำดับ

ในโอกาสนี้ Prof. Dr. Atsushi Kumanogoh อธิการบดี The University of Osaka ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการเยือนของคณะผู้แทนไทย พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง The University of Osaka กับสถาบันการศึกษาไทยหลายแห่ง และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับ (วช.) จะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยไทย–ญี่ปุ่นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง (อว.) กล่าวถึงบทบาทของกระทรวง (อว.) ทั้งในส่วนของการอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงแสดงความยินดีต่อการลงนามความร่วมมือทางการวิจัยระหว่าง (วช.) และ The University of Osaka พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยของไทย การจับมือกับ The University of Osaka ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยจะได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยชั้นนำของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือว่า เกิดจากการเยือน The University of Osaka ของคณะผู้บริหาร (วช.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้ตกลงกำหนดกรอบการทำงานร่วมกัน ทั้งการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัย โดยเชื่อมั่นว่าการลงนามในครั้งนี้จะช่วยขยายเครือข่ายวิจัยและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ทั้งสองประเทศ

สำหรับความร่วมมือระหว่าง (วช.) และ The University of Osaka จะมุ่งสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมไทย–ญี่ปุ่น ผ่านโครงการวิจัยร่วมในสาขาที่มีศักยภาพ การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษา รวมถึงการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เหมาไถ” จัดกิจกรรม “กุญแจไร้พรมแดน: ร่วมรังสรรค์ตะวันออก” ที่กรุงเทพฯ ใช้เครื่องดื่มเหมาไถเป็นสื่อกลาง สานสัมพันธ์วัฒนธรรมจีน-ไทย

“เหมาไถ” จัดกิจกรรม “กุญแจไร้พรมแดน: ร่วมรังสรรค์ตะวันออก” ที่กรุงเทพฯ ใช้เครื่องดื่มเหมาไถเป็นสื่อกลาง สานสัมพันธ์วัฒนธรรมจีน-ไทย

ระหว่างวันที่ 27-29 กันยายน 2568 กรุงเทพฯ-ประเทศไทย : แผนกงานผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนานาชาติ บริษัท ไชน่า เหมาไถ ได้จัดกิจกรรมในซีรีส์ “กุญแจไร้พรมแดน : ร่วมรังสรรค์ตะวันออก” อย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยมีผู้สืบทอดแบรนด์เหมาไถจากจีนและต่างประเทศ ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ผู้นำภาคธุรกิจ และบุคคลสำคัญในแวดวงวัฒนธรรม เข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างจีนและไทย โดยมีเครื่องดื่ม “ไป๋จิ่ว” เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยง

ในช่วงการสนทนากับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย คณะผู้แทนจากเหมาไถได้เรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค และลักษณะช่องทางจำหน่ายในตลาดไทย พร้อมหารือแนวทางการปรับผลิตภัณฑ์เหมาไถให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การจับคู่รสชาติเหล้ากับอาหารไทยเพื่อเสริมรสชาติให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น

ต่อจากนั้น คณะฯ ได้เดินทางเยี่ยมเยียน หอการค้าไทย-จีน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการกลั่นสุราเหมาไถ และแบ่งปันคุณค่าอันเป็นหัวใจของแบรนด์

ในกิจกรรมยังได้จัดงานสัมมนา “ผู้สืบทอดเหมาไถจากจีนและต่างประเทศ ครั้งที่ 1” โดยมุ่งเน้นหัวข้อ “การสร้างแบรนด์ระดับสากล” ซึ่งผู้สืบทอดได้เสนอแนวทาง “นวัตกรรมตามบริบทท้องถิ่น” เช่น การใช้เทศกาลสำคัญของประเทศต่างๆ เป็นโอกาสในการสื่อสารแบรนด์ และการใช้สื่อวิดีโอสั้นเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ในต่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่า การสืบทอดฝีมือและภูมิปัญญาคือรากฐานสำคัญ ขณะที่การสื่อสารเชิงวัฒนธรรมและนวัตกรรมด้านการตลาดจะเป็นกุญแจในการขับเคลื่อนแบรนด์สู่ระดับโลก

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำภายใต้ธีมวัฒนธรรม ผู้สืบทอดเหมาไถกล่าวว่า “ในอนาคต แบรนด์จะมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมโยงทั้งในเชิงวัฒนธรรมและอารมณ์กับผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านการจัดนิทรรศการวัฒนธรรม กิจกรรมเพื่อสังคม และโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยผู้ร่วมงานต่างรู้สึกประทับใจในเสน่ห์ของเหมาไถ ที่ถ่ายทอดโดยผู้บรรยายด้านวัฒนธรรม และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมาไถคือแบรนด์ที่ผสานทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไว้อย่างกลมกลืน

กิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเหมาไถ ในการลงลึกตลาดประเทศไทย โดยใช้การแลกเปลี่ยนอย่างเข้าใจในบริบทท้องถิ่นควบคู่กับนวัตกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการสนทนาเชิงอารยธรรมระหว่างภูมิปัญญาการกลั่นแบบดั้งเดิมของจีนกับวัฒนธรรมไทย และช่วยเสริมพลังใหม่ให้กับการขยายตัวของแบรนด์เหมาไถในระดับนานาชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษา 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ.2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาด แคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง และแม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาด แคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รมว.สุชาติ” มอบนโยบาย ทส. ในโอกาสครบรอบ 23 ปี มุ่งเป้าพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วัดผลได้ในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชน

“รมว.สุชาติ” มอบนโยบาย ทส. ในโอกาสครบรอบ 23 ปี มุ่งเป้าพิทักษ์ทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม วัดผลได้ในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชน

วันทึ่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมสักการะพระพุทธสยัมภู พระพุทธรูปประจำกระทรวงฯ และศาลพระภูมิเจ้าที่ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ครบรอบ 23 ปี พร้อมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ และเสริมพลังใจให้แก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงฯ ในการปกป้อง ดูแล และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ภายหลังพิธี นายสุชาติฯ ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกระทรวงฯ โดยเน้นย้ำการทำงานใน 5 ด้านสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน ได้แก่

1) การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน โดยให้ความสำคัญกับงานตามพระราชดำริ รวมถึงการแก้ไขปัญการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมีส่วนร่วม เร่งรัดกฎหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ และการผลักดันการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน

2) การส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ ให้เป็นแหล่งรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าสร้างพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มขึ้น การส่งเสริมให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าอย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนที่ได้รับสิทธิให้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า

3) การป้องกันและแก้ไขปัญหาพิบัติภัยทางธรรมชาติ ด้วยการยกระดับศูนย์เตือนภัยของกระทรวงฯ ทั้งการเฝ้าระวังด้านน้ำและด้านธรณีพิบัติภัย รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน

4) การจัดการสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเร่งเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และบูรณาการความร่วมมือการป้องกันแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นเอกภาพ การเร่งแก้ไขปัญหา และผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ แก้ไขปัญหา PM 2.5 หมอกควัน ไฟป่า และมลพิษข้ามแดนมลพิษข้ามแดน เช่น ปัญหาหมอกควัน และปัญหาสิ่งปนเปื้อนในลำน้ำ รวมถึงการส่งเสริมให้กลไก EIA และ EHIA เป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

5) การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI เพื่อการให้บริการประชาชนที่ครอบคลุม ให้บริการได้ทุกพื้นที่ ทุกรูปแบบ เกิดความโปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายสุชาติฯ ยังได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการดูแลขวัญกำลังใจและสวัสดิ การของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการคัดเลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน และขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับจัดทำแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงน้อมนำงานตามพระราชดำริมาดำเนินการให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งหมดของกระทรวงฯ สามารถวัดผลได้ภายในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล และประชาชนสัมผัสได้ถึงผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม ให้กระทรวงฯ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง และก้าวไปข้างหน้าด้วยความโปร่งใสและมั่นคง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบสวนดินแดงรวบ “ปุ๋ย ห้วยขวาง” มือแทงเพื่อนสนิทเสียชีวิต อ้างถูกผู้ตายเย้ยหยันว่า “จน”

สืบดินแดง รวบ “ปุ๋ย ห้วยขวาง” หลังก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงเพื่อนสนิทนอนจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่กลางถนนปากซอยประชาสงเคราะห์ 21 หลังเกิดเหตุ น.1 สั่งการให้ผู้การนครบาล 1 เร่งรัดติดตามจนจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้านผู้ก่อเหตุอ้าง ถูกผู้ตายเย้ยหยันว่า “จน”

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ. ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต. พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง, พ.ต.ท.สรัล สุรเดชานนท์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง, พ.ต.ท.ปิติพล พรหมแก้ว รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ดินแดง, พ.ต.ท.นพโรจน์ พัชราจิระศักดิ์ สว.สส.สน.ดินแดง พร้อมชุดสืบสวน สน.ดินแดง ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัวนายเอกสิทธิ์ หรือปุ๋ย อายุ 50 ปี ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5800/2568 ลงวันที่ 2 ต.ค.2568 ข้อหา “ฆ่าผู้อื่น”

พฤติการณ์กล่าวคือ วันที่ 2 ต.ค.2568 เวลาประมาณ 03.06 น. พ.ต.ต.วรณัฐ วงค์คำ สว.(สอบสวน) สน.ดินแดง ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สน.ดินแดง ว่ามีเหตุชายวัย 51 ปี ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่บริเวณ ปากซอยประชาสงเคราะห์ 21 ถ.ประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบตามลำดับชั้น และประสานฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุ พบร่างนายเสนีย์ (สงวนนามสกุล) ผู้บาดเจ็บนอนหงายท้องจมกองเลือดอยู่บริเวณพื้นผิวถนน ลักษณะหายใจรวยริน จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ผู้บาดเจ็บมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกแทงเข้าที่บริเวณหน้าท้องด้านซ้าย จำนวน 2 แผล จึงประสานกู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลราชวิถี และทราบว่าผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 หลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ได้เพียง 1 วัน เร่งรัดสั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง สั่งการพนักงานสอบสวนรวบ รวมพยานหลักฐาน จนทราบชื่อผู้ก่อเหตุว่าคือ นายเอกสิทธิ์ หรือ “ปุ๋ย ห้วยขวาง” วัย 50 ปี และสามารถขออนุมัติหมายจับได้ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5800/2568 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2568 ข้อหา “ฆ่าผู้อื่น” จากนั้นได้สั่งการให้ชุดสืบสวน เร่งไล่ล่าติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย จนสามารถติตตามจับกุมตัว นายเอกสิทธิ์ หรือ ปุ๋ย ห้วยขวาง ผู้ก่อเหตุได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ จากนั้นควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในชั้นจับกุม นายปุ๋ยฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุแทงผู้ตายจริง โดยในคืนเกิดเหตุตนกับผู้ตายได้ไปร่วมดื่มสุราด้วยกัน จนเกิดอาการมึนเมา หลังจากนั้นตนได้มีปากเสียงกับผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายพูดจาเย้ยหยันว่าตนเองมันจน จึงเกิดความบันดาลโทสะด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จึงใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายเข้าที่ลำตัว และหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไป จนมาถูกจับกุมได้ในที่สุด”

พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง กล่าวว่า “ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหา แต่ยืนยันว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อหามูลเหตุที่แท้จริงของการก่อเหตุในครั้งนี้”


พันตำรวจเอกภษิต กะเตื้องงาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจนคบาลดินแดง

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รมว.สุชาติ” ร่วมยินดี 23 ปี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มุ่งเน้นการทำงานที่เห็นผล กำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่ชัดเจน เพื่อผลงานที่จับต้องได้

“รมว.สุชาติ” ร่วมยินดี 23 ปี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มุ่งเน้นการทำงานที่เห็นผล กำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่ชัดเจน เพื่อผลงานที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ครบรอบ 23 ปี ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา เล่มที่ 119 ตอนที่ 99 ก ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2545 ให้จัดตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แยกงานที่เกี่ยวกับป่าเศรษฐกิจและงานด้านอนุรักษ์และการคุ้มครองป่าไม้ออกจากกัน โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรุงเทพมหานคร

โดย นายสุชาติฯ ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 จากนั้นได้ชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของกรมอุทยานฯ อาทิ การสนองงานพระราชดำริ การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า การจัดการแนวเขตป่าอนุรักษ์และที่ดินทำกินของราษฎร การบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ การอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ การจัดการแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ เป็นต้น ก่อนมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “พิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้” มอบโล่ข้าราชการพลเรือนและผู้ปฏิบัติงานดีเด่น รวมถึงมอบโล่ผู้ช่วยเหลือราชการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้กับข้าราชการ และเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนการทำงานที่ผ่านมา

นายสุชาติฯ ได้กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 23 ปี ของกรมอุทยานฯ และได้เห็นภารกิจของกรมอุทยานฯ มาตั้งแต่เริ่มแยกภารกิจออกจากกรมป่าไม้ นับว่ามีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลทรัพยากรของชาติ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และในการเข้ามาทำงานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้ มีความตั้งใจจริงอย่างมาก เพราะเป็นกระทรวงฯ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกช่วงชีวิต จึงขอให้กรมอุทยานฯ และทุกหน่วยงาน มีการกำหนดแผนงานที่ชัดเจน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้การทำงานในช่วง 4 เดือนนี้มีผลงานที่จับต้องได้จริง และมีผลการทำงานที่ชัดเจนในระยะต่อๆไป

และขอเน้นย้ำว่าพร้อมที่จะเปิดรับโอกาสและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ NGOs หรือประชาชนทั่วไป ที่จะทำงานร่วมกันเพื่อหาทางออกในเรื่องที่ซับซ้อน ให้เราสามารถรักษาสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับการทำให้ประชาชนอยู่รอดได้ และดำเนินรอยตามแนวทางพระราชดำริ “และผมขอยืนยันอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่า เราจะดำเนินการทางกฎหมายกับทุกคนที่กระทำความผิดในเรื่องปัญหาการจัดการที่ดินของรัฐ และการตัดไม้ทำลายป่าที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างจริงจัง และจะไม่ยอมให้การอนุรักษ์ถูกบิดเบือนไปเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นอันขาด”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บี. บราวน์ ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จในฐานะองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย เป็นปีที่ 6

บี. บราวน์ ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จในฐานะองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย เป็นปีที่ 6 พร้อมคว้า 4 รางวัลด้านการบริหารบุคคลระดับนานาชาติ จาก HR Asia 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กรอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย : บี. บราวน์ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ด้วยการคว้ารางวัลองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย (Best Companies to Work for in Asia) ประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมคว้าอีก 3 รางวัลพิเศษ ได้แก่ รางวัลด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง (Diversity, Equity, and Inclusion Awards) เป็นปีที่ 3 รางวัลองค์กรที่ห่วงใยพนักงานที่สุด (Most Caring Company Awards) เป็นปีที่ 2 และรางวัลองค์กรที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน (Sustainable Workplace Awards) เป็นปีแรก

นายสายัณห์ รอย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี. บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บี. บราวน์ ประเทศไทย เป็นหนึ่งใน 75 องค์กร ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลประจำปี 2568 จาก 303 องค์กร ในกว่า 20 กลุ่มธุรกิจที่สมัครเข้าชิงรางวัล รางวัลเหล่านี้ สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ที่มุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงและยั่งยืน

“ซึ่งการได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าทำงานด้วย ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และเราขอมอบรางวัลนี้ให้กับพนักงานทุกคน เพราะความสำเร็จตลอดระยะเวลา 36 ปีของการดำเนินงานในประเทศไทยของเรามาจากความมุ่งมั่นและทุ่มเทของพนักงานของเรา ในการมุ่งสู่เป้าหมายที่เรามีร่วมกัน เพื่อปกป้องและพัฒนาสุขภาพของผู้คนทั่วโลกร่วมกัน เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมลงทุนในการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เราสามารถเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพ พร้อมร่วมสร้างคุณค่าให้คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน”

ด้าน นางสาวศรีสกุล สังข์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร บริษัท บี. บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติเหล่านี้ โดยเฉพาะในด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง รวมถึงการส่งต่อความห่วงใย และการได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่ทำงานที่มีความยั่งยืน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราที่ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความพยายามของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน พร้อมทั้งมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างแท้จริง

เราภูมิใจที่พนักงานเป็นศูนย์กลางของพันธกิจของเรา และเป็นแนวทางในการตัดสินใจที่มุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกันและอนาคตที่ยั่งยืน แรงบันดาลใจจากความสำเร็จนี้ผลักดันให้เรายกระดับแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานรู้สึกภูมิใจ มีความสุข และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน พร้อมทั้งผลักดันให้บี. บราวน์ ประเทศไทย เป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วย

นางสาวศรีสกุล กล่าวต่อว่า ความหลากหลายคือพลังในการขับเคลื่อนองค์กรของบี. บราวน์ ประเทศไทย เราเชื่อว่าการเปิดรับความแตกต่างในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่เรามองเห็น อาทิ เพศ ศาสนา หรืออายุ แต่รวมถึงมุมมอง ความคิด และประสบการณ์ ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ เราจึงส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพและให้คุณค่ากับความเป็นตัวตนของแต่ละคน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดง ออกอย่างอิสระ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สะท้อนความหลากหลายตามความสนใจ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน แต่ยังช่วยหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและครอบคลุม เรามุ่งมั่นสร้างพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และสามารถเติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นใจ พร้อมความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าและผู้ป่วย

ในยุคแห่งความท้าทายที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกปลอดภัยและได้รับการดูแลคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุที่ไม่คาดคิด เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 บี. บราวน์ ประเทศไทย เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือพนักงาน ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพจิตใจ ผ่านโครงการสนับสนุนพิเศษ รวมถึงกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา

“เราเชื่อว่าการรับฟังและการแบ่งปันคือหัวใจของวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง บี. บราวน์ เปิดพื้นที่ให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ทั้งในเรื่องการทำงาน การพัฒนาสวัสดิการ หรือกิจกรรมภายใน ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ กิจกรรม Voice Your Wish ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเขียนสิ่งที่อยากเห็นองค์กรพัฒนา รวมถึงระบบข้อเสนอแนะที่พร้อมรับฟังทุกความต้องการอย่างจริงจัง เพราะทุกเสียงของพนักงานมีความหมาย และเป็นแรงขับเคลื่อนในการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น”

บี. บราวน์ ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ และดำเนินกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การแยกขยะในสำนักงาน และการจัดกิจกรรมภายในที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ในด้านสังคม บริษัทส่งเสริมให้พนักงานมีบทบาทผ่าน CSR คลับ ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานที่ขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา เช่น การบริจาคโลหิต การร่วมมือกับสำนักงานสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่สวนเบญจกิติ และการพัฒนาโรงเรียนในโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนการศึกษาที่โรงเรียนคชเวกวิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ปี 2561 และสนับสนุนการศึกษาที่โรงเรียนบ้านยางโทน จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่ปี 2565


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน