นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสพอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

         วันนี้ (19 ก.ย. 62) พล.ต.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. ได้เปิดเผยว่า จากการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี กอ.รมน.จังหวัด อ.บ. ได้ร่วมประชุมและติดตามสถานการณ์อุทกภัยร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี มีแนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนได้แก่ จัดชุดเคลื่อนที่เร็ว ทหาร ตำรวจ โดยจัดเรือ 4 ลำ สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้งกลางวันและกลางคืน การจัดทำรายชื่อผู้ประสพอุทกภัย เพื่อทราบยอดและความต้องการ ของผู้ประสพอุทกภัยที่จะให้ทางราชการช่วยเหลือ การติดตามข่าวการรายงานจากสื่อมวลชน และสื่อออนไลน์ อย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัย

         รวมทั้งกำลังเร่งดำเนินการกู้ถนนเลี่ยงเมือง ทางหลวงหมายเลข 231 และ ถนนสาย 2404 เขื่องใน – นาคำใหญ่ และถนนบ้านแสงน้อย กม.14-15 เพื่อคืนพื้นผิวการจราจรและให้ประชาชนสามารถสัญจรได้โดยเร็ว มีการเตรียมการฟื้นฟูตรวจสอบความเสียหาย สถานที่ราชการ โรงเรียน ไฟฟ้า ประปา วัด และความเสียหายทางการเกษตร ธุรกิจ SME ธุรกิจการท่องเที่ยว สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมทั้งจะต้องให้การดูแลรักษาผู้ประสพภัยที่อาจจะติดเชื้อจากโรคระบาดจากน้ำเน่าเสีย

         และในวันนี้ เวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำ นวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พร้อมคณะจะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม พบปะ ให้กำลังใจผู้ประสพอุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามแผนการเตรียมการฟื้นฟู เยียวยา ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและรับฟังการบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือ ในด้านต่างๆ แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยว ข้องในพื้นที่ ณ ศูนย์พักพิงมณฑลทหารบกที่ 22 ค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ อำเภอวารินชำราบ

         จากนั้นจะตรวจเยี่ยมผู้ประสพภัยพร้อมมอบถุงยังชีพจำนวน 83 ราย และจะเดินทางไปยังตลาดสดเทศบาล 3 ริมสถานีวัดระดับน้ำ M7 เพื่อลงเรือตรวจเยี่ยมผู้ประสพอุทกภัยชุมชนริมแม่น้ำมูลและมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสพภัยที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านเรือน เพื่อเป็นการให้กำลังใจและบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น


สนง.ตำรวจแห่งชาติ ให้ความรู้ “จิตอาสาจราจร” ช่วยอำนวยความสะดวกการจราจร ช่วงพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ความรู้ “จิตอาสาจราจร” ช่วยอำนวยความสะดวกการจราจร ช่วงพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค

         วันนี้ วัน​พฤหัสบดี​ที่​ 19 กันยายน 2562​ เวลา 09.00​ น. ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี รังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร​ : พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พลตำรวจโท ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิด โครงการประชาชนจิตอาสาจราจร

         โดยโครงการประชาชนจิตอาสาจราจร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จัดตั้งโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เพื่อความสมัครสมานสามัคคีของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ในการร่วมกันบำเพ็ญกิจกรรมสาธารณประโยชน์ พัฒนาชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประกอบกับในวันที่ 24 ตุลาคม 2562​ จะมีพระราชพิธีสำคัญเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเบื้องปลาย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ให้ประชาชนชาวไทยได้เฝ้าชมพระบารมี

         สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีภารกิจในการถวายความปลอดภัย รักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจร รวมทั้งให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดความปลอดภัยสูงสุด สมพระเกียรติ และเป็นไปตาม พระราชประสงค์ จึงได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริมาเป็นแนว ทางปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ กองบังคับการตำรวจ​จราจร เชิญชวนพี่น้องประชาชนจิตอาสาที่มีความสมัครใจ สนใจและเสียสละที่จะมาร่วมปฏิบัติงานด้านการจราจร จำนวน 384 คน เพื่อทำหน้าที่ “อาสาจราจร” ช่วยอำนวยความสะดวก และดูแลพี่น้องประชาชนจากทั่วประเทศ ที่จะร่วมเดินทางมาเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ในพระราชพิธีสำคัญของชาติในครั้งนี้

          พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวด้วยว่า “โครงการประชาชนจิตอาสาจราจร เป็นการอบรมประชาชนที่มีความสมัครใจเป็น “จิตอาสาจราจร” ตามหลักสูตรอาสาจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผู้ที่จะเข้ารับการอบรมจะต้องผ่านการคัดเลือกจากสถานีตำรวจ โดยมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ไม่เคยต้องโทษในคดีอาญา ตลอดจนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมปฏิบัติหน้าที่

         ทั้งนี้ในการอบรมจะได้รับความรู้ทั้งภาควิชาการและภาคปฏิบัติรวม 25 ชั่วโมง อาทิเช่น ความรู้เกี่ยวกับการจราจร สาเหตุของอุบัติเหตุจราจรและการป้องกัน ตลอดจนข้อกฎ หมายที่จำเป็น และการควบคุมจัดการจราจรเบื้องต้น ทั้งนี้ผู้ที่จะผ่านการอบรมจะต้องมีคะแนนสอบ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงจะถือว่าผ่านการอบรม และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยเมื่อผ่านการอบรมแล้ว จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น อาสาจราจร มีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในการจัดการจราจรตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเชื่อมั่นว่า โครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

          พล.ต.ท.ปิยะฯ ยังได้ฝากเชิญชวนพี่น้องประชาชน เข้าร่วมรับเสด็จฯ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า จะดูแลพี่น้องประชาชนทุกคนให้เสมือนเป็นแขกของพระองค์ท่าน


สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดตัว แอปพลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช่วยจริง อุ่นใจ แม้ในนาทีฉุกเฉิน”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดตัว แอปพลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418 แอปพลิเคชั่นแรกในไทย ที่ติดตามการช่วยเหลือฉุกเฉินได้อย่าง ทันท่วงที ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช่วยจริง อุ่นใจ แม้ในนาทีฉุกเฉิน”

          วันนี้​ วัน​พฤหัสบดี​ที่​ 19 กันยายน 2562 เวลา​ 10.30​ น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2​ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลา​ไชย​ กรุงเทพฯ : มูลนิธิ​ป่อเต็กตึ้ง​ โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโมบาย แอปพลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418 (Mobile Application) ช่องทางใหม่ ตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัยในยุคดิจิตอล ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (อุบัติเหตุ อุบัติภัยทั่วประเทศ) เป็นแอปพลิเคชันแรกในไทย ที่สามารถแจ้งเหตุพร้อมส่งพิกัดสถานที่อัตโนมัติ และสามารถติดตามสถานะการ ช่วยเหลือได้แบบทันท่วงที (เรียลไทม์) รวมถึงการโทรสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ที่ง่ายดาย ด้วยรูปแบบการใช้งานที่เรียบง่าย เข้าถึงทุกฟังก์ชันได้อย่างสะดวก ไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้ใช้งานในภาวะฉุกเฉินติดต่อเราได้อย่างรวดเร็วที่สุด​ และแม่นยำที่สุด โดยมี คณะกรรมการและผู้บริหารมูลนิธิฯ หน่วยงานในเครือ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย ร่วมในพิธี

         นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า ด้วยประสบ การณ์ ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งกว่า 109 ปี มูลนิธิฯ ได้รับแจ้งเหตุ และเข้าช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆ มานับไม่ถ้วน จึงเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นอย่างดี การรอคอยในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ความกังวลต่างๆ รวมถึงศักยภาพการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ที่กำลังเดินทางมาช่วยเหลือ มูลนิธิฯ ตระหนักดี จึงไม่หยุดยั้งในการพัฒนาระบบการช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เรื่อยมา ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรของมูลนิธิฯ ทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ และความต้องการของพี่น้องประชาชนในปัจจุบัน

         นายไปรเทพ ซอโสตถิกุล ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า การลดความกังวลในภาวะฉุกเฉินของผู้แจ้งเหตุและผู้ประสบเหตุเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักที่มูลนิธิฯ นำมาใช้พัฒนาระบบการสื่อสาร จากเดิมเป็นการโทรเข้าเบอร์โทร 7 หลักธรรมดา พัฒนาเป็นสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 และในปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของประชาชนทุกเพศทุกวัย ประกอบกับการเป็นพลเมืองดีจิตอาสา และพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ซึ่งนับได้ว่ามีบทบาท และเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเหลือสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก มูลนิธิฯ จึงได้รวบรวมข้อมูล และคิดค้นพัฒนาแอปพลิเคชันการช่วยเหลือ แอปฯ แรกในไทย ที่ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมตรง “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ที่พร้อมด้วย ศักยภาพในด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน ด้วยระบบการแจ้งอุบัติเหตุ อุบัติภัยได้อย่างฉับไว แม่นยำด้วยระบบการจัดส่งพิกัดอัตโนมัติ รวมถึงระบบติดตามการปฏิบัติงานของทีมป่อเต็กตึ๊ง ไม่ว่าคุณจะประสบหรือพบอุบัติเหตุ อุบัติภัย ใดๆ คุณสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ และอุ่นใจเมื่อทราบว่าผู้ที่เข้าช่วยเหลือเป็นใคร และสามารถติดตามเจ้าหน้าที่ๆ จะเดินทางเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที (เรียลไทม์) กับฟีเจอร์ “กดแจ้งเหตุ”

         นอกจากนี้ผู้ใช้งานแอปฯ ป่อเต็กตึ๊ง 1418 ที่สะดวกแจ้งเหตุผ่านการพูดคุยทางโทร ศัพท์โดยตรงกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ท่านสามารถโทรเข้า สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ผ่านแอปฯ ได้เพียง 2 คลิกเท่านั้น กับฟีเจอร์ “ติดต่อเรา” รวมทั้งผู้ใช้งานยังสามารถตรวจสอบพิกัดเกิดอุบัติเหตุที่มูลนิธิฯ กำลังดำเนินการให้การช่วยเหลือ ในรัศมี 5 กิโลเมตรได้ กับฟีเจอร์ “อุบัติเหตุ” รวมถึงสามารถติดตามข่าวสาร และสาระน่ารู้ด้านการช่วยเหลือต่างๆ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ผ่านทาง “ข่าวสาร” และ “สาระน่ารู้”

         ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งไม่ได้หวังให้ประชาชนมีการแจ้งเหตุเข้ามามากมาย เพราะนั่นหมายถึงความทุกข์ร้อน และการสูญเสีย แต่มูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อพี่น้องประชาชนประสบภัย หรือท่านใดพบเห็นความเดือดร้อน แอปพลิ-เคชัน “ป่อเต็กตึ๊ง 1418” นี้พร้อมเป็นช่องทางเชื่อมตรงถึงทีมงานที่พร้อมให้การช่วยเหลือ โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดแอป พลิเคชัน ป่อเต็กตึ๊ง 1418 ฟรีได้แล้ววันนี้ เพียงค้นหาด้วยคำว่า ป่อเต็กตึ๊ง 1418 ทั้งระบบแอพ สโตร์ (App Store) และเพลย์ สโตร์ (Play Store) หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.1418help.com

แอปพลิเคชัน “ป่อเต็กตึ๊ง 1418” ช่วยจริง อุ่นใจ แม้ในนาทีฉุกเฉิน /ติดต่อ-สอบถาม#ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418


สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผบ.พล.ร.15 ตรวจเยี่ยมติดตามความคืบหน้า โครงการทหารพันธ์ดี

          เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 62 เวลา 14.30 น. พล.ต.สมดุลย์ เอี่ยมเอก ผบ.พล.ร.15/ผอ.ศปพร. เดินทางมาตรวจเยี่ยมติดตามความคืบหน้า โครงการทหารพันธ์ดี เพื่อเตรียมการรับเสด็จฯสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี วันที่ 25 กันยายน 2562 ณ ร.151 พัน.3 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

         โดยปัจจุบันการดำเนินการโครงการเกษตรอินทรีย์, โครงการปศุสัตว์อินทรีย์, โครงการประมง ความคืบหน้า 90 % คงเหลือการปรับปรุงศาลาทรงงานและเก็บรายละเอียดในแต่ละจุด


ขอบคุณข้อมูล : เสียงเล่าจากปลายด้ามขวาน

สำนักข่าวความมั่นคง

ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนหญิง สตรี “รัก ดี จริง”ที่จัดขึ้นตามนโยบายของแม่ทัพภาคที่ 4

          ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนหญิง สตรี “รัก ดี จริง” กำลังเจ้าหน้าที่ ที่จัดขึ้นตามนโยบายของ พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่เน้นใช้สตรีช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาศัยความรัก ความดี และความจริงใจ ในการแก้ไขปัญหา

          ตลอดจนประสานการทำงานร่วมกับกลุ่มสตรีในชุมชน หมู่บ้าน เพื่อให้มีความรู้ และสามารถปฏิบัติงานการเมืองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจกับประชาชนกลุ่มสตรี ในลักษณะ ผู้หญิง ถึง ผู้หญิง เพื่อให้มีส่วนร่วมสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน


ขอบคุณข้อมูล : สำนักปฏิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 สน. /เสียงเล่าจากปลายด้ามขวาน

สำนักข่าวความมั่นคง

แม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในพื้นที่ จชต.

มทภ.4 ยืนยัน “การแก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรงตอบโต้ ไม่ใช่หนทางของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หนทางเดียวในการจะนำสันติสุขกลับคืนมา คือการหันหน้าพูดคุยกันด้วยความจริงใจ ด้วยสันติวิธี”

          เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 เวลา 13.30 น. พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทภ.4/ผอ. รมน.ภาค 4 ในฐานะหัวหน้าคณะประสานงานระดับพื้นที่ เป็นประธานในการประชุม คณะประ สานงานระดับพื้นที่ ครั้งที่ 5/2562 เพื่อขับเคลื่อนงานหนุนเสริมการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้บรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ ในการนำสันติสุขกลับคืนสู่จังหวัดชาย แดนภาคใต้ ร่วมกับคณะประสานงานและส่วนที่เกี่ยวข้อง สะท้อนทุกปัญหาและความต้อง การ เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงาน และเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป ณ ห้องจะบังติกอ โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี

         กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ให้คณะประสานงานระดับพื้นที่มีภาระหน้าที่ ช่วยกันสร้างสภาวะแวดล้อม ให้เกื้อกูลและเอื้ออำนวยต่อกระบวนการพูดคุย รวบรวมความต้องการ และสะท้อนความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ปูทางไปสู่กระบวนการสร้างการพูดคุย เพื่อนำพาสันติ สุขกลับคืนมาโดยเร็ว

         โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ” ที่ผ่านมาคณะประสานงานระดับพื้นที่ ได้ดำเนินงานตามแผนงานและโครงการที่ได้วางไว้ มีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจ เนื่องจากได้ลงพื้นที่ รับทราบปัญหาและเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน การพูดคุยสันติสุขถือเป็นวาระแห่งชาติและเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่เปิดโอกาสในการพูดคุยกับทุกกลุ่ม สร้างความสัม พันธ์และความร่วมมืออันดี เพื่อความต้องการยุติการใช้ความรุนแรง โดยยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรงตอบโต้ ไม่ใช่หนทางของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน หนทางเดียวในการจะนำสันติสุขกลับคืนมา คือการหันหน้าพูดคุยกันด้วยความจริงใจ ด้วยสันติวิธี เข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งสันติสุขและความสงบสุข ให้เกิดเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมในระดับพื้นที่ ต่อไป”


ขอบคุณข้อมูล : สำนักปฏิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 สน.

สำนักข่าวความมั่นคง

บุกทลายโกดัง! ในพื้นที่หาดใหญ่ ยึด’ยาแก้ไอ-ใบกระท่อม’ มูลค่ากว่า190,000 บาท

         เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 เวลา 00.20 น. พ.ต.อ.กิตติชัย สังขถาวร ผกก. สภ. หาดใหญ่, พ.ต.ท.รณน สุระวิทย์ รอง ผกก.ป.สภ.หาดใหญ่, พ.ต.ต.เฉลียว อนุสาร สวป. สภ.หาดใหญ่, ร.ต.อ.เอกพงษ์ ขวัญหมัด รอง สวป.สภ.หาดใหญ่ พร้อมด้วยสายตรวจตำบลคลองแห เข้าตรวจค้นภายในบ้านเลขที่ 159/32 ม.1 ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ ของนายดง เกี้ยวสันเทียะ อายุ 46 ปี ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งพักใบกระท่อมและยาแก้ไอรายใหญ่ ใน อ.หาดใหญ่ โดยพบว่ามีการดัดแปลงโรงจอดรถเป็นโกดังย่อมๆ เก็บใบกระท่อมและยาแก้ไอจำนวนมาก ด้านหน้าใช้ผ้าปิดอำพรางเอาไว้

         จากการตรวจค้น พบใบกระท่อมถูกกองรวมกันไว้เต็มลานจอดรถ จำนวน 250 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 600 บาท มูลค่า 150,000 บาท และยาแก้ไอ 8 ลังใหญ่ จำนวน 800 ขวด มูลค่า 40,000 บาท รวมมูลค่าของกลางที่ยึดได้ทั้งหมดกว่า 190,000 บาท และเป็นการทลายแหล่งพักและจำหน่ายยาแก้ไอและใบกระท่อมแหล่งใหญ่ของ จ.สงขลา

         สำหรับการจับกุมครั้งนี้ เป็นการขยายผลมาจากกับจับกุม นายดง เจ้าของบ้านขณะขับรถเก๋งขนใบกระท่อมมาในกระโปรงท้ายรถจำนวน 5 กิโลกรัม และถูกตำรวจสายตรวจคลองแห ซึ่งตั้งจุดสกัดบริเวณใกล้สะพานดำ ต.คลองแห เรียกตรวจและจับได้ก่อนขยายผลไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบถูกใช้เป็นโกดังย่อยๆ เก็บใบกระท่อมและยาแก้ไอเป็นจำนวนมาก

         จากการสอบสวนทราบว่าใบกระท่อมสั่งมาจากเอเย่นต์ชายแดนไทยมาเลเซีย อ. สะเดา และมาส่งให้ถึงบ้านรวมถึงยาแก้ไอ ซึ่งสั่งตรงมาจากเอเย่นต์ใน อ.หาดใหญ่


ขอบคุณข้อมูล : News

สำนักข่าวสมาคมตำรวจ

รองผู้ว่าฯ ปัตตานี อัญเชิญพวงมาลาหลวงวางหน้าหีบศพ “อส.พงศักดิ์” ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี อัญเชิญพวงมาลาหลวงวางหน้าหีบศพ “อส.พงศักดิ์ ยอดใจ” เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

          วันนี้ (18 ก.ค.) ที่วัดปุหลน ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสมนึก พรหมเขียว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี อัญเชิญพวงมาลาหลวงไปวางที่หน้าหีบศพ นายพงศักดิ์ ยอดใจ อายุ 30 ปี อาสาสมัครกองรักษาดินแดน เจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ สร้างความปลาบปลื้มแก่ครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้

         ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ จำนวน 6 นาย โดยเป็นเจ้าหน้าที่ทหารพราน 43 จำนวน 1 นาย เป็นหัวหน้าชุด และ อส.จำนวน 5 นาย ใช้รถจักรยาน ยนต์ จำนวน 3 คัน เดินทางออกจากฐาน เพื่อไปรับครูโรงเรียนบ้านควนประ เมื่อมาถึงโรงเรียนแล้วเจ้าหน้าที่ทั้ง 6 นาย ได้จัดกำลังในการส่งครูออกจากโรงเรียน โดยให้คณะครูขับรถยนต์นำหน้า ส่วนเจ้าหน้าที่ขับตามหลัง แต่ปรากฏว่าเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มอยู่ในป่าข้างทาง ก่อนจะกดระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม ที่วางไว้ริมถนนจนเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่น แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ รถกระเด็นตกข้างทาง เจ้าหน้าที่ที่เหลือจึงใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าไปในป่าเพื่อสกัดกั้นการถูกโจมตี ก่อนที่คนร้ายจะล่าถอยเข้าไปในป่า

          หลังจบเหตุการณ์ นายพงศักดิ์ ยอดใจ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าศีรษะ เจ้าหน้าที่ได้เร่งส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลโคกโพธิ์ทันที ซึ่งอาการสาหัส แพทย์จึงต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลปัตตานี แต่เนื่องจากบาดแผลฉกรรจ์ และเสียเลือดมากจึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา


ขอบคุณข้อมูล : ผู้จัดการออนไลน์


“จะให้หายใจต่อไปยังไง…” เสียงร่ำไห้ภรรยา อส.

เหตุโจมตีชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชคต. ทำหน้าที่คุ้มกันครูจากโรงเรียนกลับบ้าน เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ก.ย.62 มีความสูญเสียร้ายแรงกว่าที่คาด เพราะนอกจากอาสารักษาดินแดน หรือ อส.ที่ภรรยากำลังตั้งครรภ์ เสียชีวิตไป 1 นายในวันเกิดเหตุแล้ว ถัดมาอีก 1 วันยังมี อส.สิ้นใจตามไปอีก 1 นาย 

          อส.ที่เสียชีวิตเพิ่ม คือ อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ รักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานีได้เพียง 1 คืนก็สิ้นใจ รายละเอียดของเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ ชคต.นาประดู่ จำนวน 6 นาย เป็นทหารพราน 1 นาย ทำหน้าที่หัวหน้าชุด และอส. 5 นาย ใช้รถจักรยานยนต์ 3 คันเดินทางออกจากฐานปฏิบัติการเพื่อไปรับครูโรงเรียนบ้านควนประ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี

          เมื่อถึงโรงเรียนแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้ง 6 นายได้จัดกำลังส่งครูออกจากโรงเรียน โดยให้คณะครูขับรถยนต์นำหน้า ส่วนเจ้าหน้าที่ขี่จักรยายนต์ตามหลัง เมื่อถึงจุดเกิดเหตุมีคนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มอยู่ในป่าข้างทาง กดจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัมที่วางดักไว้ริมถนน จนเกิดระเบิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงระเบิดทำให้รถจักรยานยนต์ของเจ้าหน้าที่กระเด็นตกข้างทาง กำลังชคต.ได้รับบาดเจ็บ แต่ทั้งหมดก็ยังแข็งใจใช้อาวุธปืนประจำกายยิงตอบโต้คนร้ายที่พยายามใช้อาวุธปืนยิงโจมตีซ้ำ ก่อนที่คนร้ายจะล่าถอยไป

         หลังสิ้นเสียงปืน อส.พัลลภ ศรีทองแก้ว และ อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ ได้รับบาดเจ็บ อา การสาหัส อส.พัลลภ เสียชีวิตไปก่อนในวันเกิดเหตุ จากนั้น อส.พงษ์ศักดิ์ ก็สิ้นใจตามไปอีกคน ครอบครัวของ อส.พัลลภ ได้เคลื่อนศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดทรายขาว ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสมนึก พรหมเขียว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ อส.พัลลภ ยังความปลาบปลื้มแก่ครอบครัวของ อส.อย่างหาที่สุดมิได้

         นอกจากนั้นยังมีพวงหรีดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และพวงหรีดของปลัดกระทรวงมหาด ไทยด้วย ทั้งยังมีการมอบเงินเยียวยาจำนวน 5 แสนบาทให้กับครอบครัวในเบื้องต้น พร้อมเหรียญบางระจัน เพื่อเชิดชูเกียรติแด่วีรชนผู้กล้าที่เสียสละชีพเพื่อความสงบเรียบร้อยของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

จากนั้นมีพิธีรดน้ำศพ โดยมี น.ส.พิชชาภรณ์ เกษมศรี ภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ นั่งอยู่เคียงข้างร่างของสามี ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้า

          อส.พัลลภ ศรีทองแก้ว อายุ 26 ปี เพิ่งเข้าพิธีแต่งงานกับ น.ส.พิชชาภรณ์ หรือ “น้องเดียร์” เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมานี่เอง ขณะนี้ น.ส.พิชชาภรณ์ กำลังตั้งท้องลูกคนแรก การสูญเสีย อส.พัลลภ จึงเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัว และ น.ส.พิชชาภรณ์ ยังทำใจไม่ได้ โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพในเฟสบุ๊คส่วนตัว เป็นภาพถ่ายเคียงคู่กับสามีด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข แต่กลับเขียนข้อความว่า “ช่วยมาสอนเค้าหน่อยว่าให้เค้าหายใจต่อไปยังไง” ทำให้บรรดาเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊คพากันเข้าไปให้กำลังใจให้เข้มแข็ง 

         ส่วน อส.พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ ที่เสียชีวิตเป็นรายที่ 2 มีอายุ 30 ปี เสียชีวิตที่โรงพยาบาลปัตตานี เมื่อเวลา 14.30 น. วันอังคารที่ 17 ก.ย. ครอบครัวได้นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศล ที่วัดปุหลน ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวงของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ วางหน้าหีบศพของ อส.พงษ์ศักดิ์ รวมทั้งอัญเชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ครอบครัวของ อส.ที่เสียชีวิตทั้ง 2 นายด้วย

          พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยได้สั่งการเร่งรัดให้การช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้นและจัดการศพอย่างสมเกียรติที่สุด


ขอบคุณข้อมูล : สำนักข่าวอิศรา

สำนักข่าวความมั่นคง

‘ในหลวง’พระราชทานพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ’พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ’

          18 ก.ย.62 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายสมนึก พรหมเขียว รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน พงษ์ศักดิ์ ยอดใจ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดและใช้อาวุธสงครามยิงชุดปฏิบัติการลาดตระเวนเส้นทางและรักษาความปลอดภัยครู ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ บริเวณบ้านควนประ หมู่ที่ 5 ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 และตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดปุหรน ต.ช้างให้ตก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี 

          ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ,สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ,ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ ,พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ,

          สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ,สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ,สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ,พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดป้ตตานี เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย


ขอบคุณข้อมูล : แนวหน้า

สำนักข่าวความมั่นคง