สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรันซิส เสด็จทำเนียบรัฐบาล เพื่อประทานพระดำรัสแก่คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน

       

          วันนี้ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562) เวลา 09.00 น. ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรันซิส (His Holiness Pope Francis)

          ในพิธีรับเสด็จ นายกรัฐมนตรีได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จตามพรมแดงไปยังแท่นรับความเคารพ ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยผู้มีเกียรติที่มารับเสด็จ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ เสด็จไปยังห้องสีงาช้างด้านนอก สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ทรงลงนามในสมุดเยี่ยม และทอดพระเนตรของที่ระลึกที่ทั้งสองฝ่ายมอบให้แก่กัน และนายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

          ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า นายกรัฐมนตรีกราบทูลเชิญสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ไปยังตึกสันติไมตรีหลังนอก เพื่ออนุญาตให้คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าเฝ้ารับเสด็จ โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายการต้อนรับ สาระสำคัญดังนี้

          นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ในโอกาสเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 350 ปี การจัดตั้งคณะมิสซังคาทอลิกแห่งสยาม และเป็นวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับนครรัฐวาติกัน ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมพระกรณียกิจของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ที่ทรงให้ความสำคัญกับการสร้างความสามัคคี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพในโลก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนทุกศาสนา

          นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการดำเนินนโยบายของไทยที่ได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งในปี 2562 นี้ ไทยในฐานะประธานอาเซียนได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนและประเทศหุ้นส่วนทุกภูมิภาคส่งเสริมประชาคมอาเซียนให้เป็นสังคมแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ จากผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 สมาชิกอาเซียนต่างเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือตามประเด็นที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความยากจน การลดช่องว่างด้านการพัฒนา การพัฒนาทุนมนุษย์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การลดขยะทะเล การพัฒนาพลังงานทดแทน และการอพยพย้ายถิ่นฐานที่เน้นการอำนวยความสะดวก การส่งกลับโดยสมัครใจ ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี จึงเชื่อมั่นว่าไทยและนครรัฐวาติกันจะร่วมมือกันได้อย่างใกล้ชิดทั้งในกรอบทวิภาคีและระหว่างประเทศ

         ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการเสด็จเยือนไทยครั้งนี้ ของสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยังความปลื้มปิติแก่คริสต์ศาสนิกชนชาวคาทอลิกในประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่า 380,000 คน และเป็นโอกาสให้ได้เข้าร่วมกิจกรรมและพิธีทางศาสนาที่สมเด็จพระสันตะปาปาฯ จะทรงเป็นประธาน ทั้งนี้ รัฐบาลและชาวไทยพร้อมถวายการต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาฯ และคณะผู้ตามเสด็จอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การเสด็จเยือนประเทศไทยเป็ นไปโดยราบรื่นตามที่มุ่งหมายไว้

ซึ่งในโอกาสเดียวกันนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ประทานพระดำรัส ใจความสำคัญ ดังนี้

          สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยินดีที่ได้มาเยือนประเทศไทย ซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเป็นประเทศที่ยังคงรักษามรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้การต้อนรับ ย้ำถึงความปรารถนาดีต่อราชอาณาจักรไทย และต่อการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และขอแสดงความเคารพอย่างสูงต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคารพและยินดีที่ได้พบทุกท่าน ตลอดจนได้อำนวยพรไปยังบรรดาปวงชนชาวไทยทุกคน และขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้สมเด็จพระสันตะปาปาฯ มาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้

          อาเซียนเป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจเพื่อแก้ไขปัญหาในภูมิภาคที่กำลังเผชิญ ซึ่งปัญหาของโลกในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของโลก ในฐานะที่ไทยมีวัฒนธรรมหลากหลายเป็นประเทศพหุสังคมจึงเป็นประเทศที่ยอมรับถึงการสร้างความสามัคคีและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งประสบการณ์จากการให้ความเคารพและยอมรับความแตกต่าง เป็นแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่ปรารถนาที่จะสร้างโลกที่แตกต่าง เพื่อมอบให้กับชนรุ่นต่อไป

          สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ชื่นชมการจัดตั้งคณะกรรมการแห่งศูนย์จริยธรรมและสังคม ซึ่งได้เชิญผู้แทนจากศาสนาต่าง ๆ ในประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในการที่จะรักษาความทรงจำทางจิตวิญญาณอันมีชีวิตของประชาชน สมเด็จพระสันตะปาปาฯ จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อแสดงถึงความสำคัญและความเร่งด่วนในการสร้างมิตรภาพระหว่างศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขของสังคม สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ยืนยันว่า ชาวคาทอลิกจะพยายามอย่างเต็มความสามารถ ในการสนับสนุนอัตลักษณ์ของความเป็นไทย แผ่นดินไทยได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินแห่งอิสรภาพ อิสรภาพจะเกิดขึ้นต่อเมื่อทุกคนมีความรับผิดชอบต่อกันและกัน เพราะฉะนั้นต้องเอาชนะความไม่เท่าเทียมให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา อาชีพการงาน และความช่วยเหลือด้านสุขภาพเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่สมบูรณ์และยั่งยืน

         ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้กล่าวเกี่ยวกับวิกฤติ การณ์การเคลื่อนไหวของผู้ย้ายถิ่น ซึ่งปัญหาอยู่ที่สถานการณ์ที่ทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นเป็นปัญหาด้านจริยธรรมที่สำคัญ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ขอสนับสนุนให้ประชาคมระหว่างประเทศ แก้ไขปัญหาที่ผลักดันให้ประชาชนต้องหลบหนีออกจากประเทศของตน และส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย มีการจัดการ และมีการควบคุม โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกประเทศจะจัดตั้งกลไกปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของผู้ย้ายถิ่นและผู้อพยพ กอปรกับ สมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ชื่นชมรัฐบาลไทยที่ได้ดำเนินการแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรง และการใช้แรงงานในเด็ก และสตรี โดยปีนี้ เป็นปีแห่งการครบรอบ 30 ปี ของ “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก” ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับเราในการที่จะไตร่ตรองการวางอนาคตของประชากรของเรา

          ในตอนท้าย สมเด็จพระสันตะปาปาฯ กล่าวส่งเสริมให้สังคมมี“ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” เป็นภารกิจที่ทุกคนสามารถทำได้ และสมเด็จพระสันตะปาปาฯ ได้ขอพระพรจากพระเจ้า ให้ประเทศ ผู้นำ และประชาชนชาวไทย ขอให้พระเจ้าทรงนำทุกคน ในหนทางแห่งปัญญา ความยุติธรรม และสันติสุข

รอง.นรม. พล.อ ประวิตร ฯ เร่งขับเคลื่อนแผนงานอนุรักษ์เมืองเก่า ให้สอดคล้องกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว

          วันนี้ ( 21 พฤศจิกายน 2562) เวลา 10.00น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ครั้งที่ 3/2562 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

         ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการก่อสร้างอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน และถนนมหาราชเพื่อปรับปรุงสภาพแวด ล้อมบริเวณสนามหลวง ถนนหน้าพระลานและถนนมหาราชให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมีศักยภาพรองรับนักท่องเที่ยว และให้เกิดความปลอดภัยในการสัญจร โดยมอบให้กรุงเทพมหานคร พิจารณาปรับปรุงรายละเอียดรูปแบบโครงการให้มีความเหมาะสม สอด คล้องกลมกลืนในพื้นที่ เช่น การเชื่อมต่ออุโมงค์ทางเดินลอดถนน ตำแหน่งทางขึ้น-ลง และการออกแบบใช้ประโยชน์ในลักษณะอารยสถาปัตย์ เพื่อทุกคนในสังคมสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

          นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ บริเวณถนนราชดำเนินกลางและสวนนาคราภิรมย์ โดยให้อาคารและที่ดินตลอดสองฝั่งถนนราชดำเนินกลางได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้มีความสวยงามมีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยว โดยเบื้องต้นจะดำเนินการปรับปรุงภาพลักษณ์สถาปัตยกรรมภายนอกอาคารเป็นต้นแบบ2อาคาร (อาคารนิทรรศรัตนโกสินทร์ และอาคารเทเวศประกันภัย ส่วนพื้นที่บริเวณสวนนาคราภิรมย์ มีแนวคิดผสมผสาน เชื่อมโยงกับพื้นที่ตลาดท่าเตียนที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยมอบให้สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ นำแนวคิดการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่สำคัญไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับคุณค่าทางประวัติศาสตร์

          พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาการจัดทำแผนแม่บทและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า:เมืองเก่าระยอง และเมืองเก่าสุรินทร์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญให้กับหน่วยงาน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่เมืองเก่าสามารถขับเคลื่อนงานอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าให้มีความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่เพื่อดำรงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมสืบต่อไป โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งงการปรับปรุงองค์ประกอบคณะอนุกรรมการการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าน่าน เมืองเก่าลำพูน และเมืองเก่าราชบุรี ให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่และเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องมาร่วมเป็นเครือข่ายในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า

          ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนตามแผนงานรวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูล : จากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

คลินิกหัวเฉียว แพทย์แผนจีน ขยายสาขารองรับลูกค้าภาคตะวันออก เพิ่มช่องทางความสะดวกสบายให้ผู้ป่วยในภาคตะวันออก

คลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีนขยายสาขารองรับลูกค้าภาคตะวันออก เพิ่มช่องทางความสะดวกสบายให้ผู้ป่วยในภาคตะวันออก

         เมื่อเร็วๆ นี้ นายหลี่ ชุน หลิน อุปทูตที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการของคลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สาขาศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมี นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการฯ,นายสัก กอแสงเรือง กรรมการตรวจสอบฯ,นายอร่าม เอี่ยมสุรีย์ กรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และผู้อำนวยการคลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว โดยมีนายนิติ วิวัฒน์วานิช นายอำเภอศรีราชา ตลอดจนคณะผู้บริหาร และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

          สำหรับคลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน สาขาศรีราชา เปิดให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาฝ่ารถติดและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำการรักษาที่กรุงเทพฯ โดยสาขานี้เปิดให้บริการตั้งแต่ การรับปรึกษาปัญหาสุขภาพด้านอายุรกรรมให้บริการรักษาโรคต่างๆ ทั้งโรคผู้สูงอายุ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบต่อมไร้ท่อ โรคผิวหนัง สิว ฝ้า ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ กรดไหลย้อน ท้องอืด ไทรอยด์ โรคทางนารีเวช อาทิ ประจำเดือนผิดปกติ นอนไม่หลับ วัยทอง รักษาอาการปวดต่างๆ ไมเกรน โรคภูมิแพ้ ฝังเข็มเพื่อความงาม ลดความอ้วนและการนวดทุยหนา ที่ใช้ศาสตร์ของการนวดจีนเพื่อรักษาอาการ นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจสุขภาพ ปรับสมดุลในร่างกายด้วยสมุนไพรจีน เพื่อสุขภาพที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

         คลินิกหัวเฉียวแพทย์แผนจีน สาขาศรีราชา จะเปิดให้บริการทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00 -16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์และวันนักขัตฤกษ์ สถานที่ตั้ง อยู่ในโครงการสนามไดร์ฟกอล์ฟ BSC ฝั่งตรงข้าม J-Park ศรีราชา โทรปรึกษาปัญหาสุขภาพหรือสอบถามถึงแนวทางการรักษาเบื้องต้นได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 038-199 000 หรือ 098-163 9898

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม #ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

เทสโก้ โลตัส จับมือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ตาม UNSDG

เทสโก้ โลตัส จับมือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมภาคีภาคเอกชน ขับเคลื่อน วาระลดขยะอาหารในไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ตาม UNSDG

         วันนี้​ วัน​ศุกร์​ที่​ 22 พฤศจิกายน 2562 : เทสโก้ โลตัส ร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหอการ ค้าไทย ขับเคลื่อนการลดขยะอาหารให้เป็นวาระแห่งชาติ จัดงานประชุม 2019 Thailand’s Annual Conference on Food Waste นำเสนอกรอบการทำงาน Target, Measure, Act เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 12.3 (UNSDG Target 12.3) ในการลดขยะอาหารให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030 พร้อมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อาหาร ทั้งภาคการผลิต ธุรกิจจำหน่ายอาหาร ร้านค้าปลีก โรงแรม ภัตตาคาร ไปจนถึงระดับครัวเรือน ตลอดจนภาคประชาสังคม ภาครัฐ และนักวิชาการ ร่วมระดมสมองและแสดงเจตนารมย์แก้ปัญหาขยะอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

          หลังจากที่ในปี พ.ศ.2560 เทสโก้ โลตัส ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการเป็นผู้นำลดขยะอาหารในประเทศไทย โดยเริ่มจากการลดปริมาณขยะอาหารภายในธุรกิจค้าปลีกของตนเองตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดแต่ยังสามารถรับประทานได้ผ่านโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” หลังจากนั้น เทสโก้ โลตัส ได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการขยายผลการลดขยะอาหาร ด้วยการเป็นธุรกิจค้าปลีกแรกในประเทศไทยที่วัดและเปิดเผยข้อมูลขยะอาหารภายในธุรกิจของตนเองอย่างโปร่งใส เมื่อเดือนกันยายน 2562

          ด้วยวิกฤติขยะอาหารที่ส่งผลอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และการเสียโอกาสทางสังคม เทสโก้ โลตัส ได้เดินหน้าขยายผลผลักดันการลดขยะอาหารในประเทศไทยให้เป็นวาระแห่งชาติ ด้วยการจัดงานประชุมประจำปี 2019 Thailand’s Annual Conference on Food Waste ภายใต้ธีม Target, Measure, Act: A Recipe for Success เพื่อเป็นเวทีแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการลดขยะอาหารภายใต้กรอบการทำงานระดับนานาชาติแก่ผู้เข้าร่วมงานที่มาจากทุกภาคส่วนของห่วงโซ่อาหาร

          นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับหอการค้าไทยในการประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนให้เครือข่ายสมาชิกหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกทั่วประเทศรวมกว่า 120,000 ราย มาร่วมกันลดขยะอาหาร และสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

          นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหาร เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “ในฐานะธุรกิจค้าปลีกที่จำหน่ายอาหารในปริมาณมาก เทสโก้ โลตัส ตระหนักถึงความรับผิดชอบของเราในการลดขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเอง แต่เหนือไปกว่านั้น เรายังสามารถมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนการลดขยะอาหารให้เกิดขึ้นได้ในวงกว้างขึ้น เนื่องจากเราอยู่ตรงกลางของห่วงโซ่อาหาร ระหว่างเกษตรกร ผู้ผลิตอาหาร ผู้ประกอบธุรกิจอาหาร และผู้บริโภค กลุ่มเทสโก้ ได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดปริมาณขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเองลงครึ่งหนึ่งภายในปี ค.ศ. 2030 และนอกจากนั้นยังมีเป้าหมายช่วยให้ประเทศที่เราประกอบธุรกิจอยู่ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้ลงครึ่งหนึ่ง ภายในปี ค.ศ.2030 เช่นกัน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 12.3 จึงเป็นที่มาของความพยายามของเราในการเป็นผู้นำขับเคลื่อนการลดขยะอาหารให้เป็นวาระแห่งชาติและขยายผลครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อาหารในประเทศไทย”

          “เพื่อขับเคลื่อนการลดขยะอาหารภายในธุรกิจของเราเอง กลุ่มเทสโก้ ใช้กรอบการทำงาน Target, Measure, Act ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล นั่นคือ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและประกาศให้เป็นสาธารณะ (Target) การวัดผลอย่างต่อเนื่องและเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส (Measure) และการลงมือทำเพื่อลดปริมาณขยะอาหารให้ได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ (Act) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของงานประชุมประจำปีครั้งนี้ เพราะเราเชื่อว่าการลดขยะอาหารที่ได้ผล จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นฐานที่ถูกต้องและมีการทำงานที่เป็นระบบ โดยนอกจากทีมงาน เทสโก้ โลตัส แล้ว ยังมีผู้แทนจากองค์กรอื่นๆ จากหลากหลายอุตสาหกรรม มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ความสำเร็จ ความท้าทาย และทางออก ในการบริหารจัดการและลดขยะอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ”

         นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงการเริ่มต้นการดำเนินงานการเก็บข้อมูลและการจัดการเรื่องการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร แต่เราได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้และให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติมาโดยตลอด ในอนาคตประเทศ ไทยอาจจะต้องมีแผนปฏิบัติการหรือ Road Map เพื่อกำหนดมาตรการและเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับแต่ละภาคส่วน เรื่องของขยะอาหารเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ กระทบหลายประเด็นนอกเหนือจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการจัดการขยะ หรือการลดก๊าซเรือนกระจก แต่เกี่ยวข้องถึงประเด็นอื่น ๆ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร การขจัดความหิวโหย สุขภาพอนามัยของประชาชน และการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ต้องมีการร่วมกันทำงานกับหลายกระทรวง และที่สำคัญความร่วมมือกับภาคเอกชน ผมขอแสดงความชื่นชมทาง เทสโก้ โลตัส ที่เป็นผู้นำในด้านการจัดการขยะอาหารของทางภาคผู้จำหน่ายในประเทศไทย การจัดงานประชุมในครั้งนี้ รวมถึงการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จะนำไปสู่การขับเคลื่อนวาระการลดขยะอาหารให้เป็นไปอย่างมีระบบ แบบแผน และขยายวงกว้างมากขึ้น ไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ”

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คณาธิป ทรัพยสิทธิ์ (โจ๊ก) 081-843-5754, จันทร์ทิพย์ เทศทอง (ตั้ม) 080- 219-9823
E-Mail: prtescolotus@gmail.com

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีพระบัญชาให้ สมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่แทน ณ วัดไร่ขิงจ.นครปฐม

         สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระบัญชาให้ สมเด็จพระธีรญาณมุนี ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน ในพิธีพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร แก่พระครูโสภณภัทรเวทย์ เจ้าอาวาสวัดสายไหม จ.ปทุมธานี และพระภิกษุที่ได้รับพระราชทาน เลื่อน และตั้งสมณศักดิ์ ในเขตปกครองคณะสงฆ์หนกลาง จำนวน 428 รูป ณ วัดไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

“UNESCO” ย้ำ Basic Sciences สำคัญต่อการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบเป้า SDGs”

“UNESCO” ย้ำ Basic Sciences สำคัญต่อการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบเป้า SDGs”กำหนดให้ปี 2022 เป็นปีแห่งการวิจัยพื้นฐานเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

         ที่ประชุมใหญ่สมัยสามัญครั้งที่ 40 (40th Session of the General Conference of UNESCO) เห็นชอบให้เสนอกำหนดให้มี International Year of Basic Sciences for Sustainable Development ในปี ค.ศ. 2022 (พ.ศ. 2565) ย้ำความสำคัญของ Basic Sciences สร้างความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

         โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้ความสำคัญกับการวิจัยพื้นฐานร่วมกับการสนับสนุนการวิจัยตามยุทธศาสตร์ประเทศ พร้อมนำเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาใช้ในการผลักดันการพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยองค์ความรู้จากการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ท้าทายทางสังคม ให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักความขัดแย้ง กับดักความเหลื่อมล้ำและกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนา และพร้อมปรับตัวรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยและสังคมโลกที่พลิกโฉมฉับพลันอย่างทันท่วงที

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบสวนตม.6​ – โชว์ผลงาน​ Biometrics รวบหนุ่มอินเดีย เปลี่ยนพาสปอร์ต เข้าประเทศหลบเลี่ยง Blacklist

สืบสวนตม.6​ โชว์ผลงาน​ Biometrics รวบหนุ่มอินเดียเปลี่ยนพาสปอร์ตเข้าประเทศหลบเลี่ยง Blacklist

         วันนี้​ วันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย​ รอง​ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.พีรวัส บุญลอย ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.อรุษ แสงจันทร์ รอง ผบก.ตม.6, พ.ต.อ. ภคยศ ทะนงศักดิ์ ผกก.สส.บก.ตม.6 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีคนร้ายต่างชาติหนุ่มอินเดียเปลี่ยนพาสปอร์ตเข้าประเทศหลบเลี่ยง Blacklist

          พล.ต.ต.พีรวัสฯ​ กล่าวว่า​ กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ได้ดำเนินการสืบสวนหาข่าวในพื้นที่ จ.สงขลา ซึ่งต่อมาได้พบข้อมูลว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติอินเดียที่เคยถูกผลักดันส่งกลับไปยังประเทศอินเดีย เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร โดยใช้หนังสือเดินทางที่เปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อมูลบุคคล เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบรายชื่อบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร (BLACKLIST) จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลโดยอาศัยข้อมูลการแจ้งคนต่างด้าวเข้าพัก และข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือบุคคลต้องห้ามฯ ในระบบ Biometrics เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสืบสวนจับกุมกลุ่มบุคคลดังกล่าว

          พ.ต.อ.ภคยศฯ​ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ย.62 กองกำกับการสืบสวนฯ ได้ควบคุมตัว MR.AMET สัญชาติอินเดีย จากการตรวจเทียบลายพิมพ์นิ้วมือบุคคลต้องห้ามในระบบ Biometrics พบว่า มีข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือตรงกับ MR.AMEET (ชื่อเดิม) สัญชาติอินเดีย หนังสือเดินทาง เดินทางเข้ามาประเทศไทย ทางด่านท่าอากาศยานกระบี่ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.59 ต่อมาถูกจับกุมในข้อหา “อยู่เกินกำหนดอนุญาต จำนวน 328 วัน และถูกส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรไทย โดยมีการบันทึกข้อมูลเป็นบัญชีบุคคลห้ามเข้า (Blacklist) ในระบบ

         ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ก.ค.62 MR.AMEET เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยอีกครั้ง ทางด่าน ตม.ทอ.หาดใหญ่ โดยเปลี่ยน แปลงข้อมูล ชื่อ สกุล ในหนังสือเดินทาง จาก MR. AMEET (ชื่อเดิม) เป็น MR. AMET เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจจับในระบบฐานข้อมูลบุคคลต้องห้ามฯ จากนั้นได้มาอาศัยอยู่ใน จ.สงขลา จนถูกตรวจสอบพบและควบคุมตัวในที่สุด

         พล.ต.ต.พีรวัสฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการอาชญา กรรมตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายที่มีโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง และให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใด พบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ประจวบคีรีขันธ์ – เดินหน้าแก้จนเชิงบูรณาการ ครัวเรือนตกเกณฑ์ จปฐ.ปี 2562 ภายใต้โครงการคนประจวบคีรีขันธ์ คุณภาพชีวิตดีมีความสุข

ประจวบคีรีขันธ์ เดินหน้าแก้จนเชิงบูรณาการ ครัวเรือนตกเกณฑ์ จปฐ.ปี 2562 ภายใต้โครงการคนประจวบคีรีขันธ์ คุณภาพชีวิตดีมีความสุข

         วันที่​ 19 พ.ย.62 เวลา 09.30 น. : พ.อ.กรกานต์ นาเวชวนิชกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นตัวแทน ดร.พัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์​ เดินทางไปเยี่ยมเยียน นายบัว บ้านเลขที่ 40 ถ.สุขจิต ชุมชนประจวบศิริ ในเขตเทศบาลเมืองประจวบฯ เพื่อเป็นประธานมอบสิ่งของช่วยเหลือนายบัว สุทธิบุตร อายุ 85 ปี ซึ่งเป็นผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง และเป็นครัวเรือนยากจนเป้าหมายที่ตกเกณฑ์รายได้จากข้อมูล จปฐ.ประจำปี 2562 ภายใต้โครงการ ตนประจวบคีรีขันธ์ คุณภาพชีวิตดี มีความสุข

         โดยมีนางยุพิน เศรษฐศักดาศิริ พัฒนาการจังหวัดประจวบฯ, นางสมฤทัย ปานไพรศล ผอ.ศูนย์บริการคนพิการ สำนัก งานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด, นายวิโรจน์ ชูแก้ว ปลัดอำเภออาวุโส รักษาการนายอำเภอเมืองประจวบฯ, นายสุทธิพร เที่ยงธรรม ปลัดเทศบาล ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเมืองประจวบฯ, น.ส.เกวริน โมรา พัฒนาการอำเภอเมืองฯ, นางรัชนี พรมเล็ก รองปลัดเทศบาล เข้าร่วม

          นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนร่วมนำสิ่งของมามอบ อาทิ น.ส.เฌอมาลย์ อุทัยวรรณวงศ์ กรรมการบริหารสโมสรไลออนหัวหิน มอบรถวีลแชร์ 1 คัน,”มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” โดย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ มอบถุงยังชีพ กอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรี ขันธ์​ มอบแพมเพิร์ส, นายพิชิต สันติเมธากุล อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองฯ หจก.เกาะหลักค้าไม้, นายณภัทร จันทร์เที่ยง ผู้จัดการบริษัทอีซูซุอึ้งง่วนไต๋ จำกัด สาขาปราณบุรี มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร ไข่ไก่ และน้ำดื่มเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวฯ

Cr.ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.จ.ประจวบคีรีขันธ์
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.ภูเก็ต​ – รวบ 5 สมาชิกแก๊งมังกร แอบเช่าบ้านหรู ลักลอบทำกิจการเป็น Forex Broker

ตม.ภูเก็ต​ รวบ 5 สมาชิกแก๊งมังกร แอบเช่าบ้านหรู ลักลอบทำกิจการเป็น Forex Broker

         วันนี้​ วันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย.62 เวลา 10.30 น.ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม. : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย​ รอง​ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.พีรวัส บุญลอย ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ณัฎฐภาคิน ขวัญชัยพฤกษ์ รอง ผบก. ตม.6 และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง ผกก.ตม.จ.ภูเก็ต ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้ายต่างชาติรายสำคัญสมาชิกแก๊งมังกร แอบเช่าบ้านหรู ลักลอบทำกิจการเป็น Forex Broker

     พล.ต.ต.พีรวัสฯ​ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค.62 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตม.จ.ภูเก็ต ได้ทำการจับกุมตัวคนต่างด้าวสัญชาติจีน จำนวน 5 ราย ได้แก่

  1. นายโกว (MR.GAO) อายุ 34 ปี
  2. นายใบ (MR.BAI) อายุ 29 ปี
  3. นางสาวหลิว (MS.LIU) อายุ 24 ปี
  4. นายลี (MR.LI) อายุ 26 ปี​
  5. นายฟาน (MR.FAN) อายุ 24 ปี

         โดยต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงาน โดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นคนต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ประกอบอาชีพหรือรับจ้างทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมด้วยของกลางหลายรายการ ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จำนวน 5 เครื่องโทรศัพท์มือถือจำนวน 15 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ส่วนควบ และเอกสารบันทึกรายซื้อขายเป็นภาษาจีน จับกุมได้ที่บ้านหลังหนึ่ง ใน ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต

         โดยสืบเนื่องมาจาก เจ้าหน้าที่งานสืบสวนปราบปราม ตม.จ. ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากสายลับว่า ที่ภายในบ้านเลขที่ดังกล่าว มีกลุ่มชาวจีนจำนวนหลายคน ประกอบกิจการบางอย่างอยู่ภายในบ้านเลขที่ดังกล่าว จึงได้ทำการสืบสวนหาข่าวด้วยการเฝ้าจุดสังเกต การณ์ จากนั้นได้ขอศาลออกหมายค้นเพื่อเข้าทำการตรวจค้นบ้านเลขที่ดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบผู้ถูกจับทั้งหมดพร้อมของกลางอยู่ภายในบ้าน โดยผู้ถูกจับทั้งหมดรับว่าทั้งหมดเดินทางเข้าในในราชอาณาจักรด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว (TR60) และขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น ทั้งหมดกำลังทำงานเป็นโบรค์เกอร์ ซื้อขายเงินสกุลหยวนและเงินสกุลดอลลาห์สหรัฐ ซึ่งทั้งหมดได้แบ่งหน้าที่กันทำ

  • โดยผู้ถูกจับรายที่ 1, 2 และ3 รับว่า ทำหน้าที่ซื้อขายเงินผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คในการดำเนินการ ได้รับค่าจ้างคนละ 4,000 หยวน/เดือน
  • ผู้ถูกจับรายที่ 4 รับว่าทำหน้าที่เป็นผู้ลงโฆษณาการซื้อขายเงินผ่านเว็บไซด์ของประเทศจีน และลงคิวอาร์โค๊ดโฆษณาการซื้อขายเงินในกลุ่มของแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น วีแชท, Taobao (เถาเป่า) และ tmall (ทีมอลล์) ได้รับค่าจ้าง 4,000 หยวน/เดือน
  • ผู้ถูกจับรายที่ 5 รับว่ามีหน้าที่ หากลุ่มในแอพพลิเคชั่นวีแชท ที่มีสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อสมัครเข้าร่วมกลุ่ม จากนั้นจะเชิญผู้ถูกจับรายที่ 4 ให้เข้าร่วมกลุ่มด้วย เพื่อนำคิวอาร์โค๊ดโฆษณาการซื้อขายเงินไปลงในกลุ่มเพื่อหาลูกค้าเพิ่ม ได้รับค่าจ้าง 5,000 หยวน/เดือน

          จากการตรวจสอบพบว่าทั้งหมดไม่มีใบอนุญาตทำงาน มีนายจ้างอยู่ที่ประเทศจีนเช่าบ้านหลังดังกล่าวให้พักอาศัยและใช้เป็นที่ทำงานในราคาเดือนละ 50,000 บาท โดยจ่ายเงินเดือนให้ผ่านทางแอพลิเคชั่นวีแชท ซึ่งการประกอบกิจการดังกล่าวในประเทศจีนหากไม่ได้รับอนุญาตจากทางรัฐบาลเป็นกระกระทำที่ผิดกฎหมาย เชื่อว่ากลุ่มดังกล่าวจึงหลบเลี่ยงโดยมาตั้งสถานประกอบการเพื่อหาผลประโยชน์ในประเทศไทย จึงได้ทำการจับกุมตัวผู้ถูกจับทั้งหมดพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ฉลอง จ.ภูเก็ต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

         พล.ต.ต.พีรวัสฯ ขอฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการอาชญา กรรม ตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกฎหมายที่มีโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้อง และให้บริการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใด พบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

นนทบุรี – เพลิงพิโรธ !! ไฟไหม้โกดังกระจายสินค้าทุกอย่าง 20 บาท เเละบ้านใกล้เคียงวอดอีก 2 หลัง จนท.เร่งหาสาเหตุ

นนทบุรี เพลิงพิโรธ !! ไฟไหม้โกดังกระจายสินค้าทุกอย่าง20บาท เเละบ้านใกล้เคียงวอดอีก2หลัง จนท.เร่งหาสาเหตุ

          เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 21 พ.ย.62 ร.ต.อ.ณัฐพล ดวงสุริยา รอง สว.สอบสวน สภ.ปลายบาง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในโกดังกระจายสินค้าทุกอย่าง 20 บาท อยู่ติดกับห้างสรรพสินค้าโลตัสพลัสมอ หมู่ที่ 5 ถนนกาญจนาภิเษก ขาออก มุ่งหน้าบางใหญ่ ต.ปลายปลาย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู รุดตรวจสอบ

         ที่เกิดเหตุเพลิงกำลังลุกไหม้โกดังกระจายสินค้า ซึ่งเป็นประเภทของใช้เบ็ดเตล็ด โดยเจ้าหน้าที่ใช้รถดับเพลิงจากเทศ บาลตำบลเสาธงหิน, เทศบาลบางม่วง, เทศบาลตำบลไทรม้า, เทศบาลตำบลปลายบาง, อบต.บางไผ่, อบต.บางเเม่นาง, อบต. มหาสวัสดิ์ และอบต.บางขุนกอง, อบต.บางกร่าง, รวมกว่า 20 คัน ระดมฉีดน้ำโดยใช้เวลาในการควบคุมเพลิงนานกว่า 2 ชั่วโมง เพลิงจึงสงบ

          จากการตรวจสอบพบมีผู้บาดเจ็บเป็นชาย 1 ราย ถูกสะเก็ดไฟที่เเขน เเละมีแผลถลอกตามร่างกายเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลบางใหญ่ เบื้องต้นอาการปลอดภัย นอกจากนี้ยังพบบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ติดกับโกดังดังกล่าวถูกเพลิงไหม้เสียหายอีกจำนวน 2 หลัง

          นางปรียาเนตร กลมเกลื่อน อายุ 57 ปี เจ้าของโกดัง เปิดเผยว่า ตนเช่าโกดัง จำนวน 2 หลังติดกัน บนเนื้อที่ 100 ตารางวา เพื่อใช้เก็บสินค้าประเภททุกอย่าง 20 บาท ขณะเกิดเหตุไม่มีพนักงานอยู่ในโกดัง จะมีก็แต่นายต้นซึ่งเป็นคนงาน กำลังเดินไปเข็นรถ จยย.ออกจากโกดัง ทำให้ถูกสะเก็ดไฟได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ตอนนี้ตนช็อคมาก ไม่ทราบว่าในโกดังเกิดเพลิงไหม้ได้อย่างไร

          ทางด้านนายวัชรเดช เกียรติชานน นายอำเภอบางกรวย กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้ที่บริเวณดังกล่าว จึงรีบมาตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าต้นตอของเพลิงในครั้งนี้มาจากโกดังเก็บสินค้าประเภททุกอย่าง 20 บาท โดยจะมีสินค้าจำพวกพลาสติกเเละกระดาษจำนวนมากซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี อีกทั้งยังมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียจากเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้อีกจำนวน 2 หลัง เบื้องต้นยังไม่ทราบมูลค่าความเสียหาย ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต้องรอเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ภาพ/ข่าว สาโรจน์ สว่างศรี ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.นนทบุรี