นนทบุรี – ตำรวจขับรถชนตำรวจรถพังยับ ร่างติดภายในรถเจ็บ 3 ราย หลังเลิกด่าน

ตำรวจขับรถชนตำรวจรถพังยับร่างติดภายในรถเจ็บ3รายหลังเลิกด่านนำตัวผู้ต้องหาเมาแล้วขับนำส่งโรงพัก

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 15 ธ.ค. ร.ต.อ.จรยุทธ บุญทอง รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุรถชนกันมีผู้บาดเจ็บหลายราย บริเวณจุดกลับรถหน้าวัดชลประทานรังสฤษฎ์ ถนนติวานนท์ ต.บางตลาด ไปสอบสวนในที่เกิดเหตุพบรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน ซันนี่ สีบรอน หมายเลขทะเบียน กษ 1015 นนทบุรี จถูกชนได้รับความเสียหายทั้งแถบ ภายในรถพบผู้ได้รับบาดเจ็บติดอยู่ในห้องโดยสาร 2 ราย ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งใช้เครื่องตัดถ่างช่วยกันนำร่างผู้บาดเจ็บออกมา ทราบชื่อ ส.ต.ต.ธีระ โฉมไธสง ตำแหน่ง ผบ.หมู่งานป้องกันปราบปราม สภ.ปากเกร็ด คนขับ ได้รับบาดเจ็บที่สะโพก อีกรายทราบชื่อนายวัชรินทร์ เอกญาติ อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 93 ซอยรณสิทธิพิชัย 2 ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี มีอาการสาหัส ใกล้กันพบรถคู่กรณีเป็นรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า แอคคอร์ด สีขาว หมายเลขทะเบียน ขจ 5723 นครราชสีมา จอดอยู่ในช่องทางขวา สภาพด้านหน้าพังยับเยิน มี ร.ต.อ.ปริทัศน์ วิบูลยานนท์ อายุ 41 ปี ตำแหน่ง รอง สว.(สอบสวน) สน.บางยี่เรือ คนขับ ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก ก่อนทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯนำผู้บาดเจ็บทั้ง 3 ราย นำส่งรพ.ชลประทาน ปากเกร็ด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ส.ต.ต.ธีระ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ อีก 9 นาย ปฏิบัติหน้าที่ตั้งด่านตรวจค้นและตรวจวัดแอลกอฮอร์ บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาห้าแยกปากเกร็ด ถนนติวานนท์ ฝั่งขาออก ได้จับกุมตัวนายวัชรินทร์ ในข้อหาเมาสุราขณะขับรถ หลังเลิกด่าน ส.ต.ต.ธีระเห็นว่านายวัชรินทร์เมามาก จึงขับรถพานายวัชรินทร์นั่งคู่มาเบาะหน้า เพื่อจะไปโรงพัก ขณะที่ ส.ต.ต.ธีระเลี้ยวกลับรถตรงจุดเกิดเหตุ ได้ตัดหน้ารถของ ร.ต.อ. ปริทัศน์ ที่ขับมาทางตรงด้วยความเร็ว มุ่งหน้าจะกลับบ้านย่านสรงประภา อย่างกระชั้นชิด ทำให้เบรคไม่ทัน ก่อนพุ่งชนกลางคัน จนเป็นเหตุให้รับรับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” เดินหน้าบรรเทาทุกข์ มอบไออุ่น สู้ภัยหนาวแก่ชาวสกลนคร ในถิ่นทุรกันดาร

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” เดินหน้าบรรเทาทุกข์ มอบไออุ่น สู้ภัยหนาวแก่ชาวสกลนคร ในถิ่นทุรกันดาร

วันที่​ 15 ธันวาคม 2562​ : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ เมตตาธรรมมูลนิธิสกลนคร นำโดย นายพินัย ศรีพนาสณฑ์ รก.ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมเจ้าหน้าที่ฯ ทำพิธีมอบผ้าห่มกันหนาว พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวมจำนวน 1,000 ชุด แก่ผู้ประสบภัย จุดที่​1​ ณ หอประชุมโรงเรียนธรรมบวร ต.คำบ่อ​ อ.วาริชภูมิ จำนวน 500 ชุด

ในการนี้ มูลนิธิฯ ได้มอบแท้งก์น้ำเพื่อการบริโภค ขนาดบรรจุ 20,000 ลิตร จำนวน 1 แท้งก์ ณ.วัดศรีวิไลย์ อ.วาริชภูมิ จุดที่ 2 ณ ที่ว่าการอำเภอส่องดาว จำนวน 500 ชุด และในช่วงเช้าทำพิธีมอบศาลาที่พักผู้โดยสารจำนวน 1 หลัง ณ บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านศรีวิชา ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร

เพื่อไว้เป็นสาธารณประโยชน์ ของจังหวัดสกลนคร คิดเป็นมูลค่าในครั้งนี้เป็นเงิน 700,000 บาท​ (เจ็ดแสนบาทถ้วน) โครงการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยหนาว ประจำปี 2562 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดมอบผ้าห่มกันหนาวแก่ผู้ประสบภัยในถิ่นทุรกันดารในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งภาคเหนือ และภาคอีสาน รวมทั้งสิ้น 43 จังหวัด รวมมูลค่าการดำเนินงานในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน)

#ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #ติดต่อ-สอบถาม#ทีมงานสื่อสารองค์กร 086-854-1418 #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ ​รายงาน​

วช.ร่วมกับ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน​ บนเส้นทาง LIMEC

วช.ร่วมกับ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน​ บนเส้นทาง LIMEC

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562​ เวลา​ 10.00​ น.​ ณ ห้องประชุมศิลาอาสน์ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์​ : ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง​ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ (วช.)​ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาชุมชน​ เพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืนบนเส้นทาง LIMEC​ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างโดยมีผู้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมีดังต่อไปนี้คือ นายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัตอุตรดิตถ์,นายสุชาติ​ พีคะสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย,นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก,นายชัชพงศ์ เอมะสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก​ และนายพงษ์พิทยา ธนไกรศรีทอง รองผู้ว่ราชการจังหวัดเพชรบูรณ์​

สืบเนื่องมาจากที่ประชุม ครม.สัญจร เมื่อเดือนกันยายน ปี 2561 ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เห็นชอบการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาง อินโดจีน เมาะลำไย (LIMEC) เป็นส่วนหนึ่งภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศลุ่มแม่น้ำอิระวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (ACMECS) และได้ประกาศปฏิญญาเพชรบูรณ์ ภายใต้เจตนารมณ์ “ความกินดี อยู่ดีของประชาชน​ ซึ่งต้องมาจากความร่วมมือร่วมใจกัน​ และจะเติบโตไปด้วยกัน”

ครอบคลุมเชื่อมโยง​ และเสริมสร้างความเข้มแข็งมั่นคงอย่างยั่งยืนใน 5 ด้าน ได้แก่ การค้าและการลงทุน การท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม การศึกษา สุขภาพ และโลจิสติกส์ จาก มติ ครม. ดังกล่าวจึงได้เกิดความร่วมมือของจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่างร่วมกันบูรณาการแผนยุทธศาสตร์จังหวัด กำหนดเป็นแผนกิจกรรมบริหารจัดการโครงการวิจัยเพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืนบนเส้นทาง LIMEC ขึ้น โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่นำไปสู่การเพิ่มอัตราเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดโดยเฉลี่ยในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ให้มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8.5 อัตราการว่างงานมีอัตราเติบโตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และมูลค่าการค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์และบริการของเศรษฐกิจชุมชน ฯ มีอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10

ทั้งนี้ ในส่วนหนึ่ง วช.ได้จัดสรรงบประมาณแก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์, มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยอุตรดิตถ์ ในการจัดทำแผนการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืนบนเส้นทาง LIMEC ดังกล่าว ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างมหา วิทยาลัย​ และหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัด ภาคประชาชน และภาคเอกชน โดยการดำ เนินงานได้กำหนดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเป็นแนวทางนโยบายในการพัฒนาชุมชนจากแผนงานวิจัยที่เกิดขึ้นจริงและเพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนด ก่อให้เกิดความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนางานวิจัย ตลอดจนการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ได้อย่างบูรณาการ มีประสิทธิภาพ​ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศต่อไป

วช.และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง จึงได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืนบนเส้นทาง LIMEC ในครั้งนี้ขึ้น โดยมี วช. และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง โดยมี​ จังหวัดตาก,จังหวัดพิษณุโลก,จังหวัดเพชรบูรณ์,จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ในการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการพัฒนาชุมชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาคน​ และแรงงานของสามประเทศอีกด้วย

สุรเชษฐ​ ​ศิลา​นนท์​ รายงาน​

เทสโก้ โลตัส รณรงค์ส่งมอบผลิตภัณฑ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

เทสโก้ โลตัส รณรงค์ส่งมอบผลิตภัณฑ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เสริมความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม ตอบไลฟ์สไตล์ของคนไทยในปัจจุบัน

วันที่​ 13 ธันวาคม พ.ศ 2562 : นางสาวพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ หัวหน้าผู้จัดการอาวุโสแผนกกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส (ที่ 5 จากซ้าย) และ ภก.วีระชัย นลวชัย ผู้อำนวยการสำนักอาหาร (ที่ 4 จากซ้าย) ส่งเสริมการมอบผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทั้งยังเน้นย้ำถึงการสร้างการรับรู้ข้อมูลและคุณค่าทางโภชนาการบนฉลากอาหารที่ถูกต้อง และการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” โดยขณะนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้รับการรับรองแล้วกว่า 1,000 รายการ รวมถึงเมนูอาหารพร้อมทานเพื่อสุขภาพ “Tesco Tasty and Balanced” และ น้ำอัดลมน้ำตาลน้อยแบรนด์ Tesco ทีวางจำหน่ายแล้วที่เทสโก้ โลตัสทั่วประเทศ

(จากซ้ายไปขวา) นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาคณะกรรมการอาหารและยา, ภก.วีระชัย นลวชัย ผู้อำนวยการสำนักอาหาร, นางสาวณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ หัวหน้าผู้จัดการอาวุโสแผนกกำกับดูแลคุณภาพสินค้า เทสโก้ โลตัส, นายวีรวิทย์ สุวรรณมาลัย ผู้อำนวยการเทสโก้ โลตัส สาขา พระราม 1 และ นายธนเดช ตระกุลยิ่งยง ผู้จัดการอาวุโส แผนกรัฐสัมพันธ์ ฝ่ายกิจการบรรษัท

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คณาธิป ทรัพยสิทธิ์ (โจ๊ก) 081-843-5754, จันทร์ทิพย์ เทศทอง (ตั้ม) 080- 219-9823
E-Mail: prtescolotus@gmail.com

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สืบตม.3 – บำบัดทุกข์ชาวบ้าน ตรวจสอบ กวาดล้าง ต่างชาติมีพฤติการณ์เป็นภัยสังคม

วันที่ 13 ธ.ค.62 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง​ผบช. สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3, พ.ต.อ.ภาส สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3​ และพ.ต.อ.รัชธพงศ์ เตี้ยสุด ผกก. สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าว การให้บริการบำบัดทุกข์ของชาวบ้าน ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรณีมีประชาชนชาวไทยและต่างชาติร้องเรียนว่ามีชาวต่างชาติมีพฤติกรรมเป็นภัยสังคม และนำไปสู่การเข้าตรวจค้นบ้านพักและจับกุมหนุ่มเยอรมันและแฟนสาวไทยร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เมื่อช่วงเดือน ตุลาคม​ 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.3 และตรวจคนเข้าเมือง จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งข้อมูลข้อร้องเรียนจากประชาชนและลูกบ้านที่พักอาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านมาบประชันว่าได้รับความหวาดกลัวและเดือดร้อนจากชาวต่างชาติชื่อนายลาส (Lars) สัญชาติ เยอรมัน อายุ 48 ปี ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งมีพฤติการณ์ก่อความวุ่นวายโดยการส่งเสียงดังในยามวิกาลและมีการข่มขู่ ด่าทอเพื่อนบ้าน มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครอง และมีการยิงปืนภายในบ้านพักของตนเอง สร้างความแตกตื่นและตกใจแก่เพื่อนบ้านเป็นอย่างมาก ชาวบ้านเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยก่อนหน้าที่จะยิงปืนภายในบ้าน นายลาสเคยพกพาอาวุธปืนของกลางไปที่ถนนคนเดิน (Walking Street) จนกระทั่งถูกตรวจค้นพบอาวุธปืนและถูกตรวจยึดไว้ที่ สภ.เมืองพัทยา

จากการตรวจสอบพบว่านายลาสฯ​ ถือหนังสือเดินทางประเทศเยอรมัน เดินทางเข้ามาครั้งสุดท้าย ทาง ด่าน ตม.ทอ.อากาศยานกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 มี.ค.62 ประเภทไทยแลนด์อิลิท ได้รับอนุญาตถึงวันที่ 5 มิ.ย.62 ต่อมาได้มายื่นคำร้องขออยู่ต่อที่ ตม.จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.62 ได้รับอนุญาตถึงวันที่ 2 ธ.ค.62 การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด เมื่อได้รับข้อร้องเรียน เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชุดจับกุม ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบปากคำพยานที่ได้รับความเดือดร้อน สืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมของนายลาสฯ

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวน สอบสวนกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี นำหมายค้น ศาลจังหวัดพัทยาที่ 88/2562 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562​ เข้าทำการตรวจค้นบ้านในหมู่บ้านมาบประชัน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และทำการจับกุมตัว นายลาสฯ อายุ 48 ปี สัญชาติ เยอรมัน และนางสาวสุจิตรา อายุ 28 ปี สัญชาติไทย โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมด้วยของกลางคือ อาวุธปืน กึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม.หมายเลขประจำปืน ที เอช เอ็กซ์ 324 ยี่ห้อ กล็อก จำนวน 1 กระบอก,ซองบรรจุกระสุน (แมกกาซีน) จำนวน 1 อัน พร้อมเครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 นัด,เครื่องกระสุนปืน ขนาด 9 มม.รวมจำนวน 139 นัด พร้อมกับตรวจยึดอาวุธปืน BB GUN สิ่งของลักษณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อีกหลายรายการ โดยจะได้ดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมืองต่อไป

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับและมีเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

กอ.รมน.จ.ขอนแก่น – ปล่อยแถวจู่โจม ตรวจค้นเรือนจำ อ.พล ตามแผน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ปี 2563

กอ.รมน.จ.ขอนแก่น ปล่อยแถวจู่โจมตรวจค้นเรือนจำอ.พล ตามแผน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ปี 2563

วันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลา 04.30 น.: ภายใต้การอำนวยการของ นายสมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น/ผอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วย​พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกุล ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น​,พล.ต.ปราโมทย์ นาคจันทึก ผบ.มทบ.23, พ.อ.คณธัช ชนะกาญจน์ รอง ผอ.รมน.จังหวัด ขอนแก่น​ (ท) และนายอดุล ประยูรสิทธิ ผอ.สนง.ปปส.ภ.4 ร่วมปฎิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ปี 2563

โดยมี นายศรัทธา คชพลายุกต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานฯ มีการสนธิกำลังร่วมระหว่าง ฝ่ายพลเรือน ทหาร และตำรวจ และสมาชิก อส.รวมกำลังพลทั้งสิ้น 125 นาย ร่วมปฏิบัติการจู่โจมตรวจค้นเรือนจำทุกแห่งในพื้นที่เพื่อป้องปรามการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาแพร่ระบาดในเรือนจำ ผลการปฏิบัติการตรวจค้นไม่พบยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย ณ เรือนจำอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

Cr.ประชาสัมพันธ์กอ.รมน.จ.ขอนแก่น
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จ.สมุทรสาคร​ – รวบคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ผลิต,จำหน่ายน้ำกระท่อมและบุหรี่เถื่อน

วันที่ 13 ธ.ค.62 เวลา 10.30 น. ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม.พร้อมด้วย​ พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง​ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รอง ผบช.ตชด. ปฏิบัติราชการ สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม 3, พ.ต.อ.ภาส สิริสุขะ รอง ผบก.ตม.3​ และพ.ต.อ.เอกนรินทร์ สุวรรณทา ผกก.ตม.จ.สมุทรสาคร ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ผลิต จำหน่ายน้ำกระท่อมและบุหรี่เถื่อน​

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ กล่าว​ว่า​ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรสาคร ปิดล้อมตรวจค้น ห้องเช่าไม่มีชื่อ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จับกุมตัวคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 2 ราย คือ

นายจอ อายุ 25 ปี สัญชาติเมียนมา ในข้อหา “ผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มพืชกระท่อม) และมียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มพืชกระท่อม)ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย, มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (ใบพืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย, และเป็นคนต่างด้าวเข้ามา อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต, และรับไว้ ช่วยพาไปเสีย ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ซึ่งบุหรี่ซิกาแรตที่หลีกเลี่ยงอากร ข้อห้าม ข้อจำกัด โดยผิดกฎหมาย, และมีบุหรี่ซิกาแรตไว้ในครอบครองเพื่อขาย โดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบ” พร้อมของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มพืชกระท่อม) บรรจุในขวด ขนาด 1.25 ลิตร จำนวน 21 ขวด, ใบพืชกระท่อม บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกชนิดหูหิ้ว ถุงละ 1 กก. จำนวน 9 ถุง, บุหรี่ซิกาแรต ยี่ห้อ GUDANG GARAM จำนวน 28 ซอง ซองละ 20 มวน, บุหรี่ซิกาแรต ยี่ห้อ GAMA GOLDEN (PRIMA) จำนวน 17 ซอง ซองละ 16 มวน

นายอ่อง อายุ 32 ปี สัญชาติเมียนมา ในข้อหา “มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (น้ำต้มพืชกระท่อม​ และใบพืชกระท่อม) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย” และ“เป็นบุคคลต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” พร้อมของกลางคือ น้ำพืชกระท่อมต้มสุก บรรจุในขวดพลาสติกขนาด 1.25 ลิตร จำนวน 4 ขวด, ใบพืชกระท่อม (น้ำหนัก 1 กก.) จำนวน 1 ถุง

ก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าต่างด้าวผลิต และจำหน่ายกระท่อม และของผิดกฎหมายจำนวนมาก ภายในห้องพักไม่มีชื่อ ม.7 ต.ท่าทราย อ.เมือง​ จ.สมุทรสาคร พ.ต.อ.เอกนรินทร์ฯ จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ และ พ.ต.ท. ประพัทธ์ แกลงกระโทก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเข้าปิดล้อมตรวจค้น

ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 ได้เข้าตรวจค้นผลปรากฏว่า​ ภายในห้องเลขที่ B7 เปิดแง้มอยู่เล็กน้อยพบนายจอฯ นั่งเทน้ำต้มพืชกระท่อมอยู่ในห้อง จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตรวจค้นภายในห้อง พบน้ำต้มพืชกระท่อม ขนาด 1.25 ลิตร จำนวน 21 ขวด, ใบพืชกระท่อม จำนวน 9 กก., บุหรี่ซิกาแรต ยี่ห้อ GUDANG GARAM จำนวน 28 ซอง และยี่ห้อ GAMA GOLDEN (PRIMA) จำนวน 17 ซอง รวม 45 ซอง ซึ่งไม่ได้ปิดแสตมป์ยาสูบ

ห้อง A12 พบนายอ่องฯ พร้อมของกลางน้ำต้มพืชกระท่อม ขนาด 1.25 ลิตร จำนวน 4 ขวด และใบพืชกระท่อม จำนวน 1 กก. จึงยึดไว้เป็นของกลาง​ ซึ่งคนต่างด้าวทั้งสองไม่มีหนังสือ เดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแต่อย่างใด จากนั้นได้แจ้งข้อกล่าวหา และจัดทำบันทึกการจับกุมนำตัวคนต่างด้าวทั้งสองพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.อาชยนฯ​ ขอ​ฝาก​ประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทย​ และสัญชาติเป้าหมายต่างๆ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www. immigration. go.th​ จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

จันทบุรี – กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระพุทธบาทพลวง (เขาคิชฌกูฏ ) รุ่นแรก หารายได้สมทบการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลเขาคิชฌกูฏ

กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีพุทธาภิเษกเหรียญพระ พุทธบาทพลวง ( เขาคิชฌกูฏ )รุ่นแรก หารายได้สมทบการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลเขาคิชฌกูฏ กำหนดพุทธาภิเษก 2 วาระ รอบ 2 บนยอดเขา 25 ม.ค.63

พระครูประดิษฐ์ศาสนการ หรือหลวงปู่นงค์ เจ้าอาวาสวัดทุ่งตาอินท์ ประธานที่ปรึกษากองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง เปิดเผยว่า ตามที่กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวงได้สนับสนุนการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลเขาคิชฌกูฏ จากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศที่เดินทางมาร่วมงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวงแล้วนำรายได้และเงินบริจาคจากนักแสวงบุญร่วมจัดสร้าง แต่เนื่องจากการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ ทางกองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง จึงได้จัดทำเหรียญพระพุทธบาทพลวง (เขาคิชฌกูฏ) รุ่นแรกเพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ประชาชน นักแสวงบุญได้มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินสมทบการก่อสร้างอาคารสงฆ์อาพาธดังกล่าวและจะมีพิธีพุทธาภิเษกเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน โดยเกจิ อาจารย์ที่ประชาชนให้ความศรัทธา เคารพ เลื่อมใส ทั่วประเทศ รวม 30 รูป ในวาระแรกวันที่ 20 ถึง 22 มกราคม 2563 ฤกษ์มงคลเวลา 17.49 น.และพุทธาภิเษก วาระที่ 2 บนยอดเขาบริเวณรอยพระพุทธบาทพลวง อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏในวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563เวลา 17.49 น.

โดย เหรียญพระพุทธบาทพลวง ( เขาคิชฌกูฏ ) รุ่นแรก มีการจัดทำ 6 ชนิด ประกอบด้วย เนื้อทองคำ /เนื้อเงิน /เนื้อนวโลหะ /เนื้อทองแดง และ เนื้ออัลปาก้า กำหนดรับพระที่สั่งจองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสั่งจองเหรียญพระพุทธบาทพลวง ( เขาคิชฌกูฏ ) รุ่นแรก ได้ที่ กองทุนนิธิพระพุทธบาทพลวง วัดพลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 085 – 2859656 ( ภาพจากแฟ้ม )

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ปทุมธานี – นักเสี่ยงโชคแห่ดูเลขเด็ดอ่างน้ำมนต์ฤๅษีเณร ก่อนวันหวยออก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2562 ที่อาศรมฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ ถนนวงแหวนตะวันตกหมายเลข 9 ปทุมธานี – บางปะอิน มีประชาชนจำนวนมากได้เดินทางมาดูตัวเลขที่อ่านน้ำมนต์ฤๅษีเณร และกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมมาแก้บนภายในอาศรมฤๅษีเณรอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับบริจาคข้าวสารอาหารแห้งเพื่อนำไปมอบให้กับเด็กนักเรียนยากไร้

ด้าน น.ส.อมรรัตน์ บุญกิจ อายุ 28 ปี แม่ค้ายย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ได้พาครอบครัว มาไหว้กุมารเจ้าสัวเฮง หลังจากครั้งแล้วมาไหว้และได้โชคกลับไป ซึ่งงวดก่อนได้โชคใหญ่ รอบนี้จึงพาครอบครัวมาไหว้ขอพรและนำน้ำแดงมาถวายกุมารทองเจ้าสัวเฮงจำนวน 100 แพ็ค เพื่อขอโคขอลาภ

บรรยากาศก่อนวันหวยออกที่อาศรมฤๅษีเณรมีประชาชนแวะเวียนเข้ามากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำประทัด น้ำแดง ปลาตะเพียน ดอกไม้ ธูป เทียน มากราบไหว้ กุมารเจ้าสัวเฮง เพื่อขอหวย เสริมบารมี เสริมโชคลาภ การงาน การเงิน และเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ในส่วนของอ่านน้ำมนต์ก็มีประชาชนมาดูตัวเลขจากน้ำตาเทียนที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ที่ปรากฏตัวเลขชัดเจน 5, 6, 0 และ 8, 3, 1 ที่ลอยเกาะกลุ่มกัน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้จะลอยวนเวียนไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ประชาชนที่มาจะเห็นว่าตัวเลขไปจับกับตัวไหน นอกจากนี้ทางอาศรมฤๅษีเณรยังเปิดรับบริจาคข้ารสารอาหารแห้ง เพื่อที่จะนำไปส่งมอบบริจาคให้กับเด็กนักเรียนบ้านแดดน้อย จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562.

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี

เพชรบูรณ์ – สมาคมการค้ายาสูบไทย เยี่ยมชมไร่ยาสูบเบอร์เลย์

เพชรบูรณ์ – สมาคมการค้ายาสูบไทย เยี่ยมชมไร่ยาสูบเบอร์เลย์ พร้อมติดตามสถานการณ์ปลูกยาสูบและการรับซื้อใบยาสูบในปัจจุบัน หลังประสบปัญหาถูกตัดโควต้า และท่าทีการปรับภาษีขึ้นไปอีกเป็น 40%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก เกษตรกรบ้านลานบ่า หมู่16 ต.ลานบ่า อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เสร็จสิ้นจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตในนาข้าว ก็ต่างพากันเร่งไถปรับพื้นที่นา ด้วยการใช้รถไถยกร่อง และนำฟางข้าวมาคลุมหน้าดินเก็บความชื้น เพื่อเตรียมดำเนินการเพาะปลูกพืชหลังนา โดยการปลูกยาสูบ สายพันธ์เบอร์เล่ย์ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นอีกหนึ่งอาชีพคู่ชุมชน ที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ตั้งแต่ปู่ย่าตายาย

โดย นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า อาชีพปลูกยาสูบ นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่อยู่คู่ชุมชนมาอย่างช้านาน ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย และได้รับการสืบทอดมารุ่นต่อรุ่น โดยการปลูกยาสูบ จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน หลังเกี่ยวข้าวในนาแล้วเสร็จ โดยใช้รถไถพรวนดิน ยกร่อง และใช้ฟางข้าวคลุมหน้าดินหลังสูบน้ำ เพื่อเก็บความชื้นให้เหมาะสม จากนั้นจะนำต้นกล้ายาสูบ พันธ์เบอร์เลย์ ที่เพาะไว้อายุประมาณ 40-45 วัน มาลงแปลงปลูก ในระยะห่าง 60 x 90 เซนติเมตร และหมั่นดูแลรักษา รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาอีกประมาณ 70 วัน ถึงสามารถเก็บผลผลิต “ใบยา สูบ” รอบแรก ไปเข้าสู่กระบวนการบ่มใบยาสด ให้เป็นใบยาแห้ง ซึ่งระยะเวลาการบ่มจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้น โดยใบยาสูบ 1 รุ่น สามารถเก็บได้ประมาณ 3 – 4 รอบต่อการปลูก 1 ครั้ง

นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวต่อว่า สถาน การณ์เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในปัจจุบัน พบว่าคงเหลือเพียง 2,000 ราย พื้นที่เพาะปลูกราว 5,000 ไร่เศษเท่านั้น ซึ่งจากเดิมเคยมีเกษตรกรมากกว่า 3,000 ราย พื้นที่เพาะปลูกกว่า 10,000 ไร่ แต่หลังจากมีการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตในปี 2560 ทำให้การยาสูบแห่งประเทศ ไทย (ยสท.) ประสบปัญหา จนต้องมีการตัดโควต้าใบยาจากชาวไร่ถึงร้อยละ 50 จนส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน ที่ยึดอาชีพปลูกยาสูบหลังการทำนา จนเริ่มขาดอาชีพ ไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และไม่มีทุนสำหรับปลูกข้าวในรอบปีถัดไป จึงอยากวอนผู้ที่เกี่ยวข้อง ช่วยพิจารณาขอโควต้ากลับคืนมาให้ชาวไร่ยาสูบ ด้วย

ด้าน นางบัวส้ม ยอยยิ้ม อายุ 52 ปี เกษตรกรชาวไร่ยาสูบรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นที่บ้านทำอาชีพปลูกยาสูบมาโดยตลอด จนได้สานต่อเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวมาถึงปัจจุบัน แต่หลังจากถูกตัดโควต้าลดลง จึงคงเหลือพื้นที่ปลูกยาสูบได้เพียง 3 ไร่ โควต้ารับซื้อ 1,200 กิโลกรัม โดยพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกยาสูบ ได้ประมาณ 2,700 – 3,000 ต้น เมื่อครบอายุเก็บเกี่ยว จะได้ผลผลิตใบยาสด ไร่ละประมาณ 4 ตัน เมื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มจนแห้ง จะคงเหลือน้ำหนัก 1 ไร่ ประมาณ 400 กิโลกรัม ขายได้ประมาณ 65 บาทต่อกิโลกรัม มีรายได้เฉลี่ย ไร่ละ 26,000 บาท หักต้นทุนการเพาะปลูก ไร่ละ 10,000 กว่าบาท โดยไม่คิดค่าแรง เนื่องจากลงมือลงแรงทำกันเองในครอบครัว ก็จะคงเหลือรายได้ประมาณ ไร่ละหนึ่งหมื่นกว่าบาท แต่หากจ้างแรงงาน รายได้ก็คงเหลือน้อยลงไปตามค่าจ้าง และหากปีไหนประสบปัญหาภัยธรรมชาติ พายุลูกเห็บ ฝนตกน้ำท่วม หรือ ศัตรูพืชระบาด ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนสูงเช่นเดียวกัน

พร้อมกันนี้ ทางสมาคมการค้ายาสูบไทย นำโดย นางวราภรณ์ นะมาตร์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการค้ายาสูบไทย ได้นำคณะฯ เข้าร่วมเยี่ยมชม กระบวนการ ขั้นตอน วิธีการปลูกยาสูบพันธ์เบอร์เลย์ถึงแปลงเพาะปลูก พร้อมทั้งกล่าวแสดงความห่วงใย ถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในปัจจุบัน ที่ทั้งประสบปัญหาถูกตัดโควต้า และท่าทีการปรับภาษีขึ้นไปอีกเป็น 40% ซึ่งอาจส่งผลกระทบมากไปกว่านี้ได้

มนสิชา คล้ายแก้ว เพชรบูรณ์