นายกรัฐมนตรี แนะส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมร่วมกันอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมไทย ให้คงอยู่คู่ประเทศชาติ

วันนี้ (17 ธันวาคม 2562) เวลา 08.30 น. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เยี่ยมชมนิทรรศการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ จำนวน 2 คณะ ได้แก่ 1) นิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม “ผลงานนักเทคโนโลยีดีเด่นประจำปี 2562”  2) การประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประชาสัมพันธ์ผลงาน “นักเทคโนโลยีดีเด่นประจำปี 2562” และนำเสนอตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรม อาทิ 1) รถมินิบัสอลูมิเนียม น้ำหนักเบา ประหยัดเชื้อเพลิง ไม่เป็นสนิมและมีการประเมินโครงสร้างที่ปลอดภัยที่สุด 2) ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศประหยัดไฟสูง สามารถเชื่อมต่อ internet และเครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรอง PM 2.5 3) การพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีฐานด้านการบูรณาการระบบ เพื่องานหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์สำหรับใช้งานในระบบอุตสาหกรรม 4.0 4) โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน AI 5) เครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงาน แบบฮีทปั๊ม และเครื่องปรับอากาศระบบ Hybrid Solar ประหยัดพลังงาน และ 6) เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติแบบลำรังสีทรงกรวย ทั้งนี้ เพื่อเชิดชูนักเทคโนโลยีไทยที่สร้างผลงานด้านการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นการผลักดันให้ผลงานวิจัยได้เชื่อมโยงไปสู่ตลาดธุรกิจได้อย่างแท้จริง

จากนั้น นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นำคณะผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยเข้าพบ เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์การประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย เป็นตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ UNESCO  นวดไทย ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่เป็นศาสตร์และศิลป์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่นและพุทธศาสนา และเป็นการรักษาทางเลือกควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพตามแบบแผนตะวันตกสมัยใหม่

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมหน่วยงานพร้อมแนะนำการผลิตนวัตกรรมว่า ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย คุณภาพ และราคา โดยต้องไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และนำไปพัฒนาขยายผลนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกันศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยี เพื่อนำไปพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ขึ้นเป็นของเราเองเพื่อให้บริการประชาชน พร้อมฝากประชาชนคนไทย ร่วมกันอนุรักษ์ พัฒนา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทยด้วย

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกฯ เป็นประธานประชุม กพช. เห็นชอบแนวทางร่วมทุนโรงไฟฟ้าชุมชน

นายกฯ เป็นประธานประชุม กพช. เห็นชอบแนวทางร่วมทุนโรงไฟฟ้าชุมชน เคาะอัตรารับซื้อต่อหน่วยที่ 3-5 บาทตามประเภทเชื้อเพลิง-เห็นชอบใช้เงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 50,000 ลบ.ขับเคลื่อนแผนปี 63–67 หวังลดใช้พลังงานลงร้อยละ 30

เมื่อวันที่ (16 ธ.ค.62) เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2562 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม สรุปผลการประชุมดังนี้

กพช. เห็นชอบหลักการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) และราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อ 4 ธ.ค.62 โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศการรับซื้อไฟฟ้าตามขั้นตอนต่อไป พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานรากขึ้นเพื่อบริหารจัดการตลอดจนกำกับดูแลให้โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นสัญญาประเภท Non-Firm ที่สามารถใช้ระบบกักเก็บพลังงานร่วมด้วยได้ ห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลช่วยในการผลิตไฟฟ้า ยกเว้นช่วงเริ่มต้นเดินเครื่อง โดยในปี 2563 จะมีการเปิดรับซื้อไฟฟ้า 700 เมกะวัตต์ (MW) และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) แบ่งออกเป็น 2 โครงการ (1) Quick win เป็นโครงการที่ให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2563 ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างแล้วเสร็จหรือใกล้จะแล้วเสร็จ เข้ามาร่วมโครงการ (2) โครงการทั่วไป เปิดโอกาสให้ผู้มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการเป็นการทั่วไป และอนุญาตให้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2564 เป็นต้นไป ปริมาณพลังไฟฟ้าที่เสนอขายไม่เกิน 10 MW ใช้วิธีการคัดเลือกโดยกรรมการบริหารการรับซื้อไฟฟ้าฯ จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ และคัดเลือกเรียงตามลำดับจากโครง การที่เสนอให้ผลประโยชน์คืนสู่ชุมชนสูงสุดไปสู่ผลประโยชน์ต่ำสุด ทั้งนี้ จะพิจารณารับซื้อจากโครงการ Quick win ก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงจะพิจารณารับซื้อจากโครงการทั่วไป

รูปแบบการร่วมทุน ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ (1) กลุ่มผู้เสนอโครงการ (ภาคเอกชนอาจร่วมกับองค์กรของรัฐ) สัดส่วนประมาณร้อยละ 60 – 90 และ (2) กลุ่มวิสาหกิจชุมชน (มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 200 ครัวเรือน) สัดส่วนประมาณ ร้อยละ 10 – 40 (เป็นหุ้นบุริมสิทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และเปิดโอกาสให้ซื้อหุ้นเพิ่มได้อีก รวมแล้วไม่เกินร้อยละ 40) มีส่วนแบ่งจากรายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายไฟฟ้าที่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ให้กับกองทุนหมู่บ้านที่อยู่ใน “พื้นที่พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่น” ของโรงไฟฟ้านั้น ๆ โดยมีอัตราส่วนแบ่งรายได้ (1) สำหรับโรงไฟฟ้าประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ไม่ต่ำกว่า 25 สตางค์ต่อหน่วย (2) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Hybrid ไม่ต่ำกว่า 50 สตางค์ต่อหน่วย

พื้นที่พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่น ครอบคลุมหมู่บ้านโดยรอบโรงไฟฟ้าที่อยู่ในรัศมีจากศูนย์กลางโรงไฟฟ้า ดังนี้ (1) 5 กิโลเมตร สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเกิน 5,000 ล้านกิโลวัตต์–ชั่วโมงต่อปี (2) 3 กิโลเมตร สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเกิน 100 ล้านกิโลวัตต์–ชั่วโมงต่อปี แต่ไม่เกิน 5,000 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี (3) 1 กิโลเมตร สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 100 ล้านกิโลวัตต์–ชั่วโมงต่อปี ในกรณีที่มีการทับซ้อนกันของเขตพื้นที่ ให้คำนึงถึงประโยชน์ต่อการพัฒนา “พื้นที่พัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่น” เป็นสำคัญ และชุมชนยังคงได้รับผลประโยชน์ตามระเบียบกองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามปกติ

ผู้เสนอโครงการต้องมีแผนการจัดหาเชื้อเพลิง โดยมีสัญญารับซื้อเชื้อเพลิงในราคาประกันกับวิสาหกิจชุมชน ในรูปแบบเกษตรพันธะสัญญา (Contract farming) ซึ่งในสัญญาจะต้องมีการระบุข้อมูลปริมาณการรับซื้อเชื้อเพลิง ระยะเวลาการรับซื้อเชื้อเพลิง คุณสมบัติของเชื้อเพลิงและราคารับซื้อเชื้อเพลิงไว้ในสัญญาด้วย

ราคารับซื้อไฟฟ้า เนื่องด้วยเปิดโอกาสให้โครงการที่ได้ลงทุนก่อสร้างไปแล้วก่อนปี 2560 แต่ไม่สามารถรับซื้อไฟฟ้าได้ ติดปัญหา Grid capacity แต่ปัจจุบันสามารถรับซื้อไฟฟ้าได้แล้ว จึงกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าตามสมมุติฐานทางการเงิน ณ ปีที่ลงทุนก่อสร้าง ซึ่ง กพช. ได้เห็นชอบไว้เมื่อ 17 ก.พ. 60 ดังนี้ พลังงานแสงอาทิตย์ 2.90 บาท ชีวมวลที่กำลังผลิตติดตั้งน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 MW 4.8482 บาท ชีวมวลกำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 3 MW 4.2636 บาท ก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) 3.76 บาท ก๊าซชีวภาพ(พืชพลังงาน 100%) 5.3725 บาท ก๊าซชีวภาพพืชพลังงานผสมน้ำเสีย/ของเสีย 4.7269 บาท รวมทั้ง กำหนด Fit พรีเมี่ยมให้กับพื้นที่พิเศษที่อยู่ในจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา เพิ่มอีก 0.50 บาทต่อหน่วยในทุกชนิดเชื้อเพลิง

พร้อมกันนี้ กพช. เห็นชอบแนวทาง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในช่วงปี 2563 – 2567 ในวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท หรือปีละ 10,000 ล้านบาท เพื่อคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะได้บริหารเงินกองทุนฯ ในการนำไปใช้ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ อุดหนุนให้เกิดการเพิ่มประสิทธิ ภาพการใช้พลังงาน ก่อให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมใหม่ การสร้างบุคลากร และการสร้างความตระหนักเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน โดยเป็นไปตามวัตถุประสงค์การใช้เงินกองทุนฯ ตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายลดความเข้มการใช้พลังงานการใช้พลังงานในภาคเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อุตสาห กรรม อาคารธุรกิจขนาดใหญ่ อาคารธุรกิจขนาดเล็กและบ้านอยู่อาศัย และภาคการขนส่ง ลดลงร้อยละ 30 และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 30 ในปี 2579 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 20 – 25 ภายในปี 2573 ตามถ้อยแถลง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการประชุมระดับสูงของประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาลในระหว่างการประชุม COP 21 ซึ่งการนำเงินกองทุนฯ เข้าไปช่วยสนับสนุนภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดการตัดสินใจลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหรือการผลิตและใช้พลังงานทดแทน จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ กพช. ได้เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาในการดำเนินการตามนโยบายพลังงาน 3 เรื่อง ได้แก่

  1. การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ชีวมวล โดยให้ กกพ. ร่วมกับการไฟฟ้าคู่สัญญาดำเนินการเพื่อให้สามารถปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าของ SPP ชีวมวล ไปเป็น FiT ได้ โดยมีการคำนวณระยะเวลาการปรับลด-เพิ่มอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของ SPP ชีวมวล ให้สอดคล้องกับวันที่เริ่มใช้อัตรา FiT ตามข้อเสนอของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  2. การกำกับอัตราค่าไฟฟ้า ปี 2561–2563 โดยระหว่างการปรับปรุงนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฉบับใหม่ พ.ศ. 2564–2568 ให้ กกพ. ใช้หลักเกณฑ์ตามนโยบายการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2554–2558 ไปพลางก่อน
  3. การส่งเสริมการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติระยะที่ 1 โดยได้รับทราบการดำเนินการเตรียมความพร้อม Shipper รายใหม่ ที่มีความต่างไปจากที่ กพช. ได้มีมติไว้เมื่อ 31 ก.ค. 60 ในส่วนที่จะให้ กฟผ. เป็น Shipper รายใหม่ นำเข้า  LNG ไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี ซึ่งจากสถานการณ์ LNG ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยการจัดหา LNG ในประเทศไม่ได้ลดลง ปริมาณความต้องการใช้ LNG ก็ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นตามที่ได้ประมาณการไว้ มีความเสี่ยงที่การนำเข้า LNG ของ กฟผ. 1.5 ล้านตันต่อปี อาจเกิดภาระ Take or Pay และอาจส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าสูงขึ้นประมาณ 2 สตางค์/หน่วย ขณะที่ราคา LNG มีแนวโน้มจะลดลง LNG Spot ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4 USD/MMBTU

กพช. จึงให้ยกเลิกมติ กพช. เมื่อ 31 ก.ค.60 ที่ในส่วนที่จะให้ กฟผ. เป็น Shipper รายใหม่ นำเข้า  LNG ไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี และเห็นชอบให้ กฟผ. เตรียมความพร้อมทำหน้าที่เป็น Shipper รายใหม่ โดยสามารถนำเข้า LNG ในรูปแบบ Spot ไม่เกิน 200,000 ตัน ตามมติ กบง. เมื่อ 21 ต.ค. 62 พร้อมทั้งเห็นชอบโครงสร้างราคา LNG แบบ Spot ของ กฟผ. โดย ล็อตแรกเดือนธันวาคม 2562 และล็อตสองเดือนเมษายน 2563 เพื่อใช้กับโรงไฟฟ้าวังน้อยชุดที่ 4 โรงไฟฟ้าบางปะกง ชุดที่ 5 และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทนระยะที่ 1

นอกจากนั้น กพช. ได้ให้ กกพ. ศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าและการจัดการระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าของยานยนต์ไฟฟ้า และยานยนต์ไฟฟ้าระบบขนส่งสาธารณะ โดยคำนึงถึงต้นทุนในการจัดหาไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ และได้เห็นชอบการแก้ไขสัญญาเพิ่มเติม Energy Purchase and Wheeling Agreement (EPWA) สำหรับโครงการซื้อขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ไปยังมาเลเซียผ่านระบบส่งไฟฟ้าของไทย ระยะที่ 2 (Lao PDR-Thailand-Malaysia Power Integration Project) Phase 2  หรือ LTM-PIP ระยะ 2 พร้อมทั้งมอบหมายให้ กฟผ. สามารถลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฯ ได้ทันที เพื่อให้สัญญา EPWA มีความต่อเนื่อง และมอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาในประเด็นการขอยกเว้นภาษีศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับโครงการดังกล่าว

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก
(ข้อมูลจากฝ่ายเลขานุการ กพช.)

ลพบุรี – วันทหารปืนใหญ่ ประจำปี 2562


พล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒณ์ เสนาธิการทหารบก เป็นผู้แทนท่านผู้บัญชาการทหารบก เดินทางประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ผู้ทรงเป็น “ พระบิดาของทหารปืนใหญ่ ” ตลอดจนร่วมรำลึกถึงวีรกรรมทหารปืนใหญ่ผู้กล้า ซึ่งได้เสียสละเลือดเนื้อ และชีวิต เพื่อรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติไทยในอดีต เนื่องใน “ วันทหารปืนใหญ่ ” ประจำปี 2562 ณ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี

โอกาสเดียวกัน เสนาธิการทหารบก ยังได้กระทำพิธีมอบโล่ แสดงความยินดีแก่นายทหารปืนใหญ่ ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ทหารชั้นนายพล เหล่าทหารปืนใหญ่ ประจำปี 2562 จำนวน 31 นาย อาทิ พลโทณรงค์ กลั่นวารี พลตรีคมสัน ศรียานนท์ พลตรีอัครภณ ทองสุทธิ์ พลตรีชัยพร นิยะสม และมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถของผู้ตรวจการทางอากาศ ของกองทัพบก ชั้นกิตติมศักดิ์ แก่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่เหล่าทหารปืนใหญ่

พร้อมทั้งได้ เยี่ยมชม นิทรรศการ ด้านการพัฒนา อาวุธ ยุทโธปกรณ์ ของเหล่าทหารปืนใหญ่ ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน โดยมีเหล่าข้าราชการทหารปืนใหญ่ และนายทหารปืนใหญ่ ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว จากทั่วประเทศ มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

ภาพ/ข่าวกฤษณ์ ลพบุรี
โยธิน พรมแตง รายงาน

มุกดาหาร # จับอีกแล้วกระเทียมเถื่อน 81 กระสอบ 1,620 กิโล ผู้ต้องหา 4 ราย

มุกดาหาร กองร้อยทหารพราน ร่วม หน่วยงานความมั่นคง สกัดจับกระเทียมแห้งเถื่อนไม่ผ่านพิธีการศุลกากรลักลอบขนข้ามโขงมาทางเรือหางยาวเข้ามาแนวชายแดนริมฝั่งโขงถูกจับยึดได้ 81 กระสอบ หนักกว่า 1,620 กิโลกรัม พร้อมผู้ต้องหา 4 ราย

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 17 ธันวาคม 2562 ณ กองร้อยทหารพราน 2110 มุกดาหาร พร้อมหน่วยงานความมั่นคงนำของกลางกระเทียมแห้งเถื่อนจำนวน 81 กระสอบ หนักกว่า 1,620 กิโลกรัม ที่กลุ่มขบวนการค้ากระเทียมเถื่อนลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยหลีกเลี่ยงภาษี ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรมาแถลงข่าว

สืบเนื่องเมื่อกลางดึกของวันที่ 16 ธันวาคม 2562 กองร้อยทหารพราน 2110 ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง ได้รับแจ้งจากสายลับ ว่ามีกลุ่มขบวนการค้ากระเทียมเถื่อนลักลอบขนกระเทียมแห้งเถื่อนข้ามแม่น้ำโขงทางเรือหางยาวเข้ามาตามแนวชายแดน ริมฝั่งโขง บริเวณท่าน้ำ ต.ศรีบุญเรืองเขตเทศบาล อ.เมือง จ.มุกดาหาร

เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าตรวจสอบจุดเป้าหมายดังกล่าวพบชายฉกรรจ์ รับจ้างแบกกระเทียมเถื่อน จำนวน 5-6 คนกำลังแบกกระสอบบรรจุกระเทียมขึ้นจากเรือเจ้าหน้าที่ปิดล้อมเข้าจับกุมได้ผู้ต้องหา 4 ราย ทราบชื่อท้าวส่วย ไชยะราช อายุ 39 ปี ราษฏร บ้านเวียงสะหวัน นครไกรสอนพรมวิหาน แขวงสะหวันนเขต สปป.ลาว, นายทวีสิทธิ์ ราชิวงศ์ อายุ 23 ปี บ้านเลขที่ 36 ถ.สำราญชายโขงใต้ ต.มุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร, นายศรีวิชัย ทองมหา อายุ 32 ปี บ้านเลขที่ 51 ม.1 บ้านบางทรายใหญ่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร, และนายชลธชา คะนองแค อายุ 18 ปี บ้านเลขที่ 138 ม.1 บ้านบางทรายใหญ่ ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร สวนที่เหลือ ก็อาศัยความมืด และความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบนเรือพบกระสอบบรรจุ กระเทียมแห้งเถื่อน จำนวน 81 กระสอบ น้ำหนักกว่า 1,620 กิโลกรัม

สอบถามทราบว่ากระเทียมที่ลักลอบขนมาจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านจะนำเข้าไปเก็บภายในโกดังไม่มีเลขที่อยู่ตามแนวชายแดนริมฝั่งโขง เพื่อเตรียมรอโอกาสลักลอบขน ส่งนายทุนปลายทางที่ตลาดไท กทม. ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำการจับกุมอย่างต่อเนื่องแต่กระเทียมเถื่อนยังทะลักเข้าแนวชายแดนรายวันไม่หยุด โดยหลังแถลงข่าวเจ้าหน้าที่นำของกลางกระเทียมและเรือเหล็กพร้อมเครื่องยนต์หางยาว ส่งด่านศุลกากร มุกดาหารเพื่อดำเนินการตามกฎ หมายต่อไป.


พวงเพชร จันทร์ดี/หัวหน้าศูนย์ข่าวดารา
///// เดวิด มุกดาหาร รายงาน ///// 092-5259-777

กองทัพเรือจัดโครงการ “กองทัพเรือ รวมใจ ร่วมต้านภัยยาเสพติด” ครั้งที่ 1 ให้กับโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม จังหวัดนครพนม

กองทัพเรือจัดโครงการ “กองทัพเรือรวมใจ ร่วมต้านภัยยาเสพติด” ครั้งที่ 1 ให้กับโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม จังหวัดนครพนม

วันที่ 16 ธ.ค. 62 พลเรือตรี พิชัย ล้อชูสกุล ผู้อำนวยการสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ ในฐานะ รองหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพเรือ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “เยาวชนสดใส หัวใจห่างไกลยาเสพติด” โครงการกองทัพเรือรวมใจ ร่วมต้านภัยยาเสพติด ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2563 ณ โรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม

โครงการ “กองทัพเรือรวมใจ ร่วมต้านภัยยาเสพติด”ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2563 เป็นโครงการที่กองทัพเรือได้จัดอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ ป้องกัน ปลูก จิตสำนึกให้แก่เยาวชนที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ ให้ห่างไกลจากยาเสพติด โดยกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายให้ความรู้ถึงพิษภัยของยาเสพติด และชุดแพทย์เคลื่อน ที่จากศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กรมแพทย์ทหารเรือ การแสดงดนตรีสร้างความบันเทิงและสอดแทรกความรู้ จากกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ การทำกิจกรรมละลายพฤติกรรมจากกองร้อยปฏิบัติการจิตวิทยา หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

การมอบอุปกรณ์กีฬา และชุดยาสามัญให้กับทางโรงเรียน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 900 คน ทั้งนำกล่าวปฏิญาณไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแพงพิทยาคม พร้อมคณะครู-อาจารย์ ตัวแทนจากหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ

ภาพ/ข่าวจาก กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน

มุกดาหาร # กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ตรวจยึดยาบ้า จำนวน 60,000 เม็ด ในพื้นที่ จ.หนองคาย

https://youtu.be/Iohjnxu0tZ4

วันที่ 16 ธ.ค. 62 กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย สถานีเรือโพนพิสัย หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงเขตหนองคาย ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีกลุ่มเครือข่ายจาก นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ลักลอบนำยาเสพติดมาส่งให้กับเครือข่ายฝั่งไทย บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงพื้นที่ บ้านปากสวย ตำบลวัดหลวง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย

จึงได้จัด เจ้าหน้าที่ ซุ่มเฝ้าตรวจบริเวณดังกล่าว เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. พบเรือกีบห่างยาวแล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว เข้ามายังฝั่งไทยและนำวัตถุต้องสงสัยมาวางไว้ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขงป่าช้าบ้านปากสวยแล้วขับออกไป เจ้าหน้าที่รอจนกระทั่งเวลาประมาณ 06.00 น. จึงเข้าตรวจสอบวัตถุดังกล่าว พบเป็นยาบ้า จำนวน 60,000 เม็ด โดยประทับด้วยอักษร A บนหีบห่อ จึงได้นำของกลางส่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนพิสัย เพื่อไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.


Cr.ฐนกร จิตร์จะโปะ
/////เดวิด มุกดาหาร รายงาน ////// 092-5259-777

แม่ทัพภาคที่ 4 – แถลงผลการตรวจค้นแหล่งพักพิง ผกร. เขาตะโล๊ะสโตร์

แม่ทัพภาคที่ 4 แถลงผลการตรวจค้นแหล่งพักพิง ผู้ก่อการร้าย เขาตะโล๊ะสโตร์ ผงะ พบ “คลังอาวุธ” ขนาดใหญ่ ยึดอาวุธ กระสุน และ ระเบิด จำนวนมาก พร้อมขยายผล ติดตามจับกุมมาดำเนินคดีให้ได้


วันนี้ 16 ธ.ค. 62 เวลา 9.00 ที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่านสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง ต.ปัตตานี พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.รมน.ภาค 4 แถลงผลการตรวจค้นแหล่งพักพิงกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ยีวเณเขาตะโล๊ะสโตร์ อ.กรงปินัง จ. ยะลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลติดตามจนพบแหล่งพักพิงและซุกซ่อนอาวุธ อุปกรณ์ที่เตรียมก่อเหตุนับ 1,000 รายการ

โดยมี พล.ต.ท. รณศิลป์ ภู่สาระ ผบ.กกล.ตร.จชต., นายเจษฎา จิตรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, พลตรีอาคม พงศ์พรหม ผบ.ฉก.ยะลา, พล.ต.ต.ปราบพาล มีมงคล ผบ.กกล. ตร.ยะลา และ พ.อ.คมกฤช รัตนฉายา ผบ.กกล.ทพ.จชต. ร่วมแถลง


แม่ทัพภาค4 กล่าวว่า จากกรณีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ได้สังหารหมู่ ชรบ.ลำพระยา 15 ราย และ บาดเจ็บสาหัส 5 ราย นั้น โดยวันที่ 21 พ.ย.62 เจ้าหน้าที่รับทราบข่าว คนร้ายจำนวน 2 ราย  เข้ามาหลบซ่อน ในบ้านแนวร่วมที่บ้าน คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ เป็นผลให้คนร้ายทั้ง 2 ราย เสียชีวิต ภายหลังได้เข้าตรวจสอบ จากหลักฐานที่ตรวจยึดได้ จากคนร้าย ประกอบกับการขยายผล จากการซักถาม ภาพข่าว และภาพเหตุการณ์ จนนำไปสู่ การสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ตรวจค้น บริเวณพื้นที่ภูเขา บ้านตะโล๊ะสโตร์ ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา และเกิดะทะกันขึ้น เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.62 ภายหลังทราบเหตุ แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งการหน่วยเฉพาะกิจยะลา จัดตั้งที่ทำการยุทธวิธี ร่วมระหว่าง กรมทหารพรานที่ 33 ,41 และ47 พร้อมกำลังชุดจู่โจมเคลื่อนที่ทางอากาศ จัดชุดปฏิบัติการจรยุทธ์รวม 13 ชุด สกัดกั้น ไม่ให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงหลบหนี

จากผลการปฏิบัติ สามารถตรวจยึดอาวุธ และสิ่งของ ที่ใช้ในการก่อเหตุรุนแรง ได้จำนวนหลายรายการ ที่สำคัญ คือ อาวุธปืนเล็กยาว M.16 A.2 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนพก ขนาด 9 มม.จำนวน 1 กระบอก และระเบิดแสวงเครื่องแบบท่อ (ไปร์บอมบ์) จำนวน 2 ลูก ซองกระสุน ปืนเล็กยาว M.16 จำนวน 4 ซอง พร้อมเครื่องกระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. และ 9 มม. อีกจำนวนหนึ่ง จึงได้ขยายผลตรวจค้น บริเวณจุดเกิดเหตุ และพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ เนื่องจากคาดว่า บริเวณดังกล่าว น่าจะเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มคนร้าย เพราะลักษณะภูมิประเทศโดยรอบ ตรงกับหลักนิยม ของผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่มักใช้เป็นพื้นที่ ตั้งฐานปฏิบัติการเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบตามภูมิประเทศใกล้เคียง ที่คาดว่า จะมีการซุกซ่อนอาวุธ หรือสิ่งของที่ใช้ในการก่อเหตุรุนแรง จนสามารถค้นพบและตรวจยึด วัตถุพยาน ได้ 1,288 รายการ จากจุดที่ฝังและซุกซ่อน จำนวน 42 จุด โดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

  1. อาวุธปืน 
    1.1 ปืนเล็กยาว M. 16 A. 2 จำนวน 1 กระบอก 
    1.2 ปืนพกขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก 
    1.3 ปืนพก ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก
    1.4 ชิ้นส่วน ปืนเล็กยาว จำนวนหลายรายการ
  2. เครื่องกระสุน 
    2.1 กระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. ไม่ต่ำกว่า 50 นัด 
    2.2 กระสุนปืน ขนาด .38 Super จำนวน 36 นัด 
    2.3 ปลอกกระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. ไม่ต่ำกว่า 30 นัด
    2.4 ซองกระสุน ปืนเล็กยาว. M. 16 จำนวน 7 ซอง
  3. วัตถุระเบิดแรงสูง (PETN) จำนวน 4 ถุง น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 4 กิโลกรัม
  4. ปุ๋ยแอมโมเนียไนเตรท สำหรับใช้ทำดินระเบิด น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 6 กิโลกรัม
  5. เหล็กเส้นตัด สำหรับทำเป็นสะเกิดระเบิด น้ำหนักรวมประมาณ 70 กิโลกรัม
  6. ระเบิดแสวงเครื่องแบบท่อ (ไปป์บอมบ์) พร้อมใช้งาน จำนวน 9 ลูก
  7. ระเบิดแสวงเครื่องแบบขว้าง ประกอบพร้อมใช้งาน จำนวนหนึ่ง
  8. แผง วงจรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมประกอบเป็นวัตถุระเบิด จำนวนมาก
  9. วิทยุสื่อสารและระบบวงจรทางสาย สำหรับจุดระเบิด หลายรายการ 
    นอกจากนี้ยังพบ เครื่องแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหาร ยา รวมทั้งเวชภัณฑ์ และอื่นๆ อีกหลายรายการ

จากหลักฐาน ที่ตรวจค้นเจอเชื่อได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งพักพิงและแหล่งซุกซ่อนสิ่งของสำหรับส่งกำลัง ของกลุ่มคนร้าย ที่ใช้เตรียมก่อเหตุในพื้นที่ โดยของกลาง ที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด จะเร่งรัดดำเนินการ ตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยมอบหมายให้ กองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นหน่วยรับผิดชอบ เพื่อขยายผลไปยัง กลุ่มกลุ่มคนร้ายที่ยังหลบหนี มาดำเนินคดีทางกฎหมาย โดยเร็วที่สุดต่อไป สำหรับผู้ที่ให้การสนับสนุน กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทั้งการให้ที่พักพิง เป็นฝ่ายโลจิสติกส์ และการสนับสนุนการก่อเหตุ ถือว่ามีความผิดในอัตราโทษเช่นเดียวกับ ผู้ก่อเหตุรุนแรง จึงขอฝากย้ำเตือนไปยังผู้ให้การสนับสนุน ยุติพฤติกรรมดังกล่าว เพราะมีความผิดตามกฎหมาย

ขอบคุณข้อมูล : khaochad

มาตรการรักษาความปลอดภัย ให้กับพี่น้องประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563

มาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแบบองค์รวมและกำหนดให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนเป็นนโยบายสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่องทั้งในช่วงปกติและเทศกาลสำคัญ

ฝ่ายความมั่นคงและส่วนราชการต่างๆ เตรียมแผน ลดตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ แผนบูรณาการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2563

ดำเนินการภายใต้แนวคิด “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” เน้น 6 มาตรการสำคัญ ได้แก่
1. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านคน
2. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสภาพแวดล้อม
3. มาตรการลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ
4. มาตรการด้านการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ
5. มาตรการความปลอดภัยทางน้ำ
6. มาตรการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว

ขอบคุณข้อมูล : เสียงเล่าจากปลายด้ามขวาน

แม่บ้านตำรวจนราฯ ภาค 9 เดินรณรงค์บริจาควัสดุ อลูมีเนียมเหลือใช้ เพื่อทำขาเทียมแด่ผู้พิการ

แม่บ้านตำรวจนราฯ ภาค 9 เดินรณรงค์ เชิญชวนร้านค้า ประชาชน บริจาควัสดุ อลูมีเนียมเหลือใช้ เพื่อทำขาเทียมแด่ผู้พิการ “เสมือนการต่อชีวิตแก่ผู้พิการขาขาด”เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

(15 ธ.ค. 62)  คุณหัสสน๊ะ บูสะมัญ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส  และทีมงานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส  ร่วมกันถือป้าน รณรงค์เพื่อขอบริจาควัสดุอลูมิเนียม และถุงน่อง ที่ใช้แล้ว เพื่อผลิตทำขาเทียมให้กับ ผู้พิการ  ทั้งนี้ทางคณะแม่บ้าน ได้เดินไปตามหน่วยงาน อาทิ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ สำนักงานสาธารณสุข โรงเรียนของรัฐ เอกชน หน่วยงานราชการต่างๆ สถานประกอบการ และย่านประชาชน เพื่อพบปะ และรณรงค์ สร้างความเข้าใจ เพื่อให้ประชาชน หน่วยงานต่างๆ เข้ามีส่วนร่วม ในการบริจาค วัสดุอลูมีเนียม เพื่อการกุศลในครั้งนี้

ด้านคุณ หัสสน๊ะ บูสะมัญ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า โครงการรณรงค์ เพื่อขอบริจาค วัสดุอลูมิเนียม เป็นโครงการ คิดดีทำดี ของตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งได้ให้แม่บ้านตำรวจ ในสังกัด จัดทำกิจกรรม เพื่อการกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้พิการทั่วไทย  ซึ่งวัสดุที่ เชิญชวนบริจาค อาทิ เช่น  วัสดุอลูมิเนียม เช่น ห่วงจากฝาหรือกระป๋องเครื่องดื่ม ฝาเครื่องดื่มแบบฝาเกลียว กระป๋องน้ำอัดลม เศษอะลูมิเนียมจากข้อต่อบานพับ รั้ว ชิ้นส่วน จากเครื่องจักร อะไหล่รถยนต์ เพื่อนำไปทำอุปกรณ์ขาเทียม เช่น เบ้า แกน หน้าแข้ง เท้าเทียมและไม้เท้า สำหรับผู้พิการที่ขาดแคลน โดยประชาชนที่สนใจร่วมแบ่งปันน้ำใจได้ โดยสิ่งของเหล่านี้จะถูกนำไปทำขาเทียม เพื่อมอบให้กับผู้พิการต่อไป

“การต่อขาก็เสมือนการต่อชีวิตแก่ผู้พิการขาขาด ทำให้พวกเขาไม่ต้องจมอยู่กับความลำบากทุกข์ยากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” มาร่วมบริจาควัสดุอุปกรณ์จัดทำขาเทียมเหล่านี้ เพื่อสานฝันของพวกเขาให้เป็นจริง สามารถกลับมาใช้ชีวิตและเดินได้ด้วยขา (เทียม) ของตัวเองอีกครั้งกันเถอะ เริ่มวันนี้ถึงวันที่ 20 มกราคม 2563 ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจนราธิวาส กล่าว

จากรายงานปัจจุบันพบว่า สถิติคนพิการเพราะต้องตัดขาทิ้ง นับวันจะเพิ่มมากขึ้น เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรืออื่นๆ ต่อมาเป็นเรื่องภัยจากกับระเบิดซึ่งมักเกิดขึ้นตามแนวชายแดนหรือ ในดินแดนที่มีเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เหตุที่สาม ที่เพิ่มตัวเลขค่อนข้างเร็ว คือโรคเบาหวานและเส้นเลือดตีบ อันเนื่องมาจากอาหารการกินที่มีไขมันสูง เช่น พวกอาหารทอด กะทิ หรืออาหารจานด่วนจากต่างประเทศ เพราะเส้นเลือดที่ออกจากหัวใจส่งไปยังปลายเท้าต่ำสุดนั้น หากเส้นเลือดเกิดอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ก็อาจเป็นเนื้อเน่าหรือเจ็บเป็นแผล อาจต้องผ่าตัดส่วนปลายเท้าทิ้งไป เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนคนพิการขาขาดเพิ่มขึ้นอย่างน่าวิตก โดยราคาขาเทียมต้นทุนถัวเฉลี่ยขาละ 1,000 บาท หรือ 500 บาท และหากประชาชน ร่วมบริจาควัสดุอลูมิเนียมได้มาก ก็จะสามารถผลิตขาเทียมได้มากตามลำดับ และสามารถส่งมอบให้ผู้พิการได้ฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นโครงการ การกุศล ที่ทุกคนได้ร่วมช่วยบ้านเมืองอีกทางหนึ่ง เพื่อพัฒนาส่งเสริมศักยภาพของผู้พิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews

เยี่ยมย่านเศรษฐกิจ สร้างความอุ่นใจ รับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 21.00 น. พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมจุดบริการประชาชน ในสถานที่ท่องเที่ยว ศูนย์กลางการค้าที่สำคัญใจกลางเมืองหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัยอำนวยความสะดวกและการบริการให้กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติในห้วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ โดยเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมทั้ง 3 ฝ่ายทหารตำรวจและฝ่ายปกครอง รวมถึงสมาชิกเครือข่ายตาสับปะรดวิทยุเครื่องแดง ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังป้องกัน ทำพื้นที่ให้มีความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมมอบขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ทั้งนี้เพื่อคืนความสุข ความอบอุ่นใจ เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับทุกคน

โดย แม่ทัพภาคที่ 4 ได้พูดคุย ทักทาย พ่อค้า ประชาชน ที่มาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยบริเวณดังกล่าว ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยความสบายใจ ดจ้าหน้าที่มีแผนรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด พร้อมฝากถึง ผู้ใช้รถใช้ถนนให้เดินทางด้วยความปลอดภัย รักษากฎจราจร ที่สำคัญได้เน้นย้ำเรื่องเมาแล้วขับ โดยให้เจ้าหน้าที่มีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้รถ ใช้ถนนโดยรวม ขณะที่นักท่องเที่ยวเองต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่หวั่นเรื่องความปลอดภัย เพราะเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /issoc4news