รองโฆษกฯ เผยเพิ่มความถี่การประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ เร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง มุ่งเป้าประเทศไทยปลอดไอยูยู (IUU Free Thailand)

วันนี้ (19 ธ.ค. 62) เวลา 10.30 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงแก่สื่อมวลชนถึง ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนชาวประมง ซึ่งได้มีการยื่นข้อเรียกร้องรวม 11 ข้อ อันได้แก่

  1. ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประมงทั้งหมดหยุดออกกฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง
  2. ให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.ก. ประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร่งด่วนในช่วงการประชุมสภานิติบัญญัตินี้
  3. ให้รัฐบาลเร่งซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลตั้งงบจำนวน 10,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในการนำเรือประมงออกนอกระบบ
  4. ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับชาวประมง
  5. ขอให้กรมประมง กรมการจัดหางานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมายมาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก. การประมง ในการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
  6. ขอให้ยกเลิก แก้ไข กฎระเบียบ ที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ส่งผลกระทบให้กับชาวประมง
  7. เรือประมงขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอสไม่ควรมีนโยบาย VMS
  8. ขอให้หยุดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าสัตว์น้ำของไทย
  9. ขอให้พิจารณาเพิ่มวันทำการประมง
  10. ขอให้คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรทบทวนแนวทางที่จะบังคับให้บริษัทจำหน่ายน้ำมัน บังคับให้ชาวประมงจ่ายผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมง
  11. ขอให้มีการทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมงกรณีที่ถูกบังคับให้ใช้กฎหมายประมงที่ไม่เป็นธรรมโดยตั้งคณะกรรมการพิจารณา

ทั้งนี้ รองโฆษกฯ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ซึ่งสามารถหาข้อสรุปได้ในหลายประเด็น คือ  การทบทวนกฎ ระเบียบ เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการการประมง โดยรวบรวบกฎระเบียบ แก้ไขปัญหาความเดือนร้อนให้แก่ชาวประมง กรณีเรือประมงขนาดเล็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 30 ตันกรอส โดยกรมประมงยืนยันว่า จะยังไม่มีนโยบายให้ติด VMS  รวมทั้งจะมีการพิจารณาประเด็นอายุของแรงงานที่กำหนดให้มีอายุ 18 ปี เป็น 16 ปี เพื่อเติมจำนวนแรงงานประมงได้ รวมทั้งเร่งรัดการจ่ายเงินชดเชยและขยายระยะเวลาในการทำประมง  ในส่วนการเงินนั้น เห็นชอบให้มีการจัดทำสินเชื่อให้แก่ชาวประมงผ่านธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป รวมทั้งจะให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและผู้แทนชาวประมง เพื่อศึกษาอุปสรรคในการประกอบอาชีพและดำเนินการแก้ไขอย่างยั่งยืน ต่อไป

ทั้งนี้ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงเป้าหมายระยะยาวที่มุ่งให้ทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ให้ไทยเป็นประเทศปลอด IUU ว่า รองนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ประชุมกันให้บ่อยครั้งมากขึ้น เพื่อขับเคลื่อน ติดตามการแก้ปัญหาของประมงไทย โดยการประชุมครั้งต่อไปจะมีขึ้นในเดือนถัดไปนี้

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกรัฐมนตรี อวยพรสื่อมวลชนประสบความสุข และร่วมกันทำงานเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ (18 ธันวาคม 62) เวลา 11.30 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมรับประทานอาหารกลางวันและถ่ายภาพร่วมกับสื่อมวลชนแบบเป็นกันเอง รวมทั้งนำของขวัญมาร่วมจับสลากกับสื่อมวลชนด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นผู้แทนรัฐบาล อวยพรกับสื่อมวลชนในวันขึ้นปีใหม่นี้ ซึ่งประเทศไทยเรามีความหลากหลาย เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มาจากพรรค การเมืองต่าง ๆ ถึง 18 พรรค ซึ่งทุกคนล้วนเป็นคนไทย ทำงานด้วยกันอย่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการทำงานเพื่อประชาชน ขณะนี้บางอย่างก็ได้รับการแก้ไขแล้ว บางอย่างก็กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดูแลผู้มีรายได้น้อย เศรษฐกิจฐานราก ขอเพียงคนไทยต้องรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกที่ดี เชื่อว่าสื่อทุกคนมีจรรยาบรรณ มีจิตสำนึกที่ดีเช่นเดียวกับรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรีทุกคน และนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นหัวหน้าก็จะประคับประคองและทำงานให้ดีที่สุด

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในนามรัฐบาล คณะรัฐมนตรี อวยพรแก่สื่อมวลชนและประชาชน ขอให้ทุกคนประสบความสุข ความเจริญ โดยเฉพาะทุกคนที่ร่วมกันทำงานเพื่อประเทศชาติ ทุกคนที่ทำเพื่อประชาชน ขอให้กุศลหนุนนำให้ประสบความสำเร็จความเจริญรุ่งเรือง ทั้งตลอดปี 2563 และตลอดไป ด้วยสองมือและหนึ่งใจ คณะรัฐมนตรีพร้อมเดินหน้าร่วมกับประชาชนเพื่อก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ภายในงาน นายกรัฐมนตรียังร่วมร้องเพลง “ศรัทธา” ของ โป่ง หินเหล็ก ไฟ จากนั้น นายกรัฐมนตรียังเชิญรองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ฯ และรองนายกรัฐมนตรี นายอนุทินฯ  ร่วมร้องเพลง “คนดี ไม่มีวันตาย”  ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีทั้งสองยังร่วมร้องเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน และ จับมือกันไว้” เพื่อมอบให้กับนายกรัฐมนตรีในโอกาสนี้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูล : กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นครนายก – หนุ่มใหญ่ป่วยโรคจิตเวช คิดสั้นยิงตัวเองดับ

https://youtu.be/Wlp7cF3Wq3g

หนุ่มใหญ่นิสัยดีเป็นผู้ป่วยจิตเวชมา 36 ปีเคยคิดสั้นมา 2 ครั้ง แต่ครั้งที่ 3 ใช้อาวุธปืนประดิษฐ์เองยิงตัวเองดับ

ศูนย์วิทยุเมืองนายก ได้รับแจ้งเหตุ เวลา 14.30 น.ของวันที่ 18 ธันวาคม 2562 ว่ามีคนยิงตัวตายที่ด้านหลังร้านอาหาร (ตาราดหน้าทะเล) หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก จึงรายงาน พ.ต.อ.กล้าหาญ โชคพิพัฒน์ไพบูลย์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก พ.ต.ท.มงคล โคตรอาษา สารวัตรเวร สถานีตำรวจภูธรเมืองนครนายก เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลนครนายก และกู้ภัยสว่างอริยะนครนายก ไปยังที่เกิดเหตุ

พบด้านหลังร้านอาหาร ตาราดหน้าทะเล เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกสูง ด้านในบ้านที่ห้องนอนพบศพนายอนุวัฒน์ สังเวียนวงศ์ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงสภาพศพที่ขมับข้างขวาเหนือใบหู พบรูกระสุนปืนไม่ทราบขนาด 1 รู มีเลือดไหลนองพื้นเตียง ใกล้มือข้างขวาพบอาวุธปืนแบบประดิษฐ์ที่ทำขึ้นมาเอง 1 กระบอก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถ่ายภาพและเก็บข้อมูลหลักฐาน พร้อมนำศพส่งโรงพยาบาล มศว.องครักษ์ ส่วนทางญาติไม่ติดใจในการคิดสั้นในครั้งนี้เนื่องจากผู้เสียชีวิตนั้นป่วยจิตเวชมาหลายปีแล้วและคิดสั้นฆ่าตัวตายมาครั้งนี้ป็นครั้งที่ 3 ส่วนศพทางญาติๆจะได้นำไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

จากการบอกเล่าของนางลักษณา นามวงศ์ น้องสาวผู้เสียชีวิตและเป็นคนมาพบศพเล่าว่าพี่ชายตนนั้นเป็นคนนิสัยดีช่วยงานทางบ้านมาตลอด และเป็นผู้ป่วยจิตเวชมาตั้งแต่อายุ 21 ปีเข้ารักษาที่โรงพยาบาลมาตลอดจนปัจจุบันอายุ 57 ปีรวมเข้าการรักษาเป็นผู้ป่วยยจิตเวชมา 36 ปี ต้องกินยารักษามาตลอดเมื่อมีอาการกำเริบเคยคิดสั้นครั้งที่ 1.ใช้มีดกรีดท้องตัวเอง 2.ใช้มีดปาดคอตัวเอง ญาติๆได้นำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่มาครั้งที่ 3 นี้ใช้อาวุธปืนที่ทำขึ้นมาเองยิงตัวตายดังกล่าว

ภาพ/สมบัติ เนินใหม่ ข่าว/รัชชานนท์ เนินใหม่ ทีมข่าวภูมิภาค จ.นครนายก
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จว.พังงา – รายงานเบื้องต้น เหตุเรือยอร์ชชนกับเรือเร็วสปีดโบ้ท

รายงานเบื้องต้น เหตุเรือยอร์ชชนกับเรือเร็วสปีดโบ้ท มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บ รายละเอียดดังนี้

วันนี้ (๑๘ ธ.ค.๖๒) เวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ได้รับเเจ้งเหตุว่ามีเรือยอร์ชชื่อเรือ สเตลล่า ชนกับเรือเร็วสปีดโบ้ทโชคศุภสาร ๓๕ บริเวณเกาะไข่ อ.เกาะยาว จว.พังงา พล.ต.ต.กฤษศักดิ์ สงมูลนาค ผบก.ทท.๓ จึงสั่งการให้ ส.ทท.๑ ฯ ตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้น

เรือสปีดโบ้ท โชคศุภสาร ๓๕ บรรทุกนักท่องเที่ยวหลายสัญชาติจำนวน ๔๕ คน, เด็กเรือ ๒ คน, กับตันเรือ ๑ คน, ไกด์ ๑ คน, เเละ นศ.ฝึกงาน ๑ คน รวมทั้งสิ้น ๕๐ คน มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจำนวน ๘ ราย เรือยอร์ชสเตลล่า กับตันเรือชื่อ Alexander Govbunov อายุ ๔๗ ปี สัญชาติรัสเซีย หมายเลขหนังสือเดินทาง ๖๔๔๓๓๗๒ ไม่มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บ

พ.ต.อ.ทัยเลิศ ลือปือ ผกก.๒ บก.ทท.๓ พร้อมด้วย พ.ต.ต.เอกชัย ศิริ สว.ส.ทท.๑ฯ, ร.ต.อ. ดุสิทธิ์ วรรณบวร รอง สว.ส.ทท.๑ฯ เเละชุดร้อยเวร ฯ สายตรวจเดินทางไปตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้น ได้มีเรือสปีดโบ้ทลำข้างเคียงได้เข้ามาช่วยเหลือเเละได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บนำส่งที่ท่าเทียบเรือเเหลมหงา ต.รัษฎา อ.เมือง จว.ภูเก็ต เเละที่ท่าเรืออ่าวปอ เเกรนด์มารีน่า ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จว.ภูเก็ต โดยรถพยาบาลได้ลำเลียงผู้บาดเจ็บ นำส่ง รพ.อบจ.ภูเก็ต, รพ. ถลาง, รพ.มิชชั่น, รพ.วชิระ ภูเก็ต เพื่อทำการรักษาต่อไป

เบื้องต้น เด็กเรือชาวไทยของเรือโชคศุภสาร จำนวน ๑ คน ขณะเกิดเหตุได้ตกทะเลสูญหายอยู่ระหว่างการค้นหาเเละ กับตันเรือเร็วสปีดโบ้ท โชคศุภสาร ๓๕ ชื่อ นายสุรัตน์ มาศโอสถือายุ ๔๙ ปี ได้เสียชีวิต พ.ต.ต.เอกชัย ศิริ สว.ส.ทท.๑ฯ พร้อมด้วย สายตรวจ ได้เดินทางไปยัง รพ.วชิระ ภูเก็ต เพื่อเข้าเยี่ยมนักท่องเที่ยวผู้บาดเจ็บ เเละตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้น

การดำเนินการของ ส.ทท.๑ กก.๒ บก.๓

๑.เดินทางไปตรวจสอบเหตุที่เกิดขึ้น
๒.ประสานข้อมูลกับ บริษัททัวร์ เเละหน่วยที่เกี่ยวข้อง
๓.อำนวยความสะดวกเเก่นักท่องเที่ยวผู้ประสบเหตุ
๔.เข้าเยี่ยมนักท่องเที่ยวผู้ได้รับบาดเจ็บที่ รพ.

ปัตตานี – พบปะพัฒนาสัมพันธ์ เชื่อมสัมพันธ์ไมตรี เพื่อสันติสุขชายแดนใต้

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 เวลา 13.00 น. พันเอกพิทักษ์พล ชูศรี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 พร้อมด้วย ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนทหารพรานหญิง เข้าพบปะพัฒนาสัมพันธ์กับ คณะครู/นักเรียน โรงเรียนบ้านต้นโตนด หมู่ที่ 1 ตำบลป่าไร่ อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี พร้อมแจกขนม ให้แก่เด็กๆ นักเรียน เพื่อเป็นอาหารเสริมจากโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน ซึ่งมี นางสาวพรทิพย์ ณ พัทลุง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านต้นโตนด ให้การต้อนรับ

สำหรับการเข้าพบปะพัฒนาสัมพันธ์ในครั้งนี้ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี สร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง เพื่อสันติสุขชายแดนใต้

#พบปะพัฒนาสัมพันธ์

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่

ผบ.ฉก.ยะลา – เปิดพิธีซักซ้อมแผน รักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ 8 เมืองหลัก

ผบ.ฉก.ยะลา เปิดพิธีซักซ้อมแผน รักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ 8 เมืองหลัก

วันนี้ 17 ธ.ค. 62 เวลา 13.30 น. ที่ หอประชุมพัฒนรัฐ(สุขเจริญ)ชั้น 1 ที่ว่าการอำเภอเมืองยะลา เขตเทศบาลนครยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา พล.ต.อาคม พงศ์พรหม ผบ.ฉก.ยะลา เป็นประธาน พิธีเปิดการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ 8 เมืองหลัก โดยมีการชี้แจงการซักซ้อมให้เห็นถึงความพร้อมเพรียงกันทุกฝ่าย เข้าใจสถานการณ์ มีความรวดเร็ว รอบคอบ ประสานกันให้มีความชัดเจน เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ โดยมีพ.ต.อ.นราวี บินแวอารง ผกก.สภ.เมืองยะลา, พ.ท.อุดม พุฒนุ้ย ผบ.ฉก.ยะลา 12, นายไททัศน์ รัตนี หัวหน้ากลุ่มงานความมั่นคง อำเภอเมืองยะลา และผู้แทนของเทศบาลนครยะลา เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน


พล.ต.อาคม พงศ์พรหม ผบ.ฉก.ยะลา กล่าวว่า สำหรับการซักซ้อมแผน รักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ 8 เมืองหลัก เป็นการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ โดยให้หน่วยกำลังของทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ในการปฏิบัติหน้าที่บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชน สถาบันศึกษา ในการทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยโดยเฉพาะงานป้องกันเหตุรุนแรงในเมืองเศรษฐกิจ 8 เมืองหลัก เป็นงานเร่งด่วนลำดับแรก ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด หน่วยเฉพาะกิจจังหวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อเกิดเหตุก็มีแผนการรักษาความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพ และพลิกแพลงสถานการณ์ให้ทันต่อการก่อเหตุของกลุ่มคนร้ายในรูปแบบต่าง ๆเพื่อมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : journalistthailand

แม่ทัพภาคที่ 4 – พบปะ มอบนโยบายการปฏิบัติงานปี 63 แก่ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และ 4 อำเภอจังหวัดสงขลา

แม่ทัพภาคที่ 4 พบปะมอบนโยบายการปฏิบัติงานปี 63 แก่ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และ 4 อำเภอจังหวัดสงขลา

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 เวลา 13.30 น ณ ศาลาทรงงานศูนย์ครูใต้ บ้านน้ำดำ หมู่ที่ 3 ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พบปะหัวหน้ากองพัน และหัวหน้ากองร้อยราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน ของจังหวัดปัตตานีและ 4 อำเภอจังหวัดสงขลา เพื่อมอบนโยบายการปฏิบัติงานปีงบประมาณ 2563 โดยมี พันเอกเสนีย์ ศรีหิรัญ รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสมาชิกราษฎรอาสารักษาหมู่บ้านร่วมให้การต้อนรับ

พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า การมาพบปะสมาชิกราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน ครั้งนี้เพื่อมาสร้างความเข้าใจ เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการเปลี่ยนแปลงเร็วจึงต้องมีทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง สมาชิกราษฎรอาสารักษาหมู่บ้านหน้าที่หลักๆ คือ ให้คอยเป็นหูเป็นตา ช่วยแจ้งเบาะแส ข่าวสารในพื้นที่รับผิดชอบ ทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐ และนอกจากนี้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมนำข้อเสนอแนะความคิดเห็น และปัญหาต่างๆ ผ่านสภาสันติสุขตำบลในพื้นที่ โดยให้สภาสันติสุขตําบลเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมของชุมชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มั่นใจเรื่องความไม่ปลอดภัย สามารถติดต่อแจ้งเบาะแสได้โดยตรงผ่าน เบอร์โทรศัพท์ 061-1732999 ซึ่งเป็นเบอร์ของแม่ทัพภาคที่ 4 โดยตรง ไม่ต้องกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัย และขอเน้นย้ำเรื่องการให้ความช่วยเหลือสรับสนุน ผู้ก่อเหตุรุนแรง หากตรวจพบ ในทุกกรณีถือว่ามีความผิดเทียบเท่า ผู้ก่อเหตุทุกประการ จะต้องถูกดำเนินการทางคดีอย่างเข้มงวด จึงขอความร่วมมือสมาชิกราษฎรอาสารักษาหมู่บ้านทุกพื้นที่ช่วยกันสอดส่องแจ้งเบาะแสร่วมกันทำพื้นที่ให้เกิดความปลอดภัย

จากนั้นแม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย รองผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมอบอุปกรณ์สัญญาณเตือนภัยให้กับหัวหน้ากองพันราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน เพื่อนำไปติดตั้งในเขตพื้นที่หมู่บ้านที่รับผิดชอบ โดยสมาชิกราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน ได้จัดชุดแสดงสาธิตการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ณ จุดตรวจบ้านน้ำดำ หมู่ที่ 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /issoc4news

แม่ทัพภาคที่ 4 – ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริง เหตุยิงราษฎรเสียชีวิต 3 ราย บนเขาตะเว ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่ชี้แจงข้อเท็จจริง เหตุยิงราษฎรเสียชีวิต 3 ราย บนเขาตะเว ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส #ตรวจสอบทุกขั้นตอน ด้วยความ “โปร่งใส” และพร้อมให้ความเป็น “ธรรม” และ “ช่วยเหลือ” ญาติ ครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่

วันนี้ 17 ธันวาคม 2562 เวลา 16.00 น. ที่โรงเรียนชุมชนสหพัฒนา ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลโท สมพล ปานกุล รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคที่ 4 ส่วนหน้า คณะกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงพื้นที่ชี้แจงทำความเข้าใจกับญาติผู้เสียชีวิต ภายหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สำคัญผิดคิดว่าชาวบ้านลอบตัดไม้เป็นผู้ก่อเหตุรุนแรงทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บนเทือกเขาตะเว ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดบนเขาตะเว ตำบลบองอ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้เน้นย้ำ ดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนด้วยความโปร่งใสและพร้อมให้ความเป็น “ธรรม” และ “ช่วยเหลือ” ครอบครัวอย่างเต็มที่ พร้อมขอให้ประชาชนได้ยึด ประกาศความมั่นคงห้ามขึ้นภูเขาที่เป็นเป้าหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ทุกกรณี เพื่อลดความเสี่ยง

พลโทพรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า ในนามของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย ที่เสียชีวิตจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยขอยืนยันว่าจะทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ด้วยความโปร่งใส และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเต็มที่ แม้เบื้องต้นพบว่าเป็นการสำคัญผิดของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามหากภายหลังพบว่าเจ้าหน้าที่กระทำความผิดด้วยความจงใจ จะดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาทหารขั้นสูงสุดโดยไม่มีข้อยกเว้น

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้น พบว่าการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเป็นการขยายผลจากเหตุปะทะกับกลุ่มคนร้ายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ในพื้นที่ หมู่ 13 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส แต่คนร้ายได้หลบหนีไปได้ และจากภาพข่าวความเคลื่อนไหวของคนร้ายอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จึงได้จัดกำลังเข้าไปพิสูจน์ทราบ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่เคยปะทะกับกลุ่มคนร้ายหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้เจอกับกลุ่มบุลคลไม่ทราบฝ่ายประมาณ 4 – 5 คน เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัว เพื่อตรวจสอบ แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้วิ่งหลบหนีพร้อมกับได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 3 – 4 นัด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการยิงตอบโต้และเมื่อเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพบมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ส่วนที่เหลือได้หลบหนี

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดแผนเข้ากดดันบังคับใช้กฎหมายกลุ่มคนร้ายในพื้นที่ป่าภูเขาทุกพื้นที่ พร้อมได้ออกคำสั่งห้ามราษฎรขึ้นไปหาของป่า หรือกระทำสิ่งอื่นใดในพื้นที่ป่าภูเขา ทั้งนี้ได้แจ้งผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบโดยต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เทือกเขาเมาะแต และเทือกเขาตะเว ถือเป็นพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาดเพราะเป็นพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ได้เคยปะทะกับกลุ่มคนร้ายมาแล้วหลายครั้ง โดยที่ผ่านมาสามารถตรวจยึดฐานที่มั่นบนพื้นที่เขาตะเวและเขาเมาะแตได้ถึง 8 ฐาน

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นพบว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย เป็นราษฎรในหมู่บ้านไม่ใช่ผู้ก่อเหตุรุนแรง ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติด้วยความระมัดระวัง แต่ได้สำคัญผิดว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ปรากฏภาพข่าวความเคลื่อนไหวในพื้นที่ดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โดยจะต้องเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมกับตั้งคณะกรรมการสอบ สวนของหน่วยเพื่อดำเนินการกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางวินัย และทางอาญาขั้นเด็ดขาด โดยไม่มีข้อละเว้น นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระจากผู้แทนของทุกภาคส่วนที่ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ เข้าทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงคู่ขนานอย่างเป็นอิสระด้วยความโปร่งใส เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาให้เหมาะสมและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่ /ข่าวทหาร ทภ.4

ทหารพราน ฉก.ทพ. 44 – ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ อ.สายบุรี จังหวัดปัตตานี

ทหารพราน ฉก.ทพ. 44 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ อ.สายบุรี จังหวัดปัตตานี
จัดชุดหมอเดินเท้า เข้าพบปะเยี่ยมเยียนประชาชนตามครัวเรือนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย พร้อมทั้งมอบยาเวชภัณฑ์เพื่อใช้บรรเทา เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น

#หมวดทหารพรานหญิงกรมทหารพรานที่44

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า – เพจใหม่

นายกฯ เป็นประธานประชุมบอร์ดบีโอไอ เห็นชอบปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนใน EEC

นายกฯ เป็นประธานประชุมบอร์ดบีโอไอ เห็นชอบปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนใน EEC เพิ่มกิจการเป้าหมาย-สิทธิภาษีเงินได้นิติบุคคล หากมีการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน 3 จว. EEC อนุมัติ 4 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 30,170 ล้านบาท

วันนี้ (18 ธ.ค.62) เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ครั้งที่ 3/2562 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ซึ่งภายหลังการประชุม นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้แถลงผลการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

ที่ประชุมเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้ดึงดูดมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มประเภทกิจการเป้าหมายให้ครอบคลุมกว้างขึ้น ได้แก่ (1) กิจการในกลุ่มที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 – 8 ปีตามสิทธิพื้นฐานเกือบทุกประเภท (กลุ่ม A1, A2, A3) ยกเว้นกิจการบางกลุ่ม เช่น กิจการที่ไม่มีที่ตั้งสถานประกอบการชัดเจน กิจการที่มีเงื่อนไขบังคับเรื่องที่ตั้งสถานประกอบการซึ่งไม่อยู่ใน 3 จังหวัด EEC เป็นต้น (2) กิจการในกลุ่มการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย ได้แก่ ไบโอเทค นาโนเทค วัสดุขั้นสูง และดิจิทัล และกลุ่มที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเป้าหมาย เช่น กิจการออกแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ กิจการวิจัยและพัฒนา กิจการบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้มีการกำหนดเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมใน 2 ทางเลือก ได้แก่ เกณฑ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเกณฑ์ที่ตั้ง โดยสามารถเลือกดำเนินการทั้งสองเกณฑ์ควบคู่กันเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสูงสุด หรือเลือกเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งก็ได้ ดังนี้

1. เกณฑ์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

กรณีมีการพัฒนาบุคลากรไทยในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามรูปแบบที่กำหนด เช่น โครงการ Work-integrated Learning (WiL) สหกิจศึกษาและทวิภาคี หรือรูปแบบที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเห็นชอบ จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมใน 2 ลักษณะแตกต่างกันตามกลุ่มประเภทกิจการ คือ
• กิจการในกลุ่ม A1, A2, A3 จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี
• กิจการในกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายและกิจการสนับสนุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้
นิติบุคคล เพิ่มเติม 2 ปี

2. เกณฑ์ที่ตั้ง
ในกรณีตั้งโครงการในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ ได้แก่ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) เมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) และศูนย์นวัตกรรมการแพทย์ครบวงจร ธรรมศาสตร์ พัทยา (EECmd) จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม คือ 1) กิจการในกลุ่ม A1, A2, A3 จะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 50 เพิ่มเติม 2 ปี 2) กิจการในกลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายและกิจการสนับสนุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิ่มเติม 1 ปี นอกจากนี้ กรณีตั้งในนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 1 ปี ด้วย

มาตรการนี้ให้มีผลบังคับใช้สำหรับคำขอรับการส่งเสริมที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2563 จนถึงสิ้นปี 2564 ยกเว้นโครงการที่จะตั้งในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการพิเศษ 4 แห่ง (EECi EECd EECa และ EECmd) สามารถยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการนี้ได้โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในการยื่นคำขอ

สำหรับมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมการขนาดกลางและขนาดย่อม จะมีการพิจารณาร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการอย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สำหรับมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีปัจจุบัน ที่ประชุมเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563

พร้อมกันนี้ บอร์ดบีโอไอ เห็นชอบอนุมัติ 4 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุน 30,170 ล้านบาท ในกิจการผลิตเชื้อเพลิงเอทานอล กิจการการผลิตยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 โครงการ และกิจการสกัดโลหะที่ไม่ใช้แล้วและเศษโลหะ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. กิจการผลิตเอทานอล เงินลงทุน 7,800 ล้านบาท ตั้งโครงการในจังหวัดนครสวรรค์ โครงการมีรูปแบบการผลิตที่รองรับนโยบายรัฐบาลเรื่องอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ (Bio Economy) โดยนำผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ อ้อย มาผลิตเป็นเอทานอลเกรดเชื้อเพลิงความเข้มข้นร้อยละ 99.5 ปีละประมาณ 237,600,000 ลิตร และผลิตไฟฟ้าจากไอน้ำที่ได้จากเชื้อเพลิงชีวมวลขนาด 85 เมกะวัตต์
2. กิจการผลิตยางเรเดียล ยางตีนตะขาบ และยางในรถจักรยานยนต์ เงินลงทุน 7,478
ล้านบาท ตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ระยอง จังหวัดระยอง วัตถุดิบหลัก ได้แก่ ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ โดยจะใช้ยางธรรมชาติในประเทศ ประมาณ 72,000 ตัน/ปี
3. กิจการผลิตยางเรเดียลสำหรับรถยนต์ เงินลงทุน 11,018 ล้านบาท ตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยจะใช้ยางธรรมชาติในประเทศประมาณ 17,006.5 ตัน/ปี
4. กิจการสกัดโลหะ เช่น ทองแดง นิกเกิ้ล สังกะสี ดีบุก เงิน ทอง และแพลเลเดียม เป็นต้น
จากแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ไม่ใช้แล้ว และเศษทองแดงเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เงินลงทุน 3,874 ล้านบาท ตั้งโครงการในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี กำลังการผลิต ปีละประมาณ 148,000 ตันสรุปสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC 

หมายเหตุ     CIT คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก
(ข้อมูลจากฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน)