องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

องคมนตรี ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

วันนี้ (25 ธ.ค.62) เวลา 09.00 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคใต้ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรับทราบความก้าวหน้าการดำ เนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากผู้แทนหน่วยงานต่างๆ

โดยมีนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับ ผู้แทนสำนักงาน กปร. กล่าวรายงานผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนโครงการฯ ในเขตพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วจำนวน 7 โครงการ และอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนโครงการ จำนวน 7 โครงการ จากนั้นผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางการการขับเคลื่อนโครงการในระยะต่อไป เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการขับเคลื่อนไปได้ตามพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับราษฎรต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ติดตามผลการดำเนินงานการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง รวมทั้งแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟไหม้พื้นที่ป่าพรุควนเคร็งด้วย

ต่อมาเวลา 13.30 น. องคมนตรีและคณะฯ เดินทางไปยังโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรม ราช ณ บริเวณประตูระบายน้ำคลองท่าเรือ – หัวตรุด เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในพื้นที่โครงการฯ พร้อมพบปะราษฎรที่เสียสละที่ดินในการก่อสร้างโครงการ และผู้ได้รับประโยชน์ด้วย โดยองคมนตรีได้เชิญพระราชกระแสความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ให้ราษฎรได้รับทราบด้วย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปณิธานที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อ ยอดโครงการในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับราษฎรต่อไป

สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการฯ ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2531 เพื่อแก้ไขและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย โดยเน้นเรื่องการจัดสร้างและการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อการเก็บกักน้ำกับการระบายน้ำออกสู่ทะเล ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรี ธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดนครศรีธรรมราช กรอบวงเงินงบประมาณ 9,580 ล้านบาท แผนดําเนินการ 3 ปี (2561 – 2563) เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช และกรมชลประทานได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ ศึกษาความเหมาะสมและกำหนดแนวทางการแก้ไข โดยลักษณะโครงการเป็นการขุดคลองระบายน้ำ จำนวน 3 สาย ความยาวประมาณ 18.64 กม. ขุดเพิ่มประสิทธิภาพคลองธรรมชาติ 2 สาย คือ คลองวังวัว และคลองท่าเรือ-หัวตรุด ความยาวประมาณ 17.8 กม. และก่อสร้างประตูระบายน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำ จำนวน 7 แห่ง ถ้าหากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถระบายน้ำอ้อมตัวเมืองนครศรีธรรมราชลงสู่ทะเลอ่าวไทยได้เพิ่มอีก 750 ลบ.ม./วินาที

สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองท่าเรือ-หัวตรุด ที่ กม.9+200 ผลการดำเนินงาน ร้อยละ 53.18 ภาพรวมการดำเนินงานทั้งโครงการมีความก้าวหน้า ร้อยละ 11.40 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุมพื้นที่ 12 ตำบล ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง คิดเป็นครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเลี่ยงเมือง และกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในฤดูแล้งได้ถึง 5.5 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่การเกษตรที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่ .

///////////

ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

รัฐบาล ยกระดับคุณภาพชีวิต หวังสร้างความยั่งยืน ให้ผู้พิการ

วันนี้ (26 ธ.ค. 62) เวลา 10.10 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงแก่สื่อมวลชน ถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการเพิ่มเบี้ยคนพิการจาก 800บาท/เดือน เป็น1,000บาท/เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและฐานะของผู้พิการ ซึ่งส่วนมากเป็นผู้มีรายได้น้อยมากรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 4,000 บาท ตามรายงานการศึกษาการพัฒนาแนวทางการจัดสวัสดิการเบี้ยความพิการ ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการให้แก่คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ทั้งนี้มีผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ 2.06 ล้านคน คิดเป็นวงเงินงบประมาณที่ต้องใช้ 2.06 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 4.8 พันล้านบาท/ปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะใช้งบกลางของปีงบประมาณ2563 หรือ งบประมาณปี2564

ที่ประชุมยังมีมติให้เร่งรัดการดำเนินการศึกษาสวัสดิการแก่ผู้พิการในภาพรวมทั้งระบบและพัฒนาฐานข้อมูลผู้พิการที่ครอบคลุมทั้งความรุนแรงของความพิการและสถานะทางเศรษฐกิจ และรวบรวมแผนงานงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับผู้พิการ  เพื่อประเมินความใส่ใจของส่วนราชการในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้พิการ อีกทั้ง  ให้กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินงานเรื่องการส่งเสริมอาชีพผู้พิการ และนำมารายงานในการประชุมครั้งต่อไป ซึ่งมีเป้าหมายเร่งด่วนคือ การส่งเสริมให้ผู้พิการมีงานทำ เพราะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนและมั่นคง

นอกจากนี้ยังได้เสนอชื่อ นางสาวเสาวลักษณ์ ทองก๊วย นายกสมาคมส่งเสริมศักยภาพ สตรีพิการเป็นผู้แทนไทยในการลงสมัครเลือกตั้งเป็นกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ แทน ส.ว.มณเฑียร บุญตัน ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 นี้ด้วย

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

นายกฯ เป็นประธานประชุมพิจารณา กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564

นายกฯ เป็นประธานประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายฯ ในกรอบวงเงิน 3,300,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบฯ 63 ร้อยละ 3.1 เตรียมเสนอ ครม. พิจารณา 7 ม.ค.63

วันนี้ (26 ธ.ค.62) เวลา 09.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วันนี้เป็นการประชุมร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลักทางการเงินการคลัง ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 7 มกราคม 2563 โดยเป็นวงเงินจำนวน 3,300,000 ล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 โดยเป็นประมาณการรายได้สุทธิรัฐบาล จำนวน 2,777,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 523,000 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานทางเศรษฐกิจในปี 2564 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงร้อยละ 3.1 – 4.1 อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 0.7 – 1.7

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ยังคงเป็นนโยบายขาดดุลงบประมาณ โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม การลงทุนภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ มีการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

“รายละเอียดของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ทั้งหมดจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 มกราคม 2563 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแล้ว จะได้มีการแถลงรายละเอียดของรายได้ และรายจ่ายของแต่ละหมวดต่อไป” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ขอบคุณเรื่องแนะนจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ มอบแก่เจ้าหน้าที่ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราช ทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ มอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยสุขภาพและขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรีเชิญสิ่งของพระราชทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจ

วันนี้ เวลา 07.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน เนื่องในโอกาสปีใหม่ จำนวน 500 ชุด ไปมอบแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 20 หน่วยงาน โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวต้อนรับ พลตรีสมดุลย์ เอี่ยมเอก ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ หอประชุมค่ายจุฬาภรณ์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส 

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปกล่าวกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้รับทราบ ยังความปลื้มปีติให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนและต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น


ขอบคุณข้อมูล : TIGERNEWS ( นราธิวาส/ภาพ/ข่าว-นูอารีซ๊ะ ยะยือริ)

หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่่ 41 จัดอบรมลูกจ้าง โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน ประจำปี 2562

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่่ 41 จัดอบรมลูกจ้าง โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน ประจำปี 2562 เพื่อเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 เวลา 09.30 น. ที่สนามฝึก หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ตำบลวังพญา อำเภอรามัน จังหวัดยะลา พันเอก อรรถพล คงสง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมลูกจ้างโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน กลุ่มภารกิจเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน ประจำปีงบประมาณ 2563 ตามนโยบาย ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีส่วนร่วมในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หมู่บ้าน และชุมชนของตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์ในการฝึกอบรม เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในด้านการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านชุมชน ร่วมเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลสิ่งผิดปกติภายในชุมชน จำกัดเสรีความพยามในการก่อเหตุของกลุ่มผู้ไม่หวังดี

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดให้มีการดำเนินโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน สร้างงานและสร้างรายได้ ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพทางอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา

ทั้งนี้การฝึกอบรมในครั้งนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองทั้งในด้านการทำงาน และในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันมีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในโลกออนไลน์อันจะส่งผลให้ลูกจ้างโครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วนมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พร้อมเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : issoc4news

กิจกรรม รณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจ สมาชิกชมรมพาคนกลับบ้าน 37 อำเภอชายแดนใต้

วันนี้ (24 ธันวาคม 2563) เวลา 13.30 น. ที่ ห้องประชุมกองพาคนกลับบ้าน ศูนย์สันติวิธี บ้านควนดิน ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พลตรี ธิรา แดหวา ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในกิจกรรมพบปะ รณรงค์ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจสมาชิกโครงการพาคนกลับบ้าน โดยมี พันเอก ไชยมงคล ประโลมรัมย์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี, พันเอก ทิมเรือนโต รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดยะลา, พันเอก ธีรวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดปัตตานี และภาคส่วนเกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ และมีสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้านจาก 37 อำเภอ จำนวน 240 คน เข้าร่วมกิจกรรม

พักเอก ประธาน ตลับทอง ผู้อำนวยการกองพาคนกลับบ้าน ศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการพาคนกลับบ้านว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกฝ่าย ในห้วงปี 2555 ได้มีกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่ต้องการยุติปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างยาวนาน จึงได้มีการกำหนดแนวปฏิบัติของผู้เห็นต่างจากรัฐ ที่แสดงเจตนารมณ์ต้องการยุติบทบาทการต่อสู้กับรัฐด้วยวิธีการความรุนแรง รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวนโยบายเบื้องต้นในการเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้กลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นต่างจากรัฐ บุคคลที่หลงผิดและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้กลับมาต่อสู้ตามแนวทางสันติ ภายใต้กฎหมายของประเทศ ที่ต้องการยุติการต่อสู้ด้วยวิธีการรุนแรง

โครงการพาคนกลับบ้าน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2555 โดยมีกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ จำนวน 93 คน ได้ออกมาแสดงเจตนารมณ์ ออกมารายงานตัวแสดงตน เพื่อประกาศจุดยืนในการต่อสู้ด้วยสันติวิธี จนถึงปัจจุบัน มีสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้านทั้ง 37 อำเภอ จำนวน 5,356 คน มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้เดินทางกลับมาอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมอย่างปกติสุข เป็นการลดการหวาดระแวงซึ่งกันและกัน และเปิดโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เคยต่อสู้กับรัฐด้วยวิธีรุนแรง ได้หันกลับมาร่วมมือกับฝ่ายรัฐ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี และให้เกิดสันติสุขอย่างยั่งยืนตลอดไป สำหรับบุคคลที่เข้าร่วมโครงการแล้วนั้น ให้ถือว่าให้เข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีหน่วยงานของรัฐในพื้นที่คอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ ดูแลเรื่องการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ การจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อทำประโยชน์ให้กับสังคม การร่วมทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมตามขีดความสามารถ และการทำหน้าที่ต่างๆในหมู่บ้านชุมชนเพื่อให้เป็นคนดีของประเทศชาติสืบไป

            ในการนี้ พลตรี ธิดา แดหวา ผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าได้ พบปะพูดคุยกับสมาชิกโครงการพาคนกลับบ้านที่มาร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน โดยการปฏิบัติงานเพื่อร่วมสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น จะเน้นหนักใน 3 เรื่องคือ การบังคับใช้กฎหมาย, การสร้างความเข้าใจและการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้านทุกคนมีส่วนสำคัญในการร่วมกันช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เนื่องจากสมาชิกทุกคนเป็นคนในพื้นที่ รู้ปัญหาเป็นอย่างดี ฉะนั้นสมาชิกชมรมพาคนกลับบ้าน จึงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยแนวทางสันติวิธีภายใต้ หลักสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการแก้ไขจากทุกภาคส่วนให้เกิดความสงบสุขสันติสุขอย่างยั่งยืนต่อไป

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : southpeace

รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม การซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่เมืองสงขลา

รองเลขาธิการ กอ.รมน. ภาค 4 สน. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่เมืองสงขลา

วันนี้ 24 ธันวาคม 2562 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมสำนักงานการท่องเที่ยว อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พันเอกอุทิศ อนันตนานนท์ รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานการประชุมรับฟังการแถลงแผนรักษาความปลอดภัยเมืองสงขลา ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมมอบแนวทางในการปฏิบัติแก่กำลังพล โดยมีพันเอก สุรเทพ หนูแก้ว รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสงขลา, ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และส่วนราชการ เข้าร่วมประชุม

พันเอก อุทิศ อนันตนานนท์ รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า การซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ครั้งนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจในแผนภารกิจ หน้าที่ ของตน และการนำไปใช้ปฏิบัติจริง ตลอดจนขอความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นกำลังสำคัญในการสอดส่อง ดูแล พื้นที่ของตนเอง เพื่อเรียกความเชื่อมั่น จากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ให้เมืองสงขลา มีเศรษฐกิจ ที่รุ่งเรือง ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินตลอดไป

สำหรับการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัย ได้ดำเนินการซักซ้อมแผนรักษาความปลอดภัยเมืองเศรษฐกิจ ในพื้นที่เมืองสงขลา เพื่อนำองค์กรภาครัฐ, เอกชน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ร่วมบูรณาการกำลังในการปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัย ให้ครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยเน้นการซักซ้อมการป้องกันก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติ การป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศุนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4 ส่วนหน้า-เพจใหม่ /southpeace

แม่ทัพภาคที่ 4 ให้ข้อคิด เครือข่ายวิทยุเครื่องแดง “นั่งติดที่ เป็นเวลา ตามองถนน”

แม่ทัพภาคที่ 4 ให้ข้อคิด เครือข่ายวิทยุเครื่องแดง “นั่งติดที่ เป็นเวลา ตามองถนน” เน้นย้ำ เตรียมความพร้อมทั้งระบบ รับมือได้ทุกสถานการณ์

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.62 เวลา 18.00 น. พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ มทภ.4 เดินทางพบปะสมาชิกโครงการเครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชน “วิทยุเครื่องแดงเพื่อความมั่นคง” ณ ห้องปฐมภาคย์ สโมสรค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อพูดคุยแนวทางและมอบนโยบายการทำงาน เสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจของเครือข่าย โดยมีสมาชิกเครือข่ายวิทยุเครื่องแดงให้การต้อนรับ และถือโอกาสนี้อวยพรปีใหม่ให้กับแม่ทัพภาคที่ 4

โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ให้ข้อคิดและหลักการทำงานต่อสมาชิกเครือข่าย ว่า “เหตุการณ์รุนแรงมีการปรับรูปแบบวิธีการอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เราต้องตื่นตัวและปรับวิธีการให้ทันต่อทุกสถานการณ์ด้วย หัวหน้าโซนต้องกำกับดูแลระบบการทำงาน สอดส่องดูแลเหตุน่าสง สัย เข้าควบคุมพื้นที่อย่างจริงจัง ทั้งนี้ เพื่อทำลายความพยายามในการก่อเหตุของผู้ก่อความไม่สงบที่อาจจะสร้างผลกระทบต่อความสงบสุขของพี่น้องประชาชน ช่วยกันเฝ้าระวังพื้นที่ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อสร้างความอบอุ่นปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อย่างเช่นอำเภอหาดใหญ่ ที่ถือเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจ แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกเข้ามาท่องเที่ยวในหาดใหญ่เป็นจำนวนมาก สมาชิกทุกคนต้องสามารถตรวจสอบสิ่งผิดปกติ และรายงานเหตุการณ์ได้อย่างทั่วถึง ทันเวลา ถือเป็นการสร้างความร่วมมือสร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นในท้องที่ ตามนโยบายการสร้างความมั่น คง และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และมีความยั่งยืนอย่างแท้จริง” โดยใจความสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 4 ได้มอบให้กับเครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชนวิทยุเครื่องแดงเพื่อความมั่นคงยึดถือปฏิบัติไว้ว่า “นั่งติดที่ เป็นเวลา ตามองถนน”

เครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชนวิทยุเครื่องแดงเพื่อความมั่นคง จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยา ยน 2551 โดยความร่วมมือของฝ่ายความมั่นคงภาคประชาชน นักธุรกิจในพื้นที่ มีวัตถุ ประสงค์ในการที่จะป้องกันการก่อเหตุรุนแรง และการก่อความไม่สงบต่อชุมชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวซึ่งหากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงในทุกด้าน ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายเฝ้าระวังภาคประชาชนวิทยุเครื่องแดงเพื่อความมั่นคงจำนวน 718 คน แบ่งพื้นที่รับผิดชอบออกเป็น 12 Zone เพื่อช่วยเหลืองานเจ้าหน้าที่ในการร่วมกันเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตนเองด้วยความรวดเร็วและทันเวลา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆทั้งปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด และปัญหาความมั่นคงอื่น ๆ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาชนโดยทั่วไป

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า -เพจใหม่ /issoc4news

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แจงมาตรการรักษาความปลอดภัย ท่องเที่ยวปีใหม่ สัญจรปลอดภัย อุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า แจงมาตรการรักษาความปลอดภัย ท่องเที่ยวปีใหม่ สัญจรปลอดภัย อุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00 น. พันเอก วัชรกร อ้นเงิน รองโฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย พร้อมจุดบริการและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ซึ่งมีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน โดยประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา และท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า จึงได้กำหนดมาตรการ และแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านการรักษาความปลอดภัย ให้กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางมาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเทศกาล ปีใหม่ โดยมีรายละเอียด ดังนี้.-

1. เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่เขตเมือง และชุมชนที่มีการจัดงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยเฉพาะ 8 เมืองหลักที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ เมืองปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, หนองจิก, สุไหงโก – ลก, ตากใบ, เบตง และหาดใหญ่ โดยใช้การบูรณาการกำลังร่วม 3 ฝ่าย เสริมด้วยภาคประชาชน ในการดูแลรักษาความปลอดภัย รวมทั้งจัดกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์ ที่จำเป็น และชุดแพทย์เตรียมพร้อมเผชิญเหตุในการเข้าแก้ไขสถานการณ์ ตลอดจนจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัดแบบประจำที่และไม่ประจำที่ บนเส้นทางสายหลัก/สายรอง และพื้นที่ล่อแหลม เสริมด้วยการลาดตระเวนเส้นทางเพื่อดูแลความปลอดภัย

2. เพิ่มมาตรการควบคุมพื้นที่ด่านชายแดนอย่างเข้มงวด ตามแผนสกัดกั้นตามแนวชายแดน โดยการบูรณาการทั้งกำลังและเครื่องมือเฝ้าตรวจตลอดจนการลาดตระเวนทางน้ำ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบผ่านช่องทางที่ผิดกฎหมาย สำหรับบริเวณด่านชายแดนเน้นการตรวจบุคคลและยานพาหนะ ที่ผ่านเข้า – ออก ตลอดแนวชายแดน โดยเพิ่มกำลังอาสาสมัครทหารพรานหญิงมาช่วยอำนวยความสะดวกในห้วงดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า – ออก ในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก

3. พลโท พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 มีความปรารถนาดี ต้องการคืนความสุขเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้สั่งการ/เน้นย้ำให้หน่วยทหารในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 รวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดตั้งจุดบริการและอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน บริเวณหน้าที่ตั้งหน่วย หรือเส้นทางที่มีประชาชนเดินทางสัญจร และท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณด่านตรวจความมั่นคง 23 ด่านหลัก เป็นทั้งจุดตรวจและจุดบริการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในคราวเดียวกัน โดยรวมตลอดเส้นทางในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงมา จะมีจุดให้บริการประชาชนจำนวนกว่า 52 จุด ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยจะเป็นทั้งจุดพักรถ และจุดให้บริการเครื่องดื่มพร้อมผ้าเย็น ให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ ได้รู้สึกผ่อนคลายในการเดินทาง และลดความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ทั้งนี้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนมีความเชื่อมั่นในมาตรการรักษาความปลอดภัย และร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่กันอย่างมีความสุข พร้อมทั้งช่วยกันเป็นหูเป็นตาหากพบเห็นสิ่งผิดปกติ หรือวัตถุต้องสงสัย ตลอดจนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่เบอร์สายด่วน 1341 หรือ สายตรงแม่ทัพเดฟ โทร 061 – 173 – 2999 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง รับรองขอมูลของท่านจะถูกปิดเป็นความลับ “ท่องเที่ยวปีใหม่ สัญจรปลอดภัย อุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง” ด้วยความปรารถนาดีจาก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุข ตลอดปีใหม่นี้และตลอดไป สวัสดีปีใหม่ 2563

ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

นายกรัฐมนตรี ติดตามการบูรณาการ ป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้ง “โครงการคลองสวย น้ำใส ต้นแบบ ชัยภูมิ”

วันนี้ (25 ธันวาคม 2562) เวลา 10.00 น. ณ บริเวณคลองเทา ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการบูรณาการป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้ง จังหวัดชัยภูมิ “โครงการคลองสวย น้ำใส ต้นแบบ จังหวัดชัยภูมิ” เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมืองในฤดูฝน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งในปีงบประมาณ 2562

โดยเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 6 แห่งในพื้นที่อำเภอเมือง ประกอบด้วย อบจ.ชัยภูมิ เทศบาลเมืองชัยภูมิ และ อบต. 4 แห่ง โดย อบจ. และเทศบาล สนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องจักร ได้แก่ รถตีนตะขาบและรถบรรทุกเทท้าย และ อบต.เจ้าของพื้นที่ สนับสนุนน้ำมันเชื้อเพลิงและแรงงานในการขุดลอกลำห้วย ซึ่งผลการดำเนินงานในระยะเวลา 1 ปี สามารถขุดลอกลำห้วย จำนวน 10 สาย ในเขตพื้นที่ 4 ตำบล ระยะทาง 21.338 กิโลเมตร ใช้งบประมาณค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 1.3056 ล้านบาท สามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงร้อยละ 80 ของงบประมาณในการจ้างเหมาปกติ ที่จะต้องใช้เงินประมาณ 8 – 9 ล้านบาท และมีแผนจะดำเนินการต่อเนื่องในระยะที่ 2 อีกระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร การดำเนินการดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นกลไกการปฏิบัติราชการที่สร้างความยั่นยืนให้กับส่วนราชการในภูมิภาคและท้องถิ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวพบปะกับประชาชนตอนหนึ่งว่า เข้าใจความยากลำบากของพี่น้องประชาชน ในฐานะนายกรัฐมนตรีของประชาชนทั้งประเทศ จะพยายามทำให้ดีที่สุด บริหารราชการให้เดินหน้าต่อไปให้ได้ ภายใต้การทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งการลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิในวันนี้ มาด้วยความรักความห่วงใย มามอบความจริงใจให้กับพี่น้องประชาชน และมาติดตามการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาภัยแล้งเพื่อลดผลกระทบในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ เพราะ “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด และเป็นปัจจัยการผลิตในภาพรวม โดยจังหวัดชัยภูมิประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 15 อำเภอ 113 ตำบล 1,201 หมู่บ้าน พื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย กว่า 830,000 ไร่ พี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน กว่า 86,000 ราย  ทำให้ต้องจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาให้กับทุกคน ด้วยการบูรณา การและผลักดันโครงการต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาช่วงฤดูแล้ง โดยการจ้างงานเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ ซึ่งการดำเนินโครงการต้องสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ท้องถิ่นและประชาชนต้องร่วมมือกันช่วยกันสร้างงานสร้างอาชีพ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปถึงการดำเนินโครงการ “คลองสวย น้ำใส” ว่าเป็นโครงการที่ดี เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ร่วมกันแก้ปัญหาในท้องถิ่นของตน ผ่านรูปแบบการสนับสนุนเครื่องจักร น้ำมันเชื้อเพลิง อาหาร และแรงงานอาสาของชุมชนในการขุดลอกลำห้วย เป็นสำนึกรักท้องถิ่นที่น่ายกย่อง ผลที่ได้รับคือ ได้ทั้งน้ำคลอง ได้ทั้งน้ำใจ จึงนับเป็นต้นแบบสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง เพื่อแก้ปัญหา และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ ได้ โดยรัฐบาลก็จะเข้ามาเติมเต็มโครงการในภาพใหญ่ให้ ได้แก่ การหาแหล่งน้ำใหม่เพิ่มเติม การเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และการกักเก็บ – ระบายน้ำอย่างเหมาะสมให้กับทุกพื้นที่ เพื่อให้สามารถรองรับทุกสภาพปัญหา ทั้งด้านอุทกภัยและภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการได้ ภายใต้งบประมาณ 3,100 ล้านบาท เพื่อการพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว สำหรับพี่น้องชาวชัยภูมิ ประกอบด้วยโครงการอ่างเก็บน้ำลำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลชีบน อำเภอบ้านเขว้า และตำบลโคกสะอาด อำเภอหนองบัวระเหว

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้ทุกภาคส่วน ทั้ง สส. ในพื้นที่ ภาครัฐ ส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ร่วมมือกันทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วน ที่มีความตั้งใจ ทุ่มเทในการทำงาน เพื่อร่วมกันพัฒนาจังหวัดชัยภูมิ พร้อมกล่าวอวยพรปีใหม่ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และอำนาจสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลที่ทุกคนเคารพนับถือ อีกทั้งพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดชัยภูมิทุกคน ประสบแต่ความสุข ความเจริญและสัมฤทธิ์ผลในสิ่งที่พึงปรารถนาโดยทั่วกัน

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทักทายประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนร่วมกันร้องเพลงชัยภูมิ ก่อนจะปลูกต้นมะม่วงเขียวเสวย โดยมีประชาชนร่วมกันปลูกหญ้าแฝกบริเวณริมคลองเทา ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปอำเภอภูเขียวเพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินการเพื่อลดการเผาอ้อยและลดค่า pm 2.5 ต่อไป 

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก