มทบ.34 จัดพิธีรับมอบกระเช้าของขวัญพระราชทานและประกาศนียบัตร ให้กับนศ.วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จ.พะเยา

มณฑลทหารบกที่ 34 จัดพิธีรับมอบกระเช้าของขวัญพระราชทานและประกาศนีย บัตร ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดพะเยา ได้รับรางวัลพระราชทาน ในโครงการการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น ประเภทภาพถ่าย รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี หัวข้อ กิจกรรมจิตอาสา


เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 มณฑลทหารบกที่ 34 จัดพิธีรับมอบกระเช้าของขวัญพระราช ทานและประกาศนียบัตร ให้กับ นางสาว วรกานต์ คำวัง นักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดพะเยา ซึ่งได้รับรางวัลชมเชย อันดับที่ 4 ในการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น ประเภทภาพถ่าย รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี หัวข้อ กิจกรรมจิตอาสา ณ ห้องโถง กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 ค่ายขุนเจืองธรรมิกราช อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา

โดยมี พลตรี กิตติ ด้วงแจ่ม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34, เสนาธิการมณฑลทหารบกที่ 34,หัวหน้ากองฝ่ายอำนวยการมณฑลทหารบกที่ 34 ผู้บริหาร, คณะครู และ อาจารย์ จาก ทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดพะเยา ร่วมพิธีฯ ในครั้งนี้ มี พันเอก โสภณ เชี่ยววานิช หัวหน้ากองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 34 เป็นผู้กล่าวรายงานฯ

#มณฑลทหารบกที่34 #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก #การประกวดภาพถ่ายจิตอาสา


นที มีเดช รายงาน

ทบ.รับการเยี่ยมคำนับ ผชท.ทหาร เยอรมัน/ไทย ในโอกาสครบวาระปฏิบัติหน้าที่ พร้อมแนะนำ ผชท.ทหารท่านใหม่ มุ่งพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ทบ. รับการเยี่ยมคำนับ ผชท.ทหาร เยอรมัน/ไทย ในโอกาสครบวาระปฏิบัติหน้าที่ พร้อมแนะนำ ผชท.ทหารท่านใหม่ มุ่งพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

วันนี้ (27 ส.ค.68) เวลา 14.00 น. ณ ห้อง จปร.ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติกองทัพบก บก.ทบ. พล.ท.เกรียงไกร ปราสาทสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก รับการเยี่ยมคำนับจาก พ.ท.ฟิลิปป์ โดแอท (LTC Philipp Doert) ผชท.ทหาร เยอรมัน/ไทย เพื่ออำลา เนื่องในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งแนะนำ น.ท.มิซาเอล รัทเคอ (CDR Michael Radtke) ) ผชท.ทหาร เยอรมัน/ไทย ท่านใหม่ มีกำหนดเข้ารับตำแหน่ง 1 ก.ย.68นี้

ในโอกาสนี้ รองเสนาธิกาทหารบก ได้กล่าวขอบคุณ ผชท.ทหาร เยอรมัน/ไทย ที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของกองทัพเยอรมันได้เป็นอย่างดีเยี่ยม ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และกล่าวยินดีต้อนรับ ผชท.ทหาร เยอรมัน/ไทย ท่านใหม่ในการสานต่อหน้าที่ต่างๆ พร้อมยินดีให้ความร่วมมือสนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้ได้ชื่นชมถึงศักยภาพของกองทัพเยอรมัน ในการพัฒนายกระดับขีดความสามารถเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามในปัจจุบัน รวมทั้งการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโน โลยี และเป็นผู้ผลิตระบบยุทโธปกรณ์หลักที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความไว้วางใจ ซึ่งรองเสนาธิการได้กล่าวถึงแผนของกระทรวงกลาโหมของไทย ที่กำลังจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เพิ่มความร่วมมือ โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนกำลังพลในการศึกษาดูงาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพและกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองกองทัพให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กองทัพบกได้มอบหนังสือขอบคุณและชมเชยจากผู้บัญชาการทหารบก ให้กับ ผชท. ทหาร เยอรมัน/ไทย ที่ครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ และยินดีต้อนรับผชท.ทหาร เยอรมัน/ไทย ท่านใหม่ที่จะสานต่อความร่วมมือต่างๆร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงไมตรีจิตของกองทัพบกที่มีต่อผู้แทนของกองทัพมิตรประเทศในฐานะผู้ช่วยทูตทหาร อันจะก่อให้เกิดประ โยชน์ต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดี ระหว่างกองทัพบกและกองทัพมิตรประเทศต่อไป



แผนกแถลงข่าว กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

สตช.ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดโครงการ “แสงธรรมนำใจ” ครั้งที่ 3

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ จัดโครงการ “แสงธรรมนำใจ” ครั้งที่ 3 ฟังธรรมบรรยายจาก “พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)” หัวข้อ “การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต”

วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานโครงการ “แสงธรรมนำใจ” ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ, คุณอภิรมย์ ทรวดทรง อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ/ที่ปรึกษาโครงการแสงธรรมนำใจ, คุณณพิชชา คล้ายคลึง อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, คุณดุษฎี เย็นท้วม กรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ และคณะแม่บ้านตำรวจ รวมกว่า 300 คน ร่วมฟังการธรรมบรรยายจาก “พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)” วัดมเหยงคณ์ จ.พระนคร ศรีอยุธยา หัวข้อ “การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ และทางออนไลน์

พระราชภาวนาวชิรญาณ ได้แสดงธรรม “การพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิต” เราควรฝึกจิตให้มีปัญญามากขึ้น โดยการพัฒนาจิตต้องฝึกการมีสติ สัมปชัญญะ ฝึกให้จิตรู้สึกตัวมากขึ้น ปล่อยวาง ยอมลง ปลงได้ ถ้าเรามีสติดูแลรักษาจิตได้ เราจะมีปัญญา มีจิตที่สงบ เบา ผ่องใส

โครงการ “แสงธรรมนำใจ” จัดขึ้นโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อให้ข้าราชการตำรวจ, แม่บ้านตำรวจ และประชาชน ได้น้อมนำคุณธรรม หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำตลอดปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งในวันนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยข้าราชการตำรวจทั่วประเทศและครอบครัว รวมถึงประชาชนที่สนใจ สามารถรับชมรับฟังธรรมบรรยายย้อนหลังผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก สมาคมแม่บ้านตำรวจ และเพจเฟซบุ๊ก PoliceTV สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


นที มีเดช รายงาน

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568

วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย พร้อมด้วย มูฮัมหมัด ฮาฟิซ อาบู บาการ์ เลขานุการเอก/ผู้ช่วยทูตตำรวจ ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ แถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซียอย่างแน่นแฟ้น ในการบูรณาการทำงานร่วมกัน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยการจัดการแข่งขันครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในยุคสมัยของ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 64 ปี มีการจัดการแข่งขันมาแล้ว 32 ครั้ง โดยหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ครั้งที่ 36 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 3 – 6 กันยายน 2568 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. การแข่งขันชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี
  2. การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศ ประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มุ่งเน้นความสัมพันธ์ มิตรภาพของหน่วยงานระหว่างประเทศ โดยทีมสโมสรรักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย มีความพร้อมร่วมการแข่งขัน นักกีฬารักบี้ฟุตบอลทุกคนได้ฝึกซ้อมและมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการแข่งขันแพ้ชนะ ไม่ได้เป็นการบ่งชี้มากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศที่จะยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนและข้าราชการตำรวจ ร่วมรับชมและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาตำรวจไทย ในการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วย “รุจิรวงศ์” ครั้งที่ 36 ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือผ่านช่องทาง Facebook : Royal Thai Police Rugby Club


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1

ตำรวจภูธรภาค 1 ประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 จำนวน 3 เรื่อง

วันที่ 28 ส.ค. 68 งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 เรื่อง คือ

1.) ตรวจเยี่ยมสายตรวจ ตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี

วันที่ 27 ส.ค.68 พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยมสายตรวจ สภ.บางระจัน และ สภ.พรหมบุรี แนะแนวทางในการปฏิบัติงาน กำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายของ ตร. และ ภ.1 โดยเคร่งครัด พร้อมมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

สภ.บางระจัน

มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย 3 คดี, นำวัตถุดิบมาสนับสนุนตาม “โครงการอาหารกลางวันสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1″และเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และชมการสาธิตฝึกทบทวนการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยมี พ.ต.อ. เสน่ห์ เจริญจิตร ผกก.สภ.บางระจัน, พ.ต.ท.กิตติมศักดิ์ ทองบาน รอง ผกก.ป.ฯ และเจ้าหน้า ที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.บางระจัน

สภ.พรหมบุรี

มอบรางวัลให้แก่สายตรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย 2 คดี, นำวัตถุดิบมาสนับสนุนตาม “โครงการอาหารกลางวันสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1” และชมการสาธิตฝึกทบทวนการระงับเหตุบุคคลคลุ้มคลั่ง โดยมี พ.ต.อ.สรพัศ คำพานิช รอง ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี, พ.ต.อ.สุเมธ โภชนา ผกก.สภ.พรหมบุรี, พ.ต.ท.รุ่ง พรมเอี่ยม รอง ผกก.ป.ฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สภ.พรหมบุรี

2.) สภ.ท่าวุ้ง ภ.จว.ลพบุรี ช่วยเหลือประชาชน

วันที่ 27 ส.ค. 68 เวลา 01.00 น. ร.ต.ท.ยุทธนา สาคร รอง สว.(ป.) สภ.ท่าวุัง พร้อมกำลัง
ว.4 ช่วยเหลือประชาชน รถยางแตกบริเวณหน้าโรงเรียนท่าวุ้ง ช่วยเหลือ เปลี่ยนยางอะไหล่ให้สามารถเดินทางต่อได้

3.) สภ.พระอินทร์ราชา ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา

บรรยายให้ความรู้ โครงการสวมหมวกนิรภัย เมื่อใช้รถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.พระอินทร์ราชา ร่วมเป็นวิทยากร บรรยายให้ความรู้โครงการสวมหมวกนิรภัย ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาล ตำบลเชียงรากน้อย

ฝ่ายอำนวยการ5 #ตำรวจภูธรภาค1 #สํานักงานตํารวจแห่งชาติ

ตำรวจทำความดี ตำรวจลพบุรี

Cr.#ตำรวจทำดี

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ฯ ประชาสัมพันธ์ งานตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 2 เรื่อง

ตำรวจภูธร ภาค 1 เตือนประชาชน ที่อยู่หรือเข้ามาทำภารกิจ ในเขตพื้นที่ 9 จังหวัดซึ่งตำรวจภูธรภาค 1 รับผิดชอบ เมาแลัวขับ โดนเป่าเครื่องวัดแอลกอฮอลล์ เสี่ยงติดคุกและถูกปรับเงินพร้อมโทษทางอาญา ยังเช็คตัวอย่างที่กำลังเป็นข่าวดัง….”

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งควบคุมงานประชาสัมพันธ์ข่าวและแถลงข่าวเปิดเผยว่า พลตำรวจโท สุรพลเปรมบุตร ผบช.ภ.1 ได้ มีความห่วงใย ในการขับรถ ของประชาชนซึ่งเดิมแอลกอฮอล์ซึ่งอาจ จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ ตนเองและ ประชาชนที่ใช้ ท้องถนนและ พื้นที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกัน อาจก่อให้เกิด อันตรายและเสียชีวิตได้ จึงให้งานประชาสัมพันธ์ ฝอ.5 บก.อก.ภ.1 ดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook ของ ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 2 เรื่อง คือ

1.) รู้หรือไม่ หากปฏิเสธการเป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “เมาแล้วขับ”

”เมาขับ“ อันตรายถึงชีวิต ผิดกฎหมาย อาจต้องโทษสูงสุด จำคุก 10 ปี

  • เช็กเลย ปริมาณ ”แอลกอฮอล์“ แค่ไหน = เมาแล้วขับ
    • ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัม % ( สำหรับบุคคลทั่วไป )
    • ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัม % ( สำหรับผู้ที่อายุน้อยกว่า 20 ปี หรือ มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราว )
  • กฎหมายเกี่ยวกับเมาแล้วขับ ขับขี่ขณะดื่ม – เมาสุรา
    • เมาแล้วขับ – กระทำผิดครั้งแรก มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับ 5,000 – 20,000 บาท
    • เมาแล้วขับ – หากทำผิดซ้ำ ภายใน 2 ปี นับแต่กระทำผิดครั้งแรก เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000 – 100,000 บาท ( ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ )
    • เมาแล้วขับ – หากทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต โทษสูงสุด 10 ปี ปรับ 200,000 บาท เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
      • ทั้งนี้หากต่อสู้ ขัดขวางเจ้าหน้าที่ จะเข้าข่ายความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      • ถ้าใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (ป.อาญาม.138)

2.) สภ.นครหลวง ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา

สวมหมวกนิรภัย ขับขี่ปลอดภัยในท้องถนน ตำรวจ สภ.นครหลวง ร่วมกับนายก อบต.แม่ลา รับมอบหมวกกันน็อก จำนวน 70 ใบ จากบริษัทโรงผลิตไฟฟ้าเอกชน นิคมนครหลวง เพื่อสนับสนุนโครงการ “ขับขี่ปลอดภัยในท้องถนน” แจกจ่ายให้ประชาชน ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนความปลอดภัยบนท้องถนน

“เมาไม่ขับ“ ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ #เมาไม่ขับ #ขับขี่ปลอดภัย #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #Royalthaipolice

Cr.#ตำรวจทำดี


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 1

คณะกรรมาธิการการทหารฯ ศึกษาดูงาน รร.นายสิบทหารบก ณ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

คณะกรรมาธิการการทหารฯ เดินทางไปศึกษาดูงานโรงเรียนนายสิบทหารบก ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รอง เลขานุการคณะกรรมาธิการและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิ การ และคณะทำงาน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพกำลังพล และการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองของกองทัพ ณ อุทยานราชภักดิ์ และโรงเรียนนายสิบทหารบก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดย พลตรี พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา ผู้บัญชาการโรงเรียนนายสิบทหารบก พร้อมด้วยคณะนายทหารร่วมให้การต้อนรับ โดยอนุกรรมาธิการได้มีการสักการะพระบรมราชาสมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม และเยี่ยมชมอาคารสถานที่โรงเรียนนายสิบทหารบก และแหล่งสมาคมโรงเรียนนายสิบทหารบก

จากนั้น เวลา 10.00 – 12.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการ ได้รับชมวิดิทัศน์เกี่ยวกับประวัติของหน่วย ภารกิจ โครงสร้างการจัด และระเบียบหลักสูตรการฝึกศึกษาของนักเรียนนายสิบทหารบก รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นร่วมกันและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตลอดจนการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียนนายสิบทหารบก

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลที่ได้เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาลตามบทบาท ภารกิจ และหน้าที่ต่อไป


กองบัญชาการกองทัพไทย จัดงานแถลงยุทธศาสตร์ทหาร 2568 ขับเคลื่อน “JADO” ยุทธวิธีปฏิบัติการร่วมทุกมิติ

กองบัญชาการกองทัพไทย จัดงานแถลงยุทธศาสตร์ทหาร 2568 ขับเคลื่อน “JADO” ยุทธวิธีปฏิบัติการร่วมทุกมิติ

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 13.00 นาฬิกา พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม / รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ในงานแถลงยุทธศาสตร์ทหาร ของวิทยาลัยเสนาธิการทหาร และวิทยาลัยการทัพ ประจำปี 2568 ณ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ในหัวข้อ “JADO หลักนิยมในการปฏิบัติการร่วม” Military Strategy: An Approach to Joint All-Domain Operation

โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย พลโท สุกิจ ทั่งทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐวุฒิสภา, เรืออากาศโท ธนเดช เพ็งสุข กรรมาธิการทหารรัฐสภา, พลเอก เวชยันต์ ชูดวง ผู้แทนปลัดกระทรวงกลาโหม, พลเอก ธิติชัย เทียนทอง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด, พลอากาศเอก ชัยนาท ผลกิจ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ, พลเอก ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก, พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ, พลโท พีรพัฒน์ จันทร์งาม เสนาธิการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

พลโท เทอดไท ทัพธานี ผู้บัญชาการวิทยาลัยเสนาธิการทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, พลตรี เกียรติชัย โอภาโส ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพบก, พลเรือตรี เอกสิทธิ์ วุฒิเผ่า ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพเรือ, พลอากาศตรี ประภาส ศรีประเสริฐ ผู้บัญชาการวิทยาลัยการทัพอากาศ, พันเอก วรยุทธ อ้นเพียร รองผู้บัญชาการโรงเรียนเสนาธิการทหารบก

การแถลงยุทธศาสตร์ครั้งนี้มุ่งแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนากองทัพไทย ให้มีขีดความสามารถรองรับการปฏิบัติการร่วมในอนาคต โดยครอบคลุม 6 มิติสำคัญ ได้แก่

  • มิติทางบก : วิทยาลัยการทัพบกและหลักสูตรบริหารความมั่นคงการทัพบก เน้นพัฒนากำลังพลและยุทโธปกรณ์ทันสมัย สร้างกองทัพที่ “พร้อมรบ เด็ดขาด และน่าเชื่อมั่น”
  • มิติทางทะเล : วิทยาลัยการทัพเรือ มุ่งสู่ “Smart Navy” ที่ขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลัง ใช้ UAS/USV และระบบต่อต้านโดรนที่ผลิตภายในประเทศ
  • มิติทางอากาศ : วิทยาลัยการทัพอากาศ ตั้งเป้าเป็น “Unbeatable Air Force” เน้นครองอากาศและการรบเครือข่าย พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี
  • มิติทางไซเบอร์และอิเล็กทรอนิกส์ : วิทยาลัยเสนาธิการทหาร เสนอการตั้ง Cyber Command และ JEMSOC พัฒนานักรบไซเบอร์และนักรบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้ AI และ Cyber Range ควบคู่กับการปฏิบัติการ EMSO
  • มิติทางอวกาศ : กองทัพไทยเตรียมพัฒนาดาวเทียม ระบบเฝ้าตรวจ การสื่อสารเพื่อการรบ และการเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อบูรณาการปฏิบัติการข้ามมิติ

การจัดงานครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหาร และวิทยาลัยการทัพ นำเสนอผลการศึกษาภายใต้แนวคิด“SMART RTARF 2580 : การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน” พร้อมการจัดแสดงนิทรรศการและสาธิตนวัตกรรมทางทหาร เพื่อเป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์สำหรับกำหนดนโยบายและพัฒนากองทัพไทยในอนาคต มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการทุกเหล่าทัพเข้าสู่ ปฏิบัติการร่วมคือหัวใจสำคัญ เพื่อให้การใช้กำลังมีเอกภาพ ไร้รอยต่อ และอยู่ภายใต้ระบบบัญชาการที่รวมศูนย์ ทำให้ทุกเหล่าทัพเห็นภาพเดียวกัน คิดไปทางเดียวกัน และปฏิบัติได้ทันเวลา

ในการนี้ พลเอก ณัฐพล นาคพานิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เน้นย้ำว่า การแถลงยุทธศาสตร์ครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทย ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านการปฏิบัติการร่วมหลายมิติ และการเตรียมกำลังสู่ “กองทัพไทยที่พึ่งตนเอง” โดยมีความพร้อม เข้มแข็ง และศักยภาพเพียงพอในการป้องกันและรับมือภัยคุกคามทุกมิติอย่างทันท่วงทีและต่อเนื่อง สอดคล้องกับ พลวัตความมั่นคงของโลกที่เปลี่ยนแปลง

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นถึงขีดความสามารถและกำลังรบของทั้งสองฝ่าย ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาในเชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง จึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาทบทวน พร้อมทั้งช่วยให้เรามองเห็นระดับความเร่งด่วนที่แท้จริง เพื่อนำไปวิเคราะห์และปรับใช้ในการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำเสนอต่อกระทรวงกลาโหม และรัฐบาลต่อไป

“ONE TEAM THAILAND”

#แถลงยุทธศาสตร์ทหาร2568 #JointAllDomainOperations #SMARTRTARF2580


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การกำลังสำรอง ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การกำลังสำรอง ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

บ่ายวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 – 15.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รอง เลขานุการคณะกรรมาธิการและรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิ การ และคณะทำงาน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณ ภาพกำลังพล และการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองของกองทัพ ณ ศูนย์การกำลังสำรอง

ในการนี้ พลตรี เกษม ตราชู ผู้บัญชาการศูนย์การกำลังสำรอง พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาได้ให้การต้อนรับ โดยคณะอนุกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจและงานตามหน้าที่ของศูนย์การกำลังสำรองให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์และพันธกิจที่เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้มุ่งพัฒนาผู้เข้ารับการฝึกศึกษาอบรม ให้เป็นกำลังพลที่มีประสิทธิภาพ มีคุณธรรม มีอุดมการณ์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชน พัฒนากำลังพลในหน่วยให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียกกำลังพลสำรองเพื่อฝึกวิชาทหารเพื่อเลื่อนยศ – ฐานะด้วยวิธีการรับสมัครประจำปี 2568 กำหนด 30 วัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและ เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น จากนั้น เวลา 15.00 – 16.30 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการได้มีการเยี่ยมชมและสังเกตการณ์ฝึกฯ ของกำลังพลสำรองตามปฏิทินการฝึกประจำวัน

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงจากศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรองมารประกอบการพิจารณาศึกษาเพื่อพัฒนากิจการทหารตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การทหารราบ ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรอง ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 09.40 – 11.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ว่าที่ พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการและรองประ ธานคณะอนุกรรมาธิการ คนที่สอง พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิ การ และคณะทำงาน ได้เดินทางไปศึกษาดูงานเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณ ภาพกำลังพล และการพัฒนากิจการกำลังพลสำรองของกองทัพ ณ ศูนย์การทหารราบ

ในการนี้ พลตรี สุเมศ พูลมี ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรอง ได้ให้การต้อนรับและรายงานสรุปผลการดำเนินงานและความพร้อมในการเตรียมการกำลังพลสำรอง ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับศูนย์การทหารราบซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกองทัพบกที่ดูแลการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของกำลังพลในเหล่าทหารราบ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาหลักนิยมทางทหาร ภารกิจหลัก คือ การปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติและวัฒนธรรมองค์กรทหาร จัดการฝึกศึกษาและสนับสนุนพื้นที่ฝึกแก่กำลังพลของเหล่าทหารราบและเหล่าอื่น ๆ รวมถึงการผลิตนายทหารชั้นประทวน และพัฒนาคุณภาพของบุคลากรทางการศึกษาให้มีความทันสมัยเพื่อพัฒนาศักยภาพของทหารประจำการ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงในรูปแบบที่มุ่งเน้นการพัฒนาและการได้รับโอกาสในการฝึกอบรมและการพัฒนาเพื่อเพิ่มพูนทักษะและความรู้ ทั้งผลตอบแทนที่ยุติธรรมและเพียงพอเป็นสำคัญ ตลอดจนควรเพิ่มการส่งเสริมให้กำลังพลสามารถมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว และด้านการบูรณาการทางสังคม หรือการทำงานร่วมกัน อีกทั้งที่สำคัญควรลดความขัดแย้งระหว่างกำลังพลและควรเสริมสร้างกิจกรรมหรือการละลายพฤติกรรมเพื่อทำให้ที่ปฏิบัติงานมีบรรยากาศของความเป็นมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับกำลังพลส่วนใหญ่ที่เป็นทหารเกณฑ์ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ อาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจระเบียบข้อปฏิบัติงานของหน่วยงานศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรองให้เห็นผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
จากนั้น เวลา 11.00 – 12.00 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการได้มีการเยี่ยมชมความเป็นอยู่ของทหารกองประจำการ ณ กองพันทหารราบที่ 2 ศูนย์การทหารราบ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงจากศูนย์การทหารราบและศูนย์การกำลังสำรองมารประกอบการพิจารณาศึกษาเพื่อพัฒนากิจการทหารตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป