ปี 2568 วงการวิศวกรรมไทย… สะเทือนทั้งประเทศ!

ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะ “วิศวกร” ไม่มีวันลืมปี 2568 ได้ลง ปีที่ไม่ใช่แค่เกิดอุบัติเหตุ แต่คือปีที่ความเชื่อมั่นต่อวิศวกรไทยถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง

เพียงปีเดียวเกิดเหตุใหญ่ 2 เหตุการณ์ ที่ต้องถูกบันทึกไว้เป็นบทเรียนสำคัญของวงการ เพื่อไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

1. ตึก สตง. ถล่ม…

บาดแผลครั้งใหญ่ของวิศวกรรมไทย28 มีนาคม 2568 ควรถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์วิศวกรรมไทย อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หลังใหม่เป็นอาคารเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่พังถล่มราบลงจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมาผลการตรวจสอบของ สตง. ที่เปิดเผยออกมา ระบุสาเหตุสำคัญ เช่น

(1) กำลังรับแรงของคอนกรีตผนังรับแรงเฉือนต่ำกว่าเกณฑ์

(2) แบบรายละเอียดก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ และ

(3) ระยะฝังเหล็กเสริมบริเวณจุดต่อ Link Beam กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้โครงสร้างบริเวณนั้นอ่อนแอและสุดท้าย… มีวิศวกรหลายรายต้องถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาออกแบบ ควบคุมงาน และก่อสร้าง โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางวิศว กรรมและกฎหมายนี่ไม่ใช่แค่คดี แต่มันคือ คำถามใหญ่ต่อมาตรฐานวิชาชีพ

2. ถนนกลางกรุงยุบ…

คำถามที่ยังไร้คำตอบเช้าวันพุธที่ 24 กันยายน 2568 คนกรุงเทพฯ ตื่นมาพร้อมภาพช็อกทั้งประเทศ “ถนนยุบ” หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ย่านดุสิต ใจกลางเมืองหลวง บนแนวเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ภาพนั้นแสดงให้เห็นหลุมลึกขนาดใหญ่ รถไม่สามารถผ่านได้ เจ้าหน้าที่ต้องปิดถนนและเร่งซ่อมแซมตลอดทั้งวันแต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า… จนถึงวันนี้ (31 ธันวาคม 2568) ผ่านมากว่า 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีรายงานผลสอบสวนอย่างเป็นทางการว่าแท้จริงแล้ว “ถนนยุบ… เพราะอะไร?”คนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะในแวดวงวิศวกรรมกำลังรอคำตอบ เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำอีก

3. ข้อเตือนใจถึงวิศวกรไทยทุกคนเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นได้อีก…

หากยังมีวิศวกรบางคน ทำงานแบบไม่รอบคอบ ขาดจรรยาบรรณ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ยอมโค้งงอให้ผู้มีอำนาจหรือนายทุน และละทิ้ง “มาตรฐานวิชาชีพ” วิศวกรรมไม่ใช่แค่ตัวเลข หรือแบบ แต่คือ ชีวิต ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคม

ทั้งหมดนี้ ด้วยความหวังดีต่อวิศวกรไทยทุกคน เพราะผมยังเชื่อมั่นว่าวิศวกรไทยส่วนใหญ่คือผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และยึดมั่นในจรรยาบรรณของวิชาชีพคำถามคือ… เราจะช่วยกันทำ อย่างไรไม่ให้ปี 2568 กลายเป็นเพียง “บทเรียนที่ถูกลืม”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายกฯ อนุทิน พบประชาชน เปิดตัวผู้สมัคร สส.นครปฐมทั้ง 6 เขต

นครปฐม – นายกฯอนุทิน พบประชาชน เปิดตัวผู้สมัคร สส.นครปฐมทั้ง 6 เขต

เวลา 16.30 น.วันที่ 27 ธ.ค.68 ที่วัดกลางบางแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเดินทางมาพบปะประชาชน และ พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต โดยมี วราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และผู้บริหารพรรค

เมื่อมาถึงวัดกลางบางแก้ว ได้เข้าสักการะรูปหล่อจำลอง พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ)และหลวงปู่เพิ่ม อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว เข้าชมพระเครื่องพระบูชาในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนาย และเข้ากราบนมัสการพระครูธรรมธรพีระ อภิวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว จากนั้นได้พบกับ ผู้สมัคร สส.จังหวัดนครปฐม ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 6 เขต และพบประชาชนที่มาต้อนรับจำนวนมาก ซึ่งมาขอถ่ายรูปกับนายกและนายกฯ พร้อมกล่าวปราศรัยแนะนำตัวผู้สมัคร สส.ทั้ง 6 เขตของนครปฐม ประกอบด้วย นายศุภโชค ศรีสุขจร เขต 1 นายโรจนินทร์ ศิรรัฐเมธากรณ์ เขต 2 นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ เขต 3 พันเอกสุขชาต สะสมทรัพย์ เขต 4 นายอนุชา สะสมทรัพย์ เขต 5 และนายกองโทพเยาว์ เนียะแก้ว เขต 6

จากนั้นเดินทางไปที่สักการะองค์พระปฐมเจดีย์ และพบปะทักทายประชาชน บริเวณตลาดโต้รุ่งองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม


จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม

บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันแรก ของจังหวัดนครปฐม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นครปฐม บรรยากาศการรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวันแรก ของจังหวัดนครปฐม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ทั้ง 6 เขตเดินทางมาสมัครกันอย่างคึกคัก

วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่อาคารสิริวรปัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นสถานที่รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของจังหวัดนครปฐมวันแรก ซึ่งเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมาผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้เดินทางมาลงทะเบียนและยื่นเอกสารเพื่อสมัครรับเลือกตั้งก่อนเวลา 08.30 น. บรรยากาศทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด วัฒนธรรมจังหวัด ผู้แทนนายอำเภอ เดินทางมาร่วม และนายเกียรติศักดิ์ วรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน ร่วมสังเกตการณ์ และนายสมยศ บุญทาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้มาสมัครรับเลือกตั้ง

สำหรับจังหวัดนครปฐม มี 6 เขตเลือกตั้ง โดยเบื้องต้นในช่วงเช้าที่ผ่านมา เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัครจำนวน 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 2 มีผู้สมัคร 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 3 จำนวน 6 คน เขตเลือกตั้งที่ 4 จำนวน 8 คน เขตเลือกตั้งที่ 5 จำนวน 7 คน และเขตเลือกตั้งที่ 6 จำนวน 9 คน โดยบรรยากาศเป็นกันเองซึ่งได้มีการทักทายกันอย่างชื่นมื่น ในวันรับสมัครวันแรก

นายสมยศ บุญทาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ขอให้ผู้สมัครทุกท่านศึกษากฎระเบียบกฎหมายให้ดีเพราะกฏิกา ต้องศึกษาข้อกฎ หมายให้ดี ถ้ายังไม่ชัดเจนอะไรสามารถสอบถามทาง ผอ.กกต. ได้ การแข่งขันก็ขอให้การแข่งขันนั้นเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม อย่าซื้อเสียงกันให้ใช้ความรู้ความสามารถให้ใช้นโยบายของพรรค ให้ใช้แนวความคิดของตัวเอง อยู่ในกรอบกฏิกา โอกาสนี้ขอให้พี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

เปิดสมัคร สส.เพชรบุรี วันแรกเข้มข้นครึ่งวันแรก 4 พรรคใหญ่ ส่งผู้สมัครครบ 3 เขตเลือกตั้ง กองเชียร์แน่นล้นหน้าสถานที่รับสมัคร

เปิดสมัคร สส.เพชรบุรี วันแรกเข้มข้นครึ่งวันแรก 4 พรรคใหญ่ ส่งผู้สมัครครบ 3 เขตเลือกตั้ง กองเชียร์แน่นล้นหน้าสถานที่รับสมัคร

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 27 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเปิดรับสมัครวันแรก ของการรับสมัครผู้ลงรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(ส.ส.) จ.เพชรบุรี สนง.กกต.จว.เพชรบุรี ได้ใช้ห้องประชุมพริบพรี ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานที่รับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(ส.ส.) จ.เพชรบุรี ทั้ง ๓ เขตเลือกตั้ง

โดยก่อนเวลา 8.00 น. มีผู้สมัคร ส.ส.จากหลายพรรคการเมือง พร้อมกองเชียร์จำนวนมากเดินทางมาแจ้งความประสงค์เข้ารับการเลือกตั้งและพูดคุยกันด้วยอัธยาศัยไมตรี บรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งเป็นไปด้วยความคึกคัก มีผู้สนับสนุนพรรคการเมือง แต่ละพรรครวมกว่า 200 คน เดินทางมาให้กำลังใจผู้สมัคร

กระทั่งเวลา 08.30 น. กกต.เพชรบุรี โดย ร้อยตำรวจเอกหญิง ฐาปนีย์ มหาพชราอรุณใหม่ ผอ.กต.จว.เพชรบุรี ได้เริ่มกระบวนการรับสมัคร และเปิดโอกาสให้ตัวแทนผู้สมัครแต่ละพรรค การเมืองได้พูดคุยปรึกษาทำความตกลงกันว่าผู้ที่มาลงชื่อก่อนเวลา 08.30 น.จะใช้วิธีการจับสลากเลือกหมายเลขผู้สมัครประจำตัว ประจำคนซึ่งแต่ละเขตเลือกตั้งแต่ละพรรคอาจได้หมายเลขผู้สมัครไม่ตรงกัน หรือ ส่งตัวแทนจับสลากหมายเลขแบบพรรคเดียวเบอร์เดียวทั้ง ๓ เขต ( จ.เพชรบุรีมี 3 เขตเลือกตั้ง) ปรากฏว่า ในเขตเลือกตั้งที่ 2 และ 3ตัวแทนพรรคไม่สามารถตกลงกันได้ กกต.จึงประกาศใช้วิธีการจับสลากหมายเลข และดำเนินการตรวจสอบเอกสารการสมัคร โดยมี นายภคพัส ส่งวัฒนายุทธ รอง ผวจ.เพชรบุรี และคณะผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบุรี ร่วมตรวจสอบความเรียบร้อย

ผลปรากฏ ณ เวลา 10.30 น. พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง พรรคเศรษฐกิจ ส่ง 2 เขตเลือกตั้ง พรรคกล้าธรรมส่ง 1 เขตเลือกตั้ง พรรครวมไทยสร้างชาติส่ง 1 เขตเลือกตั้ง และพรรคเศรษฐกิจส่ง 1 เขตเลือกตั้ง

เขตเลือกตั้งที่ 1 ( อ.เมืองเพชรบุรี อ.บ้านแหลม ยกเว้น ต.บ้านแหลม ต.บางตะบูน ต.บางตะบูนออก) หมายเลข 1 นายฐานันดร์ ขันธ์แก้ว พรรคประชาธิปัตย์, หมายเลข 2 น.ส.ปินดา ปุโรทกานนท์ พรรคประชาชน, หมายเลข 3 นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ พรรคภูมิใจไทย, หมายเลข 4 นายประพัฒน์ ปานยิ้ม พรรคเพื่อไทย และหมายเลข 5 นายจิรวัฎ ยิ่งพรสัทธนะ พรรครวมไทยสร้างชาติ

เขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.ชะอำ อ.ท่ายาง) หมายเลข 1 นายเกริกฤทธิ์ อัมพวัต พรรคเศรษฐกิจ,หมายเลข 2 นายอนันตชัย ชาครานุวัฒนพงศ์ พรรคประชาธิปัตย์, หมายเลข 3นายสันทัศน์ คุ้มสะอาด พรรคประชาชน, หมายเลข 4 นายปฏิญญา ปักกิ่งเมือง พรรคเพื่อไทย, และ หมายเลข 5 นายฤกษ์ อยู่ดี พรรคภูมิใจไทย

เขตเลือกตั้งที่ 3 (อ.เขาย้อย อ.บ้านลาด อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน อ.บ้านแหลม (เฉพาะ ต.บ้านแหลม ต.บางตะบูน ต.บางตะบูนออก) หมายเลข 1นายกฤษณ์ แก้วอยู่ พรรคกล้าธรรม,หมายเลข 2 นายวิรัฐ จันทวิโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์, หมายเลข 3นายหัสพันธ์ เสมเถื่อน พรรคประชาชน, หมายเลข 4 นายอำนาจ โกงกาง พรรคเพื่อไทย หมายเลข 5 จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล พรรคภูมิใจไทย และ หมายเลข 6 ว่าที่ร้อยตรีเสรี รูปิยะเวช พรรคเศรษฐกิจ

(ณ เวลา 10.30 น.วันที่ 27 ธ.ค.68)

หลังจากลงสมัครเสร็จสิ้นผู้สมัครทุกพรรคทุกเขตได้กระจายลงพื้นที่หาเสียงแนะนำตัว ผลงาน และนโยบายพรรค แก่ประชาชนทันที


////////บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ จังหวัดเพชรบุรี

กาญจนบุรี เปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ชูแคมเปญ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

จังหวัดกาญจนบุรี – เปิดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ชูแคมเปญ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ บริเวณหน้าเสาธง สนามหน้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด “ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569” เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมปล่อยแถวฯ โดยมี นางตรีทิพ วรรณเข็มทอง รักษาราชการแทนหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฯ ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ฝ่ายปกครอง มูลนิธิ และอาสาสมัครในพื้นที่ฯ

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำหนดให้จังหวัด จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 (รวม 7 วัน) โดยใช้ชื่อในการรณ รงค์ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ซึ่งเน้นให้ผู้บริหารทุกระดับ ส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กร ภาคีเครือข่าย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ เข้ามามีบทบาท และส่วนร่วมในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางสัญจร อย่างปลอดภัยและมีความสุข ตลอดในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวเน้นย้ำว่า การป้องกันอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และขอให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เพื่อให้พี่น้องประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

พร้อมกันนี้ ได้มีการปล่อยขบวนรณรงค์จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี


/////#กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

อำเภอกำแพงแสนร่วมกับคณะสงฆ์ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน)

อำเภอกำแพงแสนร่วมกับคณะสงฆ์อำเภอกำแพงแสน จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน)

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น.วัดบ่อน้ำจืด ตำบลดอนข่อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นายเกียรติศักดิ์ ธนาวรรณโอภาส นายอำเภอกำแพงแสน เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมีนายเดิม ทองจันอับ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนข่อย นายวรจักร ทองยอดเกรื่อง กำนันตำบลดอนข่อย พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านฯตำบลดอนข่อย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และประชาชนชาวอำเภอกำแพงแสน เข้าร่วมพิธีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

ทั้งนี้ คณะสงฆ์อำเภอกำแพงแสน กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ฝ่ายปกครองหัวหิน เปิดยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด

ฝ่ายปกครองหัวหิน เปิดยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน ได้สั่งการให้นายณัฐนันท์ สินสมบัติ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง พร้อมนำสมาชิก อส.อ.หัวหินที่ 3 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หัวหิน ลงพื้นที่เข้าดำเนินการออกตรวจสถานบริการและสถานประกอบการคล้ายสถานบริการ เพื่อจัดระเบียบสังคม ควบคุมและกำกับดูแลมิให้มีการกระทำความผิดทางกฎหมายในพื้นที่อำเภอหัวหิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงตรวจสถานบริการ ร้านสมอเรียงผับ โดยสุ่มตรวจปัสสาวะพนักงานและนักท่องเที่ยว จำนวน 17 ราย ไม่พบสารเสพติด และไม่พบการกระทำผิดกฏหมาย. ตรวจสถานบริการและสถานประกอบการคล้ายสถานบริการในพื้นที่อำเภอหัวหิน และดูแลนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลคริสต์มาส ในพื้นที่ตำบลหัวหิน ได้แก่ ซอยหัวหิน 94 ซอยหัวหิน 80 และซอยบิณฑบาต

จากการลงพื้นที่ตรวจไม่พบ สิ่งของผิดกฎหมาย และการกระทำความผิดกฎหมาย เพื่อป้องปรามอาชญากรรม ที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจ ให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน ในช่วงหยุดยาวปีใหม่นี้. สนองนโยบาย กระทรวงมหาดไทยในการดูแลพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว ป้องกันอาชญากรรมที่อาจจะเกิดขึ้น ในห้วงวันหยุดยาวเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่จะถึงนี้


//บรรณรต จ.เพชรบุรี

ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม จัดโครงการ นครปฐม 1 หมวก 1 น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน

ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ขานรับนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดกิจกรม Kick Off “นครปฐม 1 หมวก 1น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน” มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากการไม่สวมหมวกนิรภัย และมีกลไกการติดตามการใช้หมวกนิรภัยโดยใช้ระบบ QR code

วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่ศาลากองอำนวยการองค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนคร ปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิดโครงการ “นคร ปฐม 1 หมวก 1น้ำใจ พิทักษ์ภัยทางถนน” ระดมพลังแบ่งปันหมวกนิรภัย มอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2569 สร้างวินัยจราจร 100% โดยมี พลตำรวจตรีพิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแต่ละอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะจากการไม่สวมหมวกนิรภัย และมีกลไกการติดตามการใช้หมวกนิรภัยโดยใช้ระบบ QR code

พลตำรวจตรีพิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จากสถิติอุบัติ เหตุในจังหวัดนครปฐม พบว่าอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดในรถจักรยานยนต์ โดยมีสาเหตุหลักของการเสียชีวิตคือการไม่สวมหมวกนิรภัย แม้จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยปัจจุบันทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชนบางกลุ่ม เช่น ผู้มีรายได้น้อย นักเรียน ผู้สูงอายุ ไม่สามารถเข้าถึงโหมดนิรภัยที่มีคุณภาพมาตรฐาน มอก. ได้ ตำรวจภูธรจังหวัดนคร ปฐม จึงได้ริเริ่มโครงการ ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งการแบ่งปันเพื่อความปลอด ภัย” และการใช้ฐานข้อมูลมาเป็นประโยชน์ในการติดตามการใช้หมวกนิรภัย

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีการมอบหมวกนิรภัยจำนวนทั้งสิ้น 1,175 ใบ ส่งมอบให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมจำนวน 1,100 ใบ เพื่อเป็นหน่วยงานแจกจ่ายส่งต่อหมวกนิรภัยไปสู่กลุ่มเป้าหมายตามโครงการ นอกจากนี้ยังมอบหมวกนิรภัยให้กับเยาวชนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย 50 ใบ ซึ่งเป็นเยาวชนผู้นำร่องโครงการ ตลอดจนมอบหัวนิรภัยให้กับประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่สัญจรในบริเวณตลาดนครปฐมจำนวน 25 ใบอีกด้วย


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

กรมชลฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ พร้อมเฝ้าระวังฝนภาคใต้ระยะนี้

default

กรมชลฯ เดินหน้าบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ พร้อมเฝ้าระวังฝนภาคใต้ระยะนี้

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน (26 ธ.ค.2568) ว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 67,765 ล้าน ลบ.ม. (89%ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 23,627 ล้าน ลบ.ม. (95% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ขณะนี้สถานการณ์น้ำได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว กรมชลประทาน ได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบน เหลือในอัตรา 400 ลบ.ม./วินาที พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งปี 68/69 ตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมไปตลอดช่วงฤดูแล้ง

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 25–29 ธ.ค. ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน จะมีกำลังแรงขึ้น จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์น้ำฝน–น้ำท่า และข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตรวจสอบและเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยทุกชนิด ให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างรวดเร็ว รวมถึงจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที หากเกิดเหตุฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ปวีณา” พาทหารหญิงแจ้งความที่ สน.บางพลัด หลังถูกทำร้าย-ข่มขืน-ถ่ายคลิป ในโรงแรมม่านรูด

“ปวีณา” พาทหารหญิงยศ “ร.ท.” ที่ถูก “พล.ท.” เลี้ยงเป็นนางบำเรอทำร้ายทุบตี วางแผนอุ้มขึ้นรถมัดมือ ปิดปาก ปิดตา พาไปทำร้าย-ข่มขืน-ถ่ายคลิปในโรงแรมม่านรูดข่มขู่ เดินทางไปที่แจ้งความที่ สน.บางพลัด

วันที่ 26 ธ.ค.68 เวลา 10.00 น. นายทหารหญิงยศ “ร.ท.” อายุ 29 ปี สังกัดกรมทหารแห่งหนึ่ง ร้อง “ปวีณา” ถูก “พล.ท.” อายุ 63 ปี นายทหารนอกราชการ วางแผนลวงอ้างขอเจอครั้งสุดท้ายก่อนจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านบางพลัด หลังฝ่ายหญิงขออิสรภาพ ขณะอยู่ที่ร้านอาหาร “พล.ท.” ได้ชวนดื่มไวน์ก่อนจะเอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่มบอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อหนูและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง หนูเอาพวงมาลัยไปไหว้ “พล.ท.” เพื่อขอขมา “พล.ท.” วางแผนกับคนขับรถยศ “ร.อ.” ให้หนูเดินไปที่ท้ายรถแล้วผลักขึ้นไปท้ายรถใช้สายรัดเคเบิ้ลไทร์รัดข้อมือ ข้อเท้าทั้งสองข้าง ใช้สก๊อตเทปปิดปาก ใช้มือปิดตาไม่ให้มองทางพาไปโรงแรมม่านรูดแห่งแรก

โดย “พล.ท.” สั่งให้ “ร.อ.” ขับรถพาไปก่อเหตุที่โรงแรม หนูร้องเสียงดังขอความช่วยเหลือทางโรงแรมแห่งที่ 1 เลยไม่เปิดห้องให้ จากนั้นเขาจึงพาไปโรงแรมที่ 2 มัดปากอีกรอบและอุ้มเข้าห้องทำร้ายร่างกายจะข่มขืนทั้งที่มัดมือทั้งสองข้างอยู่!! ขณะนั้น “ร.อ.” ได้ยกมือไหว้ “พล.ท.” พูดว่า “ขอร้องอย่าทำน้องเขาเลยครับนาย” จากนั้น “พล.ท.” ก็ตะคอกใส่บอกกับ “ร.อ.” ว่า “มึงอย่ามายุ่ง มึงถอดกางเกงมันเลย และมึงยืนดูด้วย” และ “พล.ท.” ได้ถ่ายคลิปขณะข่มขืนเก็บไว้ หลังก่อเหตุ “พล.ท” ข่มขู่ “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่” จากนั้น “พล.ท.” และ “ร.อ.” ได้ขับรถมาส่งหนูที่ร้านอาหาร น้องสาวเห็นหนู สภาพหนูสะบักสะบอม และหนูขอให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิ้ลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่หนูและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่หนูออกไปกับ “พล.ท.” ก็มีผู้หญิง 2 คนมานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก “พล.ท.” หนูมาคิดกับน้องคาดว่า “พล.ท.” มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้หนูมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน ระบายแค้นที่หนูไปแจ้งความ และให้หญิงสาวทั้ง 2 คนมานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหาหนู คืนนั้นหลังจากหาหมอเสร็จหนูจึงได้รีบไปแจ้งความที่สน.บางพลัด ทันที เหตุเกิดวันที่ 21 ธ.ค.2568 “ร.ท.หญิง” ตัดพ้อทนทุกข์มา 6 ปี อยู่แบบเป็นทาสและนางบำเรอ เวลา “พล.ท.” ไม่พอใจจะทำร้ายร่างกายตลอด หลังขอแยกทาง “พล.ท.” ทวงคืนคอนโดฯ 4 ห้อง โอนให้หมดแล้วเพื่อขอชีวิตคืน แต่ไม่จบ ยังบุกไปห้องพักที่แฟลตตามคุกคามพังประตูห้อง หยอดกาวรถยนต์ ทำทรัพย์สินเสียหาย “ร.ท.หญิง” แจ้งตำรวจ สน.เตาปูน มาช่วยระงับเหตุ กลับเตะ “ร.ท.หญิง” ต่อหน้าตำรวจ ซ้ำกระชากกล้องของตำรวจขณะระงับเหตุ และยังอ้างรู้จักตำรวจใหญ่ ซึ่งตำรวจนายสิบที่ถูกกระทำได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สน.เตาปูน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หนูต้องการความเป็นธรรมและขอชีวิตหนูคืน จึงได้ร้องขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิปวีณาฯ

หลังรับเรื่อง “ปวีณา” ประสาน พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7,พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร ผกก.สน.บางพลัด นัดหมายวันที่ 26 ธ.ค.2568 เวลา 14.00 น. เพื่อพา “ร.ท.หญิง” เดินทางไปที่สน.บางพลัด เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการไล่ภาพเส้นทางวันเกิดเหตุ และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่สน.บางพลัด นางปวีณา พา “ร.ท.หญิง” เดินทางมาถึงและได้เข้าร่วมประชุมกับ พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร สน.บางพลัด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบปากคำ “ร.ท.หญิง” อย่างละเอียด

นางปวีณาฯ กล่าวว่า วันนี้ได้ประสาน  พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7,พ.ต.อ.อัครพล จั่นเพชร สน.บางพลัด เพื่อพาผู้เสียหายมาพบเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ ขอให้ตำรวจดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายต้องเคารพสิทธิ์ความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมอยู่แล้ว โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เข้ามาดูแลน้อง ร่วมกับมูลนิธิปวีณาฯ และประสานกระทรวงยุติธรรม ช่วยคุ้มครองพยาาหากมีการข่มขู่คุกคามผู้เสียหาย

ดัานพล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. กล่าวว่า พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. มอบหมายให้ตนมาดำเนินการในคดีนี้ หลังรับเรื่องได้สั่งการให้มีการสอบสวนรวมรวม พยานหลักฐานและวัตถุพยานดำเนินการให้เร็วที่สุด ขอยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายตำรวจทำไปทำพยานหลักฐาน หากใครมีส่วนเกี่ยวข้อง กระทำความผิดจะโดนแจ้งข้อกล่าวหาหมดทุกคน

ต่อมาพล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 กล่าวว่า ได้กำชับพนักงานสอบสวนให้ทำงานเต็มที่ ทั้งเรื่องพยานหลักฐานและวัตถุพยาน ทำครบทุกกระบวนการและจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ตอนนี้รวบรวมพยานหลักฐานได้พอสมควรแล้ว ยังเหลือพิสูจน์ทราบคำให้การของน้องผู้เสียหาย  

“ร.ท.หญิง” กล่าวว่า ตอนปี 2563 หนูยังเป็นนักศึกษาชั้นปี 4 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ครอบ ครัวฐานะยากจน หนูต้องเลี้ยงดูย่า หนูจึงต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ช่วงกลางวันและตอนเย็นหนูจะไปรับจ้างยืนแจกขนมตามสถานีรถไฟฟ้าและห้างสรรพสินค้า วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ จะทำงานร้านอาหารและได้พบกับ “พล.ท.” ที่มาทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน หนูไปทำหน้าที่แนะนำเครื่องดื่มที่เพิ่งออกใหม่ ซึ่งวันนั้น “พล.ท.” ให้ทิปหนูถึง 10,000 บาท หนูตกใจและดีใจมากเพราะว่าเป็นช่วงที่ต้องจ่ายค่าเทอมพอดีเลยคิดว่า “พล.ท.” เป็นผู้ใหญ่ใจดีที่เมตตาเด็ก

หลังจากนั้นเขาก็ให้ลูกน้องมาขอไลน์หนู วันต่อมาเขาไลน์มาชวนหนูไปทานข้าวกับเพื่อนเขาหลายคน หลังจากนั้นเขาก็ได้ไลน์ติดต่อให้หนูไปทานข้าวด้วย 2 ต่อ 2 และซื้อรถเก๋งให้หนู 1 คัน ราคา 2 แสนกว่าบาท จากนั้นเขาก็แอบมีความสัมพันธ์กับหนู เวลาสังสรรค์กับเพื่อนเขาในกรมทหารก็จะให้หนูไปคอยชงเหล้า รับใช้ คอยสั่งการชีวิตหนูทุกอย่าง และหึงหวง ไม่ให้ออกไปไหน ไม่ให้คุยกับผู้ชายหรือแม้กระทั่งเพื่อนที่เป็น LGBTQ+

ตลอดเวลาหนูเหมือนนางบำเรอและทาสรับใช้ เวลาอยู่กับเขาก็ต้องทำทุกอย่างคอยเอาใจ ทำความสะอาดห้อง ซักผ้า รีดผ้า ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจก็จะถูกทุบตี เขาจะคอยบังคับให้หนูอยู่ในกรอบ ถ้าจะไปไหนต้องบอกตลอดเวลา ถ้าเขาแชทไลน์มาแล้วไม่อ่านหรืออ่านช้า หรือโทรมาไม่รับสายก็จะถูกด่าว่า “มึงเป็นใคร ทำไมไม่รับสายกู” และเมื่อเจอหน้าก็จะตบตีทำ ร้าย

หนูเคยถูกทำร้ายหลายครั้งจนเข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ครั้งแรก วันที่ 22 ธ.ค.2567 หนูไปเที่ยวกับเพื่อนเขาโทรมาหาแต่หนูไม่ได้รับสาย พอกลับมาถึงห้องที่แฟลตทหาร เขาตามมาไขกุญแจเข้ามาทำร้ายเตะ ต่อย จนระบมช้ำไปทั้งตัว หลังจากนั้นเขาก็มา พูดดีด้วยสัญญาจะไม่ทำร้ายอีก และซื้อคอนโดฯ ให้ 1 ห้อง เพื่อเป็นการปลอบใจ แต่เขาก็ผิดคำพูด เวลาไม่พอใจก็ยังทำร้ายทุบตีเหมือนเดิม ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา หนูต้องทนทุกข์ จนหนูทนไม่ไหวขอแยกทางไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยตั้งแต่กลางปี 2568 แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยตามคุกคามหนูเรื่อยมาทั้งจะพังประตูห้อง เอากุญแจมาคล้องประตู หยอดกาวกุญแจประตู และหยอดกาวประตูรถ และจะแชทไลน์มาหาอยู่บ่อยครั้ง

ช่วงเดือน ต.ค.2568 หนูถูกทำร้าย เป็นครั้งที่ 2 สาเหตุเพราะเขาแชทไลน์มาและหนูไม่ได้คุยอย่างต่อเนื่อง ตอบช้าเพราะกำลังทำงานอยู่ เขาก็รีบมาหาที่แฟลตและกระทืบหนูจนช้ำระบมไปทั้งตัว หลังจากนั้นหนูได้ขอเลิกเขาอีกครั้ง โดยมีรองเจ้ากรมทหาร เป็นพยาน เขาบอกว่าถ้าหนูโอนคืนคอนโดฯ ให้เขาแล้วจะเลิกยุ่งกับหนู หนูก็ได้ไปโอนคืนให้เขาไปหมดแล้ว แต่เขาก็ยังตามคุกคามหหนูอยู่เรื่อยมา โดยเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2568 เขามาพังประตูห้องหนู หนูจึงแจ้งตำรวจสน.เตาปูนมาระงับเหตุ เขาโกรธมากที่ทำให้เขาอับอายจึงเตะหนูเข้าที่ขาอย่างแรงต่อหน้าตำรวจ และกระชากกล้องตำรวจพร้อมด่าทอข่มขู่ และยังกร่างอ้างรู้จักตำรวจใหญ่ หลังจากนั้นหนูก็ได้ไปแจ้งความเรื่องที่เขามาคุกคามไว้ที่สน.เตาปูน

ครั้งที่ 3 วันที่ 21 ธ.ค.2568 เขาโทรมาหาหนูแล้วบอกว่าหย่ากับเมียแล้วจะไปอยู่ต่างประเทศ ขอเจอหนูเป็นครั้งสุดท้ายโดยนัดพบที่ร้านอาหารย่านบางพลัด หนูใจอ่อนและตั้งใจเอาพวงมาลัยไปไหว้ขอขมาจึงเดินทางไปที่ร้านอาหารพร้อมกับน้องสาว ขณะอยู่ที่ร้านอาหารเขาได้ชวนดื่มไวน์ หนูกับน้องดื่มไวน์ไป 2 แก้ว รู้สึกเมาผิดปกติ แล้วเขาก็เอาน้ำที่ก้นแก้วมีสีขาวขุ่นมาให้ดื่มบอกว่าเป็นน้ำวิตามิน เมื่อหนูและน้องสาวดื่มเข้าไปรู้สึกมึนงง เวลาประมาณ 2 ทุ่ม เขาบอกว่ามีของขวัญจะให้หนูให้เดินไปเอาที่ท้ายรถ ซึ่งเป็นรถ SUV เมื่อเปิดประตูท้ายรถขึ้นเขาก็ผลักหนูเข้าไปในรถและเขาก็ขึ้นมาในรถชกต่อยหนูจับกดลงกับพื้นไม่ให้หนูเงยหน้าขึ้นมา ใช้สายรัดเคเบิ้ลไทร์มัดมือหนูทั้ง 2 ข้าง และใช้สก๊อตเทปปิดปากไม่ให้ร้อง ระหว่างนั้นก็เห็นชายสวมหมวก “ไอ้โม่ง” มาขับรถให้เขาก่อนจะพาหนูออกไป ซึ่งหนูถูกจับกดและปิดตาอยู่จึงไม่เห็นทางว่ารถวิ่งไปทางไหน

เมื่อไปถึงโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งเขาจะลากหนูลงจากรถ แต่หนูส่งเสียงกรีดร้องจนพนักงานต้อนรับกลัวว่าจะมีปัญหาจึงไม่ยอมเปิดห้องให้ จากนั้นเขาก็พาหนูขึ้นรถจับกดลงกับพื้นอีกครั้งและพาไปที่โรงแรมม่านรูดอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก หนูถูกลากลงจากรถและเข้าไปในห้องโรงแรมม่านรูดจึงรู้ว่า “ไอ้โม่ง” ที่ขับรถให้เขาคือ นายทหารยศ “ร.อ.” ที่เป็นลูกน้องของเขา หนูพยายามดื้นรนขัดขืนแต่ถูกเขา 2 คนอุ้มไปที่เตียงนอน “ร.อ.” ได้ยกมือไหว้ “พล.ท.” พูดว่า “ขอร้องอย่าทำน้องเขาเลยครับนาย” จากนั้น “พล.ท.” ก็ตะคอกใส่บอกกับ “ร.อ.” ว่า “มึงอย่ามายุ่ง มึงถอดกางเกงมันเลย และมึงยืนดูด้วย” โดย “ร.อ.” ถอดกางเกงหนูแล้วก็ยืนดู จากนั้น “พล.ท.” ก็ชกต่อยใบหน้าและลำตัวระบายความโกรธด่าหนูว่า “มึงแจ้งความใช่มั้ย” ก่อนจะลงมือข่มขืนหนูทั้งที่มัดมือหนูอยู่จนสำเร็จความใคร่ หนูเจ็บปวดสุดแสนสาหัส จากนั้นเขาถึงตัดสายรัดที่ข้อมือออก 1 เส้น แต่ยังมีสายรัดอีก 1 เส้นค้างอยู่ที่ข้อมือหนู “พล.ท.” ยังข่มขู่หนูอีกว่า “ถ้ามึงแจ้งความ มึงตายแน่”

หลังก่อเหตุเสร็จ “พล.ท.” และ “ร.อ.” ขับรถมาส่งหนูที่ร้านอาหาร น้องสาวเห็นหนูสภาพหนูสะบักสะบอม และหนูของให้ “ร.อ.” ช่วยตัดสายรัดเคเบิ้ลไทร์ที่ค้างอยู่ที่ข้อมืออีกข้างหนึ่งออก ก่อนที่หนูและน้องจะรีบขึ้นรถตัวเองแล้วขับออกจากร้านเพื่อไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บที่ซี่โครงอย่างมาก โดยน้องสาวบอกว่า หลังจากที่หนูออกไปกับ “พล.ท.” ก็มีผู้หญิง 2 คนมานั่งคุยด้วยตีสนิทแล้วบอกว่ารู้จัก “พล.ท.” หนูมาคิดกับน้องคาดว่า “พล.ท.” มีการวางแผนมาอย่างดี นัดให้หนูมาเพื่อพาไปทำร้าย-ข่มขืน และให้หญิงสาวทั้ง 2 คนมานั่งกับน้องเพื่อเป็นการถ่วงเวลาไม่ให้ตามหาหนู

คืนนั้นหลังหาหมอเสร็จหนูได้รีบไปแจ้งความที่สน.บางพลัด ทันที ตำรวจส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อเขารู้ว่าหนูแจ้งความเขาได้โอนเงินมาให้น้องหนู 3 หมื่นบาท บอกเป็นค่ารักษาหนู และโอนมาให้หนูอีก 5 หมื่นบาท บอกให้เป็นค่าใช้จ่ายที่จะต้องนอนโรงพยาบาล แต่หนูไม่ต้องการจึงได้โอนเงินคืนไปหมดแล้ว และต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม ขอชีวิตหนูคืน วันอังคารที่ 23 ธ.ค.2568 จึงมาร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือ หนูต้องการจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน