กรมการค้าภายใน เปิดจุดจำหน่ายมะม่วง ช่วยเกษตรกรระบายผลผลิตช่วงโค้งสุดท้าย เชื่อมโยงผลผลิตแล้วกว่า 1,000 ตัน

กรมการค้าภายใน เปิดจุดจำหน่ายมะม่วง ช่วยเกษตรกรระบายผลผลิตช่วงโค้งสุดท้าย เชื่อมโยงผลผลิตแล้วกว่า 1,000 ตัน เดินหน้าบริหารผลไม้ต่อเนื่องตลอดฤดูกาล

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในเดินหน้าเชื่อมโยงช่องทางการตลาดและเปิดพื้นที่จำหน่ายมะม่วงให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยระบายผลผลิตในช่วงปลายฤดูกาล โดยปัจจุบันยังมีมะม่วงพันธุ์เขียวมรกตและโชคอนันต์จากพื้นที่ภาคเหนือทยอยออกสู่ตลาด รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วง เช่น มะม่วงกวน มะม่วงหนึบ และมะม่วงแผ่น ซึ่งเกษตรกรได้แปรรูปไว้ในช่วงผลผลิตออกมากเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและนำมาจำหน่ายนอกฤดู

ล่าสุด กรมฯ ได้เปิดจุดจำหน่ายมะม่วงรวม 10 จุด ในพื้นที่สำคัญ อาทิ ตลาดนัดกรมศุลกากร กองทัพบก และห้างเจเจมอลล์ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพและมีประชาชนสัญจรจำนวนมาก ช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและดูดซับผลผลิตจากเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลอดการดำเนินโครงการสามารถ เชื่อมโยงและกระจายผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาดได้แล้วมากกว่า 1,000 ตัน ช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตกระจุกตัวและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงปลายฤดูกาล

นายจิรวุฒิฯ กล่าวว่า การเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรมาจำหน่ายดังกล่าว เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการเชื่อมโยงกระจายผลผลิตมะม่วงออกนอกแหล่งผลิต ปี 2569 ที่มีวัตถุประสงค์ให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงได้เรียนรู้การขาย การคำนวณต้นทุน การทำตลาด และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดการผลิตและการตลาดในอนาคต สอดรับกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการตลาดมะม่วงเชิงรุกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งฤดูกาล โดยเริ่มเตรียมการตั้งแต่ก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด ผ่านการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง โรง งานแปรรูป และองค์การคลังสินค้า ให้เข้าซื้อขายล่วงหน้าผ่านตลาดข้อตกลงของกรมฯ ตั้ง แต่เดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านตลาดให้แก่เกษตรกร

สำหรับในช่วงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่มะม่วงน้ำดอกไม้จากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาอ่อนตัวลง กรมฯ ได้เร่งประสานห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกค้าส่ง ผู้ส่งออก โรง งานแปรรูป และผู้ประกอบการรายใหญ่ เข้ารับซื้อผลผลิตเพิ่มเติมทันที พร้อมทั้งประสานผู้รวบรวมในพื้นที่เข้ารับซื้อในราคานำตลาด เพื่อพยุงราคา รักษาเสถียรภาพตลาด ดูดซับอุป ทานส่วนเกิน และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดการณ์ว่าปี 2569 จะมีผลผลิตมะม่วงประมาณ 1.3 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2 โดยมีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 15 และอีกร้อยละ 85 จำหน่ายเพื่อการบริโภคภายในประเทศทั้งในรูปผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป ผลผลิตจะทยอยออกสู่ตลาดตั้งแต่พื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสิ้นสุดฤดูกาลที่ภาคเหนือตอนบน โดยช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุดคือปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของผลผลิตทั้งประเทศ

นายจิรวุฒิฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการค้าภายในจะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้และภาคเหนือที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในระยะต่อไป เพื่อผลักดันให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมตามคุณภาพ พร้อมขอความร่วมมือให้เกษตรกรรักษามาตรฐานคุณภาพผลผลิต และขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อร่วมกันสนับสนุนรายได้ของเกษตรกรไทย และผลักดันให้ปี 2569 เป็นอีกปีแห่งความสำเร็จของผลไม้ไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

CEA เปิดฉาก “Bangkok International Content Market 2026” ตลาดซื้อขาย–ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

CEA เปิดฉาก “Bangkok International Content Market 2026” ตลาดซื้อขาย–ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia” 

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กรรมการทำหน้าที่ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผู้บริหารและตัว แทนจากหน่วยงานต่างๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ ร่วมกันเปิดงาน “Bangkok International Content Market 2026” (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ภายในงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) เพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก สร้างโอกาสการลงทุนและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Content Hub of Asia และยกระดับ BICM ให้ก้าวสู่เวทีตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาคในอนาคต ในระหว่างวันที่ 20–22 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณโซน BICM2026 Business Matching  ฮอลล์ 1–2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.cea.or.th 
bicm.or.th
Facebook: Bangkok International Content Market – BICM


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.อ.สำราญฯ รอง ผบ.ตร. แถลง 2 คดี กก.ดส.ทลายคลังยาบ้าสระบุรี รวม 9.5 ล้านเม็ด และ สืบนครบาล 7 ยึดของกลางยาบ้ากว่า 8 ล้านเม็ด

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แถลง 2 คดี กก.ดส.ทลายคลังยาบ้าสระบุรี รวม 9.5 ล้านเม็ด และ สืบนครบาล 7 ยึดของกลางยาบ้ากว่า 8 ล้านเม็ด

วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.2569 เวลา 13.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจนคร บาล : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. แถลงข่าว กรณี กก.ดส.ทลายคลังยาบ้าสระบุรี ยึดของกลางยาบ้ากว่า 48 กระสอบ รวม 9.5 ล้านเม็ด และสืบนครบาล 7 จับกุมเครือข่ายขณะขนย้ายยาเสพติด ยึดของกลางยาบ้ากว่า 8 ล้านเม็ด

ตามนโยบายการบริหารราชการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจป้องกันและปราบปราม ตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นข้อหาความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แก่ การครอบครองยาเสพติดเพื่อการค้า จำหน่าย ผลิต นำเข้า ส่งออก สมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือแก่กลุ่มเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงปัญหายาเสพติดซึ่งเป็นภัยคุกคามและเป็นปัญหาที่สำคัญของชาติต้องแก้ไขอย่างจริงจังเร่งด่วน จึงมอบนโยบายให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ช่วยราชการที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต. วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.

คดีที่ 1 ชุดยาเสพติด กก.ดส. รวบ 2 ทรชน! คาบ้านเก็บยาบ้าล็อตมหึมา กว่า 9,560,000 เม็ด รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท” : กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศุภชัย ชัยสุวรรณ ผกก.ดส., พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล, พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.นราธิป คงเพ็ชร์ รอง ผกก.ดส. สั่งการให้ พ.ต.ท.วรพล สมประสงค์ สว.กก. ดส.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา นายคมสัน หรือเกมส์ฯ อายุ 30 ปี และนายธัณนวัฒน์ หรือวัฒน์ฯ อายุ 45 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้าหรือแอมเฟตามีน จำนวนประมาณ 9,560,000 เม็ด และโทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง มูลค่ารวมกว่า 500,000,000 บาท

โดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐาน “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้าหรือแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยจับกุม เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 เวลาประมาณ 21.00 น. จับกุมได้บริเวณเพิงพักไม่มีเลขที่ ต.หนองแขม อ.หนองแค จ.สระบุรี

สืบเนื่องจากช่วงต้นปี พ.ศ.2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ได้ทำการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ พร้อมด้วยของกลางยาเสพติดจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มผู้ต้อง หาเป็น ขนย้ายยาเสพติดมาเก็บซุกซ่อนในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งจากการสืบสวนขยายผลต่อมา พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาไปรับยาเสพติดจากผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ซึ่งใช้รถตู้ในการลักลอบจำหน่ายยาเสพติด โดยได้เก็บซุกซ่อนยาเสพติดเพื่ออำพรางสายตาและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ในเพิงพัก จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. ซึ่งได้ตระหนักว่า หากยาเสพติดจำนวนมากมายนั้น หลุดรอด จากการจับกุมไปได้ จะนำมาซึ่งความเสียหายของประเทศชาติและความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน จึงได้นำเรียนผู้บังคับบัญชาและทำการสืบสวนต่อไป

กระทั่งสืบทราบว่า กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดรายดังกล่าว จะใช้รถตู้ขึ้นไปรับยาเสพติดจากผู้ค้ารายใหญ่ในพื้นที่ทางภาคกลางของประเทศไทย เพื่อนำมาเก็บซุกซ่อนไว้ในพื้นที่ชั้นในและลักลอบจำหน่ายให้แก่ประชาชนต่อไป ซึ่งจากการสะกดรอยและสังเกตการณ์ ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเพิงพัก เชื่อว่าใช้ในการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ จึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่และใช้ยุทธวีธีในการเข้าตรวจค้น /จับกุม ซึ่งจากการตรวจค้น พบยาเสพติดจำนวนมหาศาลเป็นยาบ้าประมาณ 9,560,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในเพิงพัก ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาได้ไว้ใช้เพื่อสำหรับเก็บซุกซ่อนยาเสพติดโดยเฉพาะ

จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ และนำตัวผู้ถูกจับพร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ส่วนผู้ร่วมการกระทำความผิดและเครือข่ายยาเสพติดของผู้ต้องหาทั้งสองราย เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้สืบทราบแล้วว่าเป็นใครบ้าง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ อยู่ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้ร่วมกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อไป

คดีที่ 2 สืบนครบาล 7 ตรวจยึดของกลางยาบ้า 8 ล้านเม็ด : กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 โดย พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 จึงได้สั่งการให้ พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7, พ.ต.ท.อัครเดช พรมโพธิ์, พ.ต.ท. ภราดร เชิดชูล้ำตระกูล, พ.ต.ท.ธวัชชัย โป๊ะโดย รอง ผกก.สส.บก.น.7 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.7 ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด ได้ทำการขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ และขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญในช่วงเวลาที่ผ่านมา ครั้งนี้พบข้อมูลของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ที่มีพฤติการณ์ลักลอบนำยาเสพติดมาพักรอการจำหน่ายที่ จ.ลพบุรี ก่อนจะแพร่กระจายพื้นที่กรุงเทพมหา นคร จึงได้ร่วมกันทำ การสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นเป้าหมายดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยเมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 เวลา 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจยึด ได้ร่วมกันทำการตรวจยึดยาเสพติดบริเวณแยกไฟแดงโรบินสัน ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี พร้อมของกลาง ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) จำนวน 40 กระสอบ รวมทั้งหมด 8,000,000 เม็ด โดยแบ่งเป็นยี่ห้อ 999 จำนวน 6,100,000 เม็ด และยี่ห้อ Y-1 จำนวน 1,900,000 เม็ด,รถยนต์กระบะโตโยต้า สีน้ำตาล (แบบแครี่บอย) หมายเลขทะเบียน บล 65xx ลพบุรี,โทรศัพท์มือถือไอโฟน 11 Pro Max จำนวน 1 เครื่องโดยตรวจยึด บริเวณแยกไฟแดงโรบินสัน ต.กกโก อ.เมือง จ.ลพบุรี

พฤติการณ์โดยก่อนทำการตรวจยึด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.7 ได้ทำการขยายผลจากการจับกุม ผู้ค้ายาเสพติดรายย่อยก่อนหน้านี้ และได้รับแจ้งสายลับว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ได้เฝ้าขยายผลอยู่นั้น จะมีการขนและลำเลียงยาเสพติดเข้ามาภายในพื้นที่ จ.สระบุรี โดยรถที่ใช้ขนและลำเลียงยาเสพติดเป็นรถกระบะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แบ่งกำลังสะกดรอยติดตาม จน และเมื่อ 25 ก.ค.2569 เวลา 22.00 น. พบรถคันดังกล่าวขับบนเส้นทางลพบุรี-สระบุรี มีลักษณะบรรทุกของหนักผิดปกติจึงทำการสะกดรอยตาม เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวขอตรวจสอบที่แยกไฟแดงโรบินสัน ผู้ขับขี่ได้ขับรถหลบหนีอย่างอันตราย ผู้ต้องหา (ชาย 2 คน) ถอยชนรถเจ้าหน้าที่ จึงได้มีการยิงสกัด ทำให้ผู้ต้องหาทิ้งรถและอาศัยความชำนาญในพื้นที่ หลบหนีไปได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมดนำส่งลงบันทึกประจำวันที่ สภ. เมืองลพบุรี และนำยาเสพติดไปขยายผลต่อที่ กก.สส.บก.น.7 ก่อนจะส่งมอบให้กองบัญ ชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวมพลัง 10 มหาวิทยาลัย ยกระดับ “เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา” ขับเคลื่อนองค์ความรู้ สู่สังคมอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาสื่อคุณภาพ น่าเชื่อถือ และเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

รวมพลัง 10 มหาวิทยาลัย ยกระดับ “เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา” ขับเคลื่อนองค์ความรู้ สู่สังคมอย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาสื่อคุณภาพ น่าเชื่อถือ และเข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่

เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือทางวิชาการในการจัดตั้งและร่วมผลิตรายการ “เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา” เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องเยอบีร่า 2 ชั้น 3 อาคาร Lobby โรงแรม ทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุง เทพมหานคร ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด รักษาการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน

ดร.ฉันทพัทธ์ ขำโคกกรวด กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือว่า สำนักงาน กสทช. มีภารกิจส่งเสริมกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ สนับสนุนสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และส่งเสริมการผลิตสื่อที่มีคุณภาพ สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการร่วมผลิตรายการหรือจัดตั้งเครือข่าย แต่เป็นการร่วมยกระดับสื่อสาธารณะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคม พัฒนามาตรฐานและจริยธรรมของสื่อ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง มีคุณภาพ และเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในยุคที่ AI มีบทบาทต่อการผลิตและเผยแพร่สื่อ เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษาจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อ ลดผลกระทบจากข่าวปลอมและข้อมูลบิด เบือน พร้อมบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการสู่การสื่อสารสาธารณะ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และยกระดับระบบนิเวศสื่อไทยให้เข้มแข็ง มีคุณธรรม และยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีรศักดิ์ จินดาบถ ผู้อำนวยการศูนย์กิจการนานาชาติและสื่อสารองค์ กร มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ กล่าวรายงานถึงที่มาของความร่วมมือว่า “รายการเครือข่ายสายตรงวิทยุสถาบัน” เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2541 จากความร่วมมือระหว่างสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ก่อนขยายเป็นเครือข่าย 10 มหาวิทยาลัย 11 สถานี ครอบคลุมกว่า 54 จังหวัดทั่วประเทศ สถานีวิทยุของมหาวิทยาลัยที่เพิ่มเข้ามาประกอบด้วย มหาวิทยา ลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยา ลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, มหาวิทยาลัยนเรศวร, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ มหาวิทยาลัยนครพนม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายได้ร่วมผลิตและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพ สิ่งแวดล้อม อาชีพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อเทคโนโลยีและพฤติกรรมการรับสื่อเปลี่ยนแปลงไป ทั้ง 10 มหาวิทยาลัยจึงร่วมยกระดับจาก “เครือข่ายสายตรงวิทยุสถาบัน” สู่ “เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา” เพื่อพัฒนาสื่อให้มีคุณภาพ ทันสมัย น่าเชื่อถือ และเข้าถึงประชาชนผ่านช่องทางที่หลากหลาย พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยน
องค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และทรัพยากรด้านสื่ออย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อิทธิพล โพธิพันธุ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 10 มหาวิทยาลัย 11 สถานี ตั้งอยู่บนหลัก “แบ่งปันความเชี่ยวชาญ เชื่อมโยงองค์ความรู้ และขยายการเข้าถึงของประชาชน” โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะร่วมผลิต แลกเปลี่ยน และเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นจุดเด่นของตน ผ่านเครือข่ายสื่อที่ครอบ คลุมทุกภูมิภาค เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง หลากหลาย และเป็นประโยชน์

โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จะร่วมขับเคลื่อนเครือข่ายผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียง มทร.ธัญบุรี FM 89.5 MHz และแพลตฟอร์มออนไลน์ RMUTT Radio โดยผลิตเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ทักษะอาชีพ และการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ถ่ายทอดจากองค์ความรู้ของทั้ง 12 คณะให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง พร้อมทั้งแบ่งปันเนื้อหาคุณภาพสู่เครือข่าย และนำองค์ความรู้จากสถาบันพันธมิตรมาขยายผลเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้จุดเด่นของเครือข่ายคือการรวมความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของแต่ละมหาวิทยาลัย ทำให้เนื้อหามีความถูกต้อง รอบด้าน และสะท้อนบริบทของแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมทั้งการศึกษา สุขภาพ เกษตร สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การรู้เท่าทันสื่อ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.นาตยา งามโรจนวณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร และผู้อำนวยการสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันในช่วงเล่าขานงานวิจัย และสนทนาสถาบัน ได้รับความร่วมมือจากนิสิต คณาจารย์ จากสถาบันต่าง ๆ คอยให้ความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีในการนำเสนองานวิจัยหรือองค์ความรู้จากแหล่งต่างๆ  สำหรับการต่อยอดความร่วมมือในเชิงวิชาการ รายการเครือข่ายฯ ยินดีที่จะเป็นช่องทางในการฝึกปฏิบัติ หรือเป็นแหล่งเรียนรู้

สำหรับผู้ที่สนใจงานด้านสื่อสารมวลชน และงานผลิตสื่อ นอกเหนือจากการฝึกปฏิบัติในทักษะหลักแล้ว ยินดีอย่างยิ่งที่จะเป็นหนึ่งในช่องทางในการทดลองนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อทดสอบการออกอากาศ หรือการเลือกใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการจัดรายการ “เครือข่ายสื่อสาธารณะสถาบันอุดมศึกษา” จะเป็นพื้นที่กลางที่ทุกสถาบันมีบทบาทร่วมกันในการกำหนดทิศทาง พัฒนามาตรฐาน และสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ ยกระดับการรู้เท่าทันสื่อ และสนับสนุนให้ระบบนิเวศสื่อของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มีความรับผิดชอบ และเติบโตอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ปูซาน” ชนะแต้มเดือด ศึกมวยไทยซูเปอร์แชมป์ ส่วน “ฮาเดบ บ้านแรมบ้า” ผ่านเข้ารอบศึกมวยรอบโกลบอลเฮ้าส์ สู่บัลลังก์โลก

ปูซาน ปราสาทหินพิมายก่อเกียรติยิม เดินสาดแข้งใส่ ไอน่าซุกฮี สตาร์โบกี้ยิม ก่อนชนะคะแนนเดือดในการชกเป็นคู่เอกมวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ ส่วนมวยรอบโกลบอลเฮ้าส์ สู่บัลลังก์โลกรุ่น 108 ปอนด์ ฮาเดบ บ้านแรมบ้า ลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส วัย 15 ปีชนะคะแนน ศุภกิตต์ ช.ชนะมวยไทย ผ่านเข้ารอบ 8 คนที่เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ : ในการแข่งขันมวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ ร่วมจัดโดย “เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน และ “เสี่ยอู๊ด” นายสรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหารวันก่อเกียรติและโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี พร้อมด้วย ดร. วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ที่ปรึกษาวันก่อเกียรติ, พลเอกอาชวิน เศวตเสนีย์ อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล, มาสเตอร์ไพบูรณ์ บุญแทน อดีตอาจารย์อาวุโส โรงเรียนเซนต์คาเบรียล, นาวาอากาศเอกวิชัย ราชานนท์ อดีตฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิค, คุณธนพล บุญใส บริษัทโซดิแอคเมเนจเม้น จำกัด, บริษัทเพื่อนเทรดเดอร์สมุทรปราการ จำกัด, ผู้แทนจากผู้สนับสนุนโกลบอลเฮ้าส์, ซีนิกส์ และผู้สนับสนุนอื่นๆ ตลอดจนแฟนมวยจำนวนมาก โดยไฮไลท์สำคัญเป็นการดวลกำปั้นมวยรอบสากล มุ่งแชมป์เปี้ยนโลกรุ่น 108 ปอนด์ และการแข่งขันมวยไทย 3 ยก จากฝีมือการประกบคู่มวยของผู้ช่วยโปรโมเตอร์ สมเดช เอ็ม 16 จากชลบุรี

โดยผลการแข่งขันมวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ด บายวันก่อเกียรติ วันเสาร์ที่ 25 ก.ค.2569 มีผลการแข่งขันดังนี้

  • คู่ที่ 1 มวยรอบโกลบอลเฮ้าส์ สู่บัลลังก์โลก 108 ปอนด์ (6 ยก) รอบ 16 คน ฮาเดบ บ้านแรมบ้า เจ้าหนูลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศสดาวรุ่งวัย 15 ปีตัวแทน จ.ชลบุรีเดินแลกหมัดกับ ชนะกิตต์ ช.ชนะมวยไทย ดุเดือดตลอด 6 ยกก่อนชนะคะแนนไปผ่านเข้ารอบ 8 คนตาม ณัฐพงษ์ ราชานนท์ ตัวแทน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นคนที่ 2 พร้อมรับเงินรางวัลพิเศษ 3,000 บาท จากองศาเดือด 50 องศา และเสื้อจากผู้สนับสนุน “โกลบอลเฮ้าส์” และสว่านจาก Zenix ผู้สนับสนุนรายการ
  • คู่ที่ 2 มวยไทย 3 ยกพิกัด 66 ก.ก.อินทราช พ.เพชรธงชัย ออกลูกประมาทเดินเปิดหน้าเข้าไปโดนหมัดสวนจาก อาลี วิคตอรี่ ไฟท์ คลับ พ่ายน็อคแบบหักปากกาเซียนยกแรก
  • คู่ที่ 3 มวยไทย 3 ยกพิกัด 58 ก.ก. เพชรฝั่งโขง BSมวยไทยยิม จาก สปป.ลาว แพ้น็อคยก 2 ออ เนวิน จากเมียนมาร์
  • คู่ที่ 4 มวยไทยหญิง 3 ยกพิกัด 55 ก.ก. บลูน่า บุญลานนามวยไทย นักมวยไทยสาวจากสหราชอาณาจักรที่เรียนรู้มวยไทยอย่างมุ่งมั่นแลกอาวุธมวยไทยกับ มิเรียม มานพยิม นักมวยไทยหญิงจากอิตาลีอย่างครบเครื่องก่อนกรรมการชูมือให้ มิเรียม มานพยิม จากอิตาลีชนะคะแนน
  • คู่ที่ 5 มวยไทย 3 ยกพิกัด 60 ก.ก.โซ่เงิน (โซระ) บ้านแรมบ้า จากญี่ปุ่นโชว์ฟอร์มสุดโหดเดินประเคนศอกเข้าใส่ สันติภาพ ราชานนท์ ชนะน็อคยกแรก
  • คู่ที่ 6 คู่เอกมวยไทย 3 ยกพิกัด 67 ก.ก. ปูซาน ปราสาทหินพิมายก่อเกียรติยิม ลูกชายของ สุริยา ปราสาทหินพิมาย “ฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิคเอเธนส์เกมส์” มวยสร้างในสังกัด “ก่อเกียรติกรุ๊ป” ขึ้นชกในสไตล์มวยไทยโชว์ฟอร์มสมราคาสาดแข้งสลับกำปั้นใส่ ไอน่าซุกฮี สตาร์โบกี้ยิม ก่อนชนะคะแนนสุดมันส์พร้อมรับรางวัลองศาเดือดจาก Global House และเสื้อจาก Chiq
  • คู่ที่ 7 มวยไทย 3 ยกพิกัด 54 ก.ก. เพชรพระราม เสถียรมวยไทย มาบู๊ดุดันปักศอกกลางศรีษะ โซนิค ธันเดอร์มวยไทย จากอินเดียแตกเลือดอาบไม่ลุกมาสู้ต่อ เพชรพระราม เสถียรมวยไทย ชนะน็อคยกแรก และนักมวยทั้งสองคนรับเงินรางวัลพิเศษจาก โซเบอร์แอล อีกคนละ 2,000 บาทจากแผลแตก
  • คู่ที่ 8 มวยไทย 3 ยกพิกัด 42 ก.ก. ดาร์บี้แมทซ์ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี ฟินิกซ์ บางแสนไฟท์คลับ ดวลเดือดอาวุธมวยไทยครบเครื่องกับ โซ่ทอง บ้านแรมบ้า ตลอด 3 ยกก่อนกรรมการชูมือให้ ฟินิกซ์ บางแสนไฟท์คลับ ชนะคะแนน

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันกล่าวถึงการชกของคู่เอกว่า “ปูซาน ปราสาทหินพิมายก่อเกียรติยิม ยังโชว์ฟอร์มได้ดีทั้งสไตล์การชกมวยสากลและมวยไทย อีกทั้ง ปูซาน ก็เป็นมวยสร้างในสังกัดของ “ก่อเกียรติกรุ๊ป” อยู่แล้ว ดังนั้นเส้นทางไต่บัลลังก์โลกของ ปูซาน เราพร้อมสนับสนุนเต็มที่ และเร็วๆนี้ทาง “ก่อเกียรติกรุ๊ป” เตรียมจัดแมทซ์อุ่นเครื่องให้กับ ปูซาน ปราสาทหินพิมายก่อเกียรติยิม อย่างแน่นอน ส่วน “มวยรอบโกลบอลเฮ้าส์” สู่บัลลังก์โลก 108 ปอนด์วันเสาร์ที่ 1 ส.ค.2569 เป็นการพบกันระหว่าง ภัทรพงษ์ วงษ์คำมา จาก จ.นครสวรรค์ กับ ทนงศักดิ์ ส.จันทสิทธ์ จากอุบลราชธานี แฟนมวยชาวนครสวรรค์และอุบลราชธานี ได้สิทธิ์เข้าชมฟรีครับ ติดตามความสนุกกันให้ได้นะครับกับ “มวยไทย SUPER CHAMP พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ” ทั้งที่สนามมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯและชมการถ่ายทอดสดผ่านช่อง 8 กด 27 โดยสัปดาห์หน้าพบกันแน่นอนในวันเสาร์ที่ 1 ส.ค.2569 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ เวลา 17.30 น. – 20.00 น. แฟนมวยสายเดือดต้องไม่พลาด!


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานวันสถาปนาครบรอบ ๓๘ ปี กองทัพน้อยที่ ๑

ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานวันสถาปนาครบรอบ ๓๘ ปี กองทัพน้อยที่ ๑ ย้อนรำลึกคืนสู่หน่วยที่เคยร่วมสร้างด้วยความผูกพันในฐานะอดีตแม่ทัพน้อยที่ ๑ พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก อดีตแม่ทัพน้อยที่ ๑ และกำลังพลเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่าม กลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ

การเข้าร่วมงาน ในครั้งนี้ นับเป็นการกลับคืนสู่หน่วยที่มีความหมายยิ่งสำหรับ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง แม่ทัพน้อยที่ ๑ มาก่อน ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของชีวิตราชการที่ได้ร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคง พัฒนากำลังพล และสร้างความพร้อมให้กับหน่วยในทุกมิติ ความผูกพันระหว่างผู้บังคับบัญชากับกำลังพลยังคงปรากฏให้เห็นผ่านการพบปะทักทายอดีตผู้ร่วมงานและกำลังพลอย่างเป็นกันเอง สะท้อนสายสัมพันธ์ของ “บ้านหลังหนึ่งของชีวิตทหาร” ที่ยังคงแน่นแฟ้นไม่เปลี่ยนแปลง

ภายในพิธี ปลัดกระทรวงกลาโหมรับการเคารพจากกองทหารเกียรติยศ ก่อนร่วมถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับอดีตผู้บังคับบัญชา โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก และอดีตแม่ทัพน้อยที่ ๑ อาทิ พลเอก วัฒนา สรรพานิช,พลโท อัมพร เศวตเศรนี,พลเอก พรชัย เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา,พลเอก อาชวินทร์ เศวตเศรนี,พลเอก อุทิศ สุนทร เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นได้ประกอบพิธีสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี พระธรรมวชิราธิบดี เจ้าคณะภาค ๑๗ เจ้าอาวาสวัดเบญจมบ พิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

กองทัพน้อยที่ ๑ ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรรวมทั้งการสนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ส่วนหลังการช่วยเหลือประชาชนตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การสนับสนุนภารกิจของส่วนราชการต่าง ๆ รวมถึงการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงภายในตามที่ได้รับมอบหมาย แม้จะเป็นหน่วยที่มีกำลังพลไม่มาก แต่ทุกนายได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถ และมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง เพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของ และเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ อ.นครหลวง อยุธยา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐานและโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสง เคราะห์ และสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์รวมทั้งพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

วันนี้ (๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙) เวลา ๑๑.๐๒ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง เป็นประธานเชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งอาหารพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ อำเภอนครหลวง จัง หวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวนรวม ๒๒๑ คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เพื่อให้ผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่ป่วย และเจ้าหน้าที่ได้รับประทานอาหารที่อร่อย หลากหลาย และมีคุณค่าตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สำหรับรายการอาหารในวันนี้ ได้แก่ ต้มยำกุ้ง ข้าวสวยปลาทูทอด ไข่ต้ม น้ำพริก ข้าวเหนียวไก่ย่าง ลาบหมู ส้มตำไทย ผลไม้ ลอดช่อง และเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญ ในการดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่าให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ เดิมชื่อ สถานสงเคราะห์คนชราวาสนะเวศม์ สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๒๘ ในโอกาสที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงหายจากพระอาการประชวร โดยคณะศิษยานุศิษย์ ถือเป็นสิริมงคล และบารมีธรรม จึงได้ดำเนินการก่อสร้างสถานสงเคราะห์ ฯ ขึ้นที่ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ได้รับความยากลำบากและประสบปัญหาทางสังคม

ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ (วาสน์ วาสโน) โปรดประทานชื่อสถานสงเคราะห์ว่า “วาสนะเวศม์” แปลว่า “ที่อยู่ของผู้มีบุญ” ต่อมา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อสร้างอาคารเรือนนอน ๓ หลัง และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๐ ปัจจุบันให้บริการผู้สูงอายุทั้งชายและหญิง จำนวน ๑๗๒ คน เจ้าหน้าที่ ๔๙ คน เป็นการดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม ทั้งในด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สภา แวดล้อมที่อยู่อาศัย รวมทั้งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกัน เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพอยู่ในสังคมได้อย่างยั่งยืน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ โรงเรียนโยธินบูรณะ เขตบางซื่อ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและ ทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ และสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นัก เรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนโยธินบูรณะ เขตบางซื่อ กรุงเทพ มหานครเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๑๕ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง เป็นประธานเชิญอาหารพระราช ทานไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนโยธินบูรณะ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม ๓,๗๖๕ คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนม พรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารอิ่มอร่อย หลากหลาย และมีคุณค่าตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี

สำหรับรายการอาหารในวันนี้ อาทิ หมี่คลุกไก่ฉีก ข้าวหมูแดงหมูกรอบ สเต๊กปลาทอด ขนมโตเกียว ข้าวปั้น เกี๊ยวซ่า ทาโกะยากิ ไอศกรีมกะทิ สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ต ไก่ทอดเคเอฟซี
น้ำดื่ม และเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร จากโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็น
พระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการ ที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสรวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนโยธินบูรณะ ต่างปลื้มปีติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนโยธินบูรณะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต ๑ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนสหศึกษาระดับมัธยมศึกษาเปิดสอนตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ – ๖ ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๗๘ มีเนื้อที่ จำนวน ๑๖ ไร่ ประกอบด้วย ๕ อาคารเรียน ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลายรวม ๓,๗๖๕ คน มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม ๒๕๕ คน มีการจัดการเรียนการสอนออกเป็น ๔ โครงการ ได้แก่ โครงการห้อง เรียนปกติ โครงการส่งเสริมนักเรียนเก่งสู่ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
ภาคภาษาอังกฤษ โครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และโครงการนา นาชาติ ซึ่งได้พัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียน มุ่งพัฒนาโรง เรียนให้เป็นสถาบันการศึกษาแห่งการเรียนรู้ และได้มาตรฐานสากลธำรงไว้ซึ่งคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน แก่ นร. คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ รร.วัดจันทรสโมสร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิต รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ รวมถึงสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราช ทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากรและเจ้าหน้าที่โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๒๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี จักรพงษ์ หอมไกรลาศ เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม ๓๐๓ คน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระ ชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารอิ่มอร่อย หลากหลาย และมีคุณค่า ตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สำหรับรายการอาหารในวันนี้ อาทิ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ข้าวมันไก่ต้มและไก่ทอด สเต็กปลาทอดและหมู นักเก็ต ขนมโตเกียว สตรอว์เบอร์รีโยเกิร์ต น้ำดื่ม และเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการ ที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสรวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันคล้ายวันพระราชสมภพ
วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนวัดจันทรสโมสร ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนวัดจันทรสโมสร ตั้งอยู่บนที่ดินของวัดจันทรสโมสร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ ๑ ไร่ ๒ งาน อยู่ในกำกับดูแลของสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ ๑ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ มีนักเรียนรวมทุกระดับชั้น จำนวน ๒๗๓ คน มีครูและบุคลากร จำนวน ๓๐ คน โรงเรียนก่อตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๕ รวมเปิดทำการสอนมาแล้ว ๙๔ ปี จนถึงปัจจุบันโรงเรียนมีการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบ ผ่านการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร นักเรียนมีผลการเรียนผ่านตามมาตรฐานของสถานศึกษา ในระดับยอดเยี่ยม มีผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ๒ ปีซ้อน

ด้านกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน ประสบความสำเร็จด้านกีฬาเป็นอย่างดี ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันฟุตซอลในหลายรายการ อาทิ รางวัลชนะเลิศอันดับที่ ๑ (แชมป์ ๓ สมัย) การแข่งขันฟุตซอลยุวชน กฟผ. โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ประจำปี ๒๕๖๘ รางวัลรองเท้าทองคําสำหรับผู้ทําประตูสูงสุด ในการแข่งขันฟุตซอลยุวชน กฟผ. โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ประจำปี ๒๕๖๘ รางวัลเหรียญทองชนะเลิศ การแข่งขันกีฬาฟุตซอลชาย รุ่นอายุ ๑๒ ปี ในการแข่งขันกีฬานักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ ๓๖ “ช้างน้อยเกมส์” ประจำปี ๒๕๖๘ รวมถึงการแข่งขันบาสเกตบอล

นอกจากนี้ โรงเรียนได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันคล้ายวันประสูติของพระบรมวงศานุวงศ์มาโดยตลอดเพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม ด้วยเป็นการปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แก่เด็กนักเรียนเพื่อจะได้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี


พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ฯ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ มอบรางวัลพระราชทานแก่เยาวชน ศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทย-นาฏศิลป์ 904

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานมอบประกาศนียบัตร และมอบรางวัลพระราชทาน แก่บุตร หลาน ข้าราชบริพารในพระองค์ และครูจิตอาสา ที่ศึกษาศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทย-นาฏศิลป์ หน่วยราชการในพระ องค์ 904 ณ โรงละคร อาคาร 601 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.55 น. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปเป็นประธานมอบประกาศนียบัตร และมอบรางวัลพระราชทาน แก่บุตร หลาน ข้าราชบริพารในพระองค์ และครูจิตอาสา ที่ศึกษาศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทย -​นาฏศิลป์ หน่วยราชการในพระองค์ 904 ณ โรงละคร อาคาร 601 สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า

ในการนี้ ราชเลขานุการในพระองค์ ฯ ถวายความเคารพ และถวายดอกไม้ธูปเทียนแพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ฉายกับสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จากนั้น คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ ฯ ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์การเรียนรู้ดนตรี -​นาฏศิลป์ หน่วยราชการในพระองค์ 904​ ประจำปี 2568

ต่อจากนั้น เป็นการแสดงผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ประกอบด้วย

  • การแสดงชุดที่ 1 การบรรเลงวงมหาดุริยางค์ เพลงโหมโรงจอมสุรางค์
  • การแสดงชุดที่ 2 รำถวายอาลัยสมเด็จ​พระ​นาง​เจ้า​สิริกิติ์​ พระบรม​ราชินี​นาถ​ พระบรมราช​ชนนี​พันปี​หลวง​ พร้อมด้วยวงมหาดุริยางค์ และขับร้องหมู่ และ
  • การแสดงชุดที่ 3 การแสดงละครพันทาง เรื่องพระลอ ตอนปู่เจ้าเรียกไก่

เสร็จแล้ว ราชเลขานุการในพระองค์ ฯ มอบประกาศนียบัตร และรางวัลพระราชทานแก่นัก เรียน และมอบเกียรติบัตรแก่ครูจิตอาสา ตามลำดับ พร้อมทั้งกล่าวโอวาทแก่นักเรียน และมอบเครื่องดนตรีไทยแก่ศูนย์การเรียนรู้ดนตรี -​ นาฏศิลป์ หน่วยราชการในพระองค์ 904​ ในโอกาสนี้ นางณัฐวรรณ ภิรมย์ภักดี ทีปสุวรรณ มอบเครื่องเสียง เพื่อใช้ในการดำเนินงานของศูนย์การเรียนรู้ ฯ ด้วย

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงให้ความสำคัญเรื่องการอนุรักษ์และรักษาดนตรีไทย และนาฏศิลป์ไทย อันเป็นศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย กับทั้งทรงส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชน รวมถึงบุตร หลาน ข้าราชบริพารในพระองค์ ได้มีโอกาสได้ศึกษาและเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ หน่วยราชการในพระองค์ จัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทย – นาฏศิลป์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 และพระราชทานพระราชทรัพย์ในการจัดซื้อเครื่องดนตรีไทย ตลอดจนทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้ดนตรีไทย – นาฏศิลป์ หน่วยราชการในพระองค์ ณ อาคารที่พักข้าราชบริพาร เขตบางซื่อ กรุง เทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2566

ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ ฯ ดังกล่าว มีความเจริญก้าวหน้าจวบจนถึงปัจจุบัน เปิดทำการเรียนการสอนทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ ในรายวิชานาฏศิลป์ ปี่พาทย์ เครื่องสาย และขับร้องเพลง​ไทยเดิม ซึ่งในปีการศึกษา​ 2568 มีนักเรียน จำนวน 124 คน